เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 02 - เคล็ดวิชาหมื่นกาลนิรันดร์

บทที่ 02 - เคล็ดวิชาหมื่นกาลนิรันดร์

บทที่ 02 - เคล็ดวิชาหมื่นกาลนิรันดร์


บทที่ 02 - เคล็ดวิชาหมื่นกาลนิรันดร์

วันศุกร์ซึ่งเป็นวันปล่อยพักครึ่งบ่าย ฉินเซวียนเดินทอดน่องไปตามทางในวิทยาเขต สัมผัสถึงกลิ่นอายอันแสนยาวนานในความทรงจำ ภายในใจบังเกิดความรู้สึกหวนรำลึกถึงอดีตขึ้นมาชั่วขณะ

ในชาติก่อนเขาเคยกลับมาที่โลกมนุษย์ โลกมนุษย์ในยุคนี้มีพลังวิญญาณเบาบางมาก หากต้องการบำเพ็ญเพียรก็มีแต่ต้องตามหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่รวบรวมพลังปราณเอาไว้ มิเช่นนั้นด้วยพลังวิญญาณอันเบาบางเช่นนี้การบำเพ็ญเพียรย่อมยากลำบากแสนเข็ญ ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรบนโลกนั้นแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ

ฉินเซวียนอาศัยช่วงเวลาหยุดเรียนสัมผัสถึงพลังวิญญาณอันเบาบางที่ลอยวนอยู่ในฟ้าดิน เขาเดินค้นหาอยู่ครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าทะเลสาบแห่งหนึ่ง

ผืนน้ำเปล่งประกายระยิบระยับ น้ำใสแจ๋วคู่กับขุนเขาเขียวขจี เงาสะท้อนจากสองฝั่งแม่น้ำทอดยาวราวกับภาพวาดทิวทัศน์ความยาวสิบลี้ งดงามจนสุดจะพรรณนา

ทะเลสาบหมิงซินคือพื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่สำคัญของเมืองจิ้งสุ่ย และเป็นหนึ่งในสถานที่ไม่กี่แห่งในเมืองนี้ที่มีความเงียบสงบ ไม่เพียงเท่านั้น ภูเขาเยว่หมิงที่ตั้งอยู่ข้างทะเลสาบหมิงซินยังเป็นที่ตั้งของเขตบ้านพักตากอากาศอันดับหนึ่งของเมืองจิ้งสุ่ย แต่ละหลังมีมูลค่าสูงถึงสิบล้าน ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ล้วนเป็นขุนนางหรือผู้มีอันจะกิน ดังนั้นจึงแทบไม่เห็นชาวบ้านธรรมดาเดินเพ่นพ่านในบริเวณนี้ ผู้คนที่ปรากฏตัวที่นี่หากไม่ร่ำรวยก็ย่อมต้องเป็นผู้มีอำนาจ

เมื่อฉินเซวียนมาถึงที่นี่ ในที่สุดเขาก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เส้นชีพจรปฐพีของที่นี่ยังถือว่าคงสภาพไว้ได้สมบูรณ์ แม้พลังวิญญาณจะเบาบาง แต่ก็เพียงพอสำหรับการสร้างรากฐานแล้ว

เขากวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อพบมุมสงบเงียบมุมหนึ่ง เขาก็นั่งลงในท่าขัดสมาธิอย่างสำรวม หงายฝ่ามือขึ้นฟ้า ทำท่าทางประสานพลังคืนสู่จุดกำเนิด

แม้ในดินแดนเซียนเขาจะถูกขนานนามว่าจักรพรรดิชิง ผู้ครองดินแดนและเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือใคร ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เคล็ดวิชาสร้างรากฐานในชาติก่อนของฉินเซวียนนั้นแสนจะธรรมดา กระทั่งสำนักที่มีรากฐานค่อนข้างดีก็ยังมองข้ามด้วยซ้ำ หลังจากเข้าสู่ดินแดนเซียนและได้รับมรดกสืบทอดแห่งจักรพรรดิชิง ฉินเซวียนจึงได้เติมเต็มข้อบกพร่องในอดีต ค่อยๆ พัฒนารากฐานของตนเองจนสมบูรณ์แบบในที่สุด

แต่ตอนนี้ทุกอย่างต่างออกไป เขาครอบครองมรดกแห่งจักรพรรดิชิงที่แม้แต่จักรพรรดิเซียนในชาติก่อนยังต้องอิจฉาตาร้อน แน่นอนว่าเขาไม่จำเป็นต้องใช้เคล็ดวิชาสร้างรากฐานดาดๆ อีกต่อไป

เคล็ดวิชาหมื่นกาลนิรันดร์

หล่อหลอมกายาหมื่นกาลมิเสื่อมสลาย ฝึกฝนร่างกายนิรันดร์มิร่วงโรย

แม้พลังเซียน ของวิเศษ และอิทธิฤทธิ์จะสูญสลายไปจนหมดสิ้น แต่ตราบใดที่เคล็ดวิชาหมื่นกาลนิรันดร์ยังคงอยู่ รากฐานของเขาก็จะไม่มีวันสั่นคลอน ฉินเซวียนหันหน้าเข้าหาทะเลสาบ จิตใจนิ่งสงบราวกับบ่อน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ค่อยๆ ปล่อยให้ร่างกายหลอมรวมเข้ากับฟ้าดินรอบตัว พลังวิญญาณที่มองไม่เห็นเริ่มรวมตัวกันจากฟ้าดินเข้ามาหาเขา เข้าสู่ร่างกายและโคจรไปตามเส้นชีพจรตามวิถีแห่งเคล็ดวิชาหมื่นกาลนิรันดร์ ก่อนจะไหลไปบรรจบที่จุดตันเถียน

หากมองดูให้ดี จะเห็นว่ารอบตัวเขามีมวลพลังงานที่มองไม่เห็นล้อมรอบอยู่ ผิวน้ำในทะเลสาบเกิดระลอกคลื่นสะท้อนแสงเป็นประกายกระเพื่อมไหวเบาๆ มาทางฉินเซวียน จังหวะการหายใจของเขายังประสานเข้ากับจังหวะของฟ้าดิน แฝงไปด้วยท่วงทำนองอันลึกลับบางอย่าง

การบำเพ็ญเพียรแบ่งออกเป็นแปดขั้นใหญ่ ได้แก่ หลอมปราณ แก่นทองคำ แปลงวิญญาณ วิญญาณก่อกำเนิด คืนสู่ความว่างเปล่า ผสานมรรคา มหายาน และข้ามทัณฑ์สวรรค์

ส่วนขั้นหลอมปราณซึ่งเป็นขั้นพื้นฐานที่สุดยังถูกเรียกว่าการสร้างรากฐาน โดยแต่ละขั้นจะถูกแบ่งย่อยออกเป็นสามระดับ ได้แก่ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง ความหมายของขั้นหลอมปราณคือการควบแน่นพลังวิญญาณจากฟ้าดินเข้าสู่ร่างกายเพื่อสร้างทะเลปราณ นับแต่นั้นมาก็จะแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป มีอายุขัยเพิ่มขึ้นสามร้อยปีและสามารถร่ายวิชาอาคมได้

เคล็ดวิชาหมื่นกาลนิรันดร์เป็นการฝึกฝนทั้งเวทมนตร์และร่างกายควบคู่กันไป หลังจากสร้างรากฐานแล้วก็สามารถซึมซับพลังวิญญาณเพื่อหล่อหลอมร่างกาย ให้มีร่างกายแข็งแกร่งดั่งปีศาจได้

ผู้คนบริเวณทะเลสาบหมิงซินมีไม่มากนัก ประกอบกับจุดที่ฉินเซวียนนั่งอยู่ค่อนข้างเงียบสงบ นานๆ ทีจะมีคนเดินผ่านไปมา พวกเขาก็มองฉินเซวียนเป็นแค่คนบ้าแล้วก็เดินผ่านไป เวลาล่วงเลยไปจนดวงจันทร์ลอยเด่นและดวงดาวส่องแสงระยิบระยับ ท้องฟ้าก็ก้าวเข้าสู่ยามราตรี

จู่ๆ ร่างของฉินเซวียนก็สั่นเทาเล็กน้อย ท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืน จะเห็นกระแสปราณสีขาวสองสายพุ่งออกมาจากโพรงจมูกของเขาอย่างชัดเจน แฝงไปด้วยความแหลมคมจางๆ พร้อมกับเสียงแหวกอากาศเบาๆ

เปลือกตาเปิดขึ้นอย่างกะทันหัน ประกายแสงวาบผ่านแววตาของฉินเซวียนไปชั่วขณะ ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและดุดัน ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าเขาจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิมได้

"สร้างรากฐานสำเร็จแล้วงั้นหรือ"

ฉินเซวียนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพลางเผยรอยยิ้มบางๆ

ทะเลปราณในจุดตันเถียนของเขายังมีขนาดไม่ถึงหนึ่งจั้ง ถือว่ายังอ่อนแอมาก แต่ฉินเซวียนกลับรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง

การสร้างรากฐานสำเร็จหมายความว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้บำเพ็ญเพียรอย่างเป็นทางการ แตกต่างจากมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ซึ่งถือว่าเร็วกว่าในชาติก่อนถึงสิบปีเต็ม

"ในชาติที่แล้ว จิตใจของฉันมีจุดบกพร่อง ในระหว่างมหาทัณฑ์สวรรค์จึงถูกทัณฑ์สวรรค์ฝังเซียนแทรกซึมเข้าสู่จิตแห่งเซียนและจิตแห่งจักรพรรดิ ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส มาในชาตินี้ ฉันจะต้องหล่อหลอมรากฐานให้สมบูรณ์แบบ จะไม่ยอมให้มีความเสียใจใดๆ หลงเหลืออยู่อีก"

แววตาของเขาคมกริบดั่งกระบี่ เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ร่างนั้นยืนหยัดอยู่ริมทะเลสาบหมิงซิน อาบย้อมด้วยแสงจันทร์นวลตา ทอประกายเรืองรองราวกับเทพบุตร

"กลับดึกป่านนี้ เหอยวิ่นคงจะเป็นห่วงแย่แล้วล่ะมั้ง"

ฉินเซวียนส่ายหัวเบาๆ ท่ามกลางแสงจันทร์ เขาเรียนอยู่ที่เมืองจิ้งสุ่ย พ่อแม่ไม่ได้อยู่เคียงข้าง คนที่คอยดูแลเรื่องอาหารการกินและที่พักอาศัยของเขาก็คือเพื่อนของแม่ที่ชื่อเหอยวิ่น

เมื่อรื้อฟื้นความทรงจำ เขาก็จำได้ลางๆ ว่าเหอยวิ่นอายุมากกว่าเขาหกปี ปีนี้เธอน่าจะอายุยี่สิบสี่พอดี ตามลำดับญาติแล้วฉินเซวียนควรจะเรียกเหอยวิ่นว่าน้า แต่ด้วยความที่อายุห่างกันไม่มากนัก เขาจึงมักจะเรียกชื่อจริงของเหอยวิ่นมาตลอด

เหอยวิ่นดีกับฉินเซวียนมากๆ ดีเสียยิ่งกว่าที่ปฏิบัติต่อน้องสาวแท้ๆ ของตัวเองเสียอีก ดังนั้นฉินเซวียนจึงรู้สึกซาบซึ้งใจเหอยวิ่นมาโดยตลอด น่าเสียดายที่หลังจากเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็ไม่มีโอกาสได้กลับมาที่เมืองจิ้งสุ่ยอีกเลย จนกระทั่งเขาประสบเคราะห์กรรมและได้พบกับเหอยวิ่นอย่างเร่งรีบเพียงครั้งเดียวในงานศพของพ่อแม่

เมื่อนึกถึงเหอยวิ่น ฉินเซวียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะออกเดินไปทางทางออกของทะเลสาบหมิงซิน

"เวลาป่านนี้แล้ว ไม่รู้ว่าจะยังเรียกแท็กซี่ได้อยู่หรือเปล่า"

ในจังหวะนั้นเอง ฉินเซวียนก็ชะงักฝีเท้า เมื่อมีเงาร่างสองสายเดินสวนมา

หนึ่งในนั้นเป็นชายชรารูปร่างผอมบาง ผมขาวโพลน ทว่าบนร่างของชายชราผู้นี้กลับแผ่ซ่านกลิ่นอายกดดันของผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกหล่อหลอมมาจากการอยู่ในตำแหน่งสูงเป็นเวลานาน ส่วนอีกคนอายุน้อยกว่ามาก ดูแล้วน่าจะอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี ท่าทางเหมือนเป็นบอดี้การ์ด เขากำลังประคองชายชราเบาๆ บนใบหน้าเต็มไปด้วยความเคารพนบนอบ

ดึกดื่นป่านนี้แล้วยังมีคนมาเดินเล่นที่ทะเลสาบหมิงซินอีกงั้นหรือ

ฉินเซวียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จึงอดไม่ได้ที่จะมองชายชราคนนั้นเพิ่มอีกสองสามตา

และด้วยการมองเพียงสองตานี้เอง ฉินเซวียนก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างบนตัวชายชรา แม้ร่างกายจะดูแข็งแรง แต่ฝีเท้ากลับเบาหวิวขาดความมั่นคง แถมแววตาส่วนลึกยังดูหม่นหมองอีกด้วย

หากเขาสัมผัสไม่ผิด ชายชราผู้นี้น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มของผู้ฝึกยุทธ์เช่นกัน ภายในร่างกายมีกระแสปราณอ่อนๆ ไหลเวียนอยู่ เพียงแต่ชายชราผู้นี้ได้รับบาดเจ็บภายในบางอย่าง จึงทำให้มีอาการผิดปกติที่ไม่ควรมีในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์

"บนโลกนี้ก็มีผู้ฝึกยุทธ์ด้วยงั้นหรือ ดูจากท่าทางของคนผู้นี้ น่าจะเป็นนักบู้ น่าเสียดายที่พลังในร่างกายอ่อนแอเกินไปจริงๆ"

ฉินเซวียนลอบคิดในใจ นัยน์ตาทอประกายสว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับความสนใจที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

เขาต้องการคนบอกทาง

ในชาติก่อนตอนที่อยู่บนโลกมนุษย์เขาเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่เคยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับผู้ฝึกยุทธ์เลยสักนิด กว่าเขาจะกลับมาที่โลกอีกครั้งก็ร้อยปีให้หลัง ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์ที่ระดับต่ำกว่าขั้นแปลงวิญญาณไม่เคยอยู่ในสายตาของเขา แน่นอนว่าเขาย่อมไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

แต่ตอนนี้เขาเพิ่งจะสร้างรากฐานขั้นหลอมปราณสำเร็จ จึงอยากจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ฝึกยุทธ์ในยุคนี้สักหน่อย

ทางด้านชายชราและชายหนุ่มที่เดินเข้ามาในทะเลสาบหมิงซิน เมื่อเห็นฉินเซวียน ทั้งสองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน

"คนหนุ่มที่มีอารมณ์มาเดินเล่นทะเลสาบหมิงซินในเวลาแบบนี้มีน้อยมากจริงๆ"

ผู้เฒ่าโม่เผยรอยยิ้มบางๆ พลางจ้องมองฉินเซวียนด้วยความประหลาดใจ ลึกๆ แล้วเขาสัมผัสได้ว่าชายหนุ่มผู้นี้มีความไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง ถึงขั้นทำให้จิตวิญญาณทหารที่สงบนิ่งมาเนิ่นนานของเขาสั่นไหวเบาๆ ราวกับดึงเขากลับไปสู่ช่วงเวลาที่ต้องเดินทางไปรบในสมรภูมิอันห่างไกล ช่วงเวลาที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายท่ามกลางดงปืนและห่ากระสุน

อันตราย

ผู้เฒ่าโม่หรี่ตาลง เขารู้จักความรู้สึกนี้ดี เพียงแต่เขาไม่ได้สัมผัสมันมานานหลายสิบปีแล้ว

เมื่อชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ เห็นฉินเซวียนจ้องมองมาที่ชายชราตาไม่กะพริบ ก็อดไม่ได้ที่จะเพิ่มความระมัดระวังขึ้นมาเล็กน้อย

"อาจจะเป็นวัยรุ่นที่เพิ่งอกหักมาก็ได้ครับ ผู้เฒ่าโม่ ดึกแล้วระวังจะโดนลมเย็นจนเป็นหวัดเอานะครับ"

ผู้เฒ่าโม่มองฉินเซวียนด้วยความรู้สึกลังเลปนสงสัย ก่อนจะยกมือขึ้นเบาๆ

"ถึงฉันจะแก่แล้ว แต่กระดูกกระเดี้ยวก็ยังไม่ถึงขั้นทนลมเย็นแค่นี้ไม่ได้หรอกนะ"

"ไม่ได้กลับเมืองจิ้งสุ่ยมาสิบปีแล้ว สิ่งเดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยก็คือทะเลสาบหมิงซินแห่งนี้นี่แหละ"

ในตอนนั้นเอง จู่ๆ ฉินเซวียนก็ก้าวยาวๆ ตรงเข้ามาหาพวกเขาทั้งสองคน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 02 - เคล็ดวิชาหมื่นกาลนิรันดร์

คัดลอกลิงก์แล้ว