- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 143 เจรจาพาทีจำต้องพึ่งพาบุรุษ
ตอนที่ 143 เจรจาพาทีจำต้องพึ่งพาบุรุษ
ตอนที่ 143 เจรจาพาทีจำต้องพึ่งพาบุรุษ
ช่วงปลายปีในเมืองคึกคักเป็นพิเศษ ในฐานะเมืองหน้าด่านบนเส้นทางสัญจรเชื่อมสามมณฑลอันได้แก่ฝูเจี้ยน กว่างตง และเจียงซี เดิมทีเมืองถิงโจวก็เจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งอยู่แล้ว มาจนถึงตอนนี้เมื่อผู้คนหลั่งไหลเข้าเมืองมาจับจ่ายซื้อของใช้ช่วงเทศกาลปีใหม่กันอย่างเนืองแน่นราวกับฝูงปลาข้ามแม่น้ำ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยก็ตั้งแผงกันจนเต็มทุกตรอกซอกซอย ผู้คนเดินเบียดเสียดกันจนไหล่ชนไหล่ แค่จะก้าวเท้าเดินสักก้าวก็ยังยากลำบาก
ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนเร่ขายสินค้าของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ที่ดังระงมไม่ขาดสาย เสิ่นซีนั่งอยู่บนรถเข็นไม้ พร้อมกับของกำนัลที่ฮุ่ยเหนียงนำมาด้วย โดยมีซิ่วเอ๋อร์เป็นคนเข็น มุ่งหน้าสู่บ้านของคุณหนูตระกูลเซี่ย
ซิ่วเอ๋อร์เป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ ประกอบกับในบรรดาสตรีในบ้านก็นับว่านางมีเรี่ยวแรงมหาศาลที่สุด ในยามปกติงานแบกหามส่วนใหญ่จึงตกเป็นหน้าที่ของนาง แต่นางเองก็อายุเพียงสิบห้าสิบหกปี กำลังอยู่ในวัยที่สดใสไร้เดียงสา ระหว่างที่เข็นรถให้เสิ่นซี นางจึงหัวเราะคิกคักไปตลอดทางเพราะรู้สึกสนุกสนานยิ่งนัก
ในที่สุดก็มาถึงที่หมาย เสิ่นซีมองสำรวจดูครู่หนึ่ง เรือนที่ตระกูลเซี่ยเช่าพักอาศัยแห่งนี้ก็นับว่าเรียบง่ายทว่าดูมีรสนิยมไม่เบา
แม้ตระกูลจะตกต่ำลง ทว่าคุณหนูตระกูลเซี่ยก็มิอาจปล่อยให้คนในครอบครัวต้องตกระกำลำบาก อย่างไรเสีย เหนือนางยังมีท่านย่า มารดา และอนุภรรยาของบิดาอีกหลายคน ส่วนเบื้องล่างก็ยังมีน้องชายน้องสาว คนทั้งบ้านกว่าสิบชีวิตล้วนฝากชีวิตไว้กับนาง หลังกลับมาถึงเมืองถิงโจว นางออกตระเวนหาบ้านเช่าไปทั่ว ในที่สุดจึงเช่าเรือนสามลานแห่งนี้ไว้เป็นที่พักพิงของครอบครัว หากมองเพียงภายนอก แทบไม่อาจดูออกเลยว่าตระกูลเซี่ยในอดีตเคยรุ่งเรืองถึงเพียงใด อย่างมากก็ดูเทียบเท่ากับคหบดีมีเงินในเมืองเท่านั้น
ฮุ่ยเหนียงก้าวไปข้างหน้าแล้วเคาะประตู คนที่มาเปิดประตูคือเด็กหญิงอายุราวแปดเก้าขวบผู้หนึ่ง นางเบิกตาโตจ้องมองแขกทั้งสามที่หน้าประตู เวลานั้นเองด้านในก็มีเสียงสตรีร้องตะโกนออกมาว่า "พี่สาวของเจ้าไม่อยู่บ้าน อย่าเปิดประตูให้ผู้คนสุ่มสี่สุ่มห้า!"
ระหว่างที่พูด ก็มีสตรีวัยกลางคนเดินออกมา นางอายุราวสามสิบปีเศษ สวมผ้ากันเปื้อน ดูแล้วมีท่าทีเป็นกุลสตรีผู้อ่อนโยน รูปลักษณ์คล้ายคลึงกับคุณหนูตระกูลเซี่ยที่เสิ่นซีเคยเห็นในวันนั้นอยู่หลายส่วน
เสิ่นซีลอบคาดเดาว่าสตรีท่านนี้ก็คือมารดาแท้ ๆ ของคุณหนูตระกูลเซี่ย หรือก็คือฮูหยินเซี่ยนั่นเอง
"พวกท่านคือ?"
ฮูหยินเซี่ยเดินมาถึงหน้าประตู นางใช้มือรั้งตัวบุตรีให้ไปหลบอยู่ด้านหลัง เด็กหญิงซ่อนตัวพลางชะโงกหน้าออกมากะพริบตาปริบ ๆ จ้องมองคนแปลกหน้าที่หน้าประตู ดวงตาสุกใสเป็นประกายอย่างยิ่ง
ฮุ่ยเหนียงแย้มยิ้มบาง ๆ "ฮูหยินท่านนี้ ผู้น้อยลู่ซุนซื่อ เดินทางมาเพื่อขอเยี่ยมเยียนคุณหนูตระกูลเซี่ยเจ้าค่ะ"
"ลู่ซุนซื่อกระนั้นหรือ?"
ฮูหยินเซี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนคนในครอบครัวของนางจะไม่เคยมีความคุ้นเคยอันใดกับคนแซ่ลู่และคนแซ่ซุนเลย ทว่าเมื่อนึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้บุตรีของนางกำลังเจรจาเรื่องเช่าร้านเพื่อเปิดโรงหมออยู่ข้างนอก จึงลอบคาดเดาว่าผู้มาเยือนคงจะมาด้วยเรื่องนี้ นางจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรงใจว่า "บุตรีของข้าออกไปข้างนอกได้พักใหญ่แล้ว คงต้องรออีกราวครึ่งชั่วยามถึงจะกลับมา หากไม่รังเกียจ เชิญพวกท่านเข้ามานั่งรอด้านในก่อนเถิด"
หากแขกที่มาเยือนเป็นบุรุษ ฮูหยินเซี่ยย่อมต้องเพิ่มความระมัดระวังอย่างแน่นอน ทว่าเบื้องหน้าของนางคือสตรีหม้ายที่ดูเรียบร้อยและทะมัดทะแมง ด้านหลังยังพาเด็กน้อยและสาวใช้มาด้วย การพูดจาของนางก็สุภาพอ่อนน้อม จึงทำให้ฮูหยินเซี่ยรู้สึกประทับใจไม่น้อย
ตระกูลเซี่ยเผชิญคราวเคราะห์ในเมืองหลวง ก่อนจะจากมา พวกเขาได้ปลดปล่อยบ่าวไพร่และสาวใช้ในบ้านไปจนหมดสิ้น การรอนแรมแสนไกลกลับมายังเมืองถิงโจวครานี้ ก็นับได้ว่ามีเพียงแม่ม่ายลูกกำพร้าเท่านั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: แม่ม่ายลูกกำพร้า (孤儿寡母) สตรีที่เสียสามีและต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง หรือครอบครัวที่ไร้เสาหลัก)
ฮุ่ยเหนียงสั่งให้ซิ่วเอ๋อร์จอดรถเข็นไม้ให้เรียบร้อย แล้วถือของกำนัลไว้ จากนั้นทั้งสามคนก็ก้าวผ่านประตูเรือนตระกูลเซี่ยเข้าไป
ยามนี้ที่ลานเรือนด้านในกำลังมีเด็กน้อยสามสี่คนวิ่งเล่นกันอยู่ ล้วนมีอายุราวสิบขวบ ริมบ่อน้ำเก่าแก่มีอ่างไม้แช่เสื้อผ้าอยู่ เห็นได้ชัดว่าฮูหยินเซี่ยกำลังซักผ้าอยู่
"ในบ้านมีแขกมาเยือน พวกเจ้าเข้าไปเล่นด้านในไป ไป ๆ"
ฮูหยินเซี่ยเอ่ยไล่เด็ก ๆ บรรดาเด็กตระกูลเซี่ยหลายคน รวมถึงเด็กหญิงที่มาเปิดประตูเมื่อครู่ พากันกระโดดโลดเต้นเดินผ่านประตูรูปพระจันทร์ทะลุไปยังลานเรือนด้านหลัง ฮูหยินเซี่ยจัดแจงเก็บกวาดเล็กน้อย ปลดผ้ากันเปื้อนไปแขวนไว้บนราวตากผ้า ก่อนจะเชิญแขกไปนั่งในห้องโถงหลัก
เมื่อเข้าไปด้านใน เครื่องเรือนมีเพียงโต๊ะบูชาหนึ่งตัว โต๊ะน้ำชาหนึ่งตัว โต๊ะแปดเซียนหนึ่งตัว และเก้าอี้มีพนักวางแขนสองตัว ฮูหยินเซี่ยกล่าวด้วยความเกรงใจว่า "ยามปกติที่บ้านไม่ค่อยมีผู้ใดมาเยือน จึงไม่ค่อยได้เก็บกวาดให้เรียบร้อยนัก ให้ฮูหยินลู่ต้องมาเห็นเรื่องน่าขันเสียแล้ว"
(เชิงอรรถผู้แปล: โต๊ะแปดเซียน (八仙桌) โต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่)
ฮุ่ยเหนียงตอบพร้อมรอยยิ้ม "ฮูหยินกล่าวอันใดกันเจ้าคะ พวกเรามาโดยไม่ได้รับเชิญ ถือเป็นการรบกวนครอบครัวของท่านเสียมากกว่า ควรจะเป็นพวกเราที่ต้องขออภัยถึงจะถูกเจ้าค่ะ"
ระหว่างที่สนทนากัน ฮูหยินเซี่ยนั่งลงเป็นเพื่อนฮุ่ยเหนียง นางสงสัยในจุดประสงค์การมาเยือนของฮุ่ยเหนียงยิ่งนัก แม้ยามนี้ผู้นำครอบครัวจะเป็นบุตรีของนาง ทว่าหลาย ๆ เรื่องคนเป็นแม่อย่างนางก็อยากจะซักไซ้ให้รู้ความ
"ฮูหยินเจ้าคะ ผู้น้อยเปิดกิจการร้านขายยาอยู่แห่งหนึ่ง พร้อมกันนั้นก็รับหน้าที่เป็นหลงจู๊ใหญ่แห่งสมาคมการค้าเมืองถิงโจว... สมาคมการค้านี้แต่เดิมรวมตัวกันขึ้นจากร้านขายยากว่าสองร้อยแห่งในแปดอำเภอของเมืองถิงโจว ได้ยินมาว่าคุณหนูของท่านมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ อีกทั้งยังมีเจตนาจะเปิดโรงหมอในเมือง ผู้น้อยจึงตั้งใจมาเยี่ยมเยียนเจ้าค่ะ" ฮุ่ยเหนียงมิได้เปิดเผยเจตนาชัดเจนนัก บอกเพียงว่าตนเองเป็นคนเปิดร้านขายยาเช่นเดียวกัน
แวดวงเดียวกันย่อมเป็นคู่แข่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของฮูหยินเซี่ยพลันแข็งค้างไปเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้นางเคยได้ยินบุตรีเล่าว่า การจะเปิดโรงหมอในเมืองถิงโจวนั้นไม่ง่ายเลย เป็นเพราะร้านขายยาทั้งหมดรวมตัวกันก่อตั้งเป็นองค์กรที่เรียกว่า "สมาคมการค้า" สมาคมการค้านี้วางอำนาจบาตรใหญ่ในวงการ ผูกขาดราคาสมุนไพร อีกทั้งยังไม่เป็นมิตรกับคนนอก หากจะเข้าร่วมสมาคมก็ต้องจ่ายค่าแรกเข้าและค่าบำรุงรายปี
เมื่อฮูหยินเซี่ยได้ยินจุดประสงค์ของฮุ่ยเหนียง นางก็คิดว่าผู้มาเยือนคงมีเจตนาไม่ดี ทว่านางเกิดในตระกูลบัณฑิต รู้หนังสือเข้าใจจารีต กิริยาอาการสง่างาม จึงมิได้แสดงสีหน้าบึ้งตึงออกไป เพียงแต่ไม่ต้อนรับขับสู้อย่างกระตือรือร้นเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: รู้หนังสือเข้าใจจารีต (知书达礼) สำนวนจีน หมายถึง มีการศึกษา อบรมมาดี รู้จักขนบธรรมเนียม)
ผ่านไปไม่นาน ก็มีคนยกน้ำชามาให้
สตรีที่ยกน้ำชามาดูอ่อนวัยกว่าเล็กน้อย หน้าตางดงามไม่ธรรมดา มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นอนุภรรยาของบิดาคุณหนูตระกูลเซี่ย เดิมทีตระกูลเซี่ยมีกิจการใหญ่โต นับว่าเป็นตระกูลมีชื่อเสียงในเมืองหลวง การที่บุรุษจะมีภรรยาสามอนุสี่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ยามนี้ตระกูลตกต่ำลง บรรดาอนุภรรยาที่เดิมทีควรจะได้เสวยสุข ก็ยังต้องออกมายกน้ำชาปรนนิบัติแขก
"ไม่เป็นไร ทางนี้ข้ารับหน้าเอง เจ้าเข้าไปด้านในเถอะ" ฮูหยินเซี่ยลุกขึ้นยืนพลางกระซิบกับสตรีที่ยกน้ำชามา นางคิดว่าตนกดเสียงต่ำมากแล้ว ทว่าเสิ่นซีกลับได้ยินอย่างชัดเจน
"ท่านน้า ดูเหมือนพวกเขาจะตั้งแง่กับพวกเรานะขอรับ" เสิ่นซีขยับเข้าไปกระซิบข้างหูฮุ่ยเหนียง
ฮุ่ยเหนียงค้อนใส่เขาหนึ่งวง "ถึงอย่างนั้นพวกเราก็ต้องทำตัวสุภาพอ่อนน้อมเข้าไว้ อย่าทำเรื่องขายหน้า เข้าใจหรือไม่?"
เสิ่นซีแลบลิ้นปลิ้นตา เขายืดตัวตรงยืนอยู่ข้างเก้าอี้ สายตาทอดมองไปทางประตูเรือน ประจวบเหมาะกับที่มีเงาร่างอรชรกำลังเดินผ่านประตูเข้ามาพอดี
ในฐานะผู้กุมบังเหียนของตระกูลเซี่ย คุณหนูตระกูลเซี่ยเพิ่งกลับมาจากข้างนอก เมื่อพบว่าในบ้านมีแขกมาเยือน จึงเดินตรงมาทางห้องโถงหลักทันที
เมื่อคุณหนูตระกูลเซี่ยมาถึงหน้าประตู นางก็คือสตรีร่างอรชรงดงามที่เสิ่นซีเคยพบในวันนั้น สตรีที่ทำให้ผู้เป็นพ่อจดจำฝังใจเพียงแค่แรกเห็น นางอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายหรือกิริยามารยาทล้วนมีกลิ่นอายของผู้ดีตระกูลใหญ่ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือรูปโฉมที่งดงามหมดจดไร้ที่ติ เป็นหญิงงามประเภทที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากทะนุถนอมตั้งแต่แรกพบ
ฮุ่ยเหนียงลุกขึ้นต้อนรับ พร้อมทั้งแนะนำตัวและบอกกล่าวที่มา คุณหนูตระกูลเซี่ยผู้นี้ก็มีกิริยามารยาทงดงามเฉกเช่นเดียวกับมารดาของนาง ต่อให้ในใจจะรู้สึกว่าฮุ่ยเหนียงมีเจตนาไม่ดี ก็ยังคงต้อนรับขับสู้อย่างสุภาพนอบน้อม
"ท่านแม่ ทางนี้ปล่อยให้ลูกเป็นคนจัดการดีหรือไม่เจ้าคะ?" คุณหนูตระกูลเซี่ยกล่าวกับฮูหยินเซี่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"อืม"
ฮูหยินเซี่ยเชื่อฟังถ้อยคำของบุตรีอย่างยิ่ง เมื่อครู่บุตรีไม่อยู่ ในบ้านมีแขกมาเยือนนางจึงต้องเป็นคนคอยดูแล ยามนี้บุตรีกลับมาแล้ว ทุกเรื่องราวล้วนให้บุตรีเป็นผู้ตัดสินใจ
รอจนฮูหยินเซี่ยเดินเข้าไปในเรือนด้านใน คุณหนูตระกูลเซี่ยก็เชิญให้ฮุ่ยเหนียงนั่งลง
ในเมื่อได้พบตัวจริงแล้ว ฮุ่ยเหนียงจึงเปิดเผยจุดประสงค์ในการมาเยือนอย่างชัดเจน "...คุณหนูเซี่ย ไม่ปิดบังท่าน ผู้น้อยมาในครานี้ก็เพื่ออยากจะเชิญท่านไปเป็นหมอประจำร้านที่ร้านขายยาของพวกเราเจ้าค่ะ คำขอนี้อาจจะดูหุนหันพลันแล่นไปบ้าง ทว่ายามนี้ร้านขายยาของพวกเราไม่มีบุรุษอยู่เลย หากจ้างหมอชายคนอื่นกลับไป ย่อมหนีไม่พ้นที่จะถูกผู้คนนินทาเอาได้เจ้าค่ะ"
คุณหนูตระกูลเซี่ยแย้มยิ้มบาง ๆ "หรือว่าฮูหยินลู่เกรงว่าหากผู้น้อยเปิดโรงหมอแล้ว จะไปแย่งความโดดเด่นของร้านขายยาในเมืองกระนั้นหรือเจ้าคะ?"
คำกล่าวนี้ช่างตรงไปตรงมา แฝงกลิ่นอายตาต่อตาฟันต่อฟัน ทว่าน้ำเสียงกลับราบเรียบและเป็นมิตร ทำให้ผู้ฟังไม่อาจโกรธเคืองลง
(เชิงอรรถผู้แปล: ตาต่อตาฟันต่อฟัน (针锋相对) ปรับบริบทมาจากสำนวนจีน แปลตรงตัวว่า ปลายเข็มชนปลายเข็ม หมายถึงตอบโต้กันอย่างเผ็ดร้อน ไม่ยอมกัน)
เคราะห์ดีที่ทักษะการเจรจาพาทีของฮุ่ยเหนียงก็ไม่เลว นางส่ายหน้าพลางแย้มยิ้ม "คุณหนูเซี่ยเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ผู้น้อยมาในครานี้มิได้มาเพื่อยั่วยุ ต่อให้คุณหนูเซี่ยจะเปิดโรงหมอ วันหน้าก็สามารถเลือกได้เองว่าจะเข้าร่วมสมาคมการค้าหรือไม่ หากเข้าร่วม ผู้น้อยย่อมต้อนรับขับสู้ด้วยความสุภาพ หากไม่เข้าร่วม ผู้น้อยก็ขอยืนยันว่าจะไม่กลั่นแกล้งสร้างความลำบากให้ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความสมัครใจเจ้าค่ะ"
"ผู้น้อยเพียงแค่กลัดกลุ้มที่ยามนี้ไม่อาจเสาะหาหมอหญิงฝีมือดีได้ เมื่อทราบว่าคุณหนูเซี่ยมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ จึงตั้งใจมาเยี่ยมเยียนเจ้าค่ะ... เมื่อลองตรองดู คุณหนูเซี่ยมาถึงเมืองถิงโจวย่อมไม่คุ้นชินกับสถานที่และผู้คน การจะเปิดร้านคงหนีไม่พ้นต้องพบเจออุปสรรคอยู่บ้าง หากมีเรื่องใดที่ผู้น้อยพอจะช่วยเหลือได้ ก็จะช่วยอย่างสุดกำลังเจ้าค่ะ"
คุณหนูตระกูลเซี่ยจ้องมองประเมินฮุ่ยเหนียงอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับต้องการแยกแยะจากสีหน้าของนางว่าคำกล่าวนี้มาจากความจริงใจ หรือเป็นเพียงการพูดส่งเดชไปอย่างนั้น
ในที่สุดคุณหนูตระกูลเซี่ยก็ทอดถอนใจยาว "ตระกูลเซี่ยย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองหลวงได้สี่สิบกว่าปีแล้ว ทรัพย์สินเดิมของบรรพบุรุษในเมืองถิงโจวก็สูญสิ้นไปตั้งนานแล้ว ยามนี้คิดจะกลับมาผงาดอีกครา ผู้น้อยก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าย่อมต้องเผชิญกับความยากลำบากนานัปการ... ทว่ารากฐานของบรรพชนจะอย่างไรก็ละทิ้งไม่ได้ คงทำได้เพียงขอบคุณในน้ำใจของฮูหยินลู่แล้วเจ้าค่ะ"
เมื่อฮุ่ยเหนียงได้ยินคำพูดนี้ ก็เห็นด้วยจากใจจริง ใบหน้าฉายแววทอดถอนใจอยู่บ้าง "คุณหนูเซี่ยมีปณิธานอันกว้างไกล ดูท่าผู้น้อยจะมารบกวนอย่างวู่วามไปหน่อยจริง ๆ ทว่าผู้น้อยก็มีความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยม วันนี้หากไม่สำเร็จ วันหน้าผู้น้อยจะมาเยี่ยมเยียนใหม่เจ้าค่ะ"
ฮุ่ยเหนียงแสดงท่าทีว่าหากไม่ได้ตัวนางมาก็จะไม่ยอมเลิกรา นี่ก็เป็นสิ่งที่เสิ่นซีเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า หากต้องการแสดงความจริงใจ ทางที่ดีที่สุดคือต้องทำตัวดั่งเยือนกระท่อมหญ้าสามครา คุณหนูตระกูลเซี่ยต้องการเปิดโรงหมอ ทว่ากลับรู้สึกว่าอิทธิพลของสมาคมการค้านั้นยิ่งใหญ่เกินไป ยามนี้หลงจู๊ใหญ่แห่งสมาคมการค้ามาเยือนถึงหน้าประตูด้วยตนเอง หากอีกฝ่ายไม่ตั้งแง่ก็แปลกแล้ว
(เชิงอรรถผู้แปล: เยือนกระท่อมหญ้าสามครา (三顾茅庐) สำนวนจีน มีที่มาจากวรรณกรรมสามก๊ก ตอนที่หลิวเป้ย (เล่าปี่) ไปเชิญจูเก่อเลี่ยง (ขงเบ้ง) ถึงสามครั้ง เปรียบเปรยถึงการเชิญผู้มีความรู้ความสามารถด้วยความจริงใจและเพียรพยายาม)
คุณหนูตระกูลเซี่ยพยักหน้ารับเบา ๆ ขณะที่กำลังจะเดินไปส่งฮุ่ยเหนียงที่หน้าประตู จู่ ๆ นางก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามว่า "ฮูหยิน ผู้น้อยมีเรื่องหนึ่งที่ไม่กระจ่าง... เมื่อช่วงต้นปีได้ยินมาว่าทางเมืองถิงโจวนี้มีหมอเทวดาหญิงผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น เคยใช้วิธีปลูกฝีขจัดโรคระบาด ไม่ทราบว่าฮูหยินเคยได้ยินชื่อคนผู้นี้บ้างหรือไม่เจ้าคะ?"
ฮุ่ยเหนียงชะงักไปเล็กน้อย ท้ายที่สุดก็ค้อมกายลงเบา ๆ "ผู้น้อยไร้ความสามารถ ก็คือตัวข้าเองเจ้าค่ะ"
"หา?"
ใบหน้าของคุณหนูตระกูลเซี่ยเผยสีหน้าตกตะลึง นางจ้องมองฮุ่ยเหนียงอยู่นานครึ่งค่อนวัน รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง "มิน่าเล่า ฮูหยินที่เป็นเพียงสตรี กลับสามารถรับหน้าที่เป็นหลงจู๊ใหญ่ดูแลร้านค้าหลายร้อยแห่งของสมาคมการค้าได้ ช่างเป็นผู้ที่มีสติปัญญาและความสามารถอย่างแท้จริง"
เสิ่นซีที่อยู่ด้านข้างหัวเราะพลางเอ่ย "ท่านน้าของข้ามีความสามารถอีกตั้งมากมายนะขอรับ พี่สาว ท่านอยากฟังหรือไม่เล่า?"
คุณหนูตระกูลเซี่ยจ้องประเมินเสิ่นซี ก่อนหน้านี้นางคิดมาตลอดว่าเสิ่นซีคือบุตรชายของฮุ่ยเหนียง... เดิมทีนางได้ยินมาว่าหลงจู๊ใหญ่ของสมาคมการค้าเป็นสตรีหม้าย สตรีหม้ายที่มีเด็กชายกึ่งโตพาติดตัวมาด้วย คำถามหลายอย่างนางจึงไม่สะดวกจะเอ่ยปากถาม ยามนี้เมื่อได้ยินเสิ่นซีเรียกฮุ่ยเหนียงว่า 'ท่านน้า' นางถึงได้รู้ว่าตนเองคาดเดาผิดไป
"เสี่ยวหลาง อย่าได้พูดจาส่งเดช ไปเป็นแขกที่บ้านผู้อื่นต้องรู้จักรักษามารยาท เข้าใจหรือไม่?" ฮุ่ยเหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิ
"ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ!" คุณหนูตระกูลเซี่ยแย้มยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยถามว่า "ฮูหยิน ก่อนหน้านี้ไม่ทันได้ซักถาม ไม่ทราบว่าคุณชายน้อยท่านนี้คือ..."
"เป็นบุตรชายของพี่สาวที่เปิดกิจการร้านขายยาร่วมกันเจ้าค่ะ ยามปกติสองครอบครัวสนิทชิดเชื้อดั่งครอบครัวเดียวกัน ไปไหนมาไหนจึงมักจะติดตามไปด้วยกันเสมอ" บนใบหน้าของฮุ่ยเหนียงประดับด้วยรอยยิ้มอย่างรู้ใจ สายตาที่ทอดมองเสิ่นซีเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
"เป็นเช่นนี้นี่เอง"
คุณหนูตระกูลเซี่ยพยักหน้ารับ อันที่จริงนางไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดเรื่อง 'เปิดกิจการร้านขายยาร่วมกัน' เท่าใดนัก
เสิ่นซีเอ่ยแทรกขึ้นมา "ท่านน้า ร้านขายยาของพวกเรามิใช่กำลังขาดแคลนหมอประจำร้านที่เก่งกาจอย่างพี่สาวตระกูลเซี่ยอยู่พอดีหรอกหรือขอรับ? ในเมื่อท่านน้ายังสามารถแบ่งหุ้นลมของร้านขายยาให้ท่านแม่ของข้าได้ เหตุใดจึงไม่แบ่งให้พี่สาวนางบ้างเล่าขอรับ เช่นนี้ต่อไปพี่สาวก็ไม่ต้องทนเหนื่อยยากตระเวนหาเช่าหน้าร้านเพื่อเปิดกิจการเองแล้ว"
(เชิงอรรถผู้แปล: หุ้นลม (干股) การแบ่งปันผลกำไรให้โดยที่ผู้นั้นไม่ต้องลงทุนด้วยเงินตรา)
คำกล่าวของเสิ่นซีช่างทันท่วงทียิ่งนัก อีกทั้งยังแทงใจดำเข้าเป้าความต้องการของทั้งฮุ่ยเหนียงและคุณหนูตระกูลเซี่ยในเวลาเดียวกัน
ฮุ่ยเหนียงเบิกเนตรสว่างไสว พลางเอ่ยว่า "เสี่ยวหลางเตือนสติข้าได้ดีทีเดียว หากคุณหนูเซี่ยยอมลดตัวมาอยู่ที่ร้านขายยาของพวกเรา นอกเหนือจากค่าจ้างรายเดือนที่ตายตัวแล้ว วันหน้ารายรับหนึ่งในสิบส่วนของร้านขายยาตระกูลลู่ จะแบ่งให้คุณหนูเซี่ยด้วย ท่านเห็นเป็นเช่นไรเจ้าคะ?"
(เชิงอรรถผู้แปล: เบิกเนตรสว่างไสว (眼前一亮) สำนวนจีน หมายถึง ได้เห็นสิ่งสวยงามแปลกใหม่หรือมีความคิดดี ๆ ผุดขึ้นมาจนตื่นตาตื่นใจ)