- หน้าแรก
- จากสวะที่ถูกทอดทิ้ง สู่ราชันเหนือราชัน
- บทที่ 28 - เสียสติคลุ้มคลั่ง คลื่นปีศาจปะทุ
บทที่ 28 - เสียสติคลุ้มคลั่ง คลื่นปีศาจปะทุ
บทที่ 28 - เสียสติคลุ้มคลั่ง คลื่นปีศาจปะทุ
บทที่ 28 - เสียสติคลุ้มคลั่ง คลื่นปีศาจปะทุ
"หืม"
เย่เซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาหัวเราะพลางส่ายหน้า
"สมรภูมิปีศาจส่งจดหมายมาหรือ"
"ใช่แล้ว สมรภูมิดินแดนรกร้างตะวันออกเกิดคลื่นปีศาจปะทุ มีคำสั่งเรียกตัวเจ้ากลับไปด่วน"
เย่เจิ้นเทียนพยักหน้า เอ่ยด้วยความรำคาญใจ
"เย่เซียว เรื่องก่อนหน้านี้ถือว่าเลิกรากันไป ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้ายังคงเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลเย่"
"หากข้าเดาไม่ผิด คนที่สมรภูมิปีศาจเรียกตัว น่าจะเป็นเย่เสวียนใช่หรือไม่"
เย่เซียวจู่ๆ ก็หัวเราะออกมา ทว่าภายในดวงตากลับฉายแววเย็นชา
"เย่เสวียนถูกเรียกตัว แล้วมันเกี่ยวอันใดกับข้าเล่า"
"เจ้า"
เย่เจิ้นเทียนชะงักงันไป ตอนนั้นเขาทำทุกวิถีทางเพื่อให้เย่เสวียนเข้ามาสวมรอยเป็นเย่เซียว เพื่อแย่งชิงผลงานสู้รบของเขามา
แต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่า สมรภูมิปีศาจจะเรียกตัวเย่เสวียนกลับไปกะทันหันเช่นนี้
หากไม่เป็นเช่นนั้น เขาผู้เป็นถึงเจิ้นหย่วนโหวแห่งราชวงศ์เทียนอู่ จะยอมลดตัวมาขอร้องไอ้เด็กอกตัญญูผู้นี้ให้ต้องอับอายได้อย่างไร
"เซียวเอ๋อร์ ข้ากับพ่อของเจ้าก็ยอมรับผิดแล้ว เจ้ายังต้องการสิ่งใดอีก"
เสิ่นหงเยี่ยนถอนหายใจยาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เจ้าวางใจเถอะ ขอเพียงเจ้ายอมกลับไปที่สมรภูมิปีศาจแทนน้องชายของเจ้า ข้าขอรับรองว่า ในวันข้างหน้าทรัพย์สมบัติของตระกูลเย่ จะต้องมีส่วนของเจ้าอย่างแน่นอน และข้าจะให้พ่อของเจ้าฝากฝังตำแหน่งในราชสำนักให้เจ้าด้วย"
"ใช่แล้ว หากเจ้าไปขอร้องผู้อาวุโสใหญ่ไป๋จวีหราน ให้น้องชายของเจ้าได้เข้าศึกษาในสำนักชางไห่ ข้าอาจจะยอมยกตำแหน่งโหวให้เจ้าสืบทอดเลยก็ได้"
เย่เจิ้นเทียนมีสีหน้าเย็นชา ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เย่เซียวต้องการ ก็คือตำแหน่งโหวของเขาไม่ใช่หรือ
มิเช่นนั้น เหตุใดเขาถึงยึดติดกับผลงานสู้รบเพียงน้อยนิดนั่นไม่ยอมปล่อยเล่า
"ข้าไม่มีความสนใจ"
เย่เซียวส่ายหน้า หมุนตัวเดินมุ่งหน้าออกจากโถงใหญ่ไป
"เย่เซียว เจ้าก่อกวนพอหรือยัง หรือเจ้าจะใจคอโหดเหี้ยม ทนดูน้องชายของเจ้าไปตายในสมรภูมิปีศาจได้ลงคอ เขายังเด็กนัก เจ้าจะทนดูคนตายโดยไม่ช่วยเหลือได้อย่างไร"
เย่เจิ้นเทียนตวาดลั่น เมื่อเห็นเย่เซียวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง ภายในดวงตาก็สาดประกายความเคียดแค้นออกมาทันที
"ข้าช่างตาบอดเสียจริง ตอนนั้นไม่น่าพาเจ้ากลับมาที่ตระกูลเย่เลย"
"เย่เซียว หากเจ้ายังไม่รู้ดีรู้ชั่วอีก ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน"
พริบตานั้น พลังวิญญาณระดับปรมาจารย์ยุทธ์ก็พุ่งทะยานลงมาอย่างเกรี้ยวกราดกว้างใหญ่
และเหนือศีรษะของเย่เจิ้นเทียน ก็ปรากฏวิญญาณยุทธ์ดาบสีทองสว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับสาดประกายความเย็นเยียบอันแหลมคม
"วิ้ง"
ทว่าวินาทีต่อมา ภายในดวงตาของเขาก็พลันฉายแววความหวาดกลัวอย่างรุนแรงออกมา
เวลานี้เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า มีสัมผัสวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งกำลังครอบคลุมร่างของเขาเอาไว้
เย่เจิ้นเทียนเกิดลางสังหรณ์ขึ้นมาว่า หากเขากล้าก้าวเท้าออกไปแม้แต่ครึ่งก้าว ก็จะต้องถูกสัมผัสวิญญาณสายนี้บดขยี้ในทันที
"หรือว่าจะเป็นยอดฝีมือจากสำนัก"
ชั่วพริบตานั้น เสื้อผ้าทั่วทั้งร่างของเย่เจิ้นเทียนก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น เขามองดูเย่เซียวเดินออกจากโถงใหญ่ และหายลับไปจากสายตา
"ท่านโหว พวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ"
เสิ่นหงเยี่ยนมีสีหน้าสิ้นหวัง ร้องไห้น้ำตาไหลพราก
เดิมทีนางยังคิดว่า ขอเพียงนางกับเย่เจิ้นเทียนยอมอ่อนข้อให้สักหน่อย เย่เซียวก็จะรีบซมซานกลับมาอยู่ข้างกายพวกเขาแล้วเสียอีก
ท้ายที่สุดแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโต เย่เซียวไม่เคยกล้าขัดคำสั่งของพวกเขา ซ้ำยังคอยเอาอกเอาใจพวกเขาสารพัด
ทว่าในเวลานี้ เขาดูเหมือนจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว ว่าจะตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลเย่อย่างสิ้นเชิง
"กลับกันก่อนเถอะ"
เย่เจิ้นเทียนหน้าซีดเผือด เขาและเสิ่นหงเยี่ยนเดินออกจากตระกูลซูไปพร้อมกัน
ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น เขาก็จะไม่มีวันยอมให้เย่เสวียนไปที่สมรภูมิปีศาจเด็ดขาด
ในเมื่อเย่เซียวไม่รู้ดีรู้ชั่ว เขาก็ทำได้เพียงทำให้ไอ้เด็กเดรัจฉานผู้นี้ต้องชดใช้ด้วยราคาค่างวดที่สาสมเท่านั้น
ต่อให้เวลานี้ เบื้องหลังของเย่เซียวจะมีตระกูลซูและสำนักชางไห่คอยหนุนหลังอยู่ก็ตาม
แต่ถ้าหากราชวงศ์เทียนอู่เกิดคลื่นปีศาจปะทุขึ้นมา ตระกูลและขุมกำลังใดในเมืองหลวง ก็คงไม่อาจเอาตัวรอดได้เพียงลำพังอย่างแน่นอน
ตอนนั้นเขาสามารถส่งเย่เซียวเข้าสู่สมรภูมิปีศาจ เพื่อสร้างชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ให้กับตนเองได้
ตอนนี้ เขาก็ย่อมสามารถส่งไอ้เด็กเดรัจฉานผู้นี้ให้ไปเป็นแนวหน้า เพื่อสละชีพในสมรภูมิได้เช่นกัน
"ผู้อาวุโส"
ณ เรือนด้านหลังของตระกูลเย่ เย่เจิ้นเทียนมองดูชายชราชุดดำที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้ามืดครึ้ม ภายในดวงตาแฝงความจนใจเอาไว้ลึกๆ
"เป็นอย่างไร คิดรอบคอบแล้วหรือยัง"
ชายชราชุดดำแค่นเสียงหัวเราะเยาะ ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอันใดนัก
"ผู้อาวุโส หากข้าเปิดถ้ำปีศาจ ราชวงศ์เทียนอู่จะต้องเกิดคลื่นปีศาจปะทุขึ้นอย่างแน่นอนเลยหรือขอรับ"
เวลานี้ภายในใจของเย่เจิ้นเทียน ยังคงมีความกังวลอยู่บ้าง
ท้ายที่สุดแล้ว หากเขาเปิดผนึกถ้ำปีศาจและปล่อยพวกปีศาจออกมา เขาก็จะกลายเป็นคนบาปของดินแดนรกร้างตะวันออก หรือแม้กระทั่งของทั่วทั้งผืนปฐพีชางหลานเลยทีเดียว
"วางใจเถอะ เย่เสวียนเป็นลูกศิษย์ของข้า ข้าจะทำร้ายเขาได้อย่างไร วันนั้นข้าได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ถ้ำปีศาจแห่งนั้นเป็นเพียงถ้ำปีศาจระดับหก มีข้าอยู่ ต่อให้มีคลื่นปีศาจปะทุขึ้นมา ก็ไม่มีทางคุกคามราชวงศ์เทียนอู่ได้อย่างแน่นอน"
ชายชราชุดดำมีสีหน้าเรียบเฉย ภายในดวงตาฉายแววความอำมหิตออกมาวูบหนึ่ง
"ยิ่งไปกว่านั้น ผลงานในสมรภูมิปีศาจ จะไปเทียบกับการปกป้องบ้านเมืองของตนเองได้อย่างไร เจ้าลองคิดดูสิ หากราชวงศ์เทียนอู่เกิดคลื่นปีศาจปะทุขึ้นมา พวกเขายังจะเรียกตัวเย่เสวียนกลับไปอีกหรือ ถึงเวลานั้น ด้วยชื่อเสียงบารมีของเจ้าในกองทัพเทียนอู่ การจะช่วยเขาสะสมผลงานสู้รบ ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด ขอเพียงเย่เสวียนกลายเป็นวีรบุรุษผู้ต่อต้านปีศาจ ยังจะต้องกลัวว่าจะไม่มีสำนักหรือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใดรับเขาเป็นศิษย์อีกหรือ"
"นี่มัน"
นัยน์ตาของเย่เจิ้นเทียนสั่นสะท้าน เขาพยักหน้าอย่างเชื่องช้า
เมื่อมีชายชราชุดดำผู้นี้คอยประจำการอยู่ในราชวงศ์เทียนอู่ เขาก็คลายความกังวลลงไปได้บ้าง
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"
ในขณะเดียวกัน ณ เรือนด้านหลังของตระกูลซู
เย่เซียวลืมตาขึ้น รอบกายพลันมีลวดลายวิญญาณปรากฏขึ้นมาหมุนวนในทันที
และกลิ่นอายของเขา ก็ทะยานขึ้นไปถึงระดับขอบเขตวิญญาณยุทธ์ขั้นสูงสุดอันน่าสะพรึงกลัวแล้ว
เพียงไม่กี่วัน ภายใต้วิถีโอสถอันแข็งแกร่งของแพทย์ปีศาจ ระดับพลังของเย่เซียวก็ฟื้นฟูกลับมาด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ทว่า
ในเวลานี้ บนใบหน้าของเขาไม่เพียงแต่จะไม่มีความยินดีเลยแม้แต่น้อย กลับมีความเคร่งเครียดแฝงอยู่จางๆ
สมรภูมิปีศาจเรียกตัวเขากลับไปอย่างเร่งด่วน ย่อมต้องเป็นเพราะถึงคราววิกฤตอย่างแน่นอน
แต่สมรภูมิดินแดนรกร้างตะวันออกเพิ่งจะเกิดคลื่นปีศาจปะทุขึ้นไป แม้แต่เทพปีศาจระดับเก้าตนนั้นก็ยังถูกเขาสังหารไปแล้ว แล้วจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอันใดขึ้นอีกเล่า
"ปล่อยวางเรื่องในสมรภูมิปีศาจไม่ลงงั้นหรือ"
แพทย์ปีศาจมีสีหน้าเรียบเฉย คำพูดของเย่เจิ้นเทียนเมื่อครู่นี้ เขาได้ยินหมดแล้ว
ท่านโหวแห่งราชวงศ์เทียนอู่ผู้นี้ ช่างไร้ยางอายถึงขีดสุดจริงๆ ถึงกับคิดจะใช้บุญคุณที่เคยเลี้ยงดูมาข่มขู่เย่เซียวเชียวหรือ
"ขอรับ"
เย่เซียวมีสีหน้าเคร่งขรึม แม้เขาจะไม่เต็มใจสู้ตายเพื่อตระกูลเย่ แต่ในสมรภูมิปีศาจยังมีพี่น้องของเขาอยู่อีกมากมาย
หากสมรภูมิดินแดนรกร้างตะวันออกต้องเผชิญกับวิกฤตจริงๆ เขาย่อมไม่มีวันนิ่งดูดายได้อย่างแน่นอน
แม้ว่าตอนนี้ระดับพลังของเย่เซียวจะถดถอยลงไป แต่ด้วยดวงตาเทพปีศาจคู่นั้น เขาก็ยังสามารถสะกดข่มปีศาจนับไม่ถ้วนได้อยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น เหตุผลที่เย่เซียวสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการที่อายุน้อยที่สุดในสมรภูมิปีศาจได้ พรสวรรค์และความแข็งแกร่งในการต่อสู้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ทว่ายังมีเหตุผลที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ก็คือความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ในสมรภูมิของเขานั่นเอง
หลายปีมานี้ เย่เซียวเป็นผู้บัญชาการในการต่อสู้ครั้งใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วน เขารู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอและความแข็งแกร่งของปีศาจทุกชนิดเป็นอย่างดี
ขอเพียงมีเขาอยู่ เหล่าทหารในสมรภูมิดินแดนรกร้างตะวันออก ก็ก็จะไม่มีวันตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแน่นอน
"หา"
ที่ด้านข้าง ซูซีเหยียนมีสีหน้าตกตะลึง นางมีท่าทีอึกอัก
"แต่ว่าคุณชาย ท่านจะต้องไปเข้าร่วมงานประลองดินแดนรกร้างตะวันออกไม่ใช่หรือเจ้าคะ หากท่านกลับไปที่สมรภูมิปีศาจในเวลานี้ เกรงว่าเวลาอาจจะไม่ทันการนะเจ้าคะ"
"ไม่เป็นไร ข้าจะรีบจัดการเรื่องในสมรภูมิให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด จากนั้นก็จะรีบเดินทางไปที่สำนักชางไห่"
เย่เซียวส่ายหน้า เมื่อเทียบกับอาการบาดเจ็บที่วิญญาณยุทธ์ของเขาแล้ว ชีวิตของพี่น้องเหล่านั้น รวมไปถึงชีวิตของทหารนับหมื่นในสมรภูมิปีศาจ ย่อมมีความสำคัญมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย
"ครืน"
ในเวลานั้นเอง ที่นอกเมืองเทียนอู่ก็พลันมีเสียงคำรามดังกึกก้องสั่นสะเทือนขึ้นมา
ตามมาด้วยกลิ่นอายของปีศาจที่พุ่งทะลักออกมาจากป่าลึก และเข้าปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงในพริบตา
"คุณชายเย่เซียว แย่แล้วขอรับ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว"