เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 144 ความเป็นพี่น้องคือสะพานเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีที่สุด

ตอนที่ 144 ความเป็นพี่น้องคือสะพานเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีที่สุด

ตอนที่ 144 ความเป็นพี่น้องคือสะพานเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีที่สุด


ร้านขายยาทั่วไปเวลาจะจ้างลูกจ้าง มักจะใช้ค่าจ้างรายเดือนที่สูงกว่าร้านอื่นในระดับเดียวกันมาล่อใจ ทว่าฮุ่ยเหนียงหลังจากได้รับการหล่อหลอมแนวคิดการค้าจากเสิ่นซีแล้ว กลับรู้จักใช้หุ้นลมมาดึงดูดยอดฝีมือและผู้มีความสามารถ

คุณหนูตระกูลเซี่ยได้ยินดังนั้นก็เบิกตาโต "ด้วยขนาดกิจการร้านขายยาของฮูหยินลู่ในยามนี้ รายรับต่อเดือนน่าจะตกอยู่ที่ราวห้าสิบก้วน (เทียบเท่าตำลึง) ฮูหยินลู่ตัดใจแบ่งให้ผู้น้อยถึงหนึ่งในสิบส่วนเชียวหรือเจ้าคะ?"

ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มพยักหน้า เอ่ยว่า "คุณหนูเซี่ย แท้จริงแล้วในการทำร้านขายยานี้ ผู้น้อยเพียงมุ่งหวังจะสืบทอดและขยายกิจการที่สามีผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้เจริญรุ่งเรือง ส่วนเรื่องทำกำไรได้หรือไม่นั้นถือเป็นเรื่องรอง... ผู้น้อยยังมีกิจการอื่นที่ทำกำไรได้มากกว่าร้านขายยาอีกเจ้าค่ะ"

คุณหนูตระกูลเซี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามว่า "โรงพิมพ์กระนั้นหรือเจ้าคะ?"

ก่อนหน้านี้เรื่องที่โรงพิมพ์ถูกบรรดาร้านหนังสือรวมหัวกันกดขี่ข่มเหง ภายหลังฮุ่ยเหนียงอาศัยอำนาจของสมาคมการค้ากอบกู้หน้ากลับคืนมาได้ เรื่องราวเหล่านี้เล่าลือกันไปทั่วเมืองถิงโจวนานแล้ว

"อืม" ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ "ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยา หรือโรงพิมพ์ ผู้น้อยล้วนเปิดกิจการร่วมกับมารดาของเสี่ยวหลาง หรือก็คือฮูหยินเสิ่นเจ้าค่ะ ในส่วนของร้านขายยา ข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทว่าในส่วนของโรงพิมพ์ ฮูหยินเสิ่นกลับเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ นอกจากนี้ พวกเรายังร่วมหุ้นกับร้านขายยาตระกูลหยางซึ่งเป็นร้านค้าเก่าแก่ในเมือง โดยได้รับส่วนแบ่งผลกำไรถึงหกส่วนเจ้าค่ะ"

"ในด้านการค้า จุดประสงค์ของพวกเราคือการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันอย่างแนบแน่นไร้ช่องโหว่ หากคุณหนูเซี่ยยินยอมเข้าร่วม ผู้น้อยย่อมยินดีต้อนรับเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ"

คุณหนูตระกูลเซี่ยลังเลอยู่บ้าง นางรู้ดีว่าด้วยฐานะสตรี การจะเปิดโรงหมอในเมืองถิงโจวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หลังจากท่านปู่และท่านพ่อต้องโทษจำคุก นางก็ต้องแบกรับภาระครอบครัว ไม่นานนักก็เติบโตจากเด็กสาวที่อ่อนต่อโลก กลายเป็นหญิงแกร่งที่สามารถยืนหยัดจัดการเรื่องราวได้ด้วยตนเอง นางย่อมเข้าใจดีว่า 'กฎลับในเงามืด' นั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง หากนางไม่ยอมไปเป็นหมอประจำร้านที่ร้านขายยาของฮุ่ยเหนียง ก็เท่ากับเป็นการล่วงเกินหลงจู๊ใหญ่แห่งสมาคมการค้าผู้นี้ วันหน้าการจะหาเลี้ยงชีพในเมืองย่อมต้องยากลำบากอย่างสาหัสเป็นแน่

อีกอย่าง เงินทองในบ้านก็เหลือไม่มากแล้ว ยิ่งปล่อยเวลาล่วงเลยไป การเปิดโรงหมอก็จะยิ่งยากลำบาก หากเอาแต่กินบุญเก่าจนภูเขาทองร่อยหรอ รอจนถึงยามที่นางถูกบีบให้ต้องออกมาตรวจรักษาผู้คน ชาวบ้านก็ย่อมต้องคลางแคลงใจในวิชาแพทย์ของนางเป็นแน่ ช่วงแรกเริ่มกิจการย่อมไม่มีทางไปได้สวย การจะสร้างชื่อเสียงให้โด่งดัง หากไร้ซึ่งวาสนาโอกาสที่เหมาะสมก็ยากจะทำได้สำเร็จ ถึงเวลานั้นต่อให้นางอยากจะไปเป็นหมอประจำร้านที่ร้านขายยาแห่งอื่น ก็คงเป็นเรื่องยากแล้วเช่นกัน

(เชิงอรรถผู้แปล: กินบุญเก่าจนภูเขาทองร่อยหรอ (坐吃山空) สำนวนจีน หมายถึง การใช้จ่ายทรัพย์สมบัติเดิมที่มีอยู่โดยไม่หาเพิ่ม สักวันย่อมต้องหมดสิ้นไป)

"หากวันหน้าผู้น้อยคิดจะแยกตัวไปตั้งกิจการของตนเองเล่าเจ้าคะ?" ในที่สุดคุณหนูตระกูลเซี่ยก็หยิบยกปัญหาสำคัญขึ้นมาเอ่ยถาม

ฮุ่ยเหนียงเอ่ยกลั้วรอยยิ้ม "เมื่อเคยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันและร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ย่อมถือเป็นสหาย วันหน้าหากคุณหนูเซี่ยแยกตัวไปตั้งกิจการของตนเอง ผู้น้อยย่อมต้องสนับสนุนอย่างสุดกำลัง เพียงแต่ถึงเวลานั้นก็คงต้องขอรับหุ้นลมหนึ่งส่วนในมือของคุณหนูเซี่ยกลับคืนมา หวังว่าคุณหนูเซี่ยจะไม่ถือสาหาความนะเจ้าคะ"

คุณหนูตระกูลเซี่ยถึงได้วางใจลง

ไม่ว่าคำพูดของฮุ่ยเหนียงจะมาจากใจจริงหรือไม่ ทว่าอย่างน้อยก่อนที่นางจะตระเตรียมโรงหมอของตนเองจนพร้อมสรรพ การได้เป็นหมอประจำร้านที่ร้านขายยาของฮุ่ยเหนียง ก็นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ศึกษาตลาด หาเงินเลี้ยงดูครอบครัว และสร้างชื่อเสียงให้ขจรขจายไปในตัว แม้นางจะมีบ้านเกิดบรรพบุรุษอยู่ที่เมืองถิงโจว ทว่ากลับเกิดและเติบโตในเมืองหลวงมาตั้งแต่เด็ก สำเนียงภาษาจึงแตกต่างจากชาวฮากกาอย่างเห็นได้ชัด หลังจากกลับมายังบ้านเกิด นางจึงรู้สึกยากลำบากไปเสียทุกเรื่อง ยามนี้การที่ฮุ่ยเหนียงแบ่งปันผลกำไรให้นาง ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นการเปิดโอกาสให้นางได้ปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมของชาวฮากกาในเมืองถิงโจวแห่งนี้ด้วย

(เชิงอรรถผู้แปล: ชาวฮากกา (客家人) ชาวจีนแคะ กลุ่มชาวจีนในแถบฝูเจี้ยนที่มีธรรมเนียมและสำเนียงภาษาเป็นเอกลักษณ์)

"เช่นนั้นก็ตกลงเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าผู้น้อยจะเริ่มงานได้เมื่อใดเจ้าคะ?" คุณหนูตระกูลเซี่ยเป็นคนตรงไปตรงมา นางจึงตอบตกลงไปตามตรง

ฮุ่ยเหนียงคาดไม่ถึงว่าการเจรจาจะราบรื่นถึงเพียงนี้ นางกลับไปนั่งที่ห้องโถงพร้อมกับคุณหนูตระกูลเซี่ยอีกครั้ง ไม่นานการตกลงทำสัญญาก็เสร็จสิ้น คุณหนูตระกูลเซี่ยจะได้รับค่าจ้างเดือนละสองตำลึง ประกอบกับส่วนแบ่งผลกำไรหนึ่งส่วนของร้านขายยาทุกเดือน... ด้วยกระแสความนิยมของยาสำเร็จรูปในยามนี้ ค่าจ้างต่อเดือนอย่างน้อยก็ต้องตกอยู่ที่เจ็ดแปดตำลึง ในวันข้างหน้าอาจจะพุ่งสูงถึงสิบกว่าตำลึงเลยก็เป็นได้

"คุณหนูเซี่ย ไม่ทราบว่าควรจะเรียกขานท่านว่าอย่างไรดีเจ้าคะ?" ฮุ่ยเหนียงเอ่ยถามอย่างจริงจังหลังจากตกลงเรื่องค่าจ้างและส่วนแบ่งผลกำไรอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว

คุณหนูตระกูลเซี่ยปรายตามองเสิ่นซีและซิ่วเอ๋อร์แวบหนึ่ง ก่อนจะผงกศีรษะเบา ๆ "กุยหมิงของผู้น้อยคืออวิ้นเอ๋อร์เจ้าค่ะ"

(เชิงอรรถผู้แปล: กุยหมิง (闺名) ชื่อเดิมสมัยยังไม่ออกเรือน ชื่อตัวของสตรีจีนโบราณ ถือเป็นความลับที่รู้เฉพาะครอบครัวหรือสามีเท่านั้น)

ฮุ่ยเหนียงท่องทวนในใจรอบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม "ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะยิ่งนัก เช่นนั้นวันหน้าหากอยู่กันตามลำพัง ข้าขอเรียกคุณหนูเซี่ยว่าน้องอวิ้นเอ๋อร์ก็แล้วกันนะเจ้าคะ"

"มิกล้ารับเจ้าค่ะ"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์รู้สึกว่าตนเองมิอาจเอื้อม อย่างไรเสียฮุ่ยเหนียงก็เป็นหลงจู๊ใหญ่ ส่วนนางแม้นจะมีส่วนแบ่งผลกำไรในร้านขายยา ทว่าหากกล่าวกันตามตรงแล้ว ก็เป็นเพียงลูกจ้างในร้านเท่านั้น

การที่ฮุ่ยเหนียงสามารถเชิญสตรีจากตระกูลสูงศักดิ์อย่างเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มาเป็นหมอประจำร้านที่ร้านขายยาของตนได้ ย่อมทำให้ใบหน้าของนางเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ นางจึงเอ่ยด้วยความปีติยินดีว่า "หากน้องอวิ้นเอ๋อร์เห็นสมควร ประเดี๋ยวก็ไปดูที่ร้านขายยาพร้อมกับพวกเราเลยเถิด เรื่องโต๊ะเก้าอี้และของประดับตกแต่งยามที่เจ้าต้องนั่งตรวจรักษา ล้วนให้น้องอวิ้นเอ๋อร์เป็นคนตัดสินใจทั้งหมดเลย พี่สาวจะจัดหามาให้เจ้าจนครบครันเอง"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์คาดไม่ถึงว่าฮุ่ยเหนียงจะกระตือรือร้นถึงเพียงนี้ ก่อนหน้านี้นางเอาแต่ตั้งแง่ระแวดระวังฮุ่ยเหนียงมาตลอด ยามที่ตอบตกลงไปเมื่อครู่ก็เป็นเพราะใคร่ครวญแล้วว่าหากด่วนปฏิเสธไปอาจทำให้ฮุ่ยเหนียงผูกใจเจ็บ ทว่าเพียงพริบตาเดียวนางก็ตระหนักได้ว่าตนเองใช้ใจคนพาลคาดเดาใจวิญญูชนไปเสียแล้ว ฮุ่ยเหนียงมิได้มีเจตนาระแวงป้องกันนางเลยแม้แต่น้อย

(เชิงอรรถผู้แปล: ใช้ใจคนพาลคาดเดาใจวิญญูชน (小人之心度君子之腹) สำนวนจีน หมายถึง การนำความคิดอกุศลหรือคับแคบของตนเอง ไปคาดเดาเจตนาอันบริสุทธิ์และกว้างขวางของผู้อื่น)

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์พยักหน้ารับ ทว่าถึงแม้จะตัดสินใจไปที่ร้านขายยาแล้ว อย่างไรก็ยังต้องเข้าไปที่เรือนด้านหลังเพื่อขออนุญาตจากท่านย่าและมารดาก่อน... แน่นอนว่าปากบอกว่าขออนุญาต ทว่าแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงการบอกกล่าวให้รับรู้ เพื่อแสดงความเคารพต่อผู้อาวุโสเท่านั้น

รอจนเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เดินเข้าไปแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็ลูบศีรษะเสิ่นซีพลางเอ่ยยิ้ม ๆ "เสี่ยวหลาง น้านับวันยิ่งเลื่อมใสในความเก่งกาจของเจ้าเสียแล้วสิ เจ้าพูดเพียงประโยคเดียว กลับได้ผลดียิ่งกว่าน้าพูดตั้งยืดยาวเสียอีก"

เสิ่นซีหัวเราะแหะ ๆ ทว่าในใจกลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจอันใด ตนเองก็แค่จ่ายยาได้ตรงกับโรคเท่านั้น เพราะล่วงรู้ดีว่าสิ่งที่คุณหนูเซี่ยต้องการคือสิ่งใด การที่ไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อยยาก เพียงแค่นั่งตรวจรักษาผู้คนอยู่ที่นั่นก็สามารถรับส่วนแบ่งผลกำไรได้หลายตำลึงต่อเดือน ร้านขายยาเล็ก ๆ ทั่วไปอย่างมากก็ทำกำไรได้เพียงเท่านี้ เรื่องดีงามปานนี้มีผู้ใดบ้างจะไม่อยากได้?

(เชิงอรรถผู้แปล: จ่ายยาได้ตรงกับโรค (对症下药) สำนวนจีน หมายถึง การวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และลงมือแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ)

รอจนเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เข้าไปปรึกษาหารือกับผู้อาวุโสเรียบร้อยแล้ว เมื่อนางกลับออกมาอีกครั้งก็ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดที่ดูเรียบง่ายและสะอาดสะอ้าน นางผงกศีรษะให้ฮุ่ยเหนียงพลางเอ่ย "ฮูหยินลู่ พวกเราไปกันได้แล้วเจ้าค่ะ"

ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับเบา ๆ ขณะที่เดินออกจากห้องโถงพร้อมกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ ปากก็เอ่ยว่า "น้องอวิ้นเอ๋อร์หากไม่รังเกียจ วันหน้าหากอยู่ต่อหน้าผู้คนก็เรียกข้าว่าหลงจู๊ ทว่าพอลับหลังผู้คนก็เรียกข้าว่าพี่สาวเถิด"

"เจ้าค่ะ พี่สาว"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นคนรู้สถานการณ์รู้กาลเทศะ การที่ฮุ่ยเหนียงมอบหุ้นให้นางเปล่า ๆ เช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการนำเงินก้อนขาวสะอาดมาประเคนให้ถึงมือ ต่อให้นางจะหยิ่งทะนงเพียงใดก็ยังต้องให้เกียรติและเกรงใจฮุ่ยเหนียง นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮุ่ยเหนียงถึงได้ดูสนิทสนมกลมเกลียวกับผู้อื่นได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ จึงได้แต่คิดว่าคงเป็นเพราะฮุ่ยเหนียงมีอุปนิสัยกระตือรือร้นและเป็นมิตรโดยธรรมชาติกระมัง

เมื่อคณะเดินทางกลับมาถึงร้านขายยา โจวซื่อก็คาดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะราบรื่นปานนี้ ไปเพียงหนเดียวก็สามารถเชิญคนกลับมาได้แล้ว

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์แม้จะเป็นแขก ทว่ากลับได้รับการต้อนรับขับสู้ราวกับเป็นเจ้าของร้านขายยาอีกคนก็ไม่ปาน

เดิมทีร้านขายยาก็กว้างขวางอยู่แล้ว การจะจัดสรรพื้นที่สำหรับตรวจรักษาคนไข้โดยเฉพาะจึงไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เป็นสตรี นอกจากการเตรียมโต๊ะเก้าอี้แล้วยังต้องจัดหาฉากกั้นมาตั้งไว้ด้วย บริเวณเรือนหลังก็จะแบ่งพื้นที่ไว้ให้เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ได้พักผ่อน แม้กระทั่งถ้วยชามและตะเกียบก็ต้องเตรียมเพิ่มไว้อีกหนึ่งชุด เพราะช่วงกลางวันเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะต้องรั้งอยู่รับประทานอาหารร่วมกันที่ร้านขายยา

แรกเริ่มเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ยังรู้สึกประหม่าวางตัวไม่ค่อยถูก ทว่าในเวลาต่อมาด้วยความกระตือรือร้นและเป็นกันเองของฮุ่ยเหนียงและโจวซื่อ ความเกร็งของนางจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลงอย่างสมบูรณ์

"หากต้อนรับขับสู้ขาดตกบกพร่องไปบ้าง น้องสาวอย่าได้ถือสากันเลยนะ สองสามวันนี้พี่สาวจะให้คนตระเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสรรพ พอหลังปีใหม่ร้านเปิดทำการ น้องสาวก็สามารถมานั่งตรวจรักษาได้เลย ช่วงไม่กี่วันนี้พี่สาวจะจ่ายเป็นค่าจ้างรายเดือนให้เจ้าไปก่อน ส่วนเรื่องส่วนแบ่งผลกำไร เอาไว้เริ่มคิดตั้งแต่เดือนอ้ายเป็นต้นไป ดีหรือไม่?" ฮุ่ยเหนียงเกรงว่าตนเองจะต้อนรับได้ไม่ดีพอ จึงออกหน้าพูดคุยรายละเอียดเรื่องส่วนแบ่งผลกำไรกับเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ด้วยตนเอง

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ค้อมกายทำความเคารพอย่างนอบน้อม "พี่สาวเกรงใจถึงเพียงนี้ ทำเอาน้องสาวได้รับเกียรติจนทำตัวไม่ถูกแล้วเจ้าค่ะ ไร้ความดีความชอบย่อมมิกล้ารับรางวัล หากพี่สาวจะเริ่มคิดค่าจ้างรายเดือนให้ตั้งแต่ตอนนี้เลย เช่นนั้นพรุ่งนี้น้องสาวก็จะมาเป็นหมอประจำร้านเลยก็แล้วกันเจ้าค่ะ ช่วงก่อนปีใหม่ไม่กี่วันนี้ น่าจะเป็นช่วงที่ร้านขายยาวุ่นวายที่สุดแล้ว"

(เชิงอรรถผู้แปล: ไร้ความดีความชอบย่อมมิกล้ารับรางวัล (无功不受禄) สำนวนจีน หมายถึง การไม่ยอมรับผลประโยชน์หรือของกำนัลใด ๆ หากตนเองยังมิได้ลงแรงทำประโยชน์ให้)

"ดีเลย ดีเลย"

ฮุ่ยเหนียงดีใจจนเนื้อเต้น "เอาเป็นว่าทำเช่นนี้ก็แล้วกัน ส่วนแบ่งผลกำไรของช่วงสองสามวันนี้พี่สาวยังไม่แบ่งให้น้องสาวนะ แต่ตอนสิ้นปี พี่สาวจะนำของใช้สำหรับเทศกาลไปมอบให้ถึงหน้าประตูบ้านด้วยตัวเอง ถือเสียว่าเป็นการชดเชยก็แล้วกัน"

ฮุ่ยเหนียงพูดจาสุภาพเกรงใจ ฝ่ายเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ก็รู้สถานการณ์รู้กาลเทศะ เพิ่งจะรู้จักกันได้เพียงวันเดียว ทว่าความสัมพันธ์กลับกลมเกลียวราบรื่นยิ่งนัก

ตอนที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กำลังจะลากลับ ฮุ่ยเหนียงได้ยัดซองแดงให้ซองหนึ่ง ด้านในบรรจุทองคำใบที่นางเก็บสะสมไว้ "น้องสาวอย่าได้รังเกียจเลยนะ นี่ถือเป็นของกำนัลแรกพบที่พี่สาวมอบให้เจ้า วันหน้าพวกเราไม่เพียงแต่เปิดกิจการร่วมกัน แต่ยังจะเป็นพี่น้องที่ดีที่สุดต่อกันอีกด้วย"

เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ถือซองแดงไว้ในมือ รู้สึกว่าน้ำหนักเบาหวิว จึงคิดไปว่าคงไม่ใช่ของมีค่าราคาแพงอันใด นางแย้มยิ้มรับคำ โดยมิได้คิดอันใดให้มากความก่อนจะเดินทางกลับบ้านไป

เมื่อส่งเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์กลับไปแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็ยิ้มกว้างอย่างเบิกบาน ภายในใจรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก ช่วงหลายวันมานี้นางเอาแต่กลัดกลุ้มกังวลใจเรื่องที่ไม่อาจว่าจ้างหมอหญิงมาได้ ยามนี้ไม่เพียงแต่สามารถเชิญคนกลับมาได้แล้ว ซ้ำคนผู้นั้นยังเป็นถึงคุณหนูจากตระกูลแพทย์เก่าแก่แห่งเมืองหลวง กิริยามารยาทสง่างามเหมาะสม ต่อไปก็เท่ากับมีพี่สาวน้องสาวที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงเพิ่มขึ้นมาอีกคน จะไม่ให้นางดีใจได้อย่างไรเล่า

"ท่านน้า หากคนไม่รู้คงนึกว่าท่านเก็บเงินได้ตามข้างทางเป็นแน่ ทว่าเมื่อลองตรองดูให้ดี ๆ ดูเหมือนท่านจะเป็นฝ่ายทำเงินหล่นหายเสียมากกว่านะขอรับ" เสิ่นซีเบ้ปาก

ฮุ่ยเหนียงหัวเราะพลางด่าว่า "ไปหัดล้อเลียนน้าตั้งแต่เมื่อใดกัน? เด็กโง่เอ๊ย นี่มิอาจนับว่าทำเงินหล่นหายหรอกนะ หากเทียบกับการเก็บเงินได้แล้วล่ะก็ การได้ตัวนางมานับว่าคุ้มค่ากว่ามากนัก เรียกว่าเก็บได้ของล้ำค่าเลยต่างหาก เจ้าว่าชีวิตนี้ของข้า การได้คบหากับแม่ของเจ้าเป็นพี่สาวที่ดี ก็นับเป็นวาสนาที่สวรรค์ประทานมาให้แล้ว ยามนี้ยังมาพานพบกับน้องสาวอย่างคุณหนูเซี่ยอีก สวรรค์ช่างเมตตาข้าไม่น้อยเลยจริง ๆ"

เสิ่นซีแลบลิ้นปลิ้นตา "ข้าล่ะกลัวก็แต่ว่า นางจะเห็นท่านเป็นเพียงหลงจู๊ แต่มิได้เห็นท่านเป็นพี่สาวน้องสาวที่ดีน่ะสิขอรับ"

ฮุ่ยเหนียงรู้สึกทั้งเขินทั้งฉุน นางยื่นมือไปดีดหน้าผากเสิ่นซีหนึ่งที พลางเอ่ยว่า "ไอ้เด็กเหม็น หากกล้าล้อเลียนข้าอีก วันหน้าข้าจะหัดทุบตีเจ้าให้เหมือนกับแม่ของเจ้าเลยคอยดู"

เสิ่นซีหัวเราะแหะ ๆ ก่อนจะวิ่งหายวับไปราวกับควันไฟ

วันต่อมาเมื่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์มาถึงร้านขายยาอีกครา บนใบหน้าของนางนอกเหนือจากความนอบน้อมแล้ว ยังเพิ่มพูนความซาบซึ้งใจขึ้นอีกหลายส่วน เมื่อวานหลังจากกลับไปเปิดซองแดงดู นางก็พบว่าสิ่งที่อยู่ด้านในกลับเป็นทองคำใบน้ำหนักกว่าหนึ่งตำลึง ภายในใจจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกพะว้าพะวงอยู่ไม่สุข

ตระกูลเซี่ยตกต่ำลง นางจึงสัมผัสถึงความสับปลับของน้ำใจคนได้อย่างลึกซึ้ง บรรดาญาติมิตรและสหายของตระกูล เมื่อรู้ว่าตระกูลเซี่ยไปล่วงเกินขุนนางผู้มีอำนาจในราชสำนัก ก็ไม่มีผู้ใดยื่นมือเข้าช่วยเหลือเลยสักคน ซ้ำร้ายยังทิ้งหินลงบ่อซ้ำเติม ทำให้นางต้องเสียเปรียบอย่างหนักยามที่ต้องเร่งขายทิ้งทรัพย์สินในเมืองหลวง แม้กระทั่งเรื่องการแต่งงานที่ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ต้องล้มพับไปพร้อมกับความล่มสลายของตระกูลเซี่ย ทว่าคนนอกกลับไม่ไปดูแคลนผู้ที่ผิดสัญญาถอนหมั้น กลับพากันมาพูดจาถากถางเยาะเย้ยนางที่เป็นผู้บริสุทธิ์เสียอย่างนั้น

(เชิงอรรถผู้แปล: ทิ้งหินลงบ่อ (落井下石) สำนวนจีน หมายถึง การซ้ำเติมผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก)

ในเมื่อญาติมิตรยังเป็นถึงเพียงนี้ นางก็ยิ่งไม่กล้าคาดหวังว่าคนนอกจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตระกูลเซี่ย

การพาครอบครัวเดินทางรอนแรมแสนไกลกลับมายังเมืองถิงโจว ความลำบากที่ต้องเผชิญตลอดเส้นทางย่อมไม่ต้องพูดถึง เพื่อให้คนในครอบครัวสบายใจ นางจึงยอมเก็บงำคำพูดถากถางและชะตากรรมอันน่าเวทนาทั้งหมดไว้เพียงในใจ ผู้ใดจะคาดคิดว่าเมื่อกลับมาถึงบ้านเกิดแล้วกลับต้องพบเจอแต่อุปสรรคทุกหนแห่ง

เดิมทีตระกูลเซี่ยก็มีญาติห่าง ๆ และสหายเก่าแก่อยู่ในเมืองถิงโจวบ้าง สิ่งแรกที่เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ทำหลังจากจัดแจงให้ครอบครัวเข้าพักในโรงเตี๊ยมที่เมืองถิงโจวเรียบร้อยแล้ว ก็คือการส่งเทียบเชิญออกไปอย่างกว้างขวาง เพื่อเชิญชวนผู้คนเหล่านี้มาจัดงานเลี้ยงที่ตึกสามชั้น 'หอเค่อเซียน' กลางเมือง ประการแรกก็เพื่อจะประกาศว่านับแต่นี้ไปตระกูลเซี่ยจะกลับมาตั้งรกรากที่เมืองถิงโจวแล้ว หวังให้ทุกคนคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประการที่สองก็คือบรรดาญาติห่าง ๆ และสหายเก่าแก่เหล่านี้ ไม่มากก็น้อยล้วนเคยพึ่งพิงใบบุญของคนในครอบครัวมาบ้าง หลายคนในจำนวนนี้เคยหยิบยืมเงินทองจากตระกูลเซี่ยไปเพื่อซื้อบ้านเรือนหรือเรือกสวนไร่นา การกลับมาในครานี้ก็หมายจะใช้โอกาสนี้สะสางหนี้สินก้อนเก่าให้จบสิ้น ทว่าคนเหล่านี้กลับแบ่งเป็นไม่ยอมมาร่วมงาน หรือหากมาก็เอาแต่ปั้นหน้าตึงใส่ และไม่แม้แต่จะปริปากพูดถึงเรื่องคืนเงินเลยสักคำ

ในเวลาต่อมา เมื่อเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์เชิญนายหน้าค้าที่ดินมาทานอาหารที่ 'หอเค่อเซียน' ภาพสิ่งของเดิม ๆ พาให้หวนระลึกถึงความหลัง ภายในใจจึงว้าเหว่อ้างว้างยิ่งนัก เมื่อทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความจนใจ ก็ประจวบเหมาะถูกเสิ่นหมิงจวินและเสิ่นซีสองพ่อลูกที่เดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่ตระหนักเลยว่า นั่นคือจุดเปลี่ยนแห่งโชคชะตาในชีวิตของนาง

"พี่สาว นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะรับหน้าที่เป็นหมอประจำร้านอย่างเป็นทางการแล้วนะเจ้าคะ" เซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ค้อมกายทำความเคารพฮุ่ยเหนียงอย่างเต็มพิธีการ

เมื่อคืนฮุ่ยเหนียงอยู่ดึกเพื่อจัดการบัญชี ยามนี้เพิ่งจะทานอาหารเช้าเสร็จสติจึงยังเลื่อนลอยอยู่บ้าง นางคาดไม่ถึงว่าเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์จะมาเช้าถึงเพียงนี้ ซ้ำยังทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการ นางจึงทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ ผ่านไปพักใหญ่จึงเอ่ยด้วยความรู้สึกผิดว่า "โต๊ะเก้าอี้เตรียมไว้พร้อมแล้ว ทว่าเรื่องฉากกั้นและข้าวของอื่น ๆ... ยังอยู่ระหว่างให้คนไปตระเตรียม น้องสาวจะมาสายหน่อยก็ได้นะ"

บนใบหน้าของเซี่ยอวิ้นเอ๋อร์ประดับด้วยรอยยิ้มราบเรียบและเยือกเย็น นางเอ่ยว่า "พี่สาวให้ความสำคัญถึงเพียงนี้ หากน้องสาวยังไม่ขยันขันแข็งให้มากหน่อย เช่นนั้นก็คงเสียชาติเกิดเป็นคนแล้วล่ะเจ้าค่ะ"

จบบทที่ ตอนที่ 144 ความเป็นพี่น้องคือสะพานเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีที่สุด

คัดลอกลิงก์แล้ว