- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 147 ใช้เล่ห์ลวงปราบคนพาล
ตอนที่ 147 ใช้เล่ห์ลวงปราบคนพาล
ตอนที่ 147 ใช้เล่ห์ลวงปราบคนพาล
"เสี่ยวหลาง เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง"
ใบหน้าของฮุ่ยเหนียงเจือไปด้วยความยินดี "ทว่าการจะนำแผนการไปปฏิบัติจริงย่อมต้องอาศัยเวลา ยามนี้หากกล่าวถึงเพียงเรื่องเจรจาซื้อข้าวสารและธัญพืชจากพ่อค้าแดนเหนือเหล่านี้ เจ้ามีแผนการดีอันใดหรือไม่?"
เมื่อเผชิญกับแววตาคาดหวังอย่างแรงกล้าของฮุ่ยเหนียง เสิ่นซีรู้สึกได้ว่าฮุ่ยเหนียงเริ่มพึ่งพาเขามากขึ้นทุกขณะ แม้ความพึ่งพิงนี้จะเป็นเพียงเรื่องสติปัญญาและแผนการหาใช่อารมณ์รักใคร่ฉันชู้สาว ทว่าก็ทำให้เสิ่นซีรู้สึกตัวลอยคล้อยตามไปบ้างมิใช่น้อย
(เชิงอรรถผู้แปล: ตัวลอยคล้อยตาม (飘飘然) หลงระเริงหรือภูมิใจไปกับคำชม)
"แผนการน่ะมีขอรับ แต่บางทีอาจจะเป็นการล่วงเกินคนพวกนี้ไปสักหน่อย หากท่านน้ากังวลใจ พวกเราก็มองให้ไกลสักนิด ยอมอดทนผ่อนปรนไปก่อน รอจนพ้นช่วงปีใหม่เมื่อพวกเรามีช่องทางรับสินค้าเป็นของตัวเอง เรื่องราวย่อมคลี่คลายไปเองขอรับ" เสิ่นซีกล่าวเช่นนี้ แท้จริงแล้วกำลังหยั่งเชิงว่าฮุ่ยเหนียงกล้าที่จะออกหน้าแบกรับภาระแทนบรรดาหลงจู๊ร้านค้าในสมาคมการค้าหรือไม่
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ย "หากต้องล่วงเกิน ช้าเร็วก็ต้องหมางเมินกันอยู่ดี จะมามัวเกรงกลัวอันใดกับยามนี้? เสี่ยวหลาง เจ้าลองว่ามาเถิด"
ใบหน้าเสิ่นซีปรากฏรอยยิ้มปลาบปลื้มใจบางเบา ฮุ่ยเหนียงเป็นดังที่เขาประจักษ์จริง ๆ แม้จะมีจิตใจอ่อนโยนบอบบางดั่งสตรี ทว่าก็มีความเข้มแข็งและไม่ยอมจำนนอยู่ในตัว นี่คือจุดที่เขาชื่นชมในตัวนางมากที่สุด
เสิ่นซีเอ่ยขึ้น "พ่อค้าแดนเหนือเหล่านี้ อาศัยว่ามีทางการคอยหนุนหลังเบื้องหลัง นอกจากจะไม่เห็นหัวผู้ใดแล้ว ย่อมต้องมั่นอกมั่นใจเป็นแน่ว่าไม่มีผู้ใดกล้ามาแย่งการค้ากับพวกเขา พวกเราสามารถทำสวนทางกัน ไม่เจรจากับพวกเขา แต่หันไปกว้านซื้อข้าวสารและธัญพืชจากมณฑลเจียงซีที่อยู่ใกล้เคียงกลับมาแทน"
"เวลากระชั้นชิดปานนี้ จะเป็นไปได้อย่างไร? อีกอย่างพวกเราก็ไม่รู้จักพ่อค้าชาวเจียงซีผู้อื่นเลยเสียหน่อย" ฮุ่ยเหนียงร้อนใจเล็กน้อย
เสิ่นซีเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "พวกเราไม่รู้จัก ทว่าพ่อค้าแดนเหนือเหล่านั้นจะไปล่วงรู้ได้อย่างไรขอรับ? ในใต้หล้านี้มีพ่อค้าเร่สัญจรไปมาตั้งมากมาย พวกเราเพียงแค่ปล่อยข่าวออกไป ทำให้พวกเขาหลงคิดว่าพวกเรากำลังเจรจากับพ่อค้าชาวเจียงซี ในขณะเดียวกันก็ให้หลงจู๊ร้านค้าข้าวสารในเมือง รวบรวมข้าวฟ่างและข้าวสาลีเท่าที่พอจะเกณฑ์ได้จากโกดังของพวกตนมาบรรทุกลงเรือ พวกเราสามารถใช้กระสอบบรรจุทรายปะปนเข้าไปด้วย แล้วขนส่งข้าวฟ่างและข้าวสาลีหลายลำเรือกลับมาทางน้ำอย่างเอิกเกริก พร้อมป่าวประกาศว่านี่คือเสบียงชุดแรกที่สั่งซื้อจากพ่อค้าชาวเจียงซี ภายหลังยังมีมาอีกจำนวนมหาศาล ดูสิว่าพวกเขาจะเชื่อหรือไม่!"
ฮุ่ยเหนียงคิดไม่ถึงเลยว่าแผนการที่เสิ่นซีชี้แนะจะมิใช่หนทางที่เที่ยงตรง ทว่ากลับเป็นการใช้ 'กลอุบายเล่นแง่' เช่นเดียวกับคราวที่เกิดข้อพิพาทกับร้านหนังสือในเมือง ความเสี่ยงที่ต้องเผชิญในครานี้ใหญ่หลวงนัก แม้แต่นางเองก็ยังปรับตัวรับไม่ทันในชั่วขณะ
"ทำเช่นนี้... จะดีหรือ?" ฮุ่ยเหนียงเงยหน้าขึ้นสบตาเสิ่นซี "หากพ่อค้าแดนเหนือเหล่านี้ไม่ยอมทำการค้ากับพวกเราแล้วจะทำอย่างไรเล่า?"
เสิ่นซีหัวเราะพร้อมส่ายหน้า "ท่านน้า ท่านยังไม่เข้าใจรูปแบบการค้าของพวกเขา ต่อให้พ่อค้าไม่กี่คนนี้จะเก่งกาจปานใด ตลาดใหญ่โตอย่างหมิ่นเจ้อพวกเขาก็ไม่อาจกลืนกินได้หมด เบื้องหลังของพวกเขาย่อมต้องเป็นกลุ่มคนขนาดใหญ่ เพียงแต่การค้าในอาณาบริเวณรอบเมืองถิงโจว ล้วนมีคนกลุ่มนี้เป็นผู้รับผิดชอบดูแลมาโดยตลอด"
(เชิงอรรถผู้แปล: หมิ่นเจ้อ (闽浙) คำเรียกรวมอาณาเขตมณฑลฝูเจี้ยนและมณฑลเจ้อเจียง)
"พวกเขาตาอยู่สูงกว่ากระหม่อม หลงนึกไปเองว่าไม่มีผู้ใดกล้าแย่งชิงการค้า ทุก ๆ ปีจึงมักลอบขนส่งข้าวฟ่างและข้าวสาลีมาทางน้ำจนถึงแถบตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยนล่วงหน้า รอจนเจรจาการค้าและราคาตกลงกันได้ พวกเขาก็จะขนส่งมาทันทีแบบยื่นหมูยื่นแมว หากพวกเราไม่ทำการค้ากับพวกเขา ข้าวฟ่างและข้าวสาลีชุดนี้จะขนไปขายที่ใดได้เล่า?"
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ย "หากมิใช่เพราะเสี่ยวหลางบอกกล่าว ข้าคงไม่รู้จริง ๆ ว่าในเรื่องนี้จะมีตื้นลึกหนาบางแฝงอยู่มากมายเพียงนี้ ดูท่าข้าที่เป็นผู้ดูแลใหญ่แห่งสมาคมการค้าผู้นี้จะยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอกระมัง"
"มิใช่ท่านน้าทำหน้าที่ได้ไม่ดีหรอกขอรับ เพียงแต่ทุกสายอาชีพล้วนมีรูปแบบการค้าที่แตกต่างกัน ในวงการค้าข้าวฟ่างและข้าวสาลีนั้น เนื่องด้วยคนกลุ่มนี้อยู่ในสถานะผูกขาด ต่อให้พวกเราจะก่อตั้งสมาคมการค้าขึ้นมา พวกเขาก็ยังคงมีที่พึ่งจึงไม่เกรงกลัว ทว่าหากพวกเราแสร้งทำเป็นขนส่งข้าวฟ่างและข้าวสาลีมาจากต่างถิ่น พวกเขาย่อมต้องสับสนปั่นป่วนเป็นแน่"
กล่าวถึงตรงนี้ เสิ่นซีก็มีความกังวลแฝงอยู่สายหนึ่ง "ทว่าอย่างไรเสียเบื้องหลังของพวกเขาก็มีเส้นสายของทางการคอยหนุนหลัง เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน พวกเขาอาจยอมประนีประนอมให้ชั่วคราว ทว่าภายหลังย่อมต้องอาศัยอำนาจจากทางการมากดขี่พวกเราอย่างแน่นอน ท่านน้า ท่านควรเตรียมใจรับมือไว้แต่เนิ่น ๆ จะดีกว่านะขอรับ"
ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มพร้อมส่ายหน้า "เสี่ยวหลาง เจ้าวางใจเถิด ในเมื่อตกลงปลงใจจะทำแล้ว น้าย่อมต้องเตรียมใจรับมือไว้พร้อมสรรพ ในเมื่อเป็นสมาคมการค้าที่พวกเราเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งขึ้น ย่อมต้องรับผิดชอบต่อร้านค้าทุกแห่งในสมาคมให้ถึงที่สุด!"
"ขอรับ"
เสิ่นซีพยักหน้าอย่างหนักแน่น ในเมื่อฮุ่ยเหนียงเลือกที่จะสนับสนุนเขา เขาก็จะยืนหยัดพิจารณาเรื่องราวต่าง ๆ ในมุมมองของฮุ่ยเหนียงเช่นกัน ไม่ว่าวันข้างหน้าจะต้องเผชิญอุปสรรคขวากหนามอันใด เขาก็จะยังคงคอยเป็นกุนซือชี้แนะแผนการให้นางอย่างแน่นอน
…… ……
หลังจากที่ฮุ่ยเหนียงหารือกับเสิ่นซีจบ นางก็เริ่มลงมือเคลื่อนไหวในทันที โดยเรียกตัวหลงจู๊จากร้านค้าข้าวสารขนาดใหญ่ในเมืองมาเข้าพบ
เพื่อป้องกันมิให้ความลับรั่วไหล ฮุ่ยเหนียงจึงมิได้อธิบายข้อสำคัญแก่ทุกคน ไม่ว่าจะบอกกล่าวกับคนในหรือคนนอก ล้วนใช้คำพูดเดียวกันว่านางรู้จักกับพ่อค้าข้าวสารแถบมณฑลเจียงซี และพ่อค้าเหล่านี้มีข้าวฟ่างและข้าวสาลีจำนวนมากที่ต้องการระบายออกอย่างเร่งด่วน อีกทั้งราคาล้วนเป็นธรรมยิ่งนัก
เดิมทีร้านค้าข้าวสารในเมืองต่างพากันกังวลว่าราคาข้าวสาลีและข้าวฟ่างจะสูงลิ่วไม่ยอมลด หากรับซื้อมาแล้วคงขายออกได้ยากยิ่ง ทว่าหากไม่รับสินค้าก็ย่อมไม่มีของกักตุนไว้ขาย ไม่ว่าจะเลือกทางใดล้วนต้องสูญเสียเงินก้อนใหญ่ เมื่อได้ยินคำกล่าวของฮุ่ยเหนียง หลงจู๊ร้านค้าข้าวสารที่เดิมทีคิดจะสั่งซื้อข้าวฟ่างและข้าวสาลีในราคาสูงลิ่วจากพ่อค้าแดนเหนือจึงเริ่มลังเลใจ
"ทุกท่าน พ่อค้าชาวเจียงซีใกล้จะเดินทางมาถึงเมืองถิงโจวแล้ว เสบียงอาหารชุดแรกมีทั้งหมดสี่ลำเรือ หากทุกท่านต้องการสั่งจอง สามารถไปลงชื่อระบุจำนวนที่ต้องการสั่งจองได้ที่หลงจู๊หานโดยตรง ภายหลังยังมีเสบียงอาหารขนส่งตามมาอีกสิบกว่าลำเรือ แม้จะน้อยกว่าปีก่อน ๆ อยู่บ้าง ทว่าข้อดีคือราคาถูก ซ้ำยังรับประกันคุณภาพได้ ทุกร้านย่อมได้ผลกำไรเป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน"
สิ้นคำกล่าวของฮุ่ยเหนียง หลงจู๊ร้านค้าข้าวสารในเมืองต่างก็เบิกบานใจ พากันส่งมอบจำนวนที่พวกตนต้องการรับซื้อขึ้นไป
จากนั้นฮุ่ยเหนียงก็ให้คนเหล่านี้กลับไปรอฟังข่าว แล้วรั้งตัวหลงจู๊ร้านค้าข้าวสารไม่กี่แห่งที่เข้าร่วมสมาคมการค้าแล้วไว้หารือเป็นการส่วนตัว เพื่อชี้แจงต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวอย่างละเอียด
หลงจู๊แต่ละร้านจึงเพิ่งล่วงรู้ว่า ที่แท้ทุกสิ่งที่ฮุ่ยเหนียงกระทำลงไป ล้วนเป็นเพียงการวางแผนลวงหลอก พวกเขาในฐานะหมากในกระดาน จำต้องช่วยฮุ่ยเหนียงแสดงงิ้วฉากนี้ให้จบลงอย่างสมบูรณ์ โดยเรื่องการโยกย้ายเสบียงอาหารและเรือเสบียงนั้น จำเป็นต้องให้พวกเขาจัดการอย่างลับ ๆ
ฮุ่ยเหนียงแสดงเจตนารมณ์ของตนอย่างชัดเจน "ทุกท่านล้วนเป็นสมาชิกสมาคมการค้าของข้า ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในครานี้ รวมถึงความสูญเสียของพวกท่าน ข้าจะขอรับผิดชอบไว้แต่เพียงผู้เดียว ต่อให้ความแตก เรื่องนี้ข้าก็เป็นผู้บงการแต่เพียงผู้เดียว จะไม่ดึงพวกท่านเข้ามาพัวพันให้เดือดร้อนเป็นอันขาด"
แม้ในคราแรกหลงจู๊ร้านค้าข้าวสารเหล่านี้จะมีความลังเลอยู่บ้าง ทว่าเมื่อได้ยินน้ำเสียงหนักแน่นดั่งตะปูตอกไม้ของฮุ่ยเหนียง ทุกคนต่างก็เลื่อมใสศรัทธาอย่างหมดใจ
(เชิงอรรถผู้แปล: หนักแน่นดั่งตะปูตอกไม้ ปรับบริบทมาจาก 掷地有声 (zhì dì yǒu shēng) แปลตรงตัวว่า โยนลงพื้นมีเสียงดังกังวาน หมายถึงคำพูดที่มีน้ำหนัก หนักแน่น และน่าเชื่อถือ)
ตัวฮุ่ยเหนียงเองมิได้ประกอบกิจการค้าข้าวสาร ทว่านางกลับยอมออกหน้าเรียกร้องผลประโยชน์แทนร้านค้าข้าวสาร ถึงขั้นยอมควักกระเป๋าตนเองเพื่อเล่นงิ้วฉากนี้ จุดประสงค์หลักที่พ่อค้าเหล่านี้เข้าร่วมสมาคมการค้าก็เพื่อต้องการที่พึ่งพิงคุ้มครอง ยามนี้เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว พวกเขาย่อมไม่มีสิ่งใดให้ต้องขุ่นเคืองใจ
ภายในวันที่ยี่สิบแปดเดือนล่าเยวี่ย ทุกสิ่งก็ถูกจัดแจงจนเข้าที่เข้าทาง เรือที่ใช้มิใช่เรือในท้องที่เมืองถิงโจว ทว่าอาศัยเส้นสายเกณฑ์มาจากที่อื่น เพื่อให้การแสดงแนบเนียนสมจริง ฮุ่ยเหนียงถึงกับลงมือด้วยตนเอง ยอมทุ่มเงินก้อนโตจ้างพ่อค้าเร่ชาวเจียงซีสองสามคนที่บังเอิญเดินทางผ่านเมืองถิงโจวมาสวมบทบาท ค่ำคืนนั้นนางนำพาผู้คนจากร้านค้าข้าวสารในเมืองมาเจรจาการค้ากับพ่อค้าเร่ที่พูดจาด้วยสำเนียงเจียงซีเหล่านี้อย่างจริงจังเป็นงานเป็นการ
(เชิงอรรถผู้แปล: เดือนล่าเยวี่ย (腊月) เดือน ๑๒ ตามปฏิทินจันทรคติจีน)
นอกเหนือจากผู้คนหยิบมือที่รู้ตื้นลึกหนาบาง หลงจู๊ร้านค้าข้าวสารส่วนใหญ่ในเมืองถิงโจวล้วนถูกปิดหูปิดตาไว้อย่างมิดชิด
จวบจนวันรุ่งขึ้น ฮุ่ยเหนียงก็จัดแจงให้คนเดินทางไปยังท่าเรือแม่น้ำถิงเจียงเพื่อ "รอรับเรือ"
พ่อค้าแดนเหนือเหล่านั้นยังคงมัวเมาอยู่ตามหอคณิกาในเมือง ดื่มด่ำสุราเคล้านารีอย่างสำราญใจ รอจนกระทั่งมีคนรู้จักมาแจ้งข่าว จึงเพิ่งล่วงรู้ว่าจู่ ๆ ก็มีพ่อค้าชาวเจียงซีเดินทางมาเร่ขายเสบียงอาหารที่อำเภอฉางถิง ช่วงเวลานี้ช่างประจวบเหมาะนัก เห็นได้ชัดว่าจงใจพุ่งเป้ามาที่พวกเขา
พ่อค้าแดนเหนือเหล่านี้ต่างพากันหน้าถอดสี รีบรุดไปสืบหาข่าวคราว ร่องรอยหลายประการบ่งชี้ชัดว่าเรื่องนี้มิใช่การปั้นน้ำเป็นตัว กระทั่งหลงจู๊ร้านค้าข้าวสารที่ลอบตกลงซื้อขายสินค้ากับพวกเขาไว้ก่อนหน้านี้ ยามนี้ก็ล้วนหลบหน้าหลบตาไม่ยอมมาพบ เมื่อซักไซ้ไล่เลียงอย่างละเอียดจึงได้ความว่า ที่แท้ผู้ดูแลใหญ่แห่งสมาคมการค้าเมืองถิงโจวได้เรียกตัวหลงจู๊ร้านค้าข้าวสารทั้งหมดในเมืองมาหารือกันตั้งแต่เมื่อวาน นอกเหนือจากจะเชิญพ่อค้าชาวเจียงซีมาเจรจาความแล้ว กระทั่งใบสั่งซื้อก็ยังแจกจ่ายออกไปจนหมดสิ้น
พ่อค้าแดนเหนือเหล่านี้ยังคงไม่ปักใจเชื่อว่าจะมีผู้ใดกล้ามาแย่งชิงการค้ากับพวกตน ทว่าน่าเสียดายที่การสื่อสารในยุคสมัยนี้มิอาจพึ่งพาได้เลย ต่อให้ทุ่มเทความคิดความพยายามเพียงใดก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าผู้ใดกันแน่ที่เล่นตุกติกอยู่เบื้องหลัง พวกเขาจึงทำได้เพียงหันมาเล่นงานจากทางสมาคมการค้า หวังจะล้วงข้อมูลจากคนในแทน
ในเรื่องนี้ฮุ่ยเหนียงได้เผยให้เห็นถึงความเด็ดขาดและแข็งกร้าวในฐานะผู้ดูแลใหญ่แห่งสมาคมการค้า เมื่อเผชิญกับการผูกมิตรของพ่อค้าแดนเหนือ วิธีการรับมือของนางคือหลบหน้าไม่ยอมพบ เมื่อวานยังพูดจาพาทีกับคนเหล่านี้อย่างสุภาพอ่อนน้อม ทว่าพอพลิกหน้ามือเป็นหลังมือก็ทำตัวประหนึ่งไม่เคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน ท่าทีที่แปรเปลี่ยนอย่างฉับไวนี้ ทำเอาพ่อค้าแดนเหนือตั้งตัวรับไม่ทัน
การที่พ่อค้าแดนเหนือเดินทางไปยัหอการค้าของสมาคมการค้าเพื่อผูกมิตรนั้น เดิมทีก็เพื่อหยั่งเชิงดูลาดเลา หากทางสมาคมการค้ารีบส่งคนมาเจรจาการค้ากับพวกเขาในทันที เช่นนั้นเรื่องพ่อค้าชาวเจียงซีอะไรนั่น พวกเขาย่อมไม่มีทางเชื่อเป็นอันขาด
ยามนี้ฮุ่ยเหนียงกลับมีท่าทีแข็งกร้าวเด็ดขาด ทำเอาพ่อค้าแดนเหนือเหล่านี้พากันพะว้าพะวงร้อนใจ ทำได้เพียงสืบหาข่าวสารไปพลาง ปิดประตูปรึกษาหารือแผนการรับมือกันไปพลาง