เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 148 ชัยชนะ

ตอนที่ 148 ชัยชนะ

ตอนที่ 148 ชัยชนะ


วันที่ยี่สิบเก้าเดือนล่าเยวี่ย ยามนี้คือช่วงเวลาที่ทุกครัวเรือนในเมืองต่างวุ่นวายอยู่กับการเตรียมตัวฉลองปีใหม่ ทว่าฮุ่ยเหนียงกลับไม่อาจปลีกตัวไปดูแลกิจการของครอบครัวได้เลย นางเอาแต่ปักหลักคอยควบคุมสถานการณ์อยู่ที่หอการค้าของสมาคมการค้า นอกจากการสรุปบัญชีปลายปีของสมาคมแล้ว จุดประสงค์หลักก็คือเพื่อผลักดันให้การเจรจาซื้อขายของร้านค้าข้าวสารประสบผลสำเร็จอย่างราบรื่น

พ่อค้าแดนเหนือได้รับรู้ราคาที่ "พ่อค้าชาวเจียงซี" เสนอผ่านทางร้านค้าข้าวสารในเมืองที่มีสายสัมพันธ์อันดีต่อกัน ฟังดูแล้วเป็นราคาที่ยุติธรรมสมเหตุสมผลยิ่งนัก แม้จะสูงกว่าราคาจากแหล่งผลิตราวสี่ส่วน ทว่าเมื่อหักลบกลบหนี้ค่าขนส่งแล้วก็ยังคงมีผลกำไรที่งดงามเหลือเชื่อ แต่ราคานี้กลับกดราคาที่พวกตนเสนอไว้เสียจนจมมิด พ่อค้าแดนเหนือยังมิกล้าปักใจเชื่อ กระทั่งเที่ยงวันนั้น เมื่อการแสดงงิ้วฉากใหญ่ที่ฮุ่ยเหนียงและหลงจู๊ร้านค้าข้าวสารหลายแห่งในเมืองเป็นผู้กำกับได้เปิดฉากขึ้น พวกเขาจึงค่อยเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นความจริง

เรือทั้งสี่ลำจอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรืออำเภอฉางถิง จับกังขนถ่ายสินค้าแบกกระสอบเสบียงอาหารลงมาจากเรือทีละกระสอบ บนฝั่งมีคนคอย "ตรวจสอบ" คุณภาพของข้าวฟ่างและข้าวสาลีโดยเฉพาะ ชายสำเนียงเจียงซีสองสามคนกำลังยืนเจรจากับเถ้าแก่ร้านค้าข้าวสารของฝั่งสมาคมการค้า ถึงเรื่องการขนย้ายเสบียงอาหารอีกสิบกว่าลำเรือในระลอกถัดไป

ทว่าดูเหมือนฝั่งสมาคมการค้าจะค่อนข้าง "วางอำนาจบาตรใหญ่" คิดจะกดราคาลงไปอีก ท้ายที่สุดการ "เจรจา" ที่ท่าเรือในครานี้จึงจบลงโดยไร้ข้อสรุป "พ่อค้าชาวเจียงซี" เหล่านั้นถึงกับสะบัดแขนเสื้อจากไปด้วยความขัดเคืองใจ

เหตุการณ์นี้ทำให้พ่อค้าแดนเหนือมองเห็นโอกาสอันริบหรี่

บ่ายวันเดียวกันนั้น พ่อค้าแดนเหนือก็รีบรุดไปยังหอการค้าของสมาคมการค้า เพื่อเอ่ยคำขอขมาต่อฮุ่ยเหนียงและบรรดาหลงจู๊ร้านค้าข้าวสารในสมาคม แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่มีทางเอ่ยปากว่าล่วงรู้เรื่องที่สมาคมการค้าเจรจาซื้อขายกับ "พ่อค้าชาวเจียงซี" แล้ว พวกเขาเพียงแสดงท่าทีว่าการหารือคราวก่อนมีความผิดพลาดบางประการ สาเหตุหลักมาจากการที่พวกเขาได้รับข้อมูลเท็จระหว่างช่วงสืบหาราคาตลาด จึงเป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายไม่อาจตกลงราคากันได้

ท้ายที่สุด พ่อค้าแดนเหนือเหล่านี้ก็แสดงเจตนารมณ์ว่าจะยอมลดราคาลงเอง เพื่อรักษาความร่วมมือกับร้านค้าข้าวสารของเมืองถิงโจวต่อไป

หลงจู๊ร้านค้าข้าวสารทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างเบนสายตาไปทางฮุ่ยเหนียง การเจรจาสั่งซื้อกับ "พ่อค้าชาวเจียงซี" ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นฮุ่ยเหนียงที่จัดการแต่เพียงผู้เดียว กระทั่งเงินมัดจำก็ยังจ่ายไปแล้ว หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากฮุ่ยเหนียง ย่อมไม่มีทางเปลี่ยนทิศทางได้

"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราคงยังต้องการเสบียงอาหารอีกสักสามสิบห้าลำเรือ ไม่ทราบว่าจะมีปัญหาอันใดหรือไม่?" ฮุ่ยเหนียงกวาดสายตาอันเฉียบขาดมองพ่อค้าแดนเหนือทั้งหลาย

พ่อค้าแดนเหนือผู้เป็นหัวหน้าแย้มยิ้มประจบ "ความจริงแล้วเสบียงอาหารก็อยู่ที่อำเภอซ่างหางทางตอนใต้นี่เอง ขอเวลาอีกเพียงไม่กี่วัน... ก็สามารถขนส่งมาถึงได้ รับรองว่าจะไม่ทำให้การค้าของทุกท่านต้องล่าช้าอย่างแน่นอน"

เรื่องราวตั้งแต่เริ่มวางแผนจวบจนจบสิ้น ใช้เวลาไปเพียงสองวันเท่านั้น เรียกได้ว่าจัดการได้อย่างเด็ดขาดรวดเร็วดั่งดาบคมตัดป่านยุ่ง นี่เป็นสิ่งที่เสิ่นซีร้องขอเช่นกัน ยิ่งยืดเยื้อเวลาออกไปนานเท่าใด โอกาสที่ความลับจะรั่วไหลก็ยิ่งมีมากเท่านั้น ร้านค้าข้าวสารทุกแห่งในเมืองล้วนต้องการให้การเจรจาสั่งซื้อเสร็จสิ้นก่อนสิ้นปี ดังนั้นค่ำคืนนี้จึงต้องตีเหล็กเมื่อยังร้อน รีบจัดการเจรจาให้จบสิ้นไป

(เชิงอรรถผู้แปล: ดาบคมตัดป่านยุ่ง (快刀斩乱麻) เปรียบเปรยถึงการจัดการปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว)

นี่เป็นชัยชนะครั้งที่สองของฮุ่ยเหนียงในฐานะผู้ดูแลใหญ่แห่งสมาคมการค้า ที่สามารถจัดการข้อพิพาททางการค้ากับบุคคลภายนอกได้สำเร็จ สืบเนื่องจากการอาศัยอำนาจของสมาคมการค้าต่อกรกับร้านหนังสือเมื่อเดือนตงเยวี่ย การแลกเปลี่ยนในครานี้ นางจัดการเตรียมการได้อย่างเหมาะสม ช่วยเรียกร้องผลประโยชน์ให้แก่ร้านค้าข้าวสารในเมืองไปพร้อม ๆ กับผูกใจให้หลงจู๊แต่ละร้านเกิดความเคารพยำเกรง

(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนตงเยวี่ย (冬月) เดือน ๑๑ ตามปฏิทินจันทรคติจีน)

ข่าวคราวแพร่สะพัดออกไป เพียงแค่วันสิ้นปีวันเดียว ก็มีใบคำร้องขอเข้าร่วมสมาคมการค้ายื่นเข้ามามากกว่าหนึ่งร้อยแห่ง นอกเหนือจากร้านค้าข้าวสารที่ได้รับผลประโยชน์แล้ว ยังรวมถึงร้านค้าจากหลากหลายสาขาอาชีพอื่น ๆ อีกด้วย

ฮุ่ยเหนียงรวบรวมรายชื่อร้านค้าที่เข้าร่วมสมาคมการค้าทั้งหมดมาสรุปยอดดู หลังจากรับร้านค้ากลุ่มนี้เข้ามา สมาคมการค้าก็ครอบคลุมสายอาชีพที่แตกต่างกันหลายสิบประเภท โดยเฉพาะในเมืองถิงโจว ขอเพียงเป็นร้านค้าเก่าแก่ที่เปิดกิจการมานานกว่ายี่สิบปี ล้วนตบเท้าเข้าร่วมสมาคมการค้าแทบทั้งสิ้น

บ่ายของวันสิ้นปี ฮุ่ยเหนียงอาศัยจังหวะที่โจวซื่อกลับเรือนไปเตรียมอาหารมื้อค่ำ ลอบเรียกเสิ่นซีขึ้นมายังห้องพักของนางบนชั้นสอง ปิดประตูมิดชิดเพื่อปรึกษาหารือกัน

เสิ่นซีย่อมรู้ดีว่าฮุ่ยเหนียงกำลังใส่ใจเรื่องใด เขาจึงไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย หยิบยกเอาระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรายฤดูของสมาคมการค้าที่เพิ่งร่างขึ้นมาใหม่ให้นางดู ในปีใหม่นี้ จะทำการยกเลิกค่าธรรมเนียมแรกเข้าของสมาคมการค้า แล้วเปลี่ยนมาตั้งกฎเก็บค่าธรรมเนียมรายฤดูแทน

ร้านค้าทุกแห่งสามารถยื่นใบคำร้องขอเข้าร่วมสมาคมการค้าได้ ขั้นต่ำสุด ขอเพียงชำระเงินสามเฉียนต่อฤดูกาลก็สามารถเข้าสมาคมได้แล้ว โดยกำหนดมาตรฐานไว้ทั้งหมดสี่ระดับ ได้แก่ เงินสามเฉียน, เงินเก้าเฉียน, สองตำลึง และ สี่ตำลึง เท่ากับเป็นการจงใจ "แบ่งชนชั้น" ให้แก่ร้านค้าทั้งหมดในสมาคมอย่างมีนัยยะ

วันหน้า ร้านค้าที่ชำระเงินสามเฉียนต่อฤดูกาล จะได้รับการคุ้มครองจากสมาคมการค้าเท่านั้น ทว่าไร้ซึ่งอภิสิทธิ์อื่นใด

มีเพียงร้านค้าที่ชำระเงินตั้งแต่เก้าเฉียนต่อฤดูกาลขึ้นไป จึงจะมีสิทธิ์เลือกตั้งผู้อาวุโส ร้านที่จ่ายตั้งแต่สองตำลึงขึ้นไปต่อฤดูกาล จะมีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้อาวุโส ส่วนสมาชิก "หอผู้อาวุโส" ที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว จะต้องชำระสี่ตำลึงต่อฤดูกาล

ตำแหน่งผู้ดูแลใหญ่แห่งสมาคมการค้าเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการว่า "ประธานสมาคม" จำนวนเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละฤดูกาลจะเท่าเทียมกับสมาชิกหอผู้อาวุโส อีกทั้งประธานสมาคมจะดำรงตำแหน่งไปตลอดชีพ ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง ทว่าประธานสมาคมสามารถเลือกที่จะขอสละตำแหน่งเองได้ และมอบหมายตำแหน่งให้แก่ผู้ที่ตนไว้วางใจ

สมาคมการค้าที่ผ่านการปฏิรูปแล้ว ดูคล้ายกับราชสำนักจำลองเสียมากกว่า สมาชิก "หอผู้อาวุโส" ก็คือเหล่าขุนนางในราชสำนัก ส่วนร้านค้าเบื้องล่างก็เปรียบเสมือนราษฎรตาดำ ๆ เพราะมีระบบการเลือกตั้งเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้อาวุโสจึงมีฐานะและตำแหน่งอันสูงส่ง ทั้งยังมีอภิสิทธิ์บางประการในกำมือ ในขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องเอาอกเอาใจหลงจู๊ร้านค้าเบื้องล่าง เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ตนเองต้องสอบตกจากการเลือกตั้งผู้อาวุโสในคราวหน้า

(เชิงอรรถผู้แปล: ราชสำนักจำลอง ใช้เปรียบเปรยถึงองค์กรหรือกลุ่มก้อนที่มีระบบการปกครองและจัดสรรอำนาจลดหลั่นกันไปเบ็ดเสร็จในตัวเอง ประหนึ่งเป็นราชสำนักขนาดย่อม)

หลังจากฮุ่ยเหนียงตรวจดูระเบียบการใหม่ที่เสิ่นซีร่างขึ้น จิตใจของนางก็จดจ่ออยู่กับระบบที่ค่อนข้างซับซ้อนนี้ เมื่อใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนแล้ว นางก็รู้สึกว่ามีเหตุมีผลยิ่งนัก หากสามารถทำให้ข้อกำหนดที่ระบุไว้สำเร็จลุล่วงได้ทุกประการ สมาคมการค้าย่อมมีอิทธิพลในการเชิญชวนผู้คนได้มากกว่าแต่ก่อน

"...ท่านน้า รอให้พ้นช่วงปีใหม่ไปก่อนค่อยประกาศระเบียบการนี้ออกไป สมาคมการค้าก็จะสามารถขยายตัวได้อย่างก้าวกระโดด ยามนี้ร้านค้าจากทั้งแปดอำเภอในเมืองถิงโจวที่เข้าร่วมสมาคมยังมีจำนวนไม่มากพอ หวังว่าวันหน้าจะขยายเครือข่ายครอบคลุมไปถึงทุกตัวอำเภอและตำบลนะขอรับ"

"เมื่อสมาคมการค้ามีรากฐานมั่นคง ก็จะสามารถปฏิบัติตามสิ่งที่ข้าเคยกล่าวไว้ ยามรับซื้อสินค้าให้เปลี่ยนมาใช้ระบบการจัดซื้อโดยตรง สมาคมการค้าสามารถก่อตั้ง 'สำนักงานประสานงาน' ขึ้นในแหล่งผลิตสินค้าสำคัญ เฟ้นหาคนท้องถิ่นมารับผิดชอบโดยเฉพาะ พวกเราจะเป็นฝ่ายจ่ายค่าจ้างให้แก่พวกเขา แทนที่จะรอให้พวกเขารับซื้อสินค้ามาขายต่อให้แก่พวกเรา"

"ส่วนด้านการขนส่ง ทางที่ดีสมาคมการค้าควรก่อตั้งกิจการเดินเรือและกิจการรถม้าขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อรับหน้าที่ขนส่งสินค้า และผลกำไรทั้งหมดที่ได้ก็จะเป็นของสมาคมการค้าขอรับ"

เสิ่นซีอธิบายรายละเอียดทุกแง่มุมอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง และนี่ก็คือทิศทางการก้าวไปข้างหน้าของสมาคมการค้าในอนาคต

แรกเริ่มที่ก่อตั้งสมาคมการค้านั้น เป็นเพียงการรวมตัวกันของร้านขายยาเพื่อความสะดวกในการต่อรองราคาเมื่อต้องจัดซื้อสมุนไพร ทว่ายามนี้เมื่อสมาคมการค้าเติบโตขึ้น พลังแห่งความสามัคคีก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ขอบเขตการดำเนินกิจการก็กว้างขวางขึ้น เสิ่นซีต้องการสร้างสมาคมการค้าให้กลายเป็นบรรทัดฐาน ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าร้านค้าที่เข้าร่วมสมาคมนั้นย่อมมีระดับโดดเด่นเหนือผู้คน โดยเฉพาะประธานสมาคมและผู้อาวุโสที่กุมทรัพยากรไว้ในมือมหาศาล หากทำเช่นนี้ได้ ย่อมสามารถเรียกร้องสิทธิประโยชน์ให้แก่เหล่าพ่อค้า และขยายหนทางทำกินให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

ฮุ่ยเหนียงเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง การที่เสิ่นซีชี้แนะนางมากมายถึงเพียงนี้ ทำให้นางรู้สึกว่าได้รับความรู้ล้ำค่ากลับมาไม่น้อยเลยทีเดียว

…… ……

เมื่อทั้งสองลงมาถึงชั้นล่างก็เป็นเวลาพลบค่ำเสียแล้ว เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับไปตั้งแต่เมื่อใดก็สุดรู้ ภายในลานเรือนด้านหลัง โจวซื่อกำลังนำพาสาวใช้สองสามคนจัดเตรียมอาหารมื้อค่ำวันสิ้นปี

"น้องสาว ประเดี๋ยวข้าต้องกลับไปกินข้าวกับเจ้าคนไร้มโนธรรมที่บ้านเสียก่อน ดึกหน่อยจึงค่อยแวะมาหา เขาบอกว่ากินข้าวคืนข้ามปีเสร็จจะไปเฝ้าโกดังก็ปล่อยเขาไปเถิด ประจวบเหมาะที่ข้าจะได้มานั่งสนทนาเป็นเพื่อนน้องสาว" โจวซื่อเอ่ยกับฮุ่ยเหนียงด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม

สองวันมานี้โจวซื่อเบิกบานใจยิ่งนัก

ช่วงสิ้นปีร้านขายยาและโรงพิมพ์ถึงคราวชำระบัญชี แม้ส่วนแบ่งของร้านขายยาส่วนใหญ่จะต้องส่งไปยังอำเภอหนิงฮว่าให้แก่นายหญิงเฒ่าผู้เป็นผู้นำตระกูลเสิ่น ทว่าผลกำไรจากฝั่งโรงพิมพ์นั้นตกเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว

เดิมทีโจวซื่อคิดว่าการพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่แบบสีแม้จะได้ผลกำไรดี ทว่าเนื่องจากเวลากระชั้นชิดคงหาเงินได้ไม่มากนัก ท้ายที่สุดเมื่อถึงคราวชำระบัญชีสิ้นปี เพียงแค่การขายส่งภาพมงคลปีใหม่ในช่วงสองเดือนมานี้ ก็ได้กำไรสุทธิมาถึงหนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึงแล้ว เมื่อแบ่งตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ นางจะได้รับส่วนแบ่งถึงหกร้อยกว่าตำลึง นี่ยังไม่รวมถึงเงินที่ซูเจ้อชีชำระเต็มจำนวนเพื่อสั่งจองหนังสือภาพแบบสีก้อนนั้นอีกต่างหาก

บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงก็ประดับประดาไปด้วยรอยยิ้มปลาบปลื้มใจเช่นกัน

ความปรีดาของนางโดยหลักแล้วมาจากความภาคภูมิใจที่สามารถช่วยสมาคมการค้าแก้ไขปัญหาจนสำเร็จลุล่วง ในวันสิ้นปีเช่นนี้ ร้านค้าข้าวสารในเมืองแทบทุกแห่งล้วนจัดส่งของกำนัลมาให้ ความซาบซึ้งและรู้คุณคนและรู้จักตอบแทน ล้วนฉายชัดออกมาทางสีหน้าและแววตาอย่างเหลือล้น

จบบทที่ ตอนที่ 148 ชัยชนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว