เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 109 ช่างน่าเสียดาย!

ตอนที่ 109 ช่างน่าเสียดาย!

ตอนที่ 109 ช่างน่าเสียดาย!


ตอนที่ 109 ช่างน่าเสียดาย!

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

สีวู่หยาได้เริ่มพูดขึ้นมาอย่างช้าๆ "เจ้าพวกวิหารปีศาจน่ะตั้งใจที่จะร่วมมือกับสำนักจากฝ่ายธรรมะ พวกเรายอมให้เจ้าพวกนี้ร่วมมือกันไม่ได้เด็ดขาด ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วเร็นบู้ผิงจะมีฝีมือที่เก่งกาจสักแค่ไหน ในตอนนี้มีคนไม่มากนักที่จะปราบเขาได้ หนึ่งในนั้นก็คงจะมีศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเรา แต่ถึงแบบนั้นเขาก็เอาแต่เก็บตัวไม่ออกจากหุบเขาของตัวเอง ศิษย์พี่รองเองก็หายสาบสูญไป...สำหรับยอดฝีมือคนอื่นๆ พวกเราคงจะหวังพึ่งไม่ได้แน่"

"ศิษย์พี่รองชอบท้าทายเหล่ายอดฝีมืออยู่แล้ว ทำไมพวกเราไม่ไปคุยกับเขากัน? " ซู่ฮ่องกงถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ

"คนที่ข้าได้ส่งไปหาศิษย์พี่รองล้วนแต่เกรงกลัวเขาภายในเวลาไม่ถึง 3 วัน ข้าเกรงว่าศิษย์พี่รองจะโกรธเคืองในตอนที่เกิดอะไรขึ้นกับฝานซุยเหวินน่ะ" สีวู่หยาพูดในขณะที่ส่ายหัวไปด้วย

"ศิษย์พี่รองน่ะเป็นคนที่น่าคบเสมอ ถ้าหากเขาโกรธเดี๋ยวเดียวเขาจะต้องลืมมันได้แน่" ซู่ฮ่องกงได้ส่ายหัวของตัวเองในขณะที่พูด

สีวู่หยาได้เอามือไขว้หลังก่อนที่จะเดินไป ในตอนนั้นเขาเดินไปหยุดในจุดที่มองเห็นแท่นบูชาหยกเขียวได้อย่างชัดเจน "ข้าไม่คิดเลยว่าท่านอาจารย์จะมาที่นี่ได้ แผนของพวกเราใกล้ที่จะเสร็จสมบูรณ์แล้วแท้ๆ บอกคนของเจ้าให้รีบถอยซะ"

"ได้เลยศิษย์พี่"

"แล้ว..." สีวู่หยาหยุดพูดก่อนที่จะยิ้มออกมา "ท่านอาจารย์จงใจปล่อยเจ้าไปอย่างงั้นสินะ..."

"ข้าเองก็คิดแบบนั้น ในตอนนั้นข้าได้แต่ตกใจ! " ซู่ฮ่องกงส่ายหัวในระหว่างที่ตอบ ตัวเขาไม่อยากจะคิดถึงภาพเหตุการณ์ในตอนนั้น

"ถ้าหากเป็นท่านอาจารย์ ข้าไม่คิดว่าเขาจะปล่อยเจ้าไปโดยที่ไม่มีเหตุผลแบบนี้ หรือว่าท่านอาจารย์จะมีผู้ช่วยกัน" สีวู่หยาจำได้ว่าที่ศาลาปีศาจลอยฟ้าในตอนนี้มีสมาชิกหน้าใหม่หลายคน บางทีอาจจะมีคนที่ฉลาดหลักแหลมอยู่ในหมู่คนพวกนั้นก็เป็นได้

"ในตอนที่ข้าเจอกับท่านอาจารย์ ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากศิษย์น้องหญิง...เธอดูเกรี้ยวกราดเช่นเคย ถ้าหากท่านอาจารย์ไม่ได้ห้ามเอาไว้ศิษย์น้องหญิงคงจะไล่ตามกัดข้าแล้ว" ซู่ฮ่องกงพูดออกมาอย่างขมขื่น

สีวู่หยาได้กลอกตาไป เขาไม่ได้สนใจซู่ฮ่องกงเลย 'ข้าจะสื่อสารกับเจ้านี่ได้ยังไงกัน' หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เริ่มพูดออกมาอีกครั้ง "พวกเราไปกันได้แล้ว" สีวู่หยาได้โบกมือขึ้นมาเล็กน้อยในตอนนั้นเองขนนกยูงก็ได้สยายออกมาจากอาวุธทรงกระบอก มันส่องแสงประกายสีม่วงระยิบระยับออกมา สิ่งที่สีวู่หยาใช้มีรูปทรงคล้ายกับอาวุธทรงกระบอก ถ้าหากดูจากภายนอกเหมือนกับอาวุธชิ้นนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากทองคำบริสุทธิ์

สีวู่หยารีบปล่อยคลื่นพลังออกมาจากอาวุธชิ้นนั้น

พรึ๊บ!

อาวุธลับที่ซ่อนอยู่ภายในได้ถูกยิงออกไปที่ต้นไม้ต้นใหญ่

อาวุธลับที่ซ่อนอยู่นั้นได้ส่องแสงสว่างระยิบระยับออกมา สิ่งที่ลอยออกมาดูคล้ายกับขนของหางนกยูงที่ส่องประกายระยิบระยับดูล้ำค่า

ปั๊ง! ปั๊ง! ปั๊ง!

อาวุธลับได้ฝังอยู่ในต้นไม้ใหญ่ อาวุธลับที่ถูกยิงออกมามีลักษณะคล้ายตะปูไม่มีผิด

สีวู่หยาและซู่ฮ่องกงต่างก็เดินจากไป พวกเขาไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง หลังจากนั้นพวกเขาทั้งสองคนก็ได้เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วก่อนที่จะหายตัวไปในป่าใหญ่

อาวุธลับที่ถูกยิงออกมาเป็นพลังลมปราณที่อัดแน่นจนมีลักษณะเป็นคลื่นพลังสีทอง คลื่นพลังนี้เองสวยงามมากราวกับขนนกทองคำ ในขณะที่ผู้สังเกตการณ์กำลังหลงใหลในความงามของอาวุธลับอยู่ ในตอนนั้นเขาก็ได้ถูกมันพรากชีวิตไปซะแล้ว

หลังจากที่ต้นไม้ต้นใหญ่ล้มลง ผู้ฝึกยุทธคนหนึ่งที่กำลังจับตามองอยู่ก็ได้เบิกตากว้างเพราะความหวาดกลัว ในตอนนี้หน้าอกของเขาถูกอาวุธลับอันนั้นฝังเข้าไปซะแล้ว

เมื่อคลื่นพลังนกยูงได้คลี่ออกมา ในตอนนั้นผู้ฝึกยุทธก็ได้หมดลมหายใจเฮือกสุดท้ายไป ตัวเขาทรุดตัวลงกับพื้นก่อนที่จะแน่นิ่งไป

ในขณะเดียวกันนั้นเองลู่โจวก็ได้ขี่บี่เอี๊ยนไปที่ด้านบนของแท่นบูชาหยกเขียว เขาจ้องมองลงมาเห็นผู้คนมากมายที่กำลังรวมตัวกันอยู่ที่ลานกว้างของแท่นบูชา

แท่นบูชาหยกเขียวแห่งนี้เป็นดินแดนของสำนักฝ่ายธรรมะ สถานที่แห่งนี้ยังเป็นสถานที่ศิษย์สาวกจากสำนักฝ่ายธรรมะเองจะมาฝึกฝนวรยุทธของตัวเองรวมไปถึงเพลงดาบอีกด้วย

"ท่านอาจารย์ ตรงนั้น"

ผู้ฝึกยุทธทั้งหลายที่อยู่ในแท่นบูชาหยกเขียวต่างก็รู้สึกตื่นตกใจเมื่อได้เห็นบี่เอี๊ยน

"นั่นใครกัน? "

"ทุกคนระวังเอาไว้ด้วย! "

"นี่มันจะช่างโอหัง! กล้ามาบุกแท่นบูชาหยกเขียวแบบนี้เลยอย่างงั้นสินะ"

ผู้ฝึกยุทธชุดคลุมกรมท่าต่างก็ชักดาบของตัวเองออกมาก่อนที่จะเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนคนนี้

ในตอนนั้นเองเหล่าผู้ฝึกยุทธชุดดำเองก็ต่างจ้องมองไปยังท้องฟ้าด้วยความสับสน

ลู่โจวได้เอ่ยปากพูดออกมาอย่างชัดเจน "ฮั๊ววู่เด๋าอยู่ไหนกัน? "

"ฮั๊ววู่เด๋า? "

บนแท่นบูชาหยกเขียว ผู้ฝึกยุทธทั้งหลายต่างก็เหลือบมองซึ่งกันและกัน

"แท่นบูชาหยกเขียวแห่งนี้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันชอบทำของผู้ฝึกยุทธจากสำนักฝ่ายธรรมะ ท่านผู้มาเยือน ท่านคิดว่ามันออกจะไม่เหมาะสมอย่างงั้นหรอที่ท่านมาเยือนโดยที่ไม่ได้รับเชิญแบบนี้? "

หยวนเอ๋อไม่สามารถที่จะกลั้นหัวเราะได้อีกต่อไป ลู่โจวที่เห็นแบบนั้นได้เหลือบมองเธอย่างเย็นชาก่อนที่เธอจะเงียบลง หยวนเอ๋อได้ชี้ไปยังเหล่าผู้ฝึกยุทธก่อนที่จะพูดขึ้น "พวกเราก็แค่อยากจะมาก็มา ทำไมพวกเราต้องรอคำเชิญจากพวกเจ้ากัน? ไร้สาระ! "

ลู่โจวไม่ได้ลงไปยังแท่นบูชาหยกเขียวในทันที ที่นี่เป็นดินแดนของสำนักฝ่ายธรรมะ ถ้าหากพวกเขารู้ว่าแท้จริงแล้วลู่โจวเป็นปรมาจารย์มหาวายร้าย แน่นอนว่าเมื่อถึงเวลานั้นอันตรายจะต้องมาจากทั่วทุกทิศทางแน่

'ฉันจะต้องใช้การ์ดพิเศษให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ที่นี่มีผู้ฝึกยุทธมากไป ถ้าจะต้องซื้อการ์ดบ่อยๆ เพื่อจัดการเจ้าพวกนี้ราคาของการ์ดคงจะต้องเพิ่มสูงมากแน่ ถ้าหากทำแบบนั้นวรยุทธของฉันก็จะไม่ก้าวหน้า นี่มันไม่ต่างอะไรจากการฆ่าตัวตายจริงๆ '

ในตอนนั้นเองด้วนชิงก็ได้ปรากฏตัวขึ้น เขาขึ้นไปบนแท่นบูชาหยกเขียวก่อนที่จะเริ่มคารวะเป็นคนแรก "ทุกท่าน ท่านผู้นี้คือนักบวชผู้อาวุโสที่ข้าเคยพูดถึงเมื่อก่อน ท่านผู้นี้สามารถสังหารเจ้าหัว...นักบวชอย่างกงซุนด้วยฝ่ามือเดียวเท่านั้น! " ด้วนชิงได้เปลี่ยนคำพูดกลางคัน มันคงจะไม่เหมาะเท่าไหร่นักถ้าหากจะพูดคำว่านักบวชหัวโล้นในที่แห่งนี้

"นักบวชผู้อาวุโสอย่างงั้นหรอ? "

ทุกคนต่างก็ตกตะลึงที่ได้ยินแบบนั้น สาวกฝ่ายสำนักธรรมะเองก็เปลี่ยนท่าทีไปเช่นกัน

ในทางกลับกันสาวกวิหารปีศาจทั้งหลายต่างก็คารวะลู่โจวพร้อมกัน "พวกเราขอคารวะท่านนักบวชผู้อาวุโส! "

ลู่โจวได้สั่งให้บี่เอี๊ยนลงไปที่แท่นบูชาหยกเขียว หลังจากที่มันลงมาได้มันก็ไม่ได้จากไปไหน บี่เอี๊ยนได้นั่งลงก่อนที่จะแยกเขี้ยวใส่ผู้ฝึกยุทธทั้งหลายเป็นพักๆ

ศิษย์สาวกฝ่ายธรรมะเองต่างก็จ้องมองบี่เอี๊ยนอย่างกังวล พวกเขาทั้งรู้สึกกลัวและรู้สึกอิจฉาในเวลาเดียวกัน

ในตอนนั้นจางชูเป็นผู้ที่เดินออกมาทักทายก่อน "ข้ามีชื่อว่าจางชู ข้าเป็นผู้อาวุโสคนที่ห้าของสำนักฝ่ายธรรม ข้าขอสวัสดีท่านนักบวชผู้อาวุโสด้วย"

และเพราะจางชู ศิษย์สาวกคนอื่นๆ จึงคารวะเพื่อเป็นการทักทายลู่โจวด้วยเช่นกัน

ลู่โจวลูบเคราและพยักหน้าให้เพื่อเป็นการตอบรับเท่านั้น หลังจากนั้นเขาก็ใช้น้ำเสียงอันไร้อารมณ์เอ่ยปากถามออกมา "แล้วจางหยวนฉานไปไหนกัน? "

ผู้อาวุโสคนที่ห้าอย่างจางชูได้โค้งคำนับก่อนที่จะตอบกลับไป "วันนี้พวกเรามีแขกคนสำคัญมาเยือนที่แท่นบูชาหยกเขียว...แต่ถึงแบบนั้นปรมาจารย์มหาวายร้ายก็ได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่คาดคิดและสร้างปัญหาอยู่ เพราะเหตุนั้นจางหยวนฉานจึงจะต้องจากไปพร้อมกับแขกคนอื่นๆ ก่อนเวลาอันสมควร ท่านนักบวชผู้อาวุโส ท่านสามารถอยู่ที่แท่นบูชาหยกเขียวของพวกเราไปก่อนจนกว่าที่ท่านเจ้าสำนักของพวกเราจะกลับมาได้! "

ด้วนชิงได้ถอนหายใจก่อนที่จะพูดแทรก "ทั้งหมดเป็นเพราะปรมาจารย์มหาวายร้ายนั่น...น่าเสียดายจริง! ถ้าหากท่านผู้อาวุโสสามารถจับปรมาจารย์มหาวายร้ายนั่นได้เรื่องในวันนี้คงจะได้ข้อยุติขึ้นแล้ว น่าเสียดายจริงๆ! "

ลู่โจวเองก็รู้สึกเสียดายเช่นกัน ถ้าหากศิษย์คนที่แปดและศิษย์คนที่เจ็ดของเขาไม่ได้ทำลายแผนการของเขาไป ในตอนนี้เขาก็คงจะได้พบกับจางหยวนฉานและฮั๊ววู่เด๋าไปแล้ว ลู่โจวรู้สึกเสียดายมากที่ผนึกกรงกักขังของเขาไม่สามารถจับลูกศิษย์ตัวเองได้

แต่ไม่ว่าจะยังไงแท่นบูชาหยกเขียวเป็นเขตแดนของสำนักฝ่ายธรรมะ นอกจากนี้มันยังเป็นที่รวมตัวของเหล่าผู้ฝึกยุทธจำนวนมากอีกด้วย ถ้าหากลู่โจวต้องการที่จะสู้กับจางหยวนฉานตัวเขาก็คงจะต้องสูญเสียแต้มบุญไปกับการซื้อการ์ดจำนวนมากแน่ ลู่โจวรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ที่ตัวเขาจะต้องสูญเสียแต้มบุญจำนวนมากไปกับการจัดการคนคนเดียว

'ในตอนนี้คงจะต้องตามน้ำไปก่อน ฝืนไปก็คงจะมีแต่เสียกับเสียเปล่าๆ ฉันจะต้องสืบหาความจริงของเรื่องหมู่บ้านปลามังกรสวรรค์ให้ได้ซะก่อน'

ลู่โจวไม่ได้มีเวลามาพูดคุยกับคนเหล่านี้ เขามองไปที่เหล่าสาวกที่กำลังยืนอยู่บนแท่นบูชาหยกเขียว เหล่าสาวกส่วนใหญ่ล้วนแต่มีพลังวรยุทธที่อยู่ต่ำกว่าขั้นมหาราชครูด้วยกันทั้งนั้น และนอกจากนี้มีผู้ฝึกยุทธขั้นศักดิ์สิทธิ์อีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นเหมือนกับผู้นำอีกด้วย

'ถ้าหากใช้การ์ดพิเศษกับคนพวกนี้ไปคงจะเป็นอะไรที่เสียเปล่าแน่' ลู่โจวลูบเคราก่อนที่จะเอ่ยปากถามออกมาอีกครั้ง "ฮั๊ววู่เด๋ากลับไปที่สำนักหยุนแล้วอย่างงั้นหรอ? "

"ท่านผู้อาวุโสฮั๊วได้เก็บตัวเพื่อฝึกยุทธมาเป็นเวลานานกว่าหลายปีแล้ว และในที่สุดท่านผู้อาวุโสก็ได้ปรากฏตัวขึ้น...ข้าไม่คิดว่าเขาจะกลับไปยังสำนักหยุนในเร็ววัน" ใครบางคนได้พูดขึ้น

ด้วนชิงที่ได้ฟังแบบนั้นก็ได้ชิงพูดขึ้น "ฮั๊ววู่เด๋าได้พ่ายแพ้ให้กับจีเทียนเด๋าเจ้าของศาลาปีศาจลอยฟ้าไปเมื่อ 20 ปีก่อน เรื่องในตอนนั้นได้กลายเป็นปมในใจเขา ข้ากลัวว่าเขาคงไม่อาจที่จะฝึกยุทธต่อไปได้แน่ถ้าหากไม่ได้แก้ไขปมในใจซะก่อน ข้าจะไม่แปลกใจเลยถ้าหากเขาไปที่ศาลาปีศาจลอยฟ้าเพื่อที่จะแก้ปมในใจนี้"

ทุกคนต่างก็ตกตะลึง สาวกบางคนเริ่มที่จะพูดคุยสนทนากันเอง

"ที่วรยุทธของผู้อาวุโสฮั๊วไม่ก้าวหน้าในเวลา 20 ปีแบบนี้เป็นเพราะว่าเขากำลังเจอปัญหานี่เอง"

"แต่เวลาได้ผ่านมานานกว่า 20 ปีแล้ว บางทีผู้อาวุโสฮั๊วอาจจะซ่อนไม้ตายอะไรบางอย่างเอาไว้ก็เป็นได้"

"ข้าคิดว่าผลลัพธ์จะต้องออกมาในเร็ววันแน่...เมื่อไม่นานมานี้สี่อัศวินดำจากเมืองหลวงศักดิ์สิทธิ์ได้เดินทางไปยังศาลาปีศาจลอยฟ้า แต่ถึงแบบนั้นพวกเขาทั้งหมดก็ไม่ได้กลับมา บางทีพวกเราอาจจะรู้จักปรมาจารย์มหาวายร้ายคนนั้นไม่ดีพอก็เป็นได้"

"สี่อัศวินดำอย่างงั้นหรอ? ไม่เห็นมีผู้อาวุโสท่านไหนพูดถึงเลยนิ ผู้นำของสี่อัศวินดำพวกนี้คือฝานซุยเหวิน ครั้งหนึ่งเขาเคยมีชื่ออยู่ในบัญชีดำอันดับแรกในเมื่อ 300 ปีก่อนนิ? "

ยิ่งเหล่าสาวกทั้งหลายพูดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ พวกเขาทั้งหมดก็ต่างรู้สึกไม่แน่ใจมากขึ้น

แม้แต่ผู้ที่เคยมีชื่ออยู่ในอันดับสูงสุดของบัญชีดำในอดีตเองเดินทางไปยังศาลาปีศาจลอยฟ้าแต่กับหายสาบสูญไป ถ้าหากเป็นแบบนี้ฮั๊ววู่เด๋าผู้ที่มีพลังยุทธเท่าเดิมในเวลา 20 ปีมานี้จะไปมีโอกาสแก้ตัวได้ยังไงกัน?

"หุบปาก! " ผู้อาวุโสคนที่ห้าร้องตะโกนขึ้น "เจ้าพวกโง่งั่งไร้ความสามารถ! ไม่ทันไรก็กลัวซะแล้ว ถ้าหากปรมาจารย์มหาวายร้ายอยู่ตรงนี้พวกเจ้าก็คงจะไม่ฉี่ราดไปแล้วหรอ? "

ติดตามแฟนเพจอัพเดทข่าวสารอ่านนิยายก่อนใครได้ที่ FB: ND Translate นิยายแปลไทย 

จบบทที่ ตอนที่ 109 ช่างน่าเสียดาย!

คัดลอกลิงก์แล้ว