- หน้าแรก
- เซียนโอสถบรรพกาล
- บทที่ 3 ร่วงหล่นสู่ก้นหลุมลึก
บทที่ 3 ร่วงหล่นสู่ก้นหลุมลึก
บทที่ 3 ร่วงหล่นสู่ก้นหลุมลึก
บทที่ 3 ร่วงหล่นสู่ก้นหลุมลึก
ยังไม่ทันจะได้ดีใจถึงเสี้ยววินาที เสียงคำรามกึกก้องด้วยความเกรี้ยวกราดของเสือดาวทองคำก็ดังไล่หลังมา หลินหยวนจื้อต้องรีบเร่งฝีเท้าสับขาหนีตายไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต เขารู้ดีว่าการโจมตีก่อนหน้านี้ทำได้เพียงถ่วงเวลาเท่านั้น และอีกไม่ช้าเสือดาวทองคำก็จะตามมาทัน
หลินหยวนจื้อวิ่งไปได้ไม่นาน ก็สัมผัสได้ว่าเสือดาวทองคำที่ไล่กวดมานั้นเข้าใกล้ตัวเขามากขึ้นเรื่อยๆ เขาคิดในใจอย่างสิ้นหวัง 'ให้ตายเถอะ คนสองขาจะไปวิ่งหนีสัตว์สี่ขาพ้นได้อย่างไร' ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น "อ๊ากกกก!" หลินหยวนจื้อก็แผดเสียงร้องออกมาอย่างลืมตัวเมื่อจู่ๆ สองเท้าก็เหยียบลงบนความว่างเปล่า ร่างกายของเขาร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็วราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากลงไป หูของเขาได้ยินเพียงเสียงลมหวีดหวิว กิ่งไม้ที่ยื่นออกมาระเกี่ยวขูดขีดตามร่างกายเป็นระยะจนรู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปหมด เขารู้ดีว่าหากไม่อยากร่างแหลกเหลวเป็นชิ้นๆ ก็ต้องคว้าอะไรสักอย่างเอาไว้ให้ได้ ทว่าด้วยแรงโน้มถ่วงที่ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว แม้หลายครั้งมือของเขาจะคว้ากิ่งไม้เอาไว้ได้ แต่นอกจากจะยึดเกาะไม่อยู่แล้ว มันยังบาดมือของเขาจนได้เลือดอีกด้วย แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่แม้มือจะคว้ากิ่งไม้ไว้ไม่ได้ ทว่ามันก็ช่วยชะลอความเร็วในการร่วงหล่นลงมาได้บ้าง
เพียงไม่นาน เสียง "ตุบ!" ก็ดังสนั่น ร่างของหลินหยวนจื้อร่วงกระแทกลงบนชั้นดินทับถมที่หนานุ่มอย่างแรง ความเจ็บปวดร้าวลึกแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กายในชั่วพริบตา ภาพตรงหน้าค่อยๆ พร่าเลือน ดวงตาเหลือกค้าง ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะดับวูบลง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด ความรู้สึกหนาวเหน็บและชื้นแฉะก็ปลุกให้เขารู้สึกตัว หลินหยวนจื้อค่อยๆ คืนสติ ฝืนลืมเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมาอย่างยากลำบาก รอบกายมืดมิดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ริบหรี่ลอดผ่านแมกไม้หนาทึบจากเบื้องบนลงมาประปราย เขาพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ก้นหลุมลึกที่มีพื้นที่ประมาณหลายสิบตารางเมตร ผนังหลุมนั้นทั้งสูงชัน ลื่นปรื๊ด และเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ
หลินหยวนจื้อคิดในใจอย่างสิ้นหวัง 'จบเห่กัน ฟ้ามืดป่านนี้แล้ว พ่อกับแม่ต้องเป็นห่วงมากแน่ๆ' เขาพยายามจะยันตัวลุกขึ้นเพื่อมองหาทางออก แต่พอกระยับตัว ร่างกายทุกสัดส่วนก็ปวดร้าวไปหมด โดยเฉพาะที่ข้อเท้าซ้าย เพียงแค่ขยับนิดเดียวก็ปวดแปลบจนแทบทนไม่ไหว ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้เขาต้องสูดลมหายใจเข้าลึก และฝืนกัดฟันข่มความเจ็บปวดเพื่อไม่ให้หมดสติไปอีกรอบ เป็นระยะๆ ที่เขาแว่วเสียงคำรามต่ำในลำคอของเสือดาวทองคำดังมาจากปากหลุม น้ำเสียงนั้นเจือไปด้วยความหงุดหงิดและไม่ยินยอม พร้อมกับเสียงกรงเล็บตะกุยดินขูดขีดไปมา เดรัจฉานตัวนั้นยังไม่ไปไหน มันยังคงเดินวนเวียนเฝ้าอยู่ปากหลุม
หัวใจของหลินหยวนจื้อร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผล ขยับเขยื้อนแต่ละทีก็เจ็บปวดแสนสาหัส ซ้ำร้ายเสือดาวทองคำยังดักรอสังหารอยู่ปากหลุม ความสิ้นหวังถาโถมเข้าเกาะกินจิตใจราวกับเกลียวคลื่นเย็นยะเยือกที่พร้อมจะกลืนกินเขาให้จมดิ่ง ทว่าความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในตัวของหลินหยวนจื้อก็ปลุกสติเขาขึ้นมาในเสี้ยววินาทีนั้น 'ไม่! ฉันจะยอมจำนนรอความตายอยู่ที่นี่ไม่ได้! พ่อกับแม่ยังรอให้ฉันกลับบ้าน! มหาวิทยาลัยก็ยังรอฉันอยู่!'
เขาบังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ลง กัดฟันข่มความเจ็บปวดรวดร้าว แล้วค่อยๆ คลำสำรวจร่างกายตนเอง นอกจากข้อเท้าซ้ายที่พลิกอย่างรุนแรงแล้ว บาดแผลจุดอื่นๆ ก็เป็นเพียงรอยถลอกและฟกช้ำดำเขียว อวัยวะภายในก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับการกระทบกระเทือนใดๆ 'ยังดีที่ตระกูลของเราสืบทอดวิชาแพทย์มาหลายชั่วอายุคน ฉันเองก็คอยติดตามพ่อเพื่อเรียนรู้วิชาและได้อ่านตำราแพทย์มาตั้งแต่เด็ก ขอเพียงหาสมุนไพรที่เหมาะสมได้ อาการบาดเจ็บแค่นี้ก็ฟื้นตัวได้ไม่ยาก' หลินหยวนจื้อลอบโล่งใจอยู่เงียบๆ
เขาพยายามลุกขึ้นยืน แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงและปวดระบมไปหมด เขาจึงทำได้เพียงคลานไปตามพื้นอย่างยากลำบาก โดยใช้สองมือและเท้าขวาที่ยังพอมีแรง ค่อยๆ ควานหาสิ่งที่พอจะเป็นประโยชน์รอบตัว ก้นหลุมนี้มีขนาดกว้างพอสมควร พื้นปกคลุมไปด้วยกิ่งไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยวและก้อนหินเล็กๆ จำนวนมาก แผลเก่าบนร่างยังไม่ทันทุเลา แผลใหม่ก็ถูกบาดลึกซ้ำเติม โดยเฉพาะที่ฝ่ามือทั้งสองข้างซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนถลอกปอกเปิก
หลินหยวนจื้อขบกรามแน่น ฝืนทนด้วยความมุ่งมั่น เขารู้ดีแก่ใจว่า หากต้องการเอาชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ให้ได้ เขาจะต้องค้นหาทรัพยากรหรือเครื่องมือที่พอจะใช้งานได้ให้มากที่สุด
ขณะที่คลานไปจนสุดขอบผนังหลุม มือของเขาก็บังเอิญปัดไปโดนวัตถุทรงกลมบางอย่าง เขาแหวกใบไม้แห้งที่ปกคลุมอยู่เหนือมันออก ปลายนิ้วก็สัมผัสเข้ากับวัตถุทรงกลมที่ทั้งแข็งและเย็นเฉียบ สิ่งนั้นมีขนาดประมาณลูกบิลเลียด พื้นผิวเรียบเนียนละเอียด และมีสีขาวขุ่นราวกับน้ำนมทั้งก้อน มองดูแล้วไม่เหมือนหยกและก็ไม่ใช่แก้ว ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ภายในวัตถุนั้นกลับมีกลุ่มหมอกเรืองแสงสลัวๆ ไหลเวียนไปมาอย่างเชื่องช้า เมื่อเพ่งมองให้ดี ภายในกลุ่มหมอกเรืองแสงนั้นก็ปรากฏสัญลักษณ์ประหลาดหลายตัวลอยเด่นขึ้นมาลางๆ เป็นอักขระที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับว่ามันกำลังเชื่อมโยงหยั่งลึกลงไปถึงจิตวิญญาณของเขา
วินาทีที่หลินหยวนจื้อกำวัตถุทรงกลมนั้นไว้ในมือ พยายามจะเพ่งมองสัญลักษณ์เหล่านั้นให้ชัดเจน ทันใดนั้นเอง ความเปลี่ยนแปลงอันน่าพิศวงก็พลันบังเกิดขึ้น...