เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 250 สหายเก่าแก่จิงหยาน

ตอนที่ 250 สหายเก่าแก่จิงหยาน

ตอนที่ 250 สหายเก่าแก่จิงหยาน


ตอนที่ 250 สหายเก่าแก่จิงหยาน

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

ลูกศิษย์ของลู่โจวรู้ดีว่าคำพูดของผู้เป็นอาจารย์หมายความว่าอะไร

ศิษย์คนแรกของต้วนมู่เฉิงได้เคลื่อนไหวคนแรก ตัวเขาได้ยกหอกราชันย์ขึ้นมาก่อนที่จะควงไปบนอากาศด้วยกำลังทั้งหมดที่มี

หอกราชันย์ถูกห่อหุ้มไปด้วยพลัง ปลายของมันได้ส่องแสงระยิบระยับออกมาในระหว่างที่ลอยอยู่บนอากาศ

ใครก็ตามที่มีสายตาที่เฉียบแหลมจะมองออกอย่างง่ายดายว่ามันเป็นอาวุธระดับสรวงสวรรค์

อาวุธระดับสรวงสวรรค์ได้พูดแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ระดับที่ถูกแบ่งออกยังเป็นอะไรที่ไม่แน่ชัด ความแตกต่างของอาวุธระดับสรวงสวรรค์ที่แตกต่างกับชิ้นอื่นๆ อย่างชัดเจนก็คือดาบยืนยาวของยู่ฉางตง มันเป็นดาบที่สามารถทำหลายดาบคู่ของซู่ผิงได้อย่างง่ายดาย นอกเหนือจากความแข็งแกร่งของอาวุธแล้วความแข็งแกร่งของผู้ถือครองเองก็ยังมีส่วนสำคัญ เมื่อผู้ฝึกยุทธผู้ที่มีพลังร่างอวตารดอกบัว 1 กลีบครอบครองอาวุธเทียบกับผู้ฝึกยุทธผู้ที่มีพลังร่างอวตารดอกบัว 5 กลีบ ผู้ที่มีพลังวรยุทธสูงกว่าจะสามารถใช้อาวุธระดับสรวงสวรรค์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

ฝูงชนเริ่มส่งเสียงเชียร์เมื่อต้วนมู่เฉิงเริ่มควงหอก

ปั๊ง!

หอกราชันย์ได้กระแทกกับพื้นหินอ่อนที่อยู่ห่างจากวู่เหนียน แม่ชีผู้ปกครองวิหารเมฆาสว่าง

พื้นหินอ่อนที่ถูกกระแทกได้แตกกระจายไปไกลกว่าหลายสิบเมตร

หยวนเอ๋อเองก็ใช้สายสะพายนิพพานของตัวเอง นางได้กลิ้งตัวไปตามท้องฟ้าด้วยผ้าสีแดงสดก่อนที่จะขวางทางเหล่าแม่ชีพวกนั้นเอาไว้

หมิงซี่หยินได้เดินมาอย่างสบายใจ เขาได้ใช้เคียวพื้นพิภพขวางทางไปของเหล่าแม่ชีเอาไว้ รอยยิ้มที่ดูสบายๆ ได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

เหล่าผู้ชมต่างก็ตกอยู่ในความวุ่นวายอีกครั้ง บางทีอาจเป็นเพราะความคิดที่เปลี่ยนไป ฝูงชนทั้งหลายต่างก็ระส่ำระสายกันเป็นพิเศษ หลังจากที่ค้นพบกับการกระทำที่น่ารังเกียจของสำนักดาบสวรรค์พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกรังเกียจแม่ชี้ที่เข้าข้างลั่วซิงกง

"อามิตตาพุทธ...ประสกกำลังหมายความว่าอะไรกันแน่? "

ลู่โจวมองไปที่แม่ชีวู่เหนียน ก่อนที่เขาจะหันไปมองแส้หยกหางม้าแทน "เจ้าจะออกไปได้ก็ต่อเมื่อทำลายพลังวรยุทธของตัวเองทิ้งไปและทิ้งแส้หยกหางม้าเอาไว้ที่นี่ก็เท่านั้น"

วู่เหนียนที่ได้ฟังแบบนั้นถึงกับพูดไม่ออก "..."

น้ำเสียงของลู่โจวไม่ได้ฟังดูเร่งรีบอะไร น้ำเสียงของเขาไม่ได้เคร่งขรึมหรือไม่ได้อ่อนนุ่มจนเกินไป บางทีนี่อาจจะเป็นพลังรูปแบบหนึ่งของลู่โจว พลังที่ทำให้ทุกคนจะต้องเงียบเพื่อฟัง แม้ว่าจะไม่ใช้พลังลมปราณแต่ถึงแบบนั้นทุกคนต่างก็ได้ยินคำพูดของเขาอย่างชัดเจน

"ประสก แม่ชีแห่งวิหารเมฆาสว่างไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งอะไรกับศาลาปีศาจลอยฟ้า ทำไมท่านจะต้องทำให้ข้าลำบากใจแบบนี้ด้วย? " วู่เหนียนได้ถามออกมาอย่างไร้เดียงสา

ลู่โจวถอนหายใจก่อนที่จะส่ายหัว ถึงแม้จะได้ยินแบบนั้นแต่เขาก็ไม่ได้ใจอ่อนอะไร "จิงหยานไม่ได้บอกอะไรเจ้าอย่างงั้นหรอ? "

วู่เหนียนรู้สึกงุนงง สัญชาตญาณได้บอกนางเอาไว้ว่าอาจารย์ของนางอย่างจินหยานมีความสัมพันธ์อะไรบางอย่างกับปรมาจารย์ศาลาปีศาจลอยฟ้าคนนี้ ในตอนที่วู่เหนียนยังเป็นเด็ก นางได้เข้ามาอยู่ในวิหารเมฆาสว่างก่อนที่จะเติบโตอยู่ที่นั่น นางเติบโตอยู่ภายใต้การดูแลของจิงหยานมาเป็นเวลากว่าศตวรรษแล้ว แต่ถึงแบบนั้นนางก็ไม่เคยได้ยินผู้เป็นอาจารย์พูดถึงศาลาปีศาจลอยฟ้าเลย ในตอนท้ายนางได้เหยียดฝ่ามือตรงๆ ก่อนที่จะพูดขึ้น "ประสก ข้าไม่เข้าใจความหมายที่ท่านพูด ท่านช่วยอธิบายให้ข้าฟังทีจะได้ไหม? "

ลู่โจวได้พูดขึ้น "ชั่วช้า" เมื่อนึกย้อนไปถึงความทรงจำของจีเทียนเด๋า ตัวเขาก็นึกถึงอะไรหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นมาในช่วงชีวิต เวลาเปลี่ยนทำให้ผู้คนนั้นเปลี่ยนไป แม้ว่าจะมีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนไปแต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม

"ทำไมประสกถึงต้องพูดแบบนั้นด้วย? " แม่ชีทั้งสิบได้ก้าวไปข้างหน้า พวกนางกำลังล้อมรอบวู่เหนียนเอาไว้

เมื่อล้อมวู่เหนียนได้เหล่าแม่ชีก็เริ่มสวดพระสูตรแปลกๆ ออกมาอีกครั้ง

แม่ชีทั้งสอบได้พนมมือขึ้นมาในระหว่างสวดพระสูตร

วู่เหนียนโค้งคำนับลู่โจวที่ยืนอยู่บนรถม้าก่อนที่จะพูดต่อไป "แม้ว่าข้าจะไม่รู้ว่าประสกมีความสัมพันธ์แบบไหนกับท่านอาจารย์ของข้า แต่ถึงแบบนั้นท่านกำลังใช้อารมณ์ตำหนิติเตียนข้าอยู่ ถ้าหากท่านสงบสติอารมณ์ได้แล้วข้าอยากจะเชิญประสกไปที่วิหารเมฆาสว่างเพื่อที่พวกเราจะได้แลกเปลี่ยนพูดคุยให้เข้าใจกันมากกว่านี้ ตอนนี้เห็นทีข้าจะต้องขอลา! "

ซู่ววว

ที่ใต้เท้าของเหล่าแม่ชีมีแสงสว่างส่องออกมา แสงทั้งหมดนี้เป็นพลังที่ได้มาจากวิชากระจกแห่งแสง มันเป็นพลังที่ทำให้เหล่าแม่ชีสามารถเคลื่อนที่ไปด้วยกันได้ดีมากยิ่งขึ้น วงกลมแสงสีเขียวที่อยู่ด้านล่างเปล่งประกายแสงที่มีรูปแบบสลับซับซ้อนออกมา มันเป็นพลังอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร นี่เป็นเคล็ดวิชาที่ยากต่อการฝึกฝนของวิถีพุทธมากที่สุดแล้ว

แม่ชีทั้ง 11 ได้ลอยไปบนอากาศอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งหมดได้ล้อมรอบแม่ชีวู่เหนียนเอาไว้เป็นวงกลมโดยที่มีวู่เหนียนอยู่ที่ตรงกลาง

ต้วนมู่เฉิงได้บินขึ้นไปบนอากาศ หอกราชันย์ที่อยู่บนมือของเขาเองก็สั่นสะเทือนด้วยพลังอันมหาศาล

ต้วนมู่เฉิงที่เก็บกดมานานได้พุ่งตรงไปยังเหล่าแม่ชี

เมื่อเห็นแบบนั้นวู่เหนียนก็ได้ส่ายหัวก่อนที่จะถอนหายใจออกมา "ประสกคือศิษย์คนที่สามของศาลาปีศาจลอยฟ้า ต้วนมู่เฉิงอย่างงั้นสินะ ข้าได้ยินมาว่าพลังวรยุทธของประสกอยู่ที่ขั้นศักดิ์สิทธิ์เพียงเท่านั้น แต่ถึงแบบนั้นกลับทรงพลังและยังเกรี้ยวกราดมาก จากที่ข้าได้ยินมาดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริงอย่างงั้นสินะ"

ต้วนมู่เฉิงที่ได้ยินไม่หยุดพูดคุยแต่อย่างใด

ตู๊ม!

หอกราชันย์ได้พุ่งโจมตีแม่ชีทั้ง 11 คนที่กำลังล้อมรอบกันเป็นวงกลม

ต้วนมู่เฉิงจ้องมองไปที่เหล่าแม่ชีก่อนที่จะพูดออกมา "พลังอวตารแห่งร้อยวิถี"

สิ้นสุดเสียงพลังอวตารที่มีดอกบัว 2 กลีบก็ได้ปรากฏขึ้นที่หลังของต้วนมู่เฉิง ดอกบัวทั้ง 2 กลีบได้หมุนรอบตัวเองจนเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ มันได้หมุนไวจนเหมือนกับมีดอกบัวถึง 10 กลีบด้วยกัน

วู่เหนียนที่เห็นแบบนั้นก็รีบสั่งการขึ้น "อามิตตาพุทธ...หยุดซะ! " แส้หยกหางม้าได้เปล่งประกายขึ้นมาในอากาศ ในตอนนั้นเองละอองพลังงานที่อัดแน่นไปด้วยพลังก็ได้เปล่งประกายออกมาราวกับสายฝน แม่ชีทั้งสิบที่เหลือต่างก็สวดพระสูตรเสียงดังมากยิ่งขึ้น

เป็นเรื่องยากที่จะเห็นชาวพุทธได้ต่อสู้ในลักษณะนี้ เหล่าผู้ชมคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์หัวใจเต้นแรง เขาได้แต่อ้าปากค้างในระหว่างที่ฟังบทสวด บทสวดของเหล่าแม่ชีทำให้ผู้ชมรู้สึกเจ็บปวดนั่นเอง ต้วนมู่เฉิงที่เห็นการโจมตีจากแส้ก็ได้เหวี่ยงหอกราชันย์เพื่อปัดป้องการโจมตีพวกนั้นไป

ตู๊ม! ตู๊ม! ตู๊ม!

แม้ว่าตัวของต้วนมู่เฉิงจะหลบได้ แต่ถึงแบบนั้นพลังร่างอวตารของเขาก็ไม่อาจที่จะหลบได้ ต้วนมู่เฉิงถูกบีบบังคับให้ถอยกลับไปหลังจากที่รับการโจมตี

ตู๊ม!

มีเสียงระเบิดดังขึ้นมาจากบนอากาศ ต้วนมู่เฉิงในตอนนี้ถูกบีบให้ร่วงหล่นสู่พื้น เศษหินอ่อนของแท่นประลองได้กรัดจัดกระจายไปทั่ว

เหล่าผู้ชมที่เห็นแบบนั้นต่างก็ถอยหนี

"ให้เป็นหน้าที่ข้าเอง" ฮั๊วยู่จิงได้ยกแขนของนางขึ้นมา ทันใดนั้นก็มีธนูรวมไปถึงลูกธนูพลังลมปราณปรากฏขึ้น นางได้ใช้ธนูและลูกธนูที่สร้างขึ้นมาโจมตีไปได้อย่างลื่นไหล

ตู๊ม!

วงล้อมของเหล่าแม่ชีสามารถป้องกันลูกธนูของฮั๊วยู่จิงเอาไว้ได้

"พวกเขามีมือธนูด้วยอย่างงั้นหรอ? "

"ศาลาปีศาจลอยฟ้าจะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว! "

"แม้ว่าลูกธนูจะไม่สามารถทำลายพลังของวงล้อมกระจกแห่งแสงได้ก็จริง แต่ถึงแบบนั้นก็มีแต่มือธนูที่มีพลังวรยุทธขั้นมหาภัยพิบัติศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะยิงธนูได้แบบนั้น"

หลังจากสิ้นสุดเสียงผู้ชม ในตอนนั้นเองลูกธนูพลังกว่า 10 ลูกก็ถูกยิงออกมา พวกมันกลายเป็นแสงสีทองลอยล่องอยู่บนอากาศ

ในตอนนั้นเองหยวนเอ๋อและหมิงซี่หยินก็ได้พุ่งไปหาเหล่าแม่ชีด้วยความเร็วสูงสุด

สายสะพายนิพพานสีแดงขยายใหญ่ราวกับดอกกุหลาบที่กำลังผลิบาน มันดูสะดุดตากว่าทุกๆ ครั้ง

หมิงซี่หยินด้พุ่งไปอย่างมุ่งมั่น ตัวเขาได้ถือเคียวพื้นพิภพที่อยู่ในมือเอาไว้อย่างมั่นใจ

เมื่อเห็นแบบนั้นวู่เหนียนก็พูดออกมาอย่างเย้ยหยัน "อามิตตาพุทธ พวกเจ้าบีบบังคับข้าเองนะ"

วู่เหนียนได้สะบัดแส้หยกหางม้าออกไป ในตอนนั้นแม่ชีทั้งสิบก็เริ่มที่จะขยายวงล้อมของพวกนาง วงล้อมของแม่ชีทั้งหมดได้ขยายขนาดใหญ่จนล้อมรอบใจกลางของแท่นประลองดอกบัวเอาไว้ได้ ในตอนนั้นเองก็ได้มีพลังเอ่อล้นออกมาจากใจกลางวงล้อม

"แม้แต่ก้นบึ้งของอเวจีก็ยังไม่มีขอบเขต! "

คลื่นพลังงานที่แผ่ออกมาเป็นเหมือนกับคลื่นยักษ์ เสียงสวดพระสูตรเป็นเหมือนกับเสียงแห่งความเศร้าที่กำลังทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไป ผู้ชมทั้งหลายในตอนนี้กำลังจมอยู่ในความทุกข์ ความเจ็บปวด และความทรมานจนไม่อาจหนีได้

ฮั๊ววู่เด๋าที่กำลังจะลุกขึ้นยืนถูกลู่โจวห้ามเอาไว้ซะก่อน "ข้าเป็นคนที่เริ่มเรื่องนี้เอง เพราะงั้นข้าจะเป็นคนหยุดมันเอง"

ฮั๊ววู่เด๋าได้แต่หยักหน้า

หยวนเอ๋อ, หมิงซี่หยิน และต้วนมู่เฉิงต่างก็ถูกพลังอันมหาศาลล้อมรอบตัวเอาไว้จนไม่อาจเคลื่อนไหวไปได้ ลู่โจวได้เคลื่อนไหวจากรถม้าล่องเมฆาแล้ว

ในตอนนี้สายตาของทุกคนต่างก็จับจ้องมาที่ลู่โจว

พลังออร่ารอบตัวของลู่โจวไม่ได้ดูทรงพลังหรือมีอะไรเป็นพิเศษ ตัวเขาได้ยกมือขึ้นก่อนที่จะเปล่งเสียงออกมา "ชั่วช้า! " เสียงของเขาฟังดูนุ่มลึกแต่ก็เปี่ยมไปด้วยพลัง มันได้แผ่ออกไปทั่วทั้งแท่นประลองดอกบัว

เสียงของเขาได้ไปถึงหูของแม่ชีวู่เหนียนและเหล่าสาวกของนาง เมื่อเห็นลู่โจวกำลังลอยมา แม่ชีทั้งหมดต่างก็รู้สึกประหม่า 'ปรมาจารย์แห่งศาลาปีศาจลอยฟ้าเคลื่อนไหวแล้ว! '

ลู่โจวได้ยกแขนขึ้นมาก่อนที่จะสะบัดเบาๆ สีหน้าของเขายังคงไม่เปลี่ยนไป มันยังดูไร้อารมณ์เช่นเหมือนกับเช่นเคย

พลังอันมหาศาลได้หลอมรวมกันบนมือของลู่โจว มันอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาแล้วนั่นเอง

ในตอนนั้นพลังก็ได้หลอมรวมกันจนเป็นตัวอักษรคำหนึ่ง มันเป็นคำว่า 'ผนึก' พลังผนึกได้ถูกปล่อยออกมาจากฝ่ามือของลู่โจว

ผู้ที่มีความรู้กว้างขวางมากกว่าผู้ชมทั่วไปรู้จักตัวหนังสือพวกนี้ดี

"นี่มันพลังผนึกมนตรา! "

พลังผนึกมนตราได้พุ่งเข้าหาแม่ชีทั้งหลายด้วยความเร็วสูง มันเร็วกว่าลูกธนูของฮั๊วยู่จิงซะอีก แม้ว่าจะรวดเร็วกว่าแต่มันก็ไม่ได้ส่องแสงสว่างเหมือนกับลูกศรพลังลมปราณ

ตู๊ม!

พลังผนึกที่ถูกปล่อยออกไปรวดเร็วและทรงพลังราวกับดาวตก มันได้พุ่งผ่านวงล้อมของแม่ชีทั้งหลายโดยที่ไม่ยากเย็นอะไรนัก

"เป็น...เป็นไปได้ยังไงกัน? "

ก่อนที่วู่เหนียนจะตอบสนองอะไรได้ทัน นางก็ถูกพลังผนึกมนตราไปที่ตัวเองแล้ว ในตอนนั้นเสียงสวดพระสูตรก็ได้หยุดลงในทันที

แม่ชีทั้งสิบไม่สามารถรักษาพลังในวงล้อมได้อีกต่อไป การรวมตัวของพวกนางถูกพังทลายลงไปในทันที

เคล็ดวิชาของชาวพุทธมักจะใช้จิตใจที่ว่างเปล่าเป็นแหล่งพลัง ยิ่งกระจกแห่งแสงมีพลังมากขนาดไหน ผู้ใช้ก็จะต้องใช้พลังในการรักษาวิชานี้มากขึ้นเท่านั้น

ถ้าหากไม่มีวู่เหนียนอยู่ที่ใจกลาง พวกแม่ชีทั้งหลายก็ไม่อาจที่จะคงพลังเอาไว้ได้ พลังของกระจกแห่งแสงได้หายไป ไม่ว่ามันจะเป็นเคล็ดวิชาที่ทรงพลังมากแค่ไหนแต่เมื่อไม่มีแหล่งพลังแล้วก็ไม่อาจที่จะใช้งานได้

คลื่นพลังได้กระเพื่อมออกไปรอบๆ แม่ชีทั้งสอบต่างก็กระอักเลือดออกมา พวกนางได้กระเด็นบินไปกว่าหลายเมตรจากใจกลางแท่นประลองดอกบัว

สีหน้าของวู่เหนียนเปลี่ยนไปมาก เมื่อนางพยายามจะเดินพลังลมปราณอีกครั้ง นางก็พบว่าร่างกายของตัวเองมีแต่ความว่างเปล่า พลังลมปราณที่เคยมีได้หายไปหมดแล้วนั่นเอง

หยวนเอ๋อได้ดึงสายสะพายนิพพานกลับไป

เมื่อเห็นแบบนั้นหมิงซี่หยินก็ได้พูดออกมา "กลอุบายของพวกเจ้าช่างอ่อนแอ..." หลังจากพูดจบเขาก็ได้เดินจากไป

ต้วนมู่เฉิงเองก็ควงหอกราชันย์กลับไป หอกราชันย์ของเขาได้แทงลงบนพื้นหินอ่อน ในตอนนี้ตัวเขากำลังยืนกอดอกอยู่ต่อหน้าวู่เหนียน

วู่เหนียนล้มลงไปบนพื้นหินที่แตกละเอียด ร่างกายที่ไร้พลังลมปราณได้ล้มลงไปกับพื้น แม้ว่าจะไร้พลังแต่ถึงแบบนั้นร่างกายของนางก็ยังแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปอยู่ดี

ความเงียบได้เข้าปกคลุมแท่นประลองดอกบัวอีกครั้ง

เหล่าผู้ชมได้แต่ขยี้ตาเมื่อได้เห็นแบบนั้น 'ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในวิหารเมฆาสว่างได้พ่ายแพ้ให้กับปรมาจารย์ศาลาปีศาจลอยฟ้าเพียงแค่การโจมตีเดียวเท่านั้น'

ในทางกลับกันลู่โจวยังคงดูสงบเสงี่ยมอยู่ ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ใช้ความพยายามอะไรมากเลยในการต่อสู้ครั้งนี้

ฮั๊ววู่เด๋าที่เห็นแบบนั้นก็ได้พูดออกมาด้วยความตื่นตกใจ "ทักษะของท่านทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ ท่านปรมาจารย์" ปรมาจารย์แห่งศาลาปีศาจลอยฟ้าถือเป็นคนที่มีทั้งความรู้กว้างขวางและยังเป็นผู้ที่มีประสบการณ์โชกโชน ฮั๊ววู่เด๋าไม่รู้มาก่อนเลยว่าพลังผนึกมนตราจะสามารถใช้กับผู้ฝึกยุทธยอดฝีมือได้ ยิ่งไปกว่านั้นวู่เหนียนยังคงได้รับพลังจากวิชากระจกแห่งแสงเสริมพลังอยู่ แต่ถึงแบบนั้นนางก็ถูกผนึกได้อยู่ดี

ลู่โจวได้ลงมาจากรถม้า เขาได้เอามือข้างหนึ่งเอาไว้ที่ด้านหลังก่อนที่จะใช้มืออีกข้างลูบไปที่เคราของตัวเอง

เหล่าผู้ชมไม่แม้แต่จะกล้าส่งเสียงหายใจดังๆ ออกมา ที่ตรงหน้าของพวกเขาตอนนี้มีปรมาจารย์มหาวายร้ายที่น่ากลัวที่สุดในใต้หล้า

หยวนเอ๋อได้ขยับเข้าไปใกล้วู่เหนียน

แม่ชีทั้งสิบที่นอนอยู่บนพื้นได้พยายามเงยหน้าขึ้นมาด้วยความยากลำบาก

ลู่โจวได้มาถึงข้างๆ ของวู่เหนียนแล้ว ในตอนนี้เขากำลังเหลือบมองไปที่แม่ชีผู้ไร้พลัง

ดวงตาของวู่เหนียนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นางแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะได้พ่ายแพ้แบบนี้...มีรอยเลือดอยู่ที่มุมปากของนาง ใบหน้าของนางซีดเผือดไปอย่างน่ากลัว ริมฝีปากเองก็สั่นเครือไม่หยุด นางไม่สามารถที่จะขยับไปไหนได้เลย

ลู่โจวโบกมือของตัวเอง ในตอนนั้นแส้หยกหางม้าก็ได้ลอยมาสู่มือของเขา

"ติ้ง! ได้รับแส้หยกหางม้า จำเป็นจะต้องขัดเกลาก่อนใช้"

ลู่โจวจำเรื่องที่เกิดขึ้นได้ดี แม้ว่าจะเป็นจากความทรงจำของจีเทียนเด๋าก็ตาม แต่ตัวเขากับรู้สึกราวกับเจอเรื่องทั้งหมดมาด้วยตัวเอง ตัวเขาไม่สามารถที่จะทนสนทนากับวิหารเมฆาสว่างได้อีกต่อไป เรื่องราวในความทรงจำที่เคยเกิดขึ้นยังคงชัดเจนเหมือนกับเรื่องในวันวาน ลู่โจวอยากที่จะรื้อฟื้นความทรงจำให้ได้ซะก่อน "จิงหยานเป็นยังไงบ้าง? "

ดวงตาของวู่เหนียนเบิกกว้าว "ท่านอาจารย์ของข้า...จากไปนานแล้ว" เมื่อได้ยินแบบนั้นสีหน้าของลู่โจวก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไป ตัวเขาได้ถอนหายใจก่อนที่จะพูดออกมา "...เกิดแก่เจ็บตายถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้าหากไม่มีวัฏจักรพวกนี้อยู่...การมีชีวิตอยู่ในโลกก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว"

หยวนเอ๋อแอบตกใจที่เห็นอาจารย์ของตัวเองพูดถึงสหายแบบนี้ นับตั้งแต่ที่นางได้เข้าร่วมกับศาลาปีศาจลอยฟ้า นางก็ไม่เคยได้ยินเรื่องสหายของอาจารย์คนนี้มาก่อน ใครจะไปรู้กันว่ามหาวายร้ายจะมีเพื่อนเป็นแม่ชีชาวพุทธ ถ้าหากดูจากความสัมพันธ์หยวนเอ๋อก็พอจะเดาได้ว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่ดี นางได้ถามออกมาอย่างสงสัย "ท่านอาจารย์คะ...ใครคือจิงหยานกันแน่? "

ลู่โจวไม่ได้ตอบกลับหยวนเอ๋อ เขาได้หันไปหาวู่เหนียนก่อนที่จะถามออกมา "แล้วใครกันที่สั่งให้เจ้าเข้ามายุ่งเรื่องของข้าแบบนี้? "

วู่เหนียนอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว "ไม่...ไม่มีใคร...ไม่มีใครสั่งข้ามาทั้งนั้น ทั้งหมดเป็นการเดิมพันของข้าเอง..."

'เดิมพันอย่างงั้นหรอ? ' ลู่โจวพบว่าสิ่งที่วู่เหนียนพูดมันแปลกแค่ไหน 'นางได้เดิมพันอะไรไป? เดิมพันว่าสำนักดาบสวรรค์จะชนะอย่างงั้นหรอ? เดิมพันว่าท้ายที่สุดแล้วศาลาปีศาจลอยฟ้าจะพ่ายแพ้สินะ? '

วู่เหนียนได้ไอก่อนที่จะกระอักเลือดออกมา นางพยายามดันตัวเองลุกจากพื้น นางได้ใช้แรงทั้งหมดที่มีจนในที่สุดก็ลุกออกมาจากพื้นหินอ่อนได้

เมื่อเห็นท่าทางสะบักสะบอมของนางเหล่าผู้ชมต่างก็กลืนน้ำลายอย่างตกใจ ไม่มีใครคิดเลยว่ามหาวายร้ายคนนี้จะยังน่ากลัวและยังแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้

"จิงหยานถูกฝังอยู่ไหนกัน? "

"ใกล้ๆ กับยอดเขาเมฆาสว่างกับทะเลสาบร้อยใบ..."

ลู่โจวได้ส่ายหัวอย่างไม่ใส่ใจ "ข้าจำได้ว่าแส้หยกหางม้าอันนี้ยอมรับจิงหยานให้เป็นผู้ครอบครอง...แล้วมันตกอยู่ในมือเจ้าได้ยังไงกัน? ตอบตามความจริงข้ามาซะ ถ้าหากคำพูดของเจ้ามีคำโกหกแม้แต่คำเดียว วันนี้ในปีหน้าจะต้องเป็นวันครบรอบวันเสียชีวิตของเจ้าแน่"

วู่เหนียนตัวสั่น นางพยายามใช้ความคิดในตอนนี้ ถ้าหากพึ่งพาพลังที่มีได้ ตอนนี้นางก็คงจะหนีเอาตัวรอดไปได้ นางไม่คิดว่าก่อนว่าวันนี้จะตกอยู่ในเงื้อมมือของศาลาปีศาจลอยฟ้า ในตอนนั้นเองวู่เหนียนก็รู้ตัวแล้วว่ากำลังคิดเพ้อเจ้อไป ท้ายที่สุดนางก็ได้ตอบกลับไป "หลังจากที่อาจารย์ของข้าจากไป ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกซะจากรับตำแหน่งเจ้าวิหารของวิหารเมฆาสวรรค์ อาจารย์ของข้าได้มอบแส้หยกหางม้าเอาไว้ให้กับข้า" หลังจากพูดจบนางก็ได้ทรุดตัวลงไปกับพื้น

ลู่โจวมองไปที่วู่เหนียน หลังจากนั้นตัวเขาก็ได้ถอนหายใจก่อนที่จะพูด "ชาวพุทธช่างโชคร้ายจริงๆ "

วู่เหนียนนิ่งเงียบ นางไม่มีอะไรจะพูด

ลู่โจวได้เอามือไขว้หลังก่อนที่จะพูดต่อไป "ข้าจะต้องขอแส้หยกหางม้ากลับคืนมาซะแล้วล่ะ...เจ้าเต็มใจที่จะอยู่ต่อไปโดยที่ไม่มีพลังวรยุทธไหม? "

เมื่อวู่เหนียนได้ยินแบบนั้นดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้น นางรีบคลายอย่างลนลาน "ไม่ ไม่ ไม่..." นางได้ขยับไปใกล้ๆ กับลู่โจว ความภาคภูมิใจทั้งหมดก่อนหน้านี้ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว นางกำลังจะแตะเท้าของลู่โจวแต่ในตอนนั้นเองนางก็ถูกคลื่นพลังเข้ากระแทกซะก่อน

สิบแม่ชีของวิหารเมฆาสว่างได้ลุกขึ้นมาก่อนที่จะเคลื่อนไหวไปยังใจกลางแท่นประลองดอกบัวอย่างพร้อมเพรียงกัน

ในตอนนั้นเอง

ณ ศาลาหลังที่ 3 ที่อยู่ใกล้ๆ กับแท่นประลองดอกบัว

"ถอยเร็วเข้า! แผนล้มเหลวแล้ว! "

ภายในศาลาหลังที่ 5

"แผนล้มเหลวแล้ว ถอยเร็ว! "

ภายในศาลาหลังที่ 8

"พวกเราแผนทั้งหมดได้ล้มเหลวไปแล้ว ถอยเร็วเข้า! "

ผู้ฝึกยุทธทั้งหลายที่อยู่ศาลาใกล้เคียงต่างก็รีบออกตัวให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกคนได้จากแท่นประลองดอกบัวไปโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง

ในตอนนั้นเองที่ศาลาหลังที่ 9

มีใครคนหนึ่งได้พูดขึ้น "ทุกคนเตรียมพร้อมซะ ทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว"

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 250 สหายเก่าแก่จิงหยาน

คัดลอกลิงก์แล้ว