- หน้าแรก
- ระบบตัวร้าย: ข้าคือองครักษ์เสื้อแพร กุมอำนาจล้นฟ้าแล้วมันผิดตรงไหน?
- บทที่ 27 ขายตำแหน่งขุนนาง? บังอาจนัก!
บทที่ 27 ขายตำแหน่งขุนนาง? บังอาจนัก!
บทที่ 27 ขายตำแหน่งขุนนาง? บังอาจนัก!
บทที่ 27 ขายตำแหน่งขุนนาง? บังอาจนัก!
“เช่นนั้นข้าในฐานะตัวแทนขององครักษ์เสื้อแพร ก็ขอเสนอแนวทางที่คล้ายคลึงกับของที่ว่าการอำเภอก็แล้วกัน”
“ต่อไปนี้ในแต่ละเดือน องครักษ์เสื้อแพรจะเก็บสองหมื่นตำลึง ส่วนที่ว่าการอำเภอจะเก็บ 5000 ตำลึง”
เจี่ยจื้อเฉียงชะงักไปครู่หนึ่ง คล้ายคลึงกันจริง ๆ ด้วย เล่นสลับแนวทางของเขาเสียอย่างนั้น
เจี่ยจื้อเฉียงเอ่ยขึ้นว่า “ในเมื่อที่ว่าการอำเภอและองครักษ์เสื้อแพรต่างก็เสนอแนวทางของตนเองมาแล้ว เช่นนั้นก็ให้ตัวแทนพ่อค้าเป็นคนตัดสินใจเลือกแนวทางเถิด”
จะบอกว่าให้ตัวแทนพ่อค้าตัดสินใจเลือกแนวทาง มิสู้บอกว่าให้ตัวแทนพ่อค้าเลือกข้างว่าจะสนับสนุนฝ่ายใดน่าจะถูกกว่า
พอพูดมาถึงตรงนี้ มุมปากของเจี่ยจื้อเฉียงก็ยกยิ้มขึ้นมาแล้ว
เมื่อครู่นี้ก่อนที่หลี่หานเจียงจะมา เขาได้ตกลงกับตัวแทนพ่อค้าเหล่านี้ไว้เรียบร้อยแล้ว
ตัวแทนพ่อค้ามีทั้งหมดสิบห้าคน ชายที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุดลุกขึ้นยืน
“ใต้เท้าทั้งสอง ข้าคือหลี่โหย่วไฉ พ่อค้าขายข้าวสารในอำเภอขอรับ ข้าคิดว่าแนวทางของใต้เท้าทั้งสองนั้นดีทั้งคู่เลยขอรับ แต่หลังจากที่ข้าไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ข้าคิดว่าแนวทางขององครักษ์เสื้อแพรน่าจะดีกว่าแนวทางของที่ว่าการอำเภอขอรับ”
เห็นได้ชัดว่าหลี่โหย่วไฉเทคะแนนให้แก่หลี่หานเจียง
สำหรับเรื่องนี้เจี่ยจื้อเฉียงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอันใด ท้ายที่สุดเมื่อไม่นานมานี้ หลี่หานเจียงได้นำกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรทั้งกองร้อยไปช่วยชีวิตบุตรชายของหลี่โหย่วไฉเอาไว้
ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไร หลี่โหย่วไฉก็ต้องเทคะแนนให้หลี่หานเจียงอยู่แล้ว
ตัวแทนพ่อค้าอีกคนลุกขึ้นยืน “ข้าคือหวังเต๋อ ตัวแทนร้านขายเสื้อผ้าในอำเภอ ข้าสนับสนุนแนวทางของที่ว่าการอำเภออย่างเต็มที่ขอรับ”
เจี่ยจื้อเฉียงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ข้าคือจินเหมี่ยว ตัวแทนหอสุราในอำเภอ ข้าสนับสนุนการตัดสินใจของที่ว่าการอำเภออย่างเต็มที่ขอรับ”
เจี่ยจื้อเฉียงยิ้มกริ่ม ทว่าในเวลานี้หลี่หานเจียงก็ยิ้มออกมาเช่นกัน
ปฏิกิริยาเช่นนี้ทำให้เจี่ยจื้อเฉียงรู้สึกสับสนงุนงงเป็นอย่างมาก หมายความว่าอย่างไร เป็นบ้าไปแล้วหรือ?
“ข้าคือหวังฮ่าว ตัวแทนโรงสกัดน้ำมันในอำเภอ ข้าสนับสนุนแนวทางขององครักษ์เสื้อแพรอย่างแน่นอนขอรับ”
“ข้าคือโจวอู่ ตัวแทนอุตสาหกรรมทำกระดาษในอำเภอ ข้าสนับสนุนแนวทางขององครักษ์เสื้อแพรอย่างเต็มที่ขอรับ”
“ข้าคือเถี่ยชิ่ง ตัวแทนอุตสาหกรรมช่างตีเหล็กในอำเภอ ข้าสนับสนุนแนวทางขององครักษ์เสื้อแพรอย่างเต็มที่ขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเจี่ยจื้อเฉียงก็หุบลง ใบหน้าเริ่มแข็งค้าง
บิดามันเถอะ ก่อนมาไม่ได้ตกลงกันไว้อย่างนี้นี่นา!
.......
.......
สุดท้าย ผลโหวตออกมาที่สิบต่อห้า องครักษ์เสื้อแพรได้สิบโหวต ที่ว่าการอำเภอได้ห้าโหวต
ในเวลานี้หลี่หานเจียงลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ยด้วยความถ่อมตัว: “ขอบคุณตัวแทนทุกท่านที่สนับสนุนการทำงานขององครักษ์เสื้อแพรนะขอรับ ภายภาคหน้า พวกเราคงต้องไปมาหาสู่กันให้มากขึ้นแล้วล่ะ”
จากนั้นหลี่หานเจียงก็ยิ้มแล้วเอ่ยต่อ
“นายอำเภอเจี่ย เช่นนั้นเดือนหน้าพวกเราก็เริ่มใช้แนวทางนี้กันเลยนะ”
ใบหน้าของเจี่ยจื้อเฉียงเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ อึ้งจนพูดไม่ออกไปครู่ใหญ่
ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกหวาดกลัวต่อเล่ห์เหลี่ยมของหลี่หานเจียง ตัวเขาเองที่ฝังรากลึกในอำเภอจื่อหยวนมาหลายปี บัดนี้กลับถูกเด็กหนุ่มที่เพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่เดือนบีบจนดิ้นไม่หลุด
เมื่อหลี่หานเจียงเห็นเจี่ยจื้อเฉียงเอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา ก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง: “นายอำเภอเจี่ย ในเมื่อตกลงเรื่องนี้กันเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เริ่มกินกันเถิด?”
“ที่ว่าการอำเภอยังมีเรื่องสำคัญต้องจัดการ พวกท่านทานกันไปเถิด ข้าขอตัวก่อน”
หลังจากเจี่ยจื้อเฉียงพูดจบ ก็เดินหน้าบึ้งตึงออกจากห้องไป
เมื่อตัวแทนพ่อค้าทั้งห้าคนเห็นดังนั้น ก็ทยอยเดินตามออกไปเช่นกัน
เมื่อคนนอกออกไปหมดแล้ว บรรยากาศก็ไม่ตึงเครียดอีกต่อไป
หลี่โหย่วไฉยกจอกสุราขึ้นแล้วลุกขึ้นยืน “ใต้เท้าหลี่ เมื่อหลายวันก่อน บุตรชายที่ไม่เอาถ่านของข้าก็รอดพ้นจากภัยอันตรายมาได้ด้วยความเฉียบขาดของท่านนะขอรับ มิเช่นนั้นตระกูลของข้าคงไร้ทายาทสืบสกุลแล้ว ข้าขอดื่มให้ท่านจอกหนึ่งขอรับ!”
หลี่หานเจียงก็ยกจอกสุราขึ้นเช่นกัน “เกรงใจไปแล้ว ในเมื่อเข้ามาอยู่ในสังกัดองครักษ์เสื้อแพรแล้ว ข้าย่อมต้องดูแลเป็นธรรมดา”
ในเวลานี้ ตัวแทนช่างตีเหล็กก็ลุกขึ้นยืน ยกจอกสุราขึ้น “ใต้เท้าหลี่ บุตรชายของข้าไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ท่านในระหว่างที่อยู่ในหน่วยองครักษ์เสื้อแพรใช่หรือไม่ขอรับ? หากมีล่ะก็ ข้าขอเป็นตัวแทนขอโทษท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะขอรับ”
“เกรงใจไปแล้ว” หลี่หานเจียงยกจอกสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง
คนอื่น ๆ ก็ลุกขึ้นยืนด้วยความกระตือรือร้นเช่นกัน
ไม่มีอะไรมาก ก็แค่ตอนนี้บุตรชายของพวกเขาล้วนแต่ทำงานอยู่ในหน่วยองครักษ์เสื้อแพรทั้งสิ้น
อันที่จริง ตอนที่หลี่หานเจียงปล่อยโควตาสิบอัตราออกมานั้น เขาได้คัดกรองเบื้องหลังของคนที่เข้ามาตีสนิทแล้ว ล้วนแต่เป็นพ่อค้าที่มีอิทธิพลในอำเภอทั้งสิ้น
แต่มีสิ่งหนึ่งที่หลี่หานเจียงคาดไม่ถึงจริง ๆ นั่นก็คือ เจี่ยจื้อเฉียงจะเป็นคนเสนอให้จัดการประชุมตัวแทนขึ้นมา สุดท้ายก็กลายเป็นการยกหินทุ่มขาตัวเอง นี่นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่อยู่เหนือความคาดหมายเลยทีเดียว
ขณะที่ดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน จู่ ๆ หลี่หานเจียงก็เอ่ยขึ้น: “จริงสิ เถี่ยชิ่ง ช่วงนี้องครักษ์เสื้อแพรกำลังจะเปลี่ยนอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ ของเก่ามันทื่อหมดแล้ว ธุรกิจนี้ข้าจะไม่ยอมให้ตกไปอยู่ในมือคนนอกหรอก มอบให้เจ้าทำก็แล้วกัน”
เถี่ยชิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบตอบรับทันที
“ใต้เท้าหลี่ ขอบพระคุณที่ไว้วางใจขอรับ ข้าจะคิดราคาต้นทุนให้ท่าน และจะออกใบเสร็จรับเงินให้ตามปกติขอรับ”
หลี่หานเจียงชี้ไปที่เถี่ยชิ่ง “เจ้านี่น้า...... เอาล่ะ เลิกคุยเรื่องงานกันเถอะ มากินข้าวกันดีกว่า อย่าให้ความปรารถนาดีของนายอำเภอเจี่ยต้องเสียเปล่าเลย”
ทุกคนพากันหัวเราะร่วน
ยามค่ำคืน ณ จวนสกุลเจี่ย
เจี่ยจื้อเฉียงกำลังดื่มสุราด้วยความกลัดกลุ้มใจ อำนาจส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในมือของทางการแท้ ๆ เขาคิดไม่ตกเลยจริง ๆ ว่าเหตุใดพ่อค้าเหล่านั้นถึงไปเข้าพวกกับองครักษ์เสื้อแพรได้
จู่ ๆ เงาดำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา พร้อมกับเสียงที่ค่อนข้างเหนื่อยล้าดังขึ้น
“นายอำเภอเจี่ย เหตุใดถึงมานั่งดื่มสุราอยู่คนเดียวเล่า?”
เมื่อเจี่ยจื้อเฉียงได้ยิน ก็เงยหน้าขึ้นมอง “เจียงเหวิน? ดึกดื่นป่านนี้เจ้าไม่ไปเสวยสุขกับชีวิตบั้นปลายหลังเกษียณ มาหาข้าทำไม?”
เจียงเหวินนั่งลง ดื่มสุราไปอึกหนึ่ง “นายอำเภอเจี่ย ดูเหมือนว่าท่านจะเสียเปรียบหลี่หานเจียงไปไม่น้อยเลยนะ~”
เจี่ยจื้อเฉียงคิดว่าเจียงเหวินมาหาตอนดึกดื่นเพื่อจะมาเยาะเย้ยเขา จึงอารมณ์เสียขึ้นมาทันที
“หึหึ เจ้าก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันหรอก เขาเพิ่งมาถึงไม่นาน เจ้าก็ต้องลงจากตำแหน่งเสียแล้ว”
สำหรับคำเยาะเย้ยของเจี่ยจื้อเฉียง เจียงเหวินไม่ได้ใส่ใจมากนัก เขาถามกลับไปว่า: “นายอำเภอเจี่ยไม่อยากรู้หรือว่าเหตุใดพ่อค้าเหล่านั้นถึงไปเข้าพวกกับหลี่หานเจียงได้?”
พอเจี่ยจื้อเฉียงได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที “ไป่ฮู่เจียงรู้เรื่องนี้หรือ?”
เจียงเหวินแค่นเสียงเย็นชา:
“ท่านยังจำเรื่องที่องครักษ์เสื้อแพรขาดแคลนกำลังพลจำนวนมากเมื่อช่วงก่อนได้หรือไม่? หลี่หานเจียงผู้นี้ช่างบังอาจนัก ปล่อยโควตาออกมาสิบอัตราเพื่อขายให้แก่พ่อค้าเหล่านั้น ตอนนี้บุตรชายของพ่อค้าเหล่านั้นต่างก็ทำงานอยู่ในหน่วยองครักษ์เสื้อแพร มีเส้นสายแบบนี้อยู่ ท่านจะไปชนะเขาได้อย่างไร?”
“ขายตำแหน่งขุนนาง!!!!” เจี่ยจื้อเฉียงร้องอุทานขึ้นมาทันที
ต้องรู้ไว้ว่าเรื่องการขายตำแหน่งขุนนางนั้นร้ายแรงมาก ปกติท่านจะฉ้อราษฎร์บังหลวงบ้าง เบื้องบนก็มักจะหลับตาข้างลืมตาข้างปล่อยผ่านไป
เพราะมนุษย์ย่อมมีความโลภเป็นธรรมดา ใครจะสามารถไร้กิเลสตัณหาได้ตลอดเวลา
แต่การขายตำแหน่งขุนนางนั้นต่างออกไป มันเป็นการบ่อนทำลายรากฐานของแผ่นดิน ขุนนางบางคนแม้อาจจะฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือมักมากในกาม แต่พวกเขาก็มีความสามารถในการบริหารจัดการเรื่องที่ตนรับผิดชอบได้ดี
แต่คนที่ซื้อตำแหน่งเข้ามา ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกไร้ความสามารถ ไร้คุณธรรม ไม่ช้าก็เร็วบ้านเมืองจะต้องวุ่นวายอย่างแน่นอน
ดังนั้นใครที่ถูกจับได้ว่าขายตำแหน่งขุนนาง มักจะถูกลงโทษสถานหนักโดยไม่มีข้อยกเว้น
เจี่ยจื้อเฉียงราวกับมองเห็นโอกาสในการพลิกสถานการณ์ จึงถามย้ำเพื่อความแน่ใจ:
“ไป่ฮู่เจียง ข่าวนี้เป็นความจริงหรือ? แล้วใครเป็นคนบอกท่าน?”
เจียงเหวินตอบกลับอย่างมั่นใจ: “แม้ว่าข้าจะเกษียณแล้ว แต่ข้าทำงานในที่ทำการองครักษ์เสื้อแพรประจำอำเภอจื่อหยวนมานานเท่าใดแล้ว?”
เมื่อเจี่ยจื้อเฉียงเห็นเจียงเหวินมั่นใจเช่นนี้ ก็รู้ว่าเรื่องนี้เป็นความจริงถึงแปดเก้าส่วนแล้ว จึงรีบตอบกลับไปว่า
“ไป่ฮู่เจียง เรื่องนี้ข้าขอติดหนี้บุญคุณท่านครั้งใหญ่เลย พรุ่งนี้ข้าจะรีบไปรายงานเรื่องนี้ที่เมืองอวิ๋นไถทันที และจะบอกท่านเจ้าเมืองให้ไปประสานงานกับเชียนฮู่หวังด้วย ท้ายที่สุดแม้จะเกษียณแล้ว ก็ไม่ได้มีกฎระเบียบใดห้ามมิให้คนวัยเกษียณสร้างประโยชน์ต่อบ้านเมืองนี่นา”