- หน้าแรก
- ระบบตัวร้าย ขอแจกเควสต์ให้คุณแม่พระเอกหน่อยเถอะ
- บทที่ 7: "น้าไม่ใช่เสือสักหน่อย คงไม่จับเธอกินหรอกมั้ง?"
บทที่ 7: "น้าไม่ใช่เสือสักหน่อย คงไม่จับเธอกินหรอกมั้ง?"
บทที่ 7: "น้าไม่ใช่เสือสักหน่อย คงไม่จับเธอกินหรอกมั้ง?"
คฤหาสน์ตระกูลมู่
หวังชิง แม่ของมู่หางดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้รับเค้กวันเกิดจากลูกชาย
ตั้งแต่ลูกชายโตเป็นหนุ่ม นี่ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เขาแสดงความกตัญญูเช่นนี้
มู่หางรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง
อันที่จริงเขาแค่ซื้อเค้กมาส่งๆ เพื่อเป็นข้ออ้างในการไปหาสวี่โหรวเท่านั้น
ความจริงแล้วยังเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งสัปดาห์กว่าจะถึงวันเกิดของหวังชิงผู้เป็นแม่
มู่หางใช้ข้ออ้างว่าสัปดาห์หน้าเขาอาจจะยุ่ง ก็เลยมาฉลองวันเกิดให้หวังชิงล่วงหน้า
แม้จะดูขอไปที ทว่าหวังชิงกลับมีความสุขมาก
"ลูกแม่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ"
หวังชิงทอดถอนใจอย่างตื้นตัน ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของมู่หาง
รอยลิปสติกปรากฏขึ้นบนหน้าผากของเขาทันที
"แม่ครับ ปากก็บอกว่าผมโตแล้ว แต่แม่ก็ยังทำเหมือนผมเป็นเด็กๆ อยู่ดี" มู่หางบ่นอุบ
"ไม่ว่าจะโตแค่ไหน ในสายตาแม่ ลูกก็ยังเป็นเด็กเสมอแหละจ้ะ" หวังชิงหัวเราะอย่างชอบใจ พลางหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดรอยสีแดงบนหน้าผากลูกชายออกให้อย่างเบามือ
มู่หางจัดงานฉลองวันเกิดเล็กๆ ที่แสนเรียบง่าย
"แม่ขอให้ลูกชายสุดที่รักของแม่มีความสุขในทุกๆ วัน และสมหวังในทุกสิ่งนะจ้ะ"
คุณสมบัติความเป็นแม่ผู้แสนดีของหวังชิงแทบจะทะลุหลอด เธอถึงขั้นอธิษฐานขอพรเผื่อลูกชายเสร็จสรรพ จากนั้นก็เป่าเทียนและเริ่มตัดเค้ก
"เค้กนี่อร่อยดีนะ ลูกไปซื้อมาจากร้านไหนล่ะ?" หวังชิงเอ่ยปากชมหลังจากชิมไปคำหนึ่ง
"ผมซื้อมาจากร้านแถวถนนจั่วเจียงครับ ชื่อร้านซินเยว่เบเกอรี่" มู่หางตอบ
หวังชิงพยักหน้ารับ เพื่อเป็นการรักษาน้ำใจลูกชาย เธอจึงกินเค้กติดต่อกันหลายชิ้นจนรู้สึกว่ายัดไม่ลงแล้วจริงๆ ถึงได้ยอมหยุด
"แม่มีธุระต้องไปจัดการที่บริษัท ขอตัวไปก่อนนะ ส่วนเรื่องงานที่บริษัท ถ้าลูกอยากไปทำก็ไป แต่ถ้าไม่อยาก แม่ก็ไม่บังคับหรอกนะ อ้อ แล้วก็เรื่องแต่งงานก็เก็บไปคิดบ้างล่ะ อายุยี่สิบห้าแล้ว โตพอจะเป็นพ่อคนได้แล้วนะ"
หวังชิงรู้ดีว่าตัวละครหลักของเธอคงปั้นไม่ขึ้นแล้ว เธอจึงตั้งใจจะปั้นไอดีใหม่แทน แต่ก็ไม่อาจพูดออกไปตรงๆ ได้เพราะกลัวจะทำร้ายจิตใจลูกชาย
"คร้าบๆ เดี๋ยวผมจะลองคิดดู" มู่หางตอบส่งๆ
"ตอบส่งๆ อีกแล้วนะ แม่รู้ว่าลูกยังรักสนุก แต่ถึงแต่งงานไปแล้วลูกก็ยังเที่ยวเล่นได้นี่ แค่อย่าให้มันประเจิดประเจ้อเกินไปนักก็พอ" หวังชิงกล่าว
สมองของมู่หางถึงกับช็อตไปชั่วขณะ
ครอบครัวแบบไหนเขาสอนลูกชายกันแบบนี้เนี่ย?
นี่มันสอนให้เสียคนชัดๆ ไม่ใช่หรือไง?
แต่พอลองคิดดูอีกที มันก็ฟังดูสมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน
พ่อแม่ของตัวร้ายมักจะตามใจลูกจนเสียคนอยู่แล้ว ก็ต้องรอให้ลูกไปสร้างเรื่องก่อกวนชาวบ้านไปทั่ว ถึงจะมีพื้นที่ให้ตัวเอกได้โชว์เทพและตบหน้ากลับไงล่ะ
"ตกลงตามนี้นะ ถ้าลูกถูกใจผู้หญิงคนไหนก็ลุยเลย ถ้าจัดการไม่ได้ก็มาบอกแม่ เดี๋ยวแม่จะหาทางช่วยเคลียร์ให้เอง"
เมื่อเห็นลูกชายเงียบไป หวังชิงก็ทึกทักเอาเองว่าเขาเก็บเอาไปใส่ใจแล้ว เธอจึงกำชับทิ้งท้ายอีกประโยค
คล้อยหลังหวังชิงจากไปไม่นาน มู่หางก็ได้รับสายโทรศัพท์จากสวี่โหรว
สวี่โหรวไม่ได้เข้าเรื่องในทันที แต่กลับพูดจาอ้อมค้อม โดยเริ่มจากการถามรสชาติของเค้กก่อน
มู่หางรู้ดีว่าสวี่โหรวกำลังคิดอะไรอยู่ เขาจึงเอ่ยชมไปยกใหญ่ ก่อนจะแกล้งถามด้วยความอยากรู้ว่าเค้กทำอย่างไร
สวี่โหรวอธิบายอย่างใจเย็น
จากนั้นมู่หางก็แสดงความจำนงว่า เขาอยากจะลองทำเค้กด้วยตัวเองดูบ้างในวันเกิดของคนในครอบครัวครั้งหน้า
สวี่โหรวรีบเสนอตัวทันทีว่าเธอสามารถสอนมู่หางได้ พร้อมกับฉวยโอกาสนี้ชวนเขาไปเรียนทำเค้กที่บ้านของเธอในเย็นวันนั้นเลย
"แบบนี้... มันจะดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นะครับ?" แน่นอนว่ามู่หางไม่ได้โง่พอที่จะตอบตกลงในทันที มิฉะนั้นเขาจะดูออกหน้าออกตาจนเกินไป
สวี่โหรวกล่าวอย่างกระตือรือร้น "อธิบายทางโทรศัพท์มันคงไม่เห็นภาพหรอกจ้ะ มาให้คุณน้าสอนแบบจับมือทำเลยจะเร็วกว่า ที่บ้านคุณน้ามีทั้งวัตถุดิบและอุปกรณ์ทำเค้กครบครัน มาแต่ตัวก็พอจ้ะ อ้อ แล้วก็มาทานข้าวเย็นด้วยกันเลยนะ เดี๋ยวคุณน้าจะโชว์ฝีมือทำอาหารให้ทานเอง"
เมื่อเทียบกับความสวยความงามแล้ว ความสงวนท่าทีจะไปสำคัญอะไร? อีกอย่าง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความสุขของลูกสาวเธอด้วย!
"ไปรบกวนที่บ้านคุณน้ามืดๆ ค่ำๆ แบบนี้ ผมก็ยังรู้สึกเกรงใจอยู่ดีครับ" มู่หางแสร้งทำเป็นสงวนท่าที
สวี่โหรวเริ่มร้อนรน "จะคิดมากไปทำไมจ้ะ? น้าไม่ใช่เสือสักหน่อย คงไม่จับเธอกินหรอกมั้ง?"
พูดจบเธอก็รู้สึกว่ามันอาจจะดูไม่ค่อยงามเท่าไหร่ จึงรีบเสริมว่า "หนูปิงหนิงของน้าก็อยู่ด้วยนะ"
"งั้น... ก็ได้ครับ" มู่หางตอบตกลงอย่างเสียไม่ได้
"ตกลงตามนี้นะจ้ะ" สวี่โหรววางสาย ปิดการสนทนากับมู่หาง
สวี่ปิงหนิงที่ยืนอยู่ตรงนั้นและได้ยินบทสนทนาแทบจะทั้งหมด เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจ "แม่คะ ทำไมหนูรู้สึกเหมือนแม่กำลังกลัวว่าหนูจะขายไม่ออกอย่างนั้นแหละ?"
"ก็เพราะลูกไม่รู้จักเข้าหาใครก่อนบ้างเลยน่ะสิ โตป่านนี้แล้วยังไม่เคยมีแฟนสักคน ถ้าแม่ไม่คอยช่วย มีหวังลูกคงได้ขึ้นคานไปตลอดชีวิตแน่ๆ" สวี่โหรวบ่น
"จะเป็นไปได้ยังไงกันคะ" สวี่ปิงหนิงพึมพำ
"แม่แค่คิดว่ามู่หางเขาเป็นคนดีมีอนาคต เหมาะสมกับลูกมาก เชื่อสายตาแม่เถอะ แม่จะทำร้ายลูกได้ลงคอเชียวหรือ?" สวี่โหรวเริ่มหว่านล้อมปั่นหัวลูกสาว
เธอมั่นใจว่ามู่หางจะสามารถมอบความสุขให้กับสวี่ปิงหนิงได้ ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งคู่ก็มีอัตราความเข้ากันได้สูงถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
ในตอนนี้ สวี่ปิงหนิงเพียงแค่รู้สึกว่ามู่หางเป็นคนใช้ได้ และไม่รังเกียจที่จะเป็นเพื่อนกับเขา แต่เธอยังไม่มีความคิดที่จะสานสัมพันธ์ไปไกลกว่านี้
อย่างไรก็ตาม เธอเป็นคนใจอ่อนและกตัญญูมาก ในเมื่อสวี่โหรวพูดย้ำหลายครั้งว่าเธอกับมู่หางเหมาะสมกัน มันก็ทำให้เธอเริ่มลองเปิดใจทำความรู้จักกับมู่หางให้มากขึ้น
ถึงอย่างไร เธอก็อยากลองมีความรักดูบ้างเหมือนกัน
เธออยากสัมผัสด้วยตัวเองว่าความรักแสนหวานที่บรรยายไว้ในนิยายโรแมนติกมันเป็นอย่างไร
สวี่ปิงหนิงยังไม่ได้กินมื้อเที่ยง เธอจึงหาอะไรกินรองท้องที่ร้านของแม่ แล้วเตรียมตัวกลับไปทำงานที่บริษัท
ตอนที่เธอกำลังจะออกไป สวี่โหรวก็กำชับว่า "วันนี้เลิกงานแล้วรีบกลับบ้านนะลูก"
"เข้าใจแล้วค่ะ" สวี่ปิงหนิงรับคำอย่างว่าง่าย
สังคมเพื่อนของเธอเรียบง่ายมาก เธอมีเพื่อนสนิทที่ซี้กันสุดๆ อยู่เพียงคนเดียว ทว่าเมื่อเพื่อนสนิทของเธอแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันก็น้อยลงมาก นานๆ ครั้งถึงจะได้นัดเจอกันสักที
เพราะถึงยังไงเพื่อนสนิทของเธอก็ยุ่งกับงานไม่ต่างจากเธอ เนื่องจากอีกฝ่ายก็มีตำแหน่งเป็นถึงประธานบริษัทเช่นเดียวกัน
ในขณะนี้ ท้องฟ้าเบื้องนอกมืดครึ้ม ดูเหมือนฝนจะตกได้ทุกเมื่อ
สวี่ปิงหนิงเงยหน้ามองท้องฟ้า สีหน้าของเธอฉายแวววิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"ไม่เป็นไรหรอกลูก แม่เช็กพยากรณ์อากาศดูแล้ว กว่าพายุฝนฟ้าคะนองจะเข้าก็หลังสองทุ่มครึ่งนู่นแหละ" สวี่โหรวเอ่ยปลอบโยน ราวกับรู้ว่าลูกสาวกำลังคิดอะไรอยู่
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวี่ปิงหนิงก็ดูเหมือนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก และสีหน้าของเธอก็กลับมาเป็นปกติ
เวลา 16:00 น. สวี่โหรวฝากให้พนักงานช่วยดูร้าน ส่วนตัวเธอก็เลิกงานก่อนเวลาเพื่อไปซื้อของสดที่ตลาด
ในเมื่อเธอออกปากชวนแขกมาทานข้าวที่บ้าน จะทำตัวลวกๆ ปล่อยปละละเลยไม่ได้เด็ดขาด
สวี่โหรวซื้อวัตถุดิบมามากมาย เตรียมพร้อมที่จะโชว์ฝีมือปลายจวักอย่างเต็มที่
หลังจากเลิกงาน สวี่ปิงหนิงก็กลับมาถึงบ้านตรงเวลาเพื่อช่วยเป็นลูกมือ แบ่งเบาภาระของผู้เป็นแม่
ระหว่างที่กำลังผัดอาหาร สวี่โหรวก็คอยสอนงานครัวให้ลูกสาวไปด้วย ทว่าสวี่ปิงหนิงกลับดูเหม่อลอยชอบกล
"ตั้งใจฟังแล้วก็จำสูตรอาหารของแม่เอาไว้ให้ดีๆ นะลูก พอแต่งงานมีครอบครัวไปจะได้ใช้ประโยชน์" สวี่โหรวเอ่ยอย่างจริงจัง
"ไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องนั้นล่ะคะ? เรื่องมีครอบครัวยังอีกตั้งไกล แถมต่อให้แต่งงานจริงๆ หนูคงไม่มีเวลามานั่งทำกับข้าวทุกวันหรอกค่ะ" สวี่ปิงหนิงหน้าแดงก่ำพลางบ่นอุบอิบประท้วงเสียงเบา
"แน่นอนว่าลูกไม่จำเป็นต้องทำกับข้าวทุกวัน แต่ถ้าลูกมีฝีมือปลายจวักติดตัว ลูกก็จะมัดใจว่าที่สามีได้อยู่หมัดเลยล่ะ เรียนรู้ไว้บ้างยังไงก็มีแต่ข้อดีนะ"
"แม่ล่ะก็ คิดไกลไปถึงไหนแล้วเนี่ย และถ้าถึงวันนั้นจริงๆ เขาต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายมาคอยเอาใจหนู" สวี่ปิงหนิงพึมพำ
เธอไม่เห็นอยากจะต้องมานั่งเรียนทำกับข้าวเพื่อเอาใจผู้ชายเลยสักนิด ความรักแสนหวานที่เธอวาดฝันไว้คือแบบในนิยายโรแมนติกต่างหากล่ะ แบบที่สามีจะคอยตามใจและประคบประหงมเธอในทุกๆ เรื่อง
สวี่โหรวเตรียมจะร่ายยาวสั่งสอนลูกสาวต่อ แต่ทว่าตอนที่เธอกำลังจะอ้าปากพูด เสียงกริ่งประตูก็ดังแว่วมาจากข้างนอกเสียก่อน