- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 146 เสี่ยวจูเก๋อยอดกุนซือผู้ปราดเปรื่อง
ตอนที่ 146 เสี่ยวจูเก๋อยอดกุนซือผู้ปราดเปรื่อง
ตอนที่ 146 เสี่ยวจูเก๋อยอดกุนซือผู้ปราดเปรื่อง
ช่วงปลายปีเช่นนี้ ร้านขายยายุ่งวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากชาวบ้านต่างเกรงว่าก่อนถึงวันที่สิบห้าเดือนอ้ายร้านขายยาจะยังไม่เปิดประตูต้อนรับ หากคนในเรือนมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ จะไม่มีที่ซื้อหาหยูกยา กอปรกับร้านขายยาตระกูลลู่วางขายเพียงยาสำเร็จรูป ซึ่งล้วนจัดเตรียมสัดส่วนไว้เป็นอย่างดีและมีสรรพคุณยอดเยี่ยม ลูกค้าบางคนที่มาซื้อยาถึงกับเหมากลับไปพร้อมกันหลายขนาน ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดหัวตัวร้อนล้วนมีเตรียมไว้ครบครัน
ด้วยเหตุผลด้านการรักษาความลับ ยาสำเร็จรูปของร้านขายยาตระกูลลู่ทุกขนานจะไม่มีการบันทึกสัดส่วนลงบนหน้ากระดาษ ก่อนหน้านี้ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อต้องท่องจำปริมาณของตัวยาสมุนไพรแต่ละชนิดให้ขึ้นใจเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยให้สาวใช้ทั้งหลายท่องตามให้จดจำได้ แม้จะเป็นเทียบยาเดียวกัน แต่หากอาการป่วยหนักเบาต่างกัน ก็จำต้องจัดแบ่งปริมาณยาสำเร็จรูปให้แตกต่างกันออกไปหลายขนาน
เมื่อยาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อจึงจัดยาแทบไม่ทัน ทุกคนในครอบครัวต่างต้องลงแรงช่วยกัน ตาชั่งคันโยกน้อยใหญ่ถูกนำมาเตรียมพร้อมไว้มากมาย การขายยาหน้าร้านและการจัดยาล้วนดำเนินควบคู่กันไปอย่างไม่ติดขัด อันที่จริง นี่ถือเป็นการแสดงขั้นตอนการจัดยาให้ผู้ป่วยได้ประจักษ์แก่สายตา เพื่อให้พวกเขาตระหนักว่าร้านขายยาตระกูลลู่มิได้หลอกลวงผสมสิ่งใดปนเปื้อน สัดส่วนยาแต่ละเฉียนแต่ละเฟินล้วนถูกชั่งตวงวัดอย่างละเอียดลออ แม้สิ่งเหล่านี้จะมิได้ช่วยให้อาการป่วยทุเลาลงโดยตรง แต่กลับทำให้ญาติมิตรของผู้ป่วยไว้วางใจในคุณภาพยาสำเร็จรูปของร้านขายยาตระกูลลู่อย่างหมดใจ
วันที่ยี่สิบแปด เดือนล่าเยวี่ย เวียนมาบรรจบกับวันนัดตลาดของเมืองถิงโจวพอดิบพอดี วันนี้จึงนับเป็นวันที่ร้านขายยายุ่งวุ่นวายที่สุด
ผู้คนที่มารอซื้อยาด้านนอกร้านหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย กระทั่งล่วงเข้ายามบ่าย ยาสำเร็จรูปที่ใช้กันบ่อยและเป็นที่ต้องการสูงบางขนานล้วนขายจนหมดเกลี้ยง แม้แต่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ยังต้องออกโรงมาช่วยจัดยาด้วยอีกแรง
เนื่องจากเรื่องที่ร้านขายยามีหมอประจำร้านคอยตรวจรักษายังไม่แพร่สะพัดออกไป ผู้ป่วยจำนวนมากจึงยังไม่ล่วงรู้ว่าร้านขายยาแห่งนี้มียอดหมอเลื่องชื่อจากเมืองหลวงพำนักอยู่ สองวันที่ผ่านมาเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงใช้ชีวิตอย่างว่างเว้นผ่อนคลาย มีเพียงวันนี้ที่ฮุ่ยเหนียงยุ่งจนปลีกตัวไม่รอด ประกอบกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยืนกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จะช่วย ทั้งสองจึงได้ลงมือจัดยาด้วยกัน
นี่เป็นคราแรกที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้ล่วงรู้ถึงรายละเอียดปลีกย่อยในเทียบยา ซึ่งรวมถึงส่วนประกอบของสมุนไพรและสัดส่วนในการจัดยา
ก่อนหน้านี้นางเพียงใช้สายตาแยกแยะ และใช้จมูกดมกลิ่น แม้จะคาดเดาได้ถูกต้องถึงแปดเก้าส่วน ทว่าสมุนไพรบางชนิดที่ใช้ในปริมาณเพียงหยิบมือกลับถูกมองข้ามไป
อย่างไรเสียเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็สืบเชื้อสายมาจากตระกูลแพทย์ เทียบยาเหล่านี้เพียงนางได้ลงมือจัดด้วยตนเองสักคราก็ย่อมกระจ่างแก่ใจ ฮุ่ยเหนียงนั้นมิได้ระแวดระวังนางเลยแม้แต่น้อย ทว่าเสิ่นซีที่ลอบสังเกตการณ์อยู่กลับรู้สึกกังวลใจอยู่ลึก ๆ
(เชิงอรรถผู้แปล: กระจ่างแก่ใจ (了然于胸) มีความเข้าใจในเรื่องนั้นอย่างถ่องแท้)
ยามนี้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์นับเป็นคนของร้านขายยาตระกูลลู่จึงมิเป็นไรนัก ทว่าที่น่ากลัวคือหากวันหน้านางแยกตัวไปเปิดโรงหมอของตนเอง แล้วลักลอบขโมย "เคล็ดลับเฉพาะ" ที่เขาอุตส่าห์ควบรวมแก่นแท้แห่งวิชาแพทย์แผนจีนนับพันปีไปใช้ เช่นนั้นคงเป็นเรื่องเลวร้ายอย่างยิ่งยวด
ครั้นถึงยามเที่ยงวัน ทางร้านขายยาตระกูลหยางก็ส่งคนมา "ขอเบิกยา" ด้วยเช่นกัน ที่แท้มิใช่เพียงร้านขายยาตระกูลลู่ที่กิจการเจริญรุ่งเรือง แต่ร้านขายยาตระกูลหยางก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าไม่แพ้กัน ยาที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้าถูกกว้านซื้อจนเกือบหมดเกลี้ยง ทว่าร้านขายยาตระกูลหยางนั้นไร้ซึ่งเทียบยา จึงต้องพึ่งพาการจัดสรรจากร้านขายยาตระกูลลู่แต่เพียงผู้เดียว
ในขณะที่กำลังหัวปั่นอยู่นั้น ทางหอการค้าของสมาคมการค้าก็ส่งคนมาแจ้งว่ามีพ่อค้าเร่จากแดนเหนือเดินทางมาถึงหลายคน จำเป็นต้องให้ฮุ่ยเหนียงออกหน้าไปให้การต้อนรับ เรื่องนี้ทำเอาฮุ่ยเหนียงถึงกับสายตัวแทบขาด... ภาระมากมายถาโถมเข้ามาพร้อมกันในคราเดียว นางรู้สึกราวกับว่าตนเองไม่อาจแยกร่างไปจัดการได้ทัน
(เชิงอรรถผู้แปล: สายตัวแทบขาด (焦头烂额) ยุ่งวุ่นวายมากจนรับมือแทบไม่ทัน)
"ฝากพวกเจ้าดูแลร้านขายยาไปก่อนเถิด ข้าต้องไปดูที่สมาคมการค้าเสียหน่อย อย่างไรเสียผู้ที่เดินทางมาไกลย่อมเป็นแขก จะละเลยเสียมารยาท มิได้เป็นอันขาด"
ฮุ่ยเหนียงรีบปลดผ้ากันเปื้อนออกอย่างเร่งร้อน เนื่องจากการจัดยาที่โต๊ะบัญชีย่อมหลีกเลี่ยงมิได้ที่จะต้องคลุกคลีกับสมุนไพรแบบผง หากปลิวมาเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าคงจัดการได้ยากยิ่ง ด้วยเหตุนี้นางจึงต้องสวมผ้ากันเปื้อนไว้เสมอเมื่ออยู่ในร้านขายยา ทว่าการจะออกไปพบปะแขกเหรื่อ นางย่อมต้องรักษาท่วงทีความน่าเกรงขามในฐานะผู้ดูแลใหญ่แห่งสมาคมการค้า เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่จึงต้องดูเป็นระเบียบเรียบร้อยหมดจด
หลังจากขึ้นบันไดไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ฮุ่ยเหนียงก็จัดแจงรูปโฉมให้เรียบร้อยและเตรียมตัวก้าวออกจากร้านเพียงลำพัง
โจวซื่อรีบเอ่ยทัก "น้องสาว หากจะออกไปข้างนอก ทางที่ดีควรพาสาวใช้ติดสอยห้อยตามไปด้วยสักคนเถิด... ซิ่วเอ๋อร์ ตามนายหญิงของเจ้าไปเร็วเข้า"
"เจ้าค่ะ" ซิ่วเอ๋อร์ขานรับ ในบรรดาสาวใช้ทั้งหลาย นางนับว่าเป็นคนที่งุ่มง่ามที่สุด สิ่งที่นางถนัดถนี่ที่สุดมีเพียงการยกข้าวของและเป็นสาวใช้คอยรับใช้ใช้สอยเท่านั้น
ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้า "ร้านขายยากำลังยุ่ง ให้ซิ่วเอ๋อร์รั้งอยู่ช่วยงานเถิด ให้เสี่ยวหลางตามข้าไปก็พอ"
ซิ่วเอ๋อร์มีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นฮุ่ยเหนียงยืนกราน โจวซื่อก็มิได้ฝืนใจบังคับ หันมากำชับแทนว่า "เสี่ยวหลาง ระหว่างทางอย่าได้ทำให้ท่านน้าของเจ้าโมโหเชียวนะ เข้าใจหรือไม่?"
เสิ่นซีแลบลิ้นปลิ้นตา คำกล่าวของท่านแม่นี้ช่างไร้ความหมายเสียจริง เขาอยู่ดี ๆ จะไปกวนโทสะฮุ่ยเหนียงเพื่อการใดเล่า? ถึงอย่างไรโจวซื่อก็รำคาญหาว่าเขาคอยป่วนอยู่ที่โต๊ะบัญชีอยู่แล้ว การได้ตามฮุ่ยเหนียงไปเปิดหูเปิดตาที่สมาคมการค้ากลับนับเป็นเรื่องดีเสียอีก
ฮุ่ยเหนียงพาเสิ่นซีมาถึงหอการค้าของสมาคมการค้า ในเวลานี้พ่อค้าเร่จากแดนเหนือหลายคนกำลังนั่งจิบน้ำชารออยู่
พ่อค้าเหล่านี้ล้วนเพิ่งเคยพบหน้าฮุ่ยเหนียงเป็นคราแรก เมื่อประจักษ์ว่าผู้ดูแลใหญ่แห่งสมาคมการค้านั้นเป็นอิสตรี ทั้งยังปราดเปรื่องและเก่งกาจถึงเพียงนี้ พวกเขาต่างก็เอื้อนเอ่ยถ้อยคำชื่นชมด้วยความเลื่อมใสจากใจจริง
ทางฝั่งสมาคมการค้าเองก็มีหลงจู๊มาร่วมวงหารืออยู่หลายคน โดยมากเป็นเหล่าพ่อค้าที่ประกอบกิจการค้าข้าวสารและธัญพืชในเมือง การเจรจาในครานี้คือการตกลงซื้อขายเสบียงอาหารสำหรับปีหน้า แม้เรื่องนี้จะมิได้เกี่ยวโยงกับฮุ่ยเหนียงโดยตรง ทว่าในฐานะที่นางเป็นผู้ดูแลใหญ่แห่งสมาคมการค้า หลายคราจึงจำเป็นต้องพึ่งพานางให้ออกหน้าจัดการ
ในบรรดาผู้คนมากมายที่อยู่ร่วมวงสนทนานั้น เสิ่นซีนับเป็นตัวตนที่ถูกมองข้ามราวกับไร้ตัวตน เขานั่งอยู่บนม้านั่งตัวน้อยเบื้องหลังฮุ่ยเหนียง คอยรับส่งกับนางเป็นปี่เป็นขลุ่ย ฮุ่ยเหนียงนั่งเจรจาความกับพ่อค้าเร่อยู่เบื้องหน้า ส่วนเขาก็คอยเงี่ยหูฟังอยู่เบื้องหลัง บางคราก็กระซิบกระซาบสนทนากับนางสองสามประโยคเพื่อคอยเป็นกุนซือชี้แนะ
แม้ชาวแดนใต้จะบริโภคข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก ทว่าชาวบ้านก็ยังคงมีความต้องการข้าวฟ่างจากแดนเหนืออยู่บ้าง ประกอบกับแดนเหนือเป็นแหล่งปลูกข้าวสาลีที่สำคัญ หากชาวบ้านต้องการใช้แป้งหมี่ก็มักจะต้องรับซื้อจากแดนเหนือเป็นหลัก การหารือในครานี้จึงเป็นการที่ร้านค้าข้าวสารในเมืองเจรจาซื้อข้าวฟ่างและข้าวสาลีกับพ่อค้าแดนเหนือเหล่านี้นั่นเอง
สมาคมการค้าเมืองถิงโจวนั้น นับตั้งแต่ย่างเข้าเดือนล่าเยวี่ยก็มีร้านรวงจากหลากหลายสาขาอาชีพตบเท้าเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง ทว่าร้านค้าข้าวสารกลับยังมีจำนวนน้อยนัก ด้วยเหตุนี้ ยามต้องเจรจาต่อรองราคากับคนนอก จึงแทบมิได้เปรียบอันใดเลย
เมื่อล่วงเข้าสู่ประเด็นหลัก พ่อค้าแดนเหนือเหล่านี้กลับแสดงท่าทีวางอำนาจบาตรใหญ่ อย่างเห็นได้ชัด ท่วงทีหยิ่งผยอง วกไปวนมาล้วนสื่อความหมายเพียงว่า: ราคากำหนดไว้สูงปานนี้ พวกเจ้าอยากเจรจาหรือไม่ก็ตามใจ
นี่เป็นคราแรกที่เสิ่นซีได้พบเจอกับพ่อค้าที่ทำตัวกร่างปานนี้ ทำการค้าแท้ ๆ ทว่ากลับไร้ซึ่งความนอบน้อมถ่อมตนแม้แต่น้อย ราวกับว่าผู้คนรอบกายล้วนติดค้างหนี้สินพวกเขาก็ไม่ปาน
เมื่อราคาไม่อาจตกลงกันได้ พ่อค้าเหล่านี้จึงเอ่ยปากว่า เช่นนั้นก็รอให้พ้นช่วงปีใหม่ไปเสียก่อนค่อยมาหารือกันใหม่ก็แล้วกัน
ทว่าหลังผ่านพ้นช่วงปีใหม่ไปก็คือช่วงขาดแคลนเสบียงในฤดูใบไม้ผลิ ชาวเมืองจะขาดแคลนเสบียงอาหารพอดิบพอดี และยังเป็นช่วงที่ร้านค้าข้าวสารในเมืองทำมาค้าขึ้นที่สุดในรอบปี พ่อค้าเร่เหล่านี้ย่อมมองจุดนี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงคิดอาศัยจังหวะที่ร้านค้าข้าวสารทั้งหลายล้วนหวังอยากจะเจรจาให้จบสิ้นโดยเร็ว มาตั้งป้อมข่มขวัญเพื่อบีบบังคับให้หลงจู๊ร้านค้าข้าวสารยอมอ่อนข้อให้
รอจนกระทั่งพ่อค้าเร่ทั้งหลายจากไป หลงจู๊ร้านค้าข้าวสารผู้หนึ่งก็ทอดถอนใจ "ผู้ดูแลใหญ่ มิใช่ว่าพวกเราดึงดันจะรบกวนท่านหรอกนะขอรับ เพียงแต่พ่อค้าเหล่านี้แต่ไรมาล้วนชอบโก่งราคา การค้าข้าวฟ่างและข้าวสาลีในแถบหมิ่นเจ้อล้วนถูกพวกเขายึดครองผูกขาดไว้แทบทั้งหมด พวกเราไร้หนทางจะไปซื้อหาจากผู้ใดได้อีกแล้ว"
(เชิงอรรถผู้แปล: หมิ่นเจ้อ (闽浙) คำเรียกรวมอาณาเขตมณฑลฝูเจี้ยนและมณฑลเจ้อเจียง)
ฮุ่ยเหนียงขมวดคิ้วมุ่น "ข้าวสารและธัญพืชล้วนเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันกับปากท้องของราษฎร ไม่มีพ่อค้าคนอื่นขนส่งสินค้ามาทางนี้บ้างเลยหรือ?"
หลงจู๊ผู้นั้นกล่าวอย่างจนใจ "มิใช่ว่าคนอื่นไม่อยากขนส่งมาหรอกขอรับ ประการแรกคือหนทางยาวไกลข้ามเขาข้ามน้ำ การขนส่งไม่สะดวก ประการที่สอง... เบื้องหลังของคนพวกนี้ไม่ธรรมดาเลยน่ะสิขอรับ"
พอได้ยินประโยคนี้ ฮุ่ยเหนียงก็กระจ่างแจ้งในทันที พูดให้เข้าใจง่ายเข้าไว้ คนเหล่านี้แท้จริงแล้วก็คือผู้ที่ทำการค้าแทนขุนนาง เบื้องหลังมีทางการคอยหนุนหลัง พวกเขาก็แค่ต้องการผูกขาดการค้าเพื่อกอบโกยผลกำไรมหาศาลเท่านั้น
เสิ่นซีลอบคิดในใจ มิน่าเล่าคนพวกนี้ถึงได้วางก้ามกร่างกันนัก ที่แท้ก็เพราะมีที่พึ่งจึงไม่เกรงกลัวสิ่งใดนี่เอง
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้า "หากไม่ได้จริง ๆ ก็ส่งคนไปสืบดูว่าพวกเขาพักอยู่ที่ใด คืนนี้พวกเราจะไปเยี่ยมเยือนถึงที่พัก"
หลงจู๊ผู้นั้นรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน "มิได้ขอรับ มิได้เด็ดขาด คนพวกนี้กร่างและวางอำนาจบาตรใหญ่ยิ่งนัก หากพวกเราไปเยือนถึงที่ ย่อมทำให้พวกเขายิ่งได้ใจและเหิมเกริมหนักขึ้น... อีกอย่าง คนพวกนี้มักพักค้างอ้างแรมตามหอคณิกา ผู้ดูแลใหญ่จะไปยังสถานที่เยี่ยงนั้นย่อมไม่สะดวกเป็นแน่"
แม้ฮุ่ยเหนียงยามอยู่ภายนอกจะดูปราดเปรียวและเก่งกาจ ทว่าเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย สีหน้าก็อดเปลี่ยนไปเล็กน้อยมิได้
ในฐานะสตรี แค่การเผยโฉมหน้าต่อผู้คนก็ถูกผู้คนครหามากพอแล้ว หากยังไปเยือนสถานที่อันไม่สะอาดหมดจดอย่างหอคณิกาอีก ย่อมต้องถูกผู้คนเอาไปนินทาว่าร้ายหนักขึ้นไปอีก ฮุ่ยเหนียงเองมิได้ใส่ใจเรื่องพรรค์นี้นัก คนบริสุทธิ์ใจย่อมรู้อยู่แก่ใจ ทว่ายามนี้นางเป็นตัวแทนของสมาคมการค้า หากนางต้องเสื่อมเสียหน้า ก็เท่ากับทำให้สมาคมการค้าต้องอับอายขายหน้าไปด้วย
"เช่นนั้นข้าขอกลับไปตรึกตรองดูก่อนก็แล้วกัน"
ฮุ่ยเหนียงถอนหายใจ ให้นายช่างจากร้านค้าข้าวสารกลับไปก่อน ส่วนนางยังรั้งอยู่ที่หอการค้าของสมาคมการค้า ขณะที่อยากอยู่เงียบ ๆ เพื่อใช้ความคิด นางก็อยากจะฟังความคิดเห็นของเสิ่นซีด้วยเช่นกัน
เมื่อผู้คนจากไปหมด ฮุ่ยเหนียงก็ไล่ผู้ต้อนรับแขกให้ลงไปชั้นล่าง จากนั้นจึงค่อยเอ่ยขึ้น "เสี่ยวหลาง นึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องของสมาคมการค้าจะยุ่งยากถึงเพียงนี้ พ่อค้าแดนเหนือที่มีทางการหนุนหลังเหล่านี้... รับมือยากจริง ๆ"
เสิ่นซีหัวเราะร่วน "ตอนที่ก่อตั้งสมาคมการค้า ท่านน้ามิใช่เคยกล่าวไว้หรือขอรับ ว่าเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับความยากลำบากทุกรูปแบบไว้พร้อมแล้ว?"
ฮุ่ยเหนียงเม้มปากยิ้ม "เจ้าเด็กผี ตอนนี้น้ากำลังเจอเรื่องปวดหัว เจ้ายังจะมามัวหัวเราะเยาะน้าอีกหรือ? รีบพูดมาเถิดว่าเจ้ามีแผนการดี ๆ อะไรหรือไม่"
เสิ่นซีเบ้ปาก "ข้ามิใช่ขงเบ้งกลับชาติมาเกิดเสียหน่อย จะได้มีแผนการรับมือไปเสียทุกเรื่องได้อย่างไร? เมื่อก่อนข้าช่วยท่านน้าคิดแผนการดี ๆ ตั้งมากมาย ท่านน้าก็ไม่เห็นจะเคยพูดว่าจะให้รางวัลอะไรบ้างเลย..."
เมื่อได้ยินประโยคครึ่งแรกของเสิ่นซี ฮุ่ยเหนียงก็ทอดถอนใจอยู่เงียบ ๆ ดูท่าเรื่องนี้คงจะอับจนหนทางจริง ๆ ทว่าพอได้ยินประโยคครึ่งหลัง นางก็พลันรู้สึกได้ว่าแท้จริงแล้วเสิ่นซีมีแผนรับมืออยู่แล้ว เพียงแค่อยากจะได้ "ผลประโยชน์" สักหน่อยก็เท่านั้น
"เช่นนั้นเจ้าอยากได้รางวัลอะไรถึงจะยอมปริปากบอกเล่า?" ฮุ่ยเหนียงจ้องมองเสิ่นซี แววตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังให้กำลังใจ "เพียงแค่เจ้าเอ่ยมา หากน้าทำได้ น้าจะช่วยเจ้าอย่างแน่นอน"
เสิ่นซีเท้าคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยิ้มทะเล้น "แปะโป้งฝากไว้ก่อนก็แล้วกันขอรับ ไว้ข้านึกออกเมื่อใดค่อยมาทวงถามจากท่านน้า"
"เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์ น้ารับปากเจ้าแล้ว รีบว่ามาเถิดว่ามีแผนการอันใด"
ใบหน้าของเสิ่นซีเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แฝงแววฉลาดแกมโกง ก่อนจะเอื้อนเอ่ยอย่างฉะฉาน "ท่านน้า ข้าดูแล้วคนพวกนี้ทะนงตนยิ่งนัก ไม่เห็นหัวผู้ใด คงคิดว่ามีทางการคอยหนุนหลัง ผูกขาดการค้าไว้ได้ พวกเราก็จำต้องง้อซื้อข้าวสารจากพวกเขาแต่เพียงผู้เดียว"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้า สิ่งที่เสิ่นซีวิเคราะห์มาล้วนเป็นความจริง
"จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาก็คือความทะนงตนนี่แหละขอรับ จริงอยู่ พวกเขาสามารถสกัดกั้นมิให้พ่อค้าเร่รายอื่นขนส่งข้าวสารและธัญพืชมายังแถบหมิ่นเจ้อได้ ทว่าพวกเขาไม่อาจขัดขวางพวกเรามิให้เดินทางไปรับซื้อข้าวสารจากแดนเหนือด้วยตนเองได้นี่ขอรับ"
เสิ่นซีวิเคราะห์ต่อ "เมื่อก่อนร้านรวงในเมือง ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าข้าวสาร ร้านขายยา หรือร้านขายผ้า ล้วนเป็นกิจการเล็ก ๆ แหล่งที่มาของสินค้าจึงต้องพึ่งพาการรับซื้อจากพ่อค้าเร่เพียงอย่างเดียว ทว่ายามนี้สมาคมการค้าก่อตั้งขึ้นแล้ว จะมัวใช้รูปแบบการค้าเช่นเดิมมิได้อีก พวกเราขาดแคลนสิ่งใด ก็ต้องส่งคนไปรับซื้อจากแหล่งผลิตด้วยตนเอง มิใช่มัวแต่รอให้คนอื่นขนส่งมาขายให้ การทำเช่นนี้จึงจะสามารถกุมอำนาจในการควบคุมแหล่งสินค้าและราคาไว้ได้ขอรับ"
ดวงตาของฮุ่ยเหนียงพลันลึกล้ำขึ้นมา นางขมวดคิ้วครุ่นคิดพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในสิ่งที่เสิ่นซีเสนอแนะอย่างถี่ถ้วน
ที่ผ่านมานางมักคิดเสมอว่า ต่อให้ก่อตั้งสมาคมการค้าขึ้นมาได้ ก็เป็นเพียงการกดราคาลงยามต้องเจรจาการค้ากับคนภายนอก ทว่าต่อให้กดราคาลงได้มากเพียงใด พ่อค้าคนกลางเหล่านี้ก็ยังคงกอบโกยผลกำไรไปได้เป็นกอบเป็นกำอยู่ดี หากส่งคนเดินทางไปขนส่งสินค้ากลับมาจากแหล่งผลิตโดยตรง ประหยัดต้นทุนส่วนของพ่อค้าคนกลางไปได้ นั่นย่อมเป็นเรื่องประเสริฐอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นต่อชาวบ้านในแหล่งผลิต หรือต่อร้านรวงในเมืองถิงโจวก็ตาม