เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 145 เด็กน้อยไร้เดียงสา

ตอนที่ 145 เด็กน้อยไร้เดียงสา

ตอนที่ 145 เด็กน้อยไร้เดียงสา


ร้านขายยามีหมอหญิงโฉมงามวัยแรกแย้มมานั่งตรวจรักษาประจำร้าน ราวกับได้เพิ่มทิวทัศน์อันงดงามเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมาอีกสายหนึ่ง เพื่อเป็นการป่าวประกาศ ฮุ่ยเหนียงทำตามคำสั่งของเสิ่นซี นำป้ายประกาศไปวางไว้ด้านนอก ขณะเดียวกันภายในร้านก็จะให้ราคาพิเศษด้วย

เดิมทีร้านขายยาในเมืองล้วนเข้าร่วมสมาคมการค้า ราคาล้วนเป็นสิ่งที่ร้านขายยาแต่ละแห่งตกลงหารือกัน ไม่อาจลดราคาขายตามอำเภอใจ การให้ราคาพิเศษของร้านขายยาตระกูลลู่ในครานี้ มิใช่การลดราคาสมุนไพรและยาสำเร็จรูป ทว่าเป็นการให้ราคาพิเศษสำหรับคนไข้ที่มาให้ตรวจรักษาถึงที่ โดยทั่วไปแล้ว ค่าตรวจรักษาของหมอที่เดินทางไปรักษาถึงบ้านจะอยู่ที่ห้าสิบเหวิน หากเป็นโรคที่รักษายากค่าตรวจรักษาก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ทว่าทางร้านขายยากลับคิดค่าตรวจรักษาเพียงยี่สิบเหวิน และในช่วงราคาพิเศษนี้ ลดครึ่งราคาเหลือเพียงสิบเหวินก็สามารถรับการตรวจรักษาได้แล้ว

อาศัยช่วงที่ยังไม่มีลูกค้ามาเยือน ฮุ่ยเหนียงก็นำยาสำเร็จรูปสำหรับรักษาอาการป่วยสารพัดโรคในร้านมาให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ตรวจดู เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นถึงคุณหนูจากตระกูลซิ่งหลินแห่งเมืองหลวง คุ้นเคยกับสมุนไพรและตำรับยามาตั้งแต่เล็กจนโต เพียงแค่นางมองดูและดมกลิ่นก็รู้ถึงส่วนผสมของสมุนไพรแล้ว ทว่าสำหรับปริมาณการใช้สมุนไพรแต่ละชนิดอย่างละเอียด นางไม่อาจใช้สายตาและจมูกตัดสินได้

(เชิงอรรถผู้แปล: ตระกูลซิ่งหลิน (杏林世家) คำว่า ซิ่งหลิน หรือป่าต้นซิ่ง เป็นคำเรียกยกย่องวงการแพทย์แผนจีน ตระกูลซิ่งหลินจึงหมายถึงตระกูลแพทย์ที่สืบทอดวิชาการแพทย์มาอย่างยาวนาน)

แรกเริ่ม สีหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มิได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก อย่างไรเสียหลายขนานก็เป็นเพียงยาสำเร็จรูปที่ผสมขึ้นจากตำรับยาทั่วไป ทว่าหลังจากที่นางพิจารณาแยกแยะยาสำเร็จรูปที่ใช้รักษาโรคที่รักษายากอย่างละเอียดแล้ว บนใบหน้าก็ฉายแววประหลาดใจขึ้นมาหลายส่วน

"หลงจู๊ ไม่ทราบว่าตำรับยาสองสามขนานนี้ ได้มาจากที่ใดหรือเจ้าคะ?" เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มองฮุ่ยเหนียง ใบหน้าเจือแววจริงจัง แฝงไว้ด้วยความคลางแคลงใจและไม่เข้าใจ

อย่างไรเสีย ยาสำเร็จรูปหลายขนานล้วนเป็นตำรับยาที่นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน วิธีใช้ยาก็มิได้ยึดติดกับหลักเกณฑ์ทั่วไป ไม่เพียงมีทั้งยาทาภายนอกและยากินภายใน ซ้ำสมุนไพรบางชนิดยังแฝงพิษอ่อน ๆ อยู่ด้วย แม้แต่บรรดาหมอผู้มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ก็ยังไม่ค่อยกล้าสั่งเทียบยาแรงดุจพยัคฆ์หมาป่าเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงร้านขายยาที่ไม่มีคุณสมบัติในการตรวจรักษาคนไข้เลย

(เชิงอรรถผู้แปล: เทียบยาพยัคฆ์หมาป่า (虎狼之方) คำเปรียบเปรยในวงการแพทย์แผนจีน หมายถึง ยาที่มีฤทธิ์รุนแรงมาก หรือยาอันตรายที่อาจส่งผลข้างเคียงร้ายแรงหากใช้ไม่ถูกวิธี)

ฮุ่ยเหนียงลังเลไปเล็กน้อย ก่อนจะฝืนยิ้มตอบ "เป็นตำรับยาลับที่สืบทอดกันมาในตระกูลน่ะ"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พยักหน้ารับ ซักไซ้ไล่เลียงต่อว่า "ไม่ทราบว่ายาสำเร็จรูปสองสามขนานนี้ หลังจากคนไข้ใช้แล้วผลตอบรับเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ?"

"น้องสาวก็รู้ พวกเราเพิ่งมาถึงเมืองถิงโจวได้ไม่นาน เพิ่งจะเริ่มกิจการยาสำเร็จรูปมาได้เพียงสองเดือน ผลตอบรับที่ได้จึงยังไม่มากนัก ทว่าอย่างน้อยจนถึงยามนี้ หลังจากคนไข้ใช้ยาไปแล้วก็ไม่มีอาการแพ้หรือผลข้างเคียงใด ๆ ลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำก็มีไม่น้อย" ฮุ่ยเหนียงตอบอย่างเปิดเผย

วิธีที่ดีที่สุดในการทดสอบว่าตำรับยาดีหรือไม่ ก็คือผลลัพธ์จากการรักษาจริง โดยทั่วไปแล้ว ตำรับยาที่ไม่เคยผ่านการใช้งานจริง ย่อมไม่มีผู้ใดกล้านำออกมาใช้

ทว่าด้วยความเชื่อใจที่มีต่อเสิ่นซี ฮุ่ยเหนียงรู้สึกว่าเสิ่นซีไม่มีทางทำร้ายนาง ยิ่งไม่มีทางพาร้านขายยาที่ทั้งสองครอบครัวทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างขึ้นมาไปตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย ดังนั้นหลังจากเสิ่นซีนำตำรับยาออกมาให้ ฮุ่ยเหนียงจึงปรุงยาตามตำรับนั้นโดยไร้ซึ่งความกังวลใด ๆ แล้วนำออกวางขาย ในความเป็นจริงผลตอบรับก็ดีเยี่ยมจริง ๆ ความมั่นใจจึงถูกสร้างสมขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยจากจุดนี้

ทว่ายามนี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหมอเลื่องชื่อตัวจริง ฮุ่ยเหนียงก็เริ่มหวั่นใจขึ้นมาบ้างแล้ว หากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกว่าตำรับยาขนานใดไม่ดี นางเองก็ไม่รู้ว่าสมควรจะขายยาสำเร็จรูปขนานนั้นต่อไปหรือไม่

"ป่ายปู้จื้อ ป่ายเหอจื้อ อินเฉิน หวงจิง กานเฉ่าจื้อ หวงฉี อวี๋ซิงเฉ่า ไป๋จี๋ เสี่ยวจี้ ม่านจือจื่อ หลงชื่อฮวา จวี๋เซียนจื่อ กั๋วโกวหลง..."

(เชิงอรรถผู้แปล: ตำรับยานี้ ผสมทั้งสมุนไพรจีนที่มีอยู่จริง เช่น จื้อไป่ปู้ จื้อไป่เหอ หวงจิง หวงฉี อวี๋ซิงเฉ่า ไป๋จี๋ และเสี่ยวจี้ ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับการบรรเทาอาการไอ หล่อเลี้ยงปอด ขับพิษร้อน บำรุงลมปราณ หรือห้ามเลือด กับชื่อยาพื้นบ้าน/ชื่อยาที่ไม่ใช่มาตรฐานหาข้อมูลไม่ได้ คาดว่าแต่งประกอบนิยาย เช่น ม่านจือจื่อ หลงชื่อฮวา จวี๋เซียนจื่อ และกั๋วโกวหลง)

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พิจารณาแยกแยะสมุนไพรแต่ละชนิดเงียบ ๆ แม้จะไม่เข้าใจสรรพคุณของมัน ทว่าอย่างไรเสียเมื่อยังไม่ได้ทดสอบก็ย่อมไม่มีสิทธิ์ออกความเห็น นางจึงมิได้เอ่ยปากตั้งข้อกังขา เพียงกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า "หลงจู๊สามารถใช้วิธีปลูกฝีเพื่อช่วยชีวิตราษฎรได้ บรรพชนย่อมต้องมีตำรับยาชั้นเลิศของหมอเลื่องชื่อสืบทอดมาเป็นแน่ กลับเป็นน้องสาวที่หูตาคับแคบเองเจ้าค่ะ"

ฮุ่ยเหนียงอยากจะบอกเหลือเกินว่า แท้จริงแล้วตำรับยานี้มิได้สืบทอดมาจากบรรพชนของนาง ทว่าคำพูดที่เพิ่งจะเอ่ยออกไป หากกลืนน้ำลายตัวเองทันทีก็คงดูไม่ค่อยดีนัก ประกอบกับเรื่องนี้ก็มีเงื่อนงำเกินไป ตำรับยาล้วนเป็นเสิ่นซีที่นำออกมา ก่อนหน้านี้นางเคยคิดไปว่านี่เป็นตำรับยาที่อาจารย์เฒ่าผู้สอนเสิ่นซีอ่านเขียนถ่ายทอดให้ ทว่าเรื่องราวกลับดูเหลือเชื่อจนเกินไป แม้แต่ตัวนางเองก็ยังรู้สึกคลางแคลงใจอยู่บ้าง

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เพิ่งจะกลับไปนั่งที่โต๊ะตรวจรักษา ก็พอดีมีลูกค้ามาเยือน ทว่ากลับเป็นลูกค้าเก่าผู้หนึ่ง เป็นญาติของคนไข้โรควัณโรคปอดที่มาซื้อยาสำเร็จรูปกลับไปรักษา

โรคเฟ่ยเหลาก็คือโรควัณโรคปอด ในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งยาปฏิชีวนะขนานเอกเช่นนี้ เมื่อใดที่ผู้คนล้มป่วยเป็นวัณโรคปอด ก็แทบจะถือว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เป็นสิบตายเก้า เนื่องจากผู้ป่วยมีอัตราการแพร่เชื้อสูงมาก หลังจากป่วยแล้วจึงไม่อาจออกจากบ้านมาดิ้นรนหาหนทางเยียวยาด้วยตนเองได้

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ซักถามอาการของคนไข้จนกระจ่าง ภายในใจก็เกิดความกังวลอยู่บ้าง ตามวิสัยของหมอแล้ว หลังจากทราบอาการของคนไข้ ย่อมต้องเขียนเทียบยาตามความเหมาะสม ทว่าญาติของคนไข้กลับมิได้มาเพื่อขอเทียบยาเลยแม้แต่น้อย

"ท่านหมอ พวกเราเพียงมาขอซื้อยาเท่านั้น" ภรรยาของคนไข้มีอายุไม่ถึงสามสิบปี สวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย ทว่าใบหน้ากลับซูบซีดอิดโรยอย่างหนัก เห็นได้ชัดว่าหลังจากสามีล้มป่วย นางต้องคอยดูแลจนเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบขาด "ยาก่อนหน้านี้ หลังจากสามีข้ากินเข้าไปแล้ว ร่างกายก็ดีขึ้นมาก กลางคืนก็นอนหลับได้ อาการไอเป็นเลือดก็น้อยลงไปมาก"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ที่กำลังถือพู่กันอยู่ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักงันไป ตำรับยาที่สืบทอดในตระกูลเซี่ยและตำราแพทย์ที่นางเคยอ่านมา มีตำรับยาสำหรับรักษาวัณโรคปอดอยู่ไม่น้อย ทว่าเท่าที่นางรู้กลับไม่มีขนานใดที่รักษาได้ผลเลย

ต่อให้เป็นหมอหลวง เมื่อเผชิญกับวัณโรคปอดก็ล้วนหมดหนทางเยียวยา ทำได้เพียงกำชับให้ญาติของคนไข้ดูแลอย่างใกล้ชิด บำรุงร่างกายคนไข้ให้มาก อาศัยภูมิต้านทานของร่างกายตนเองมาต่อสู้กับโรคร้าย เพื่อยื้อแย่งโอกาสรอดชีวิตที่ไม่อาจถึงหนึ่งในสิบส่วน นางคิดไม่ถึงเลยว่า จะมีตำรับยาที่รักษาวัณโรคปอดได้ผลอยู่จริง ๆ

เดิมทีนางยังอยากจะเอ่ยถามสิ่งใดต่อ ทว่าสตรีตรงหน้ากำลังรีบร้อนจะซื้อยากลับไป เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จึงทำได้เพียงให้นางไปรับยาสำเร็จรูปที่ปรุงเตรียมไว้แล้วที่โต๊ะบัญชี รอจนคนไข้จากไปแล้ว เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถึงได้เดินเข้าไปหาฮุ่ยเหนียงที่กำลังง่วนอยู่หลังโต๊ะบัญชีพลางเอ่ยว่า "หลงจู๊ ยาสำเร็จรูปขนานนี้รักษาได้ผลจริง ๆ หรือเจ้าคะ?"

ฮุ่ยเหนียงส่ายหน้าด้วยความจนใจ มิใช่ว่านางไม่อยากบอก ทว่าตัวนางเองก็ไม่รู้แน่ชัดเช่นกัน

ตำรับยาเป็นเสิ่นซีที่มอบให้ ส่วนยาเป็นนางปรุงขึ้นมาก็จริง ทว่าเนื่องจากคนไข้วัณโรคปอดมิอาจออกจากบ้าน ต่อให้ไม่กลัวการติดเชื้อ ทว่าด้วยสภาพร่างกายที่อ่อนแอของคนไข้ย่อมเดินไปไหนได้ไม่ไกล นางในฐานะหลงจู๊ร้านขายยามิใช่หมอ ย่อมไม่มีทางไปตรวจรักษาคนไข้ถึงที่บ้าน ดังนั้นเมื่อมีคนมาซื้อยา นางก็แค่ส่งยาสำเร็จรูปให้แล้วรับเงินเป็นอันจบเรื่อง ส่วนคนผู้นั้นจะกลับมาซื้ออีกหรือไม่ ก็มิใช่สิ่งที่นางจะควบคุมได้แล้ว

"อยากจะลองไปดูจริง ๆ" เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มีใจใฝ่รู้เป็นอย่างยิ่ง ยิ่งไม่เข้าใจ ภายในใจก็ยิ่งคันยุบยิบ สิ่งนี้ถือเป็นการท้าทายที่พลิกโฉมสิ่งที่นางเคยร่ำเรียนมาก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง ในฐานะหมอ การไม่รู้ถึงหลักสรรพคุณของตำรับยา ในสายตาของนางถือเป็นความผิดพลาดที่มิอาจให้อภัยได้

ฮุ่ยเหนียงจัดยาไปพลาง แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า "น้องสาวเป็นคนกันเอง หลาย ๆ เรื่องก็ไม่สมควรปิดบังเจ้า ตำรับยานี้... แท้จริงแล้วมิได้สืบทอดมาจากในตระกูลหรอกนะ"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ใจลอยไปชั่วขณะ เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า "หรือว่าถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์วิเศษเล่มใดกระนั้นหรือเจ้าคะ?"

"ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ"

ฮุ่ยเหนียงหัวเราะพลางเอ่ย "หากจะกล่าวถึงร้านขายยาของพวกเรา คัมภีร์วิเศษอันใดนั่นย่อมไม่มีหรอก แต่กลับมียอดคนแปลกประหลาดอยู่ผู้หนึ่ง หากน้องสาวมีข้อสงสัยอันใด ประเดี๋ยวเจ้าค่อยไปถามเสี่ยวหลางก็แล้วกัน ตำรับยาสำเร็จรูปเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเขาที่มอบให้ อีกทั้งหลังจากปรุงเป็นยาสำเร็จรูปแล้วผลลัพธ์ก็ดูเหมือนจะดีไม่น้อย ลูกค้าเก่าจึงกลับมาซื้อซ้ำเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ"

เดิมทีเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คิดอยากจะไปตามหาเสิ่นซีเพื่อซักถามให้กระจ่างแจ้งเดี๋ยวนั้น ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองเป็นหมอประจำร้าน จะปล่อยให้คนไข้ต้องรอการตรวจรักษาก็มิได้ จึงทำได้เพียงรอให้เลิกงานแล้วค่อยไปถาม ทว่าหลังจากนั้นผู้ที่มาซื้อยากลับมีไม่น้อย แต่ผู้ที่มาขอให้ตรวจรักษากลับไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว

อย่างไรเสียร้านขายยาก็คือสถานที่ขายยา โดยทั่วไปเมื่อผู้คนล้มป่วยมักจะเชิญหมอไปตรวจรักษาที่บ้าน ส่วนการซื้อยาก็จะเป็นหน้าที่ของญาติพี่น้องที่เดินทางมา สิ่งที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ทำได้ก็คือ หลังจากตรวจดูเทียบยาแล้ว ก็ซักถามอาการของคนไข้ และให้คำแนะนำเรื่องการดูแลรักษาร่างกายเล็กน้อย เนื่องจากนางมีประสบการณ์กับโรคส่วนใหญ่เป็นอย่างดี คำชี้แนะของนางจึงเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นตัวของคนไข้อย่างมาก

ฮุ่ยเหนียงที่อยู่หลังโต๊ะบัญชี เมื่อเห็นภาพนี้ก็รู้สึกอิ่มเอมใจยิ่งนัก ภายในใจลอบคิดว่าต่อให้ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกสักหน่อย การได้ว่าจ้างหมอเทวดาหญิงที่เฉลียวฉลาด เก่งกาจ และวางตัวสง่างามเหมาะสมถึงเพียงนี้กลับมา ก็ถือว่าคุ้มค่ายิ่งนัก

ก่อนจะถึงเวลาทานอาหารกลางวัน เสิ่นซีก็วิ่งตะบึงเข้ามาในร้านขายยาอย่างรวดเร็ว พลางร้องทักทายเสียงดัง "ท่านน้า ท่านแม่ของข้ายังไม่กลับมาจากฝั่งโกดังเลย ข้ากับไต้เอ๋อร์ขอมากินข้าวที่นี่นะขอรับ"

"เอาล่ะ ๆ มีแต่เจ้านี่แหละที่เรื่องมาก" ฮุ่ยเหนียงหัวเราะพลางด่าว่า "เจ้าเด็กน้อยสองคนมาเถิด มีคราใดบ้างที่ไม่เลี้ยงข้าวพวกเจ้า?"

ในที่สุดเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็ได้พบตัวจริงเสียที นางอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหา

เสิ่นซีค้อมกายทำความเคารพเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์อย่างนอบน้อม “คารวะพี่สาวอวิ้นเอ๋อร์ขอรับ”

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถูกเรียกขานกุยหมิงต่อหน้าธารกำนัล ใบหน้างดงามพลันแดงระเรื่อ ขณะที่นางกำลังประหม่าทำตัวไม่ถูกอยู่นั้น ฮุ่ยเหนียงก็เดินเข้ามา นางยกมือขึ้นตบศีรษะเสิ่นซีเบา ๆ พลางเอ่ยเตือนว่า "เสี่ยวหลาง วันหน้าไม่อนุญาตให้เรียกเช่นนี้อีก ต้องเรียกว่าท่านน้าเซี่ยหรือน้าเล็ก ข้ากับแม่ของเจ้าเรียกนางว่าน้องสาว เจ้ากลับไปเรียกนางว่าพี่สาว เช่นนี้มิใช่ว่าเจ้าเอาเปรียบข้ากับแม่ของเจ้าหรอกหรือ?"

(เชิงอรรถผู้แปล: กุยหมิง (闺名) ชื่อตัวของสตรีจีนโบราณ ถือเป็นความลับที่รู้เฉพาะครอบครัวหรือสามีเท่านั้น)

"อ้อ ทราบแล้วขอรับ"

เดิมทีเสิ่นซีหมายจะตีสนิทกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ คาดไม่ถึงว่าเพิ่งจะเริ่มก็ถูกฮุ่ยเหนียงตัดบทสกัดทางเสียแล้ว เขาจึงอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้าง

ด้วยความที่เด็กน้อยไร้เดียงสาพูดจาไม่ประสีประสา เรื่องราวนี้จึงถูกปัดตกผ่านไปอย่างง่ายดาย

เวลานั้นเอง หลินไต้และลู่ซีเอ๋อร์สองเด็กหญิงน้อยก็เดินเข้ามา ลู่ซีเอ๋อร์ลูบท้องน้อย ๆ ของตนพลางเอ่ย "ท่านแม่ ข้าหิวแล้วเจ้าค่ะ"

"วัน ๆ ไม่ทำเรื่องเป็นชิ้นเป็นอัน รู้จักแต่จะเล่นสนุก" ฮุ่ยเหนียงบ่นอุบ นางส่งยาที่จัดเตรียมไว้ให้เสี่ยวอวี้เก็บให้เรียบร้อย "หนิงเอ๋อร์กับลวี่เอ๋อร์เข้าไปในครัวได้พักใหญ่แล้ว อีกไม่นานก็คงได้กินข้าวแล้วล่ะ อ้อ จริงสิ เสี่ยวหลาง ท่านน้าเซี่ยของเจ้ามีเรื่องจะถามเจ้าน่ะ"

เสิ่นซีจ้องมองเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ กะพริบตาโตปริบ ๆ เผยให้เห็นท่าทีไร้เดียงสาอย่างที่สุด เมื่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เห็นเสิ่นซีเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความเป็นเด็ก นางก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตำรับยานี้จะเป็นสิ่งที่เด็กวัยเท่าเสิ่นซีสามารถคิดค้นขึ้นมาได้ คำพูดที่จ่ออยู่ที่ริมฝีปากจึงมิอาจเอื้อนเอ่ยออกมา

เมื่อฮุ่ยเหนียงเห็นดังนั้นก็ส่ายหน้า ก่อนจะชิงเอ่ยถามขึ้นก่อนว่า "เสี่ยวหลาง ก่อนหน้านี้ไม่ได้ถามเจ้า ตำรับยาพวกนี้เจ้าไปได้มาจากที่ใดหรือ? ช่วงนี้มีคนมาซื้อยาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ล้วนเป็นชาวบ้านทั้งใกล้และไกลที่ซื้อกลับไปกินแล้วรู้สึกว่าได้ผลดี ชื่อเสียงจึงค่อย ๆ สั่งสมขึ้นมา กิจการร้านขายยาก็พลอยดีขึ้นตามไปด้วย"

เสิ่นซียกมือขึ้นเกาหัว "ท่านน้า พวกเราตกลงกันไว้แล้วมิใช่หรือขอรับ ข้าเป็นคนมอบตำรับยาให้ หากคนไข้กินแล้วเกิดปัญหาให้โยนความผิดมาที่ข้า แต่หากคนไข้กินแล้วได้ผลดี ก็ไม่อนุญาตให้ถามว่าข้าได้ตำรับยานี้มาจากที่ใด..."

ฮุ่ยเหนียงปั้นหน้าขรึมจ้องประเมินเสิ่นซีอยู่ครู่หนึ่ง เสิ่นซีก็สบตากับนางด้วยแววตาเปล่งประกายเจิดจ้า ไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอยให้เลยแม้แต่น้อย ท้ายที่สุดก็เป็นฮุ่ยเหนียงที่ต้องยอมอ่อนข้อ "เอาล่ะ ๆ ในบ้านนี้เจ้าคือจอมมารก่อกวน น้าอย่างข้าสู้เจ้าไม่ได้ก็หลบเลี่ยงเสียก็สิ้นเรื่องแล้วกระมัง? น้องสาว เจ้าดูสิ... มิใช่ว่าพี่สาวไม่อยากช่วยเจ้านะ แต่ไอ้เด็กคนนี้เก็บงำความลับไว้ในใจมากเกินไป หลาย ๆ เรื่องแม้แต่มารดาแท้ ๆ ของเขาก็ยังไม่ล่วงรู้ คนนอกอย่างข้า เขายิ่งต้องระแวดระวังป้องกันมากกว่าเดิมเสียอีก"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พยักหน้ารับ นางแย้มยิ้มให้ฮุ่ยเหนียง ถือว่ารับน้ำใจแล้ว ทว่าข้อสงสัยภายในใจกลับเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ

สำหรับฮุ่ยเหนียงแล้ว นางคุ้นเคยกับความไม่ยึดติดกับหลักเกณฑ์ทั่วไปของเสิ่นซีมาตั้งนานแล้ว รวมถึงแผนการเจ้าเล่ห์ในท้องของเขาด้วย เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เพิ่งจะมาถึง ย่อมไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเสิ่นซีเก่งกาจเพียงใด หากนางรู้ว่าวิธีปลูกฝี รวมถึงการตัดสินใจเกือบทั้งหมดของโรงพิมพ์และร้านขายยาล้วนมาจากน้ำมือของเสิ่นซี เกรงว่านางคงต้องพลิกคว่ำมุมมองชีวิตและโลกทัศน์ของตนเองเสียใหม่เป็นแน่

ระหว่างที่ทานอาหารกลางวันร่วมกัน เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็เอาแต่ลอบสังเกตเสิ่นซีตลอดเวลา หมายจะมองทะลุตัวตนของเด็กน้อยผู้นี้ให้จงได้

เสิ่นซีนั้นหูตากว้างไกลสติปัญญาเฉียบแหลม จากปฏิกิริยาของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก่อนหน้านี้ เขาย่อมรู้ดีว่าพี่สาวผู้เปรียบดั่งนางฟ้าจำแลงผู้นี้กำลังจับตามองเขาอยู่ ยิ่งเป็นเช่นนี้ เสิ่นซีก็ยิ่งแสร้งทำตัวน่ารักน่าเอ็นดู เขาจึงตัดสินใจแสดงสัญชาตญาณความเป็นเด็กออกมาให้ผู้ใหญ่เห็นอย่างเต็มที่ ถึงขนาดหยอกล้อเล่นหัวกับลู่ซีเอ๋อร์และหลินไต้กลางโต๊ะอาหาร

จนกระทั่งฮุ่ยเหนียงเอ่ยปากดุ เสิ่นซีจึงยอมหยุดแล้วกลับมากินข้าวอย่างว่านอนสอนง่าย บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสาของเด็กน้อย

จบบทที่ ตอนที่ 145 เด็กน้อยไร้เดียงสา

คัดลอกลิงก์แล้ว