เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 167 ขึ้นอยู่กับชะตา

ตอนที่ 167 ขึ้นอยู่กับชะตา

ตอนที่ 167 ขึ้นอยู่กับชะตา


ตอนที่ 167 ขึ้นอยู่กับชะตา

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

ทหารทั้งสี่และหลี่จิงอี้ต่างก็วิ่งไปหาเหวยซู่หยาน แต่ถึงแบบนั้นทะเลสาบก็กว้างใหญ่เกินไป กว่าที่พวกเขาทั้งหมดจะวิ่งมาตามทางได้มันก็ผ่านมานานมากแล้ว

เหล่าทหารทั้งหมดที่เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่างก็รู้ดีว่ามันเป็นลางไม่ดีสำหรับแม่ทัพหลวงคนนี้ เหวยซู่หยานนั้นประมาทเกินไป และเพราะแบบนั้นตัวเขาจึงถูกโจมตีไปเต็มๆ เมื่อมาอยู่ที่ป่าทึบทหารทั้งหมดรวมไปถึงหลี่จิงอี้ต่างก็ไม่กล้าเคลื่อนไหวอย่างประมาทอีกต่อไป พวกเขาได้แต่เคลื่อนไหวกันอย่างช้าๆ ภายในป่า

หลี่จิงอี้ได้ขมวดคิ้วก่อนที่จะมองตรงไป เธอได้เอามือแตะไปที่ริมฝีปากของตัวเองเพื่อที่จะให้ทุกคนหยุดเคลื่อนไหว ในตอนนั้นเองหูของเธอก็ได้ขยับ ดูเหมือนว่าเธอจะเจอได้ยินเสียงอะไรบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ มันเป็นเสียงเต้นของหัวใจนั่นเอง หรือนี่แสดงว่าเหวยซู่หยานในตอนนี้อาจจะยังมีชีวิตอยู่

ทหารทั้งสี่ต่างก็ทำตามหลี่จิงอี้ไปอย่างติดๆ ทหารทั้งหมดต่างก็เชื่อใจเธอมาก พวกเขาจะทำตามคำสั่งทั้งหมดที่เธอบอก

ยิ่งเข้าไปในป่ามากขึ้นเท่าไหร่มันก็ยิ่งมืดลง ในป่าแห่งนี้แทบที่จะมืดจนมองไม่เห็นอะไรเลย

ทันใดนั้นเองพวกเขาทั้งหมดก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างอยู่เหนือศีรษะ และเมื่อเงยหน้ามอง พวกเขาทั้งหมดพบกับอะไรบางอย่างเข้า...

และเนื่องจากมีใบไม้ที่หนาทึบทำให้พวกเขาทั้งหมดเห็นเพียงแค่แวบเดียว

"นี่มันรถม้าลอยฟ้า! "

"รถม้าลอยฟ้าของศาลาปีศาจลอยฟ้า! ทั้งแสงนั่นรวมไปถึงเสียง ต้องใช้แน่ๆ ..."

"พวกเขากำลังจากไปแล้ว"

"จากไปอย่างงั้นหรอ? "

หลี่จิงอี้ขมวดคิ้วอีกครั้ง หลังจากนั้นเธอก็รีบใช้ความคิดขึ้นมาทันที 'รถม้าของศาลาปีศาจลอยฟ้าแค่บังเอิญผ่านทางมาอย่างงั้นหรอ? ไม่น่าจะเป็นไปได้'

ในตอนนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นจากภายในป่า

"มีใครบางคนอยู่ในนั้น"

หลี่จิงอี้และทหารทั้งสี่ต่างก็เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้

พวกเขาทั้งหมดได้ชักดาบขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองจากศัตรู

มีใครบางคนปรากฏตัวขึ้นมาจากเงามืด

เมื่อเห็นแบบนั้นทั้งห้าคนต่างก็รู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น พวกเขาทั้งหมดรีบก้าวถอยหลังไปพร้อมๆ กัน

ร่างของใครบางคนที่ได้เห็นดูคุ้นตา ในที่สุดชายคนนั้นก็ได้เดินออกมาจากพุ่มไม้ เมื่อทั้งห้าคนเห็นใบหน้าของชายคนนั้นต่างก็รู้สึกตกตะลึงในทันที

"ท่านแม่ทัพอย่างงั้นหรอ? "

หลี่จิงอี้เงยหน้าขึ้นก่อนที่จะมองไปยังเหวยซู่หยานที่เธอคุ้นเคย

ฝ่ามือทั้งเก้าเป็นสุดยอดฝ่ามือที่ทรงพลัง แต่ถึงแบบนั้นแม่ทัพเหวยกลับมีบาดแผลเพียงแค่รอยขีดข่วนเพียงแค่นั้น? ที่ริมฝีปากของเหวยซู่หยานมีเพียงรอยเลือดจางๆ  ในตอนนี้เหวยซู่หยานยังคงดูสงบเยือกเย็นราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ในตอนแรกเหวยซู่หยานไม่ได้พูดอะไรแม้แต่อย่างเดียว เหวยซู่หยานในตอนนี้ได้แต่จ้องมองกลุ่มคนทั้งห้าที่ยืนต่อหน้าตัวเขา ท้ายที่สุดแล้วเหวยซู่หยานก็ได้พูดออกมา "ข้าเหนื่อยแล้ว"

"ท่านแม่ทัพ! "

ทหารของเหวยซู่หยานทั้งสี่รีบคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียงกัน

หลี่จิงอี้เป็นเพียงคนเดียวที่ยังยืนอยู่ เธอที่ยืนอยู่ได้พูดออกมาอย่างเป็นกังวล "ท่านแม่ทัพ สถานที่แห่งนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป"

"ท่านแม่ทัพ ข้ายอมตายดีกว่าที่จะปล่อยให้มีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน! ได้โปรดกลับไปที่เมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ด้วย! "

"ท่านแม่ทัพได้โปรดกลับไปที่เมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์! "

"ท่านแม่ทัพได้โปรดกลับไปที่เมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์! "

ทหารทั้งหมดของเหวยซู่หยานต่างก็ก้มขอร้องผู้เป็นแม่ทัพ

เหวยซู่หยานได้เหลือบมองไปที่ทหารทั้งสี่ก่อนที่จะเหลือบมองไปที่หลี่จิงอี้ "พวกเรากลับไปที่เมืองหลวงกัน"

ในตอนแรกหลี่จิงอี้ได้มองมายังเหวยซู่หยานอย่างประหลาดใจ เธอที่กำลังพยายามที่จะพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่ก็กลับเงียบไปซะก่อน ท้ายที่สุดแล้วเธอก็ได้คารวะเหวยซู่หยานก่อนที่จะพูดขึ้น "เข้าใจแล้วค่ะ! "

เหวยซู่หยานได้เดินผ่านต้นไม้ที่ล้มไปก่อนที่จะเดินกลับไปยังทะเลสาบตะวันฟ้า

ในเวลาเดียวกันหลี่จิงอี้ก็ได้จ้องมองไปยังเหวยซู่หยาน เธอได้แต่จ้องมองหลังของเหวยซู่หยานที่กำลังถอยห่างออกไปด้วยสายตาอันซับซ้อน หลังจากนั้นเธอก็ได้แต่หันมาพูดกับทหารทั้งหมด "จำเอาไว้ล่ะว่าวันนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น"

"พวกเราเข้าใจแล้ว! " ทหารทั้งสี่ได้ตอบออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน

ในขณะเดียวกันนั้นเอง ในตอนที่รถม้าล่องเมฆากำลังลอยผ่านหุบเขาตะวันฟ้าไป มันกำลังมุ่งหน้ากลับไปยังศาลาปีศาจลอยฟ้า

ลู่โจวในตอนนี้กำลังยืนอยู่บนรถม้า ตัวเขาก็ยังคงเอามือไขว้หลังเช่นเคย

หมิงซี่หยินรีบโค้งคำนับก่อนที่จะพูดออกมาอย่างกระตือรือร้น "วิเศษมากจริงๆ ครับท่านอาจารย์! ท่านอาจารย์ได้เปิดโลกกว้างให้กับศิษย์อย่างแท้จริง! " กว่าที่หมิงซี่หยินจะสงบใจหลังจากที่เห็นพลังฝ่ามือทั้งเก้าได้เป็นเรื่องที่ยากมาก ตัวเขารู้ดีว่าสิ่งที่ได้เห็นมันคือฝ่ามือทั้งเก้า มันเป็นฝ่ามือเดียวกันในตอนที่พวกเขาทั้งหมดได้สู้กับสิบคนทรง ถึงแม้ว่าลู่โจวจะใช้ฝ่ามือทั้งเก้าจากระยะไกล แต่ท้ายที่สุดแล้วผลลัพธ์ที่ได้ก็กลับไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

"นั่นคือชะตากรรมที่ไม่อาจเลี่ยงได้ของเจ้านั่น..." ลู่โจวได้พูดออกมาอย่างเบื่อหน่าย

"ถูกของท่านอาจารย์แล้ว เจ้านั่นชะตาขาดแล้ว ถ้าหากเจ้านั่นยังอยู่ที่เมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ต่อไป เจ้านั่นก็คงจะมีชีวิตอยู่ยืนยาวกว่านี้ไปแล้ว" หมิงซี่หยินที่รู้ตัวเองว่าพูดผิดไปรีบพูดแก้ตัวขึ้นมาอีกครั้ง "แต่ถึงแม้ว่าเจ้านั่นจะอยู่ที่เมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ต่อไป ยังไงท่านอาจารย์ก็คงจะจัดการแม่ทัพคนนี้อย่างง่ายดายเหมือนเดิมอยู่ดี"

ต้วนมู่เฉิงในตอนนี้กำลังควบคุมรถม้าล่องเมฆาอยู่ ตัวเขาได้หันมาพูดขึ้น "ท่านอาจารย์...จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากพวกเราสังหารเหล่าผู้ติดตามของเหวยซู่หยานไปด้วย? "

หมิงซี่หยินได้ตอบกลับมาโดยที่ไม่ต้องรอให้ลู่โจวตอบ "ถ้าหากเจ้าพวกนั้นไม่ได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ท้ายที่สุดแล้วคนจากพระราชวังทั้งหมดก็จะรู้ว่าเหวยซู่หยานคนนี้เป็นตัวปลอม แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะรู้แล้วว่าเหวยซู่หยานเป็นตัวปลอม แต่ถึงแบบนั้นพวกเขาก็คงจะไม่กล้าที่จะเปิดเผยความจริงแน่ ความจริงที่แม่ทัพเหวยผู้ยิ่งใหญ่ได้ตายจากไปแล้ว ถ้าหากความจริงถูกเปิดเผย กองทัพหลวงก็จะไม่มีผู้นำทัพอีกต่อไป เมื่อถึงตอนนั้นจริงก็คงจะมีแต่คนต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งตำแหน่งแม่ทัพ ก่อนหน้านี้ที่เพราะอำนาจของเหวยซู่หยานในฐานะแม่ทัพหลวงได้ทำให้อำนาจของเหล่าราชวงศ์ต้องสั่นคลอน... ถ้าหากเหวยซู่หยานได้ตายจากไปจริงๆ ทางเหล่าราชวงศ์จากพระราชวังก็คงจะมีความสุขมากขึ้นแน่ นับตั้งแต่จากนี้เป็นต้นไปเหวยซู่เหลนจะกลายเป็นเหวยซู่หยานคนใหม่"

หยวนเอ๋อที่นั่งฟังทุกอย่างอยู่บนรถม้าล่องเมฆาก็ได้พูดขึ้น "เจียงอาเฉียนมักจะพูดเอาไว้เสมอว่าที่พระราชวังมักจะมีการต่อสู้เพื่อแก่งแย่งชิงดีกันอยู่ตลอด สิ่งที่ศิษย์พี่สี่คิดไว้ไม่ฟังดูน่าเบื่อไปหน่อยอย่างงั้นหรอ? "

"น่าเสียดายยังไงซะก็มีแต่ผู้ที่ปรารถนาอำนาจมากกว่าผลประโยชน์ส่วนรวม น่าเสียดายจริงๆ ที่จะต้องสูญเสียยอดฝีมือผู้มีพลังร่างอวตารดอกบัว 7 กลีบแบบนี้ไป" หมิงซี่หยินได้ส่ายหัวก่อนที่จะถอนหายใจออกมา

ลู่โจวที่ได้ฟังแบบนั้นก็ได้พูดขึ้น "เจ้านั่นน่ะเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธผู้ที่มีพลังอวตารดอกบัว 5 กลีบเพียงเท่านั้น ไม่ใช่ 7 กลีบ..."

"5 กลีบอย่างงั้นหรอ? " หมิงซี่หยิน ต้วนมู่เฉิง และหยวนเอ๋อต่างก็ตกตะลึงเมื่อได้ยินแบบนั้น

ลู่โจวเป็นเพียงคนคนเดียวที่เห็นผลลัพธ์กับตาตัวเอง ตัวเขาได้ใช้การ์ดการโจมตีของเพรชฆาตจัดการกับเหวยซู่หยานไป ในตอนนั้นตัวเขาได้แต้มบุญมาเพียง 1,000 แต้มเท่านั้น มันเป็นแต้มบุญที่น้อยเกินไป การสังหารยอดฝีมือผู้ที่มีพลังร่างอวตารดอกบัว 7 กลีบได้ควรจะได้แต้มบุญที่มากกว่านี้

"ช่างเป็นคนที่น่าสมเพชอะไรแบบนี้! หรือว่าพวกเราได้จัดการเหวยซู่หยานตัวปลอมอีกแล้วอย่างงั้นหรอ? " หมิงซี่หยินขมวดคิ้วขึ้นมา ในตอนนี้ตัวเขาเริ่มจะรู้สึกโกรธอีกครั้ง ทั้งหมิงซี่หยินและต้วนมู่เฉิงต่างก็อยู่ไกลเกินไป พวกเขาทั้งสองคนไม่เห็นหน้าของเหวยซู่หยานที่ได้จัดการไป

หมิงซี่หยินเองก็ได้แต่สงสัยว่าสายตาของลู่โจวผู้ที่เป็นอาจารย์จะฝ้าฟางเนื่องจากอายุที่มากขึ้นไหม แต่ถึงแบบนั้นหมิงซี่หยินก็ยังไม่มั่นใจมากพอ เพราะแบบนั้นตัวเขาจึงได้แต่พูดออกไปว่าเหวยซู่หยานอาจจะเป็นตัวปลอม

"ไม่ผิดแน่ เจ้านั่นน่ะคือเหวยซู่หยานตัวจริง..." ลู่โจวได้ตอบกลับไปอย่างเฉยเมย

"ศิษย์เข้าใจแล้วความหมายของท่านอาจารย์แล้ว ในท้ายที่สุดแล้วเหวยซู่หยานเป็นเพียงสุนัขที่ได้แต่เห่าเท่านั้น เจ้านั่นไม่กล้าที่จะกัดใครซะด้วยซ้ำ ทำไมเจ้านั่นที่มีพลังวรยุทธเพียงเท่านั้นถึงได้กลายเป็นแม่ทัพหลวงผู้คุม 3 กองทัพได้กัน? " หมิงซี่หยินคิดไม่ออกเลยว่าเหวยซู่หยานทำยังไงถึงได้กลายเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แบบนี้ได้ "หรือว่าจะมีใครคนอื่นแอบช่วยเจ้านั่น? "

ต้วนมู่เฉิงที่ได้ฟังแบบนั้นก็ได้พูดขึ้น "ไม่ว่าจะยังไงถ้าหากเจ้านั่นออกมาจากเมืองหลวงด้วยตัวคนเดียวแบบนี้ เจ้านั่นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับพวกเรา"

หมิงซี่หยินพยักหน้าอย่างเห็นด้วยก่อนที่จะพูดเสริม "ข้าคิดว่านี่คงจะเป็นบทสรุปของเหตุการณ์การกวาดล้างหมู่บ้านปลามังกรสวรรค์...ศิษย์น้องยี่จะต้องรู้สึกสบายใจแล้วแน่" เมื่อเห็นรถม้าล่องเมฆาบินผ่านภูเขาไป ในตอนนั้นเองหมิงซี่หยินก็คิดอะไรออก ตัวเขารีบเอ่ยปากถามผู้เป็นอาจารย์ขึ้นมาทันที "ท่านอาจารย์ ในตอนนี้พวกเราออกมาจากศาลาปีศาจลอยฟ้าแล้ว ทำไมพวกเราไม่ใช้โอกาสนี้จับศิษย์น้องแปดกลับมาเลยล่ะ? "

ด้วยรถม้าล่องเมฆาที่กำลังลอยอยู่ในตอนนี้ การที่จะไปถึงหุบเขาพยัคฆ์ได้คงจะใช้เวลาไม่นานแน่

ลู่โจวในตอนนี้ยังคงนิ่งเงียบ ตัวเขาได้แต่ลูบเคราก่อนที่จะครุ่นคิดเกี่ยวกับคำพูดของหมิงซี่หยิน ในตอนแรกลู่โจวได้วางแผนเอาไว้ ตัวเขากะที่จะปล่อยให้ศิษย์คนนี้อยู่ตามลำพังไปก่อน แต่ถึงแบบนั้นภารกิจหลักที่ตัวเขาได้มาจากระบบมักจะให้ความสำคัญกับการฝึกฝนเหล่าลูกศิษย์อยู่เสมอ ในตอนนี้ตัวเขาสามารถสั่งสอนหมิงซี่หยิน, ต้วนมู่เฉิง และหยวนเอ๋อจนมีค่าความจงรักภักดีที่มากพอแล้ว และเพราะแบบนั้นเองลู่โจวจึงไม่ได้แต้มบุญมากเหมือนกับในสมัยก่อน ในสมัยที่เพิ่งจะได้สั่งสอนศิษย์ทั้ง 3 คน

ลำพังศิษย์คนที่เจ็ดคงจะต้องสามารถช่วยศิษย์คนที่แปดได้อย่างแน่นอน แล้วทำไมเขาถึงจะต้องแจ้งเรื่องนี้ให้กับศาลาปีศาจลอยฟ้าได้รู้ด้วยล่ะ? ลู่โจวได้นึกไปถึงเนื้อหาที่มีอยู่ในจดหมายของเจียงอาเฉียน 'หรือว่าสีวู่หยาอยากที่จะก่อความวุ่นวายขึ้นมาจริงๆ? '

ลู่โจวรู้สึกลังเลมาก ตัวเขาไม่รู้เลยว่าควรจะกลับศิษย์คนที่แปดกลับมาในตอนนี้ดีไหม...

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 167 ขึ้นอยู่กับชะตา

คัดลอกลิงก์แล้ว