- หน้าแรก
- พลิกชะตาบัณฑิตยากไร้
- ตอนที่ 142 คุณหนูตระกูลเซี่ยจากเมืองหลวง
ตอนที่ 142 คุณหนูตระกูลเซี่ยจากเมืองหลวง
ตอนที่ 142 คุณหนูตระกูลเซี่ยจากเมืองหลวง
ในยุคสมัยที่จารีตประเพณีโบราณเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดเช่นนี้ วิชาฝีมือที่สืบทอดแต่โบราณกาลล้วนยึดถือค่านิยมถ่ายทอดให้บุตรมิถ่ายทอดให้บุตรี ประกอบกับสตรีมีฐานะทางสังคมต่ำต้อย ในยามปกติล้วนเชิดชูบรรทัดฐานการประพฤติตนตามหลักสามเชื่อฟัง สี่คุณธรรม และจารีตประตูใหญ่ไม่ออก ประตูรองไม่ก้าว การจะเสาะหาหมอหญิงสักคนจึงยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
(เชิงอรรถผู้แปล:
สามเชื่อฟัง สี่คุณธรรม (三从四德) เป็นจารีตว่าด้วยแบบแผนความประพฤติของสตรีในสังคมจีนโบราณ “สามเชื่อฟัง” หมายถึง ก่อนออกเรือนเชื่อฟังบิดา ออกเรือนแล้วเชื่อฟังสามี สามีสิ้นแล้วเชื่อฟังบุตรชาย ส่วน “สี่คุณธรรม” หมายถึงคุณธรรม วาจา กิริยารูปลักษณ์ และงานเรือนหรืองานฝีมือที่สตรีพึงมี ใช้สะท้อนค่านิยมที่จำกัดบทบาทและอิสระของผู้หญิงในครอบครัว
ประตูใหญ่ไม่ออก ประตูรองไม่ก้าว (大门不出,二门不迈) เป็นสำนวนจีนที่ใช้พรรณนาสตรีในครอบครัวเคร่งจารีต หมายถึงเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ไม่ออกประตูใหญ่ไปสู่ภายนอก และแม้แต่ประตูชั้นในของเรือนก็แทบไม่ก้าวผ่าน สื่อถึงการถูกจำกัดให้อยู่ในเขตเรือนใน ไม่พบปะผู้คนนอกครอบครัวตามอำเภอใจ)
ทว่าอย่างไรเสียฮุ่ยเหนียงก็เป็นสตรีหม้าย หากร้านขายยาจ้างหมอชายกลับมา ต่อให้เป็นหมอเฒ่าไม้ใกล้ฝั่ง ก็ยังส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงความบริสุทธิ์ของนางอยู่ดี
ในวันเทศกาลเสี่ยวเหนียน ร้านขายยาเปิดทำการเพียงช่วงเช้าเท่านั้น
(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลเสี่ยวเหนียน (小年) เทศกาลเล็กช่วงก่อนตรุษจีน วันส่งเสด็จเทพเจ้าเตาไฟ)
เมื่อล่วงเลยยามเที่ยงวัน หลังจากปิดแผ่นกระดานประตูร้านแล้ว ฮุ่ยเหนียงก็ให้ซิ่วเอ๋อร์และหนิงเอ๋อร์ไปติดประกาศที่หน้าร้านขายยา ใจความสำคัญคือต้องการว่าจ้างหมอหญิงมาตรวจรักษาประจำร้าน ดึงดูดให้ชาวบ้านจำนวนมากมามุงดู
แน่นอนว่าชาวบ้านเหล่านี้ล้วนมองว่าเป็นเรื่องขบขัน พากันหัวเราะร่วนและวิพากษ์วิจารณ์หยอกล้อกันครู่หนึ่งแล้วก็แยกย้ายกันไป
การดำเนินกิจการของร้านขายยาตระกูลลู่และร้านขายยาตระกูลหยาง โดยพื้นฐานแล้วถือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทางนี้ต้องการว่าจ้างหมอหญิงมาเป็นหมอประจำร้าน ทางนั้นย่อมต้องว่าจ้างหมอมาประจำร้านด้วยเช่นกัน ทว่าเงื่อนไขของทางร้านขายยาตระกูลหยางกลับผ่อนปรนกว่ามาก
เนื่องจากร้านขายยาตระกูลหยางและร้านขายยาตระกูลลู่ล้วนหันมาขายยาสำเร็จรูป ประกอบกับร้านขายยาแห่งอื่น ๆ ในเมืองก็มีความคิดที่จะขายยาสำเร็จรูปเช่นกัน สำหรับบรรดาหมอที่หาเงินจากการออกไปตรวจรักษาผู้ป่วยนอกสถานที่แล้ว ย่อมไม่นับว่าเป็นข่าวดีอันใด
ผู้คนที่ล้มป่วยในยุคสมัยนี้ หากมิใช่ผู้ที่ยากไร้ข้นแค้นจนถึงขั้นไม่มีข้าวกิน โดยทั่วไปมักจะไปหาหมอก่อน เมื่อจ่ายค่าตรวจรักษาแล้ว ก็ให้หมอเขียนเทียบยา จากนั้นจึงถือเทียบยานั้นไปซื้อยาที่ร้านขายยา
การที่ร้านขายยาขายยาสำเร็จรูป ก็เท่ากับเป็นการเปลี่ยนแปลงความเคยชินในการดิ้นรนหาหนทางเยียวยาของชาวบ้าน
บรรดาหมอในเมืองถิงโจวต่างสัมผัสได้ถึงแรงกดดันในการเอาชีวิตรอด นอกจากการก่นด่าร้านขายยาที่ขายยาสำเร็จรูปอยู่ภายในใจแล้ว ก็ไม่มีหนทางรับมือที่ดีกว่านี้
ยามนี้การที่ร้านขายยาตระกูลหยางประกาศรับสมัครหมอ ก็นับว่าเป็นทางออกสายหนึ่ง การมาเป็นหมอประจำที่ร้านขายยา เท่ากับเป็นการเปลี่ยนค่าตรวจรักษาที่ไม่แน่นอนให้กลายเป็นค่าจ้างที่ตายตัว อีกทั้งยังมีส่วนแบ่งจากจำนวนผู้ป่วยที่มารักษา รายได้เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนแล้วมีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่มีลดลง
นับตั้งแต่ร้านขายยาตระกูลหยางติดประกาศรับสมัครหมอ นอกจากคนตระกูลหยางจะไปทาบทามยอดฝีมือแห่งวงการแพทย์ที่มีชื่อเสียงด้วยตนเองแล้ว ก็ยังมีหมอจำนวนไม่น้อยที่มาขันอาสาเสนอตัวด้วยตนเอง
ส่วนร้านขายยาตระกูลลู่เป็นเพราะระบุเจาะจงว่าต้องการหมอหญิง ประกาศติดออกไปสองวันแล้ว ก็ยังคงไม่มีผู้ใดมาสมัคร ถึงขนาดที่ฮุ่ยเหนียงเป็นธุระไหว้วานให้คนของสมาคมการค้าช่วยสืบเสาะหา ทว่าน่าเสียดายที่ผลตอบรับกลับทำให้ผิดหวัง... ในละแวกเมืองถิงโจวนี้ นอกจากฮุ่ยเหนียงที่เป็น ‘หมอเทวดาหญิง’ แล้ว ก็ไม่เคยได้ยินว่ามีหมอหญิงคนอื่นอีกเลย
วันที่ยี่สิบห้าเดือนล่าเยวี่ย เป็นวันเปิดทำการวันสุดท้ายของโรงพิมพ์
ผู้คนในยุคสมัยนี้ ให้ความสำคัญกับเทศกาลตรุษจีนและเทศกาลซ่างหยวนเป็นอย่างยิ่ง มีเรื่องให้ต้องตระเตรียมล่วงหน้ามากมาย ช่วงปลายปีโรงพิมพ์จึงทำได้เพียงหยุดงาน
(เชิงอรรถผู้แปล: เทศกาลซ่างหยวน (上元节) หรือเทศกาลหยวนเซียว ตรงกับวันที่ 15 ค่ำเดือน 1 เทศกาลโคมไฟ)
หลังวันที่ยี่สิบเดือนล่าเยวี่ย การพิมพ์ภาพมงคลปีใหม่แบบสีก็หยุดลงโดยพื้นฐาน สินค้าในคลังมีเพียงพอสำหรับช่วงเทศกาลตรุษจีนและความต้องการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าแล้ว โรงพิมพ์ทั้งที่สาขาอำเภอหนิงฮว่าและสาขาเมืองถิงโจว ล้วนกำลังเร่งมือพิมพ์หนังสือภาพแบบสี
วันนี้ฮุ่ยเหนียงเดินทางไปที่โรงพิมพ์ตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อตระเตรียมการปิดโรงพิมพ์ในช่วงปลายปี นางสั่งการให้คนงานขนย้ายแม่พิมพ์และหนังสือภาพที่พิมพ์เสร็จแล้ว รวมถึงสินค้ากึ่งสำเร็จรูปที่ยังไม่ได้ตัดขอบ ทั้งหมดนำไปเก็บกองไว้ในโกดังที่เช่าแยกไว้อีกแห่ง เมื่อจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จสิ้น บรรดาคนงานก็สามารถรับค่าจ้างแล้วกลับบ้านได้
ฮุ่ยเหนียงกลับมาที่ร้านขายยา เพื่อปรึกษาหารือกับโจวซื่อเรื่องการเฝ้ายามโกดังในช่วงปลายปี
เสิ่นหมิงจวินในฐานะหลงจู๊ของโรงพิมพ์ ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่เช่นนี้ ช่วงกลางวันเขาจะไปเฝ้าอยู่ที่นั่น หากต้องกลับมาค้างคืนที่บ้าน ก็จำเป็นต้องจ้างคนมาเฝ้ายาม เพื่อป้องกันการโจรกรรม
เมื่อพูดคุยกันจบ โจวซื่อก็กลับบ้านไปเพื่อปรึกษากับเสิ่นหมิงจวินว่าปลายปีนี้จะกลับอำเภอหนิงฮว่าหรือไม่ ฮุ่ยเหนียงไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่อำเภอหนิงฮว่า ฉลองปีใหม่ที่ใดก็ย่อมเหมือนกัน อาศัยช่วงเวลาที่ยังว่าง นางจึงเรียกเสิ่นซีมาปรึกษาหารือที่ด้านข้าง
"...เสี่ยวหลาง เจ้าบอกว่าร้านขายยาต้องหาหมอหญิงมาเป็นหมอประจำร้าน ทว่ายามนี้ประกาศก็ติดออกไปหลายวันแล้ว ไม่เห็นมีผู้ใดมาสมัครเลยนะ"
ฮุ่ยเหนียงรู้สึกจนใจยิ่งนัก หากสามารถหาหมอหญิงกลับมาได้จริง ๆ การมีผู้รู้ความคอยดูแลร้านขายยา นอกจากจะทำให้นางวางใจได้แล้ว ยังช่วยยกระดับมาตรฐานของร้านขายยาขึ้นไปอีกขั้น เช่นนี้เวลาที่นางขายยาสำเร็จรูปก็จะได้สบายใจมากขึ้น
เสิ่นซีเอามือเท้าคางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "ข้าก็แปลกใจอยู่เหมือนกันว่าเหตุใดจึงรับคนไม่ได้... บางทีพวกเขาอาจจะรังเกียจว่าศาลเจ้าของพวกเราเล็กเกินไป จึงไม่อยากมาก็เป็นได้กระมัง"
(เชิงอรรถผู้แปล: ศาลเจ้าเล็ก ในที่นี้เป็นคำเปรียบ หมายถึงกิจการหรือร้านค้าที่มีขนาดเล็ก ฐานะไม่ใหญ่โต จึงอาจไม่ดึงดูดคนมีฝีมือให้มาร่วมงาน)
ฮุ่ยเหนียงขมวดคิ้วเอ่ยถาม "เสี่ยวหลาง เจ้ากำลังพูดถึงผู้ใดอยู่หรือ?"
เสิ่นซียิ้มแฉ่ง เรื่องบางเรื่องเขาก็ไม่อาจพูดให้ชัดเจนจนเกินไปนัก เมื่อคราวที่เพิ่งมาถึงเมืองถิงโจวใหม่ ๆ เขาและเสิ่นหมิงจวินเคยเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วเมือง เพื่อหาช่องทางขายภาพมงคลปีใหม่แบบสี เขาเคยเห็นสตรีรูปงามเรือนร่างระหงผู้หนึ่งที่ตึกสามชั้นแห่งหนึ่งในเมือง ยามนั้นเสิ่นซีเห็นผู้เป็นพ่อจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงแอบจดจำไว้ในใจ
หลังจากนั้น เสิ่นซีก็ไปสืบเสาะหาที่มาที่ไปของสตรีผู้นั้นด้วยตนเอง จึงเพิ่งได้รู้ว่านางคือคุณหนูตระกูลเซี่ย ซึ่งเป็นตระกูลแพทย์เก่าแก่ที่เดินทางจากแดนเหนือกลับมาเยี่ยมญาติที่บ้านเกิด แม้จะไม่ล่วงรู้ชื่อเสียงเรียงนาม ทว่าได้ยินมาว่าตระกูลเซี่ยเคยมีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวงอยู่ช่วงหนึ่ง เพียงแต่ท่านปู่ของคุณหนูตระกูลเซี่ยผู้นี้ ตอนที่ตรวจรักษารากฐานให้ขุนนางผู้มีอำนาจผู้หนึ่งในเมืองหลวง เกิดจัดตัวยาผิดพลาดไปขนานหนึ่ง ส่งผลให้อาการของคนไข้ทรุดหนักจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด หลังจากนั้นคนตระกูลเซี่ยทั้งสองรุ่นก็ล้วนถูกจับกุมตัวเข้าคุก ตระกูลเซี่ยจึงต้องเผชิญกับคราวเคราะห์นับแต่นั้น
ตระกูลเซี่ยสืบทอดสายเลือดเพียงสายเดียวมาถึงสามรุ่น พอมาถึงรุ่นของคุณหนูตระกูลเซี่ย แม้จะผลิดอกออกใบมีน้องชายน้องสาว ทว่าล้วนยังมีอายุยังน้อย คุณหนูตระกูลเซี่ยจึงต้องวิ่งเต้นหาคนช่วยเบิกทางในเมืองหลวงไปทั่ว ทว่าน่าเสียดายที่ไม่ประสบความสำเร็จ
เดิมทีคุณหนูตระกูลเซี่ยหมั้นหมายกับผู้อื่นไว้แต่เนิ่น ๆ แล้ว และกำลังจะตบแต่งเข้าจวน ทว่าหลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น ทางครอบครัวของว่าที่สามีก็ถอนหมั้น สำหรับสตรีแล้ว นี่นับว่าเป็นความอัปยศอดสูอย่างหาที่สุดมิได้
เมื่อเห็นทรัพย์สมบัติของตระกูลร่อยหรอจนหมดสิ้น คุณหนูตระกูลเซี่ยที่เข้าตาจน จึงทำได้เพียงพาผู้อาวุโสและน้องชายน้องสาวอีกหลายคนเดินทางกลับมายังบ้านเกิดที่เมืองถิงโจว ก่อนหน้านี้ตอนที่เสิ่นซีและเสิ่นหมิงจวินบังเอิญเห็นนางเพียงแวบเดียว เป็นช่วงที่ตระกูลเซี่ยเพิ่งมาถึงเมืองถิงโจว และกำลังพบนายหน้าค้าที่ดินเพื่อเจรจาเรื่องเช่าบ้านเรือน ได้ยินคนเล่าลือกันว่าคุณหนูตระกูลเซี่ยผู้นี้มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ นางปรารถนาจะเปิดโรงหมอในเมือง เพื่อควบคู่ไปกับการตรวจรักษาและขายยา ทว่าน่าเสียดายที่ผ่านไปหลายเดือนแล้วก็ยังไม่สำเร็จ
เสิ่นซีลอบคาดเดาอยู่ในใจ นอกจากจะหาสถานที่ที่เหมาะสมไม่ได้แล้ว คาดว่าสถานการณ์ทางการเงินของตระกูลเซี่ยในปัจจุบันก็คงไม่ค่อยสู้ดีนัก เมื่อเงินตราไม่พร้อม จะทำสิ่งใดก็ล้วนยากลำบากไปเสียหมด
"ท่านน้า ช่วงนี้มีผู้ใดอยากจะเปิดร้านขายยา และต้องการเข้าร่วมสมาคมการค้าไปพร้อมกันบ้างหรือไม่ขอรับ?" เสิ่นซีมิได้ตอบคำถามของฮุ่ยเหนียง ทว่ากลับเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาแทน
ฮุ่ยเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ส่ายหน้า "ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ"
เสิ่นซีทอดถอนใจ "ท่านน้า ข้าได้ยินมาว่าในเมืองหลวงมีครอบครัวตระกูลเซี่ยอยู่ครอบครัวหนึ่ง สืบทอดความเป็นหมอเลื่องชื่อมาถึงสามรุ่น ไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?"
"เสี่ยวหลาง เจ้าไปได้ยินมาจากที่ใดกัน? เหตุใดข้าถึงไม่รู้เรื่องเลย?" ฮุ่ยเหนียงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง นางเพิ่งจะบอกเสิ่นซีไปหยก ๆ ว่าหาจ้างหมอหญิงไม่ได้ ทว่าเสิ่นซีกลับเอาแต่ชวนคุยเรื่องไร้สาระอันใดก็ไม่รู้
เสิ่นซีจึงจำต้องพูดให้กระจ่าง เขาเล่าเรื่องราวของตระกูลเซี่ย และการที่คุณหนูตระกูลเซี่ยผู้นี้เดินทางรอนแรมแสนไกลกลับมายังบ้านเกิดให้นางฟัง
ฮุ่ยเหนียงพลันกระจ่างใจ นางพยักหน้าเบา ๆ "หากมีคนเช่นนี้อยู่จริง ก็สมควรจะต้องคอยจับตาดูไว้... พวกเขาก็คงไม่ง่ายดายนักหรอก ตระกูลตกต่ำลง คิดจะกลับมาตั้งหลักปักฐานใหม่ในบ้านเกิด สมาคมการค้าอย่างไรก็ควรจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันสักหน่อย"
เสิ่นซีเอ่ยอย่างร้อนรน "ท่านน้า เหตุใดท่านถึงฟังความหมายของข้าไม่ออกเล่า? ข้ากำลังหมายความว่า ท่านน้าสามารถไปหยั่งเชิงดูลาดเลาคุณหนูตระกูลเซี่ยผู้นี้ดูได้ ทางที่ดีก็คือเชิญนางมาเป็นหมอประจำร้านของพวกเราเสียเลย"
ฮุ่ยเหนียงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะรีบโบกมือปฏิเสธ "ไม่ได้ ๆ ฐานะของนางสูงส่งปานนั้น จะยอมลดตัวมาอยู่ร้านเล็ก ๆ ของพวกเราได้อย่างไร? อีกอย่าง ต่อให้พวกเราไปเชิญ นางก็คงไม่มาหรอก"
เสิ่นซีมองออกว่า แม้ฮุ่ยเหนียงจะมีความเด็ดขาด ทว่าในใจลึก ๆ ก็ยังคงรู้สึกต่ำต้อยกับฐานะแม่ค้าของตนอยู่บ้าง ในยุคสมัยนี้ ฐานะของหมอนั้นสูงส่งยิ่งนัก ดังคำกล่าวที่ว่า 'ไม่เป็นอัครเสนาบดีที่ดี ก็ขอเป็นหมอที่ประเสริฐ' แม้ว่าจุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้จะมาจากปรัชญาขงจื๊อที่ว่า 'ยามรุ่งโรจน์ช่วยเหลือใต้หล้า ยามตกต่ำรักษาคุณธรรมแห่งตน' และ 'จัดระเบียบครอบครัว ปกครองแว่นแคว้น ทะนุบำรุงใต้หล้าให้อยู่เย็นเป็นสุข' ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงสถานะของหมอในใจของผู้คนได้เป็นอย่างดี
(เชิงอรรถผู้แปล:
ไม่เป็นอัครเสนาบดีที่ดี ก็ขอเป็นหมอที่ประเสริฐ (不为良相便为良医) วลีอมตะของฟ่านจ้งเยียน ปราชญ์สมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ สะท้อนอุดมการณ์ของปัญญาชนที่ต้องการช่วยเหลือราษฎร หากไม่ได้เป็นขุนนางใหญ่ ก็ขอเป็นหมอช่วยชีวิตคน
ยามรุ่งโรจน์ช่วยเหลือใต้หล้า ยามตกต่ำรักษาคุณธรรมแห่งตน (达则兼济天下,穷则独善其身) วรรคทองจากคัมภีร์เมิ่งจื่อ สอนให้บัณฑิตรู้จักวางตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์
จัดระเบียบครอบครัว ปกครองแว่นแคว้น ทะนุบำรุงใต้หล้าให้อยู่เย็นเป็นสุข (齐家治国平天下) วรรคทองจากคัมภีร์ต้าเสวีย ว่าด้วยเป้าหมายสูงสุดของการฝึกฝนตนเองเพื่อทำประโยชน์แก่ส่วนรวม)
ทว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญในการดึงตัวคนมาร่วมงาน หมอหญิงที่วิชาแพทย์ล้ำเลิศผู้หนึ่ง นับว่าเป็นบุคคลที่พบพานได้แต่มิอาจแสวงหา หากพลาดโอกาสนี้ไปแล้วก็ไม่อาจหาได้อีก ต่อให้จะมีข้อครหาว่าฉวยโอกาสยามผู้อื่นตกทุกข์ได้ยาก ก็ต้องพยายามไขว่คว้ามาให้ได้
(เชิงอรรถผู้แปล: พบพานได้แต่มิอาจแสวงหา (可遇而不可求) สำนวนจีน หมายถึง สิ่งล้ำค่าหรือบุคคลที่หายากยิ่ง ไม่อาจดิ้นรนเสาะหามาได้ด้วยความพยายาม ต้องพึ่งพาวาสนา)
อีกอย่าง หากตระกูลเซี่ยมีกำลังทรัพย์มหาศาลจริง ย่อมสามารถรั้งอยู่ในเมืองหลวงเพื่อเปิดโรงหมอต่อไปได้ เหตุใดจึงต้องเดินทางรอนแรมแสนไกลกลับมายังดินแดนห่างไกลความเจริญอย่างเมืองถิงโจวด้วยเล่า? คุณหนูตระกูลเซี่ยผู้นั้นมีทั้งท่านย่า ท่านแม่ และบรรดาอนุภรรยาของบิดา รวมถึงน้องชายน้องสาวที่ต้องเลี้ยงดู หลายปากท้องในครอบครัวใหญ่เช่นนี้ มีเพียงนางที่เป็นสตรีต้องวิ่งเต้นดูแลจัดการทุกอย่างในสถานที่ที่แปลกหน้าแปลกตา จึงไม่แปลกใจเลยที่ผ่านไปหลายเดือนแล้วก็ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันเสียที
"ท่านน้า ท่านสามารถไปเยี่ยมเยียนคุณหนูเซี่ยผู้นี้ดูก่อนได้ ลองอธิบายจุดประสงค์ของท่านให้นางฟัง นางเติบโตในเมืองหลวงมาตั้งแต่เด็ก ย่อมไม่ค่อยคุ้นเคยกับทางถิงโจวเท่าใดนัก หากนางคิดจะเปิดโรงหมอ อย่างไรก็ต้องสืบเสาะสถานการณ์รอบด้านให้ชัดเจนเสียก่อน ท่านเป็นหลงจู๊ใหญ่ของสมาคมการค้า การจะเข้าไปแสดงความห่วงใยก่อนย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใดมิใช่หรือขอรับ?"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ คำพูดของเสิ่นซีประโยคนี้ก็นับว่ามีเหตุผลอยู่ไม่น้อย
"ท่านน้า ท่านสามารถปรึกษาหารือกับนางให้ดี ให้นางมาเป็นหมอประจำร้านของพวกเราชั่วคราวก่อน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับสถานการณ์ในเมืองถิงโจว รอจนนางคุ้นเคยกับทุกสิ่งทุกอย่างดีแล้ว และสร้างชื่อเสียงของตนเองจนโด่งดัง เมื่อใดที่นางรู้สึกว่าพร้อมจะเปิดโรงหมอแล้ว ก็สามารถก้าวออกไปทำกิจการของตนเองได้ทุกเมื่อ นี่มิใช่เรื่องที่สมบูรณ์แบบทั้งสองทางหรอกหรือขอรับ?"
เสิ่นซีอธิบายเหตุผลอย่างแจ่มแจ้ง จุดประสงค์หลักก็คืออยากให้คุณหนูเซี่ยผู้นี้มาอยู่ที่ร้านขายยาตระกูลลู่ ทางที่ดีก็คือใช้ค่าจ้างรายเดือนและสวัสดิการต่าง ๆ ทำให้คุณหนูเซี่ยผู้นี้รู้สึกว่า การรั้งอยู่เป็นหมอตรวจรักษาคนที่ร้านขายยา ย่อมมั่นคงและปลอดภัยกว่าการกลับไปเปิดโรงหมอและรับผิดชอบกำไรขาดทุนด้วยตนเอง
ในท้ายที่สุดฮุ่ยเหนียงก็เอ่ยขึ้นว่า "เช่นนั้นข้าจะไปลองสืบดูสักหน่อย หาเวลาที่เหมาะสมแวะไปเยี่ยมเยียนถึงที่ ทว่าเรื่องนี้อย่างไรก็ต้องปรึกษากับแม่ของเจ้าด้วย"
บ่ายวันนั้น เมื่อโจวซื่อกลับมาที่ร้านขายยา ฮุ่ยเหนียงหันไปมองรอบ ๆ ก็ไม่เห็นเงาของเสิ่นหมิงจวิน จึงเดินเข้าไปเอ่ยถาม "พี่เขยเล่าเจ้าคะ?"
"เขาไปที่โกดังแล้ว บอกว่าคืนนี้จะไม่กลับมา ตอนนี้ยังหาคนเฝ้ายามไม่ได้ ก็ได้แต่ให้เขาเหนื่อยหน่อยแล้วล่ะ" โจวซื่อทอดถอนใจ "ข้าปรึกษากับเขาเรียบร้อยแล้ว วันที่ห้าเดือนอ้ายโรงพิมพ์ก็จะเปิดทำการ กลับไปอำเภอหนิงฮว่าสักครา ไปกลับก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าถึงหกวัน... ปีนี้พวกเราคงไม่ได้กลับไปฉลองปีใหม่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วล่ะ สองวันนี้จะฝากคนนำเงินกลับไปให้ที่บ้านสักหน่อย ถือเป็นน้ำใจก็แล้วกัน"
ฮุ่ยเหนียงพยักหน้ารับ เป็นเพราะช่วงปลายปีโรงพิมพ์หยุดทำการเพียงสิบวัน หากสองสามีภรรยาเสิ่นหมิงจวินพาเสิ่นซีกลับอำเภอหนิงฮว่า เวลาไปกลับก็คงจะค่อนข้างฉุกละหุก เดิมทีฮุ่ยเหนียงเองก็ปรารถนาให้มีคนตระกูลเสิ่นอยู่เป็นเพื่อนในช่วงปีใหม่ สองครอบครัวมารวมตัวกันอย่างคึกคัก ถึงจะมีบรรยากาศของการฉลองปีใหม่
ฮุ่ยเหนียงเล่าเรื่องที่เตรียมจะไปหาคุณหนูตระกูลเซี่ยและเชิญนางมาเป็นหมอประจำร้านให้ฟัง โจวซื่อก็เอ่ยด้วยความยินดีว่า "นี่มันเรื่องดีนี่นา น้องสาวตัดสินใจได้เลย ไม่ต้องเจาะจงมาถามข้าหรอก อีกอย่าง ข้าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าใดนัก"
ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางเอ่ย "มีเรื่องอันใดก็ต้องปรึกษาหารือกับพี่สาวให้มากหน่อย มิเช่นนั้นในใจข้าก็ไม่มีหลักยึด เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปสืบหาที่อยู่ของคุณหนูตระกูลเซี่ยผู้นั้นดู แล้วค่อยไปเยี่ยมเยียนนาง"
เสิ่นซีร้องโวยวายขึ้นมา "ท่านน้า ข้าขอไปกับท่านด้วยได้หรือไม่ขอรับ?"
โจวซื่อด่าสวนทันควัน "ท่านน้าซุนของเจ้ากำลังจะไปทำธุระสำคัญ เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าจะตามไปทำอันใด?"
ฮุ่ยเหนียงยิ้มพลางลูบศีรษะเสิ่นซี เอ่ยด้วยความรักใคร่เอ็นดูว่า "ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไร มีเสี่ยวหลางอยู่ข้างกาย ข้ากลับยิ่งอุ่นใจเสียอีก จะว่าไป เรื่องของคุณหนูตระกูลเซี่ยผู้นี้ ก็เป็นเสี่ยวหลางที่ไปได้ยินมาจากข้างนอก ข้าอุตส่าห์ไหว้วานคนของสมาคมการค้าไปสืบดู ก็ยังไม่รู้เลยว่ามีคนผู้นี้อยู่ด้วย"
โจวซื่อพึมพำกับตัวเอง "ไอ้เด็กเหม็นนี่ ไปฟังมาจากที่ใดกัน?"
เสิ่นซียิ้มรับ เขาไม่มีทางบอกความจริงหรอกว่า เป็นเพราะเสิ่นหมิงจวินเกิดอาการเคลิบเคลิ้มหลงใหลจนแทบเสียสติเมื่อได้เห็นคุณหนูตระกูลเซี่ยผู้นี้ ถึงได้ทำให้เขากระตุ้นความคิดอยากรู้อยากเห็นไปสืบเสาะหาความจริง อันที่จริงแล้วคนของสมาคมการค้าเหล่านั้นล้วนถือคติธุระไม่ใช่ก็แขวนไว้บนหิ้งสูง นอกจากเรื่องการค้าแล้วก็สองหูไม่ฟังเรื่องราวนอกหน้าต่าง แล้วพวกเขาจะไปใส่ใจสตรีตัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากแดนเหนือได้อย่างไรเล่า?
(เชิงอรรถผู้แปล:
ธุระไม่ใช่ก็แขวนไว้บนหิ้งสูง (事不关己高高挂起) สำนวนจีน หมายถึง เรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตนเอง ย่อมไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือใส่ใจ
สองหูไม่ฟังเรื่องราวนอกหน้าต่าง (两耳不闻窗外事) สำนวนจีน หมายถึง ไม่สนใจไยดีเรื่องราวความเป็นไปของโลกภายนอก เอาแต่สนใจเพียงเรื่องของตนเอง)
เพื่อเตรียมตัวไปพบคุณหนูเซี่ยผู้นี้ ฮุ่ยเหนียงได้ตระเตรียมของกำนัลเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาไว้ ประกอบด้วยผ้าแพรหนึ่งพับและขนมผลไม้ง่าย ๆ แม้จะไม่ได้มีมูลค่ามากมายอันใดนัก ทว่าก็ถือเป็นน้ำใจของนาง
ช่วงเช้าของวันที่ยี่สิบหกเดือนล่าเยวี่ย ฮุ่ยเหนียงให้ซิ่วเอ๋อร์ไปหยั่งเชิงดูลาดเลาตามที่อยู่ของคุณหนูตระกูลเซี่ยที่เสิ่นซีบอกไว้ก่อน เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่ผิดตัว นางจึงพาเสิ่นซีไป โดยให้ซิ่วเอ๋อร์เข็นรถเข็นไม้บรรทุกของกำนัลสองสามอย่าง ทั้งสามคนมุ่งหน้าไปพบ 'หมอเทวดาหญิง' ตัวจริงเสียงจริงที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากเมืองหลวงผู้นี้ด้วยกัน