- หน้าแรก
- ย้อนเวลายุค 1970 พร้อมห้างพันล้าน ฉันขอรวยเงียบๆ ในชนบท
- บทที่ 9 ตัดขาดจากบิดาสารเลวของร่างเดิม
บทที่ 9 ตัดขาดจากบิดาสารเลวของร่างเดิม
บทที่ 9 ตัดขาดจากบิดาสารเลวของร่างเดิม
บทที่ 9 ตัดขาดจากบิดาสารเลวของร่างเดิม
"ผู้อำนวยการโรงงานเฉิน ฉันรู้สึกว่าแค่การลงประกาศในหนังสือพิมพ์อาจจะยังไม่สามารถแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของฉันในการตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเขาอย่างสิ้นเชิงได้ค่ะ"
"พอได้แล้ว ซ่งฟู่ยวี่! เธออาละวาดพอหรือยัง! ฉันเตือนเธอนะ รู้จักหยุดเสียบ้างตอนที่ยังทำได้!"
ซ่งห้าวคำรามใส่เธอด้วยความโกรธ หากไม่ใช่เพราะว่าตอนนี้นักอยู่ที่โรงงานและเฉินกั๋วซิงยืนอยู่ตรงหน้าเขา เขาอาจจะอดใจไม่ไหวที่จะก้าวเข้าไปบีบคอลูกสาวเนรคุณคนนี้ให้ตายคามือ
"คุณพ่อ—ไม่สิ ตอนนี้ฉันควรเรียกคุณว่าสหายซ่งห้าวมากกว่า"
"ฉันไม่ได้กำลังอาละวาด แต่ฉันกำลังยืนอยู่ข้างมวลชนด้วยค่านิยมทางอุดมการณ์ที่ถูกต้องต่างหาก ในเมื่อหลิวเฉียวอวี่มีความคิดที่น่ากลัวขนาดนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครไปแจ้งความจับเธอเมื่อไหร่"
เธอไม่ได้สนใจความโกรธเกรี้ยวของซ่งห้าวเลยแม้แต่น้อย แล้วหันกลับไปหาเฉินกั๋วซิงอีกครั้ง
"ผู้อำนวยการโรงงานเฉิน ฉันคงต้องรบกวนคุณช่วยออกหนังสือรับรองการตัดขาดความสัมพันธ์จากซ่งห้าวและหลิวเฉียวอวี่ให้ด้วยค่ะ เดี๋ยวหลังจากนี้ฉันจะไปที่คณะกรรมการชุมชนและสำนักงานความมั่นคงสาธารณะเพื่อประทับตราอนุญาตอย่างเป็นทางการอีกที"
เฉินกั๋วซิงเข้าใจแผนการของเธออยู่แล้ว เขาจึงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก ซึ่งเป็นกระดาษสำหรับใช้งานภายในโรงงานเหล็กกล้าโดยเฉพาะ มีข้อความตีพิมพ์ไว้ว่า โรงงานเหล็กกล้าเมืองเหิง จากนั้นเขาก็จรดปากกาเขียนหนังสือรับรองการตัดขาดความสัมพันธ์ของซ่งฟู่ยวี่จากพวกเขาทั้งสองอย่างรวดเร็ว
เพื่อป้องกันไม่ให้ซ่งฟู่ยวี่ถูกกดขี่ด้วยกรอบความคิดเรื่องความกตัญญูในอนาคต เฉินกั๋วซิงจึงทำเป็นเหมือนไม่ได้ใส่ใจแต่จงใจเอ่ยกับทั้งสองฝ่ายว่า "เมื่อตัดขาดความสัมพันธ์กันแล้ว นับจากนี้ไปทั้งสองฝ่ายจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีก"
"นั่นหมายความว่า ซ่งห้าวจะไม่มีหน้าที่ในการเลี้ยงดูซ่งฟู่ยวี่อีกต่อไป และซ่งฟู่ยวี่ก็หมดสิทธิ์ในการรับมรดกในทรัพย์สินของซ่งห้าวเช่นกัน ในทำนองเดียวกัน เมื่อซ่งห้าวและหลิวเฉียวอวี่แก่ชราลง ซ่งฟู่ยวี่ก็ไม่จำเป็นต้องส่งเสียเลี้ยงดูพวกเขา ทั้งสองฝ่ายห้ามก้าวล่วงซึ่งกันและกัน และกลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกันจนวันตาย"
"พวกคุณไม่มีข้อคัดค้านเรื่องนี้ใช่ไหม"
ส่วนเรื่องทรัพย์สินของซ่งห้าวนั้น... ตราบใดที่เฉินกั๋วซิงยังคงอยู่ที่เมืองเหิง ซ่งห้าวจะไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากอย่างแน่นอน
"ฉันไม่มีข้อคัดค้านค่ะ"
ซ่งฟู่ยวี่ตอบกลับทันที
"ดีมาก ถ้าอย่างนั้นฉันจะเพิ่มเนื้อหาที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายไม่ต้องรับผิดชอบซึ่งกันและกันลงไปด้วย"
เฉินกั๋วซิงเขียนรายละเอียดในส่วนที่ซ่งฟู่ยวี่ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูซ่งห้าวและคนอื่นๆ อย่างถี่ถ้วนลงในหนังสือรับรอง
จากนิสัยของซ่งห้าวที่เขาละลายพฤติกรรมมา หากฟู่ยวี่ตกระกำลำบาก เขาคงอยากให้ลูกสาวที่เกิดจากภรรยาเก่าคนนี้อยู่ห่างๆ ไปเสีย แต่ถ้าหากวันใดวันหนึ่งฟู่ยวี่ประสบความสำเร็จและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ซ่งห้าวก็มีแนวโน้มสูงมากที่จะเข้ามาเกาะแกะเธอโดยอาศัยความเป็นพ่อ
เพื่อตัดความเป็นไปได้นั้น เฉินกั๋วซิงจึงต้องเขียนระบุไว้ในเอกสารตัดขาดความสัมพันธ์ฉบับนี้ให้ชัดเจน
แม้ว่าซ่งห้าวจะมาตามหาฟู่ยวี่ในอนาคต เธอก็จะสามารถยืนอยู่บนความถูกต้องชอบธรรมและตราหน้าเขาได้ว่าล้มเหลวในการทำหน้าที่ของความเป็นพ่อที่ไม่เคยเลี้ยงดูเธอเลย
"ฉันเขียนรายละเอียดเฉพาะเจาะจงลงไปเรียบร้อยแล้ว ลองตรวจดูเถอะ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ทั้งสองฝ่ายก็ลงชื่อและประทับลายนิ้วมือได้เลย"
เขาวางเอกสารรับรองที่เขียนเสร็จสมบูรณ์ลงบนโต๊ะทำงานเพื่อให้พวกเขาทั้งคู่ได้เห็น
"ฉันไม่เซ็น!"
"ฉันก็ไม่เซ็นเหมือนกัน!"
ทั้งซ่งห้าวและหลิวเฉียวอวี่ต่างปฏิเสธที่จะลงนาม ทว่าซ่งฟู่ยวี่กลับหยิบปากกาขึ้นมาแล้วเขียนชื่อเต็มของเธอลงไปทันที จากนั้นเธอก็จุ่มนิ้วหัวแม่มือขวาลงบนแท่นหมึกสีแดงแล้วกดลายพิมพ์นิ้วมือลงไปอย่างหนักแน่น
เมื่อเห็นว่าซ่งห้าวและหลิวเฉียวอวี่ยังคงนิ่งเฉย เธอจึงเอ่ยขึ้นตรงๆ ว่า "ฉันแนะนำว่าพวกคุณควรจะเซ็นจะดีกว่า ฉันยังอุตส่าห์อดทนไม่ไปแจ้งความเห็นแก่ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ผ่านมา แต่ถ้าพวกคุณไม่ยอมเซ็น เรื่องมันอาจจะไม่จบลงแบบนี้ก็ได้นะ"
"ถ้าฉันตะโกนออกไปข้างนอกตอนนี้ พวกคุณคิดว่าคนในโรงงานที่เกลียดขี้หน้าพวกคุณอยู่แล้ว จะไม่มีใครยอมยื่นมือเข้ามาช่วยฉันเลยหรืออย่างไร"
สายตาของซ่งฟู่ยวี่ฉายแววเด็ดเดี่ยว และน้ำเสียงของเธอที่เอ่ยกับพวกเขาก็มั่นคงเป็นอย่างยิ่ง
เธอถึงกับทำท่าทางพร้อมที่จะเดินออกไปข้างนอกและเริ่มส่งเสียงตะโกนในวินาทีถัดไปทันทีหากพวกเขาไม่ยอมลงนาม
"แก!"
"ซ่งฟู่ยวี่ เธอควรจะรู้ไว้นะว่าถ้าเธอตัดขาดสัมพันธ์กับฉัน เธอจะไม่มีพ่อมีแม่อีกต่อไป!"
"หากในอนาคตเธอต้องเผชิญกับปัญหาอะไร ก็อย่ามาโทษฉันที่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน แล้วก็อย่าได้ซมซานมาขอความช่วยเหลือจากฉันเด็ดขาด!"
ซ่งฟู่ยวี่แค่นยิ้มหยันอยู่ในใจ
ซมซานมาขอความช่วยเหลือจากคุณอย่างนั้นหรือ ช่วยจนฉันต้องสิ้นลมหายใจเหมือนร่างเดิมน่ะหรือ
ก่อนหน้านี้ร่างเดิมทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควายให้คุณอยู่ที่บ้าน ฉันยังไม่เคยเห็นคุณแสดงความสงสารออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วยังมีหน้ามาพูดถึงเรื่องอนาคตอีกอย่างนั้นหรือ
"วางใจได้เลย ต่อให้ชีวิตของฉัน ซ่งฟู่ยวี่ จะยากลำบากสาหัสกว่านี้ หรือถูกรังแกจนตาย ฉันก็ไม่มีวันไปขอความช่วยเหลือจากคุณเด็ดขาด!"
"ดี! เธอพูดเองนะ!"
ซ่งห้าวคว้าปากกาไปแล้วตวัดเซ็นชื่อของตัวเองลงไปทันที
"แล้วเธล่ะ รีบๆ เซ็นเข้าสิ!"
ความคิดของหลิวเฉียวอวี่แตกต่างจากซ่งห้าวอย่างสิ้นเชิง
มันก็ดีเหมือนกันที่นังตัวภาระคนนี้จะไสหัวไปเสียได้ พอมีคนให้ต้องเลี้ยงดูน้อยลงไปคนหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านก็จะได้ตกเป็นของซิ่วซิ่วและจื่อฉือในอนาคต
หลิวเฉียวอวี่รีบเซ็นชื่อของเธออย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายลงนามและประทับลายนิ้วมือเรียบร้อยแล้ว เฉินกั๋วซิงจึงเขียนชื่อของเขาในช่องพยาน นอกจากนี้เขายังให้หลี่ชุ่ยผิงและเสี่ยวเฉินที่เป็นคนขับรถร่วมลงนามด้วย สุดท้ายเขาก็ประทับตราอย่างเป็นทางการของโรงงานเหล็กกล้าลงไป
"เสี่ยวเฉิน ตอนนี้ยังหัววันอยู่ เธอช่วยพาสหายซ่งตัวน้อยไปที่คณะกรรมการชุมชนและสำนักงานความมั่นคงสาธารณะเพื่อขอประทับตราเอกสารรับรองหน่อยสิ"
เมื่อได้รับคำสั่ง เสี่ยวเฉินก็หยิบหนังสือรับรองการตัดขาดความสัมพันธ์แล้วรีบเดินออกจากห้องทำงานไปทันที
แม้ว่าเมื่อครู่เขาจะยืนอยู่ตรงประตูด้านนอก แต่เขาก็ได้ยินคำกล่าวหาทั้งหมดของซ่งฟู่ยวี่ที่มีต่อสามีภรรยาตระกูลซ่งอย่างครบถ้วน ดังนั้นเขาจึงรังเกียจการกระทำของซ่งห้าวจากก้นบึ้งของหัวใจ และรู้สึกเห็นใจในชะตากรรมอันน่าอนาถของซ่งฟู่ยวี่เป็นอย่างยิ่ง
หากการวิ่งวุ่นช่วยประสานงานเรื่องประทับตราจะสามารถช่วยเหลือเด็กหญิงผู้น่าสงสารคนนี้ได้ เขาก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะทำ
เมื่อเห็นเสี่ยวเฉินวิ่งออกไปพร้อมกับกระดาษแผ่นนั้นอย่างรวดเร็ว ซ่งห้าวก็เข้าใจได้ทันทีว่าไม่มีโอกาสที่จะแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว
แต่มันก็ไม่เป็นไรหรอก เขายังมีลูกชายสืบสกุลอยู่ ลูกสาวคนนี้... จะไม่มีเสียก็ไม่เห็นเป็นไร
"เอาล่ะ ในเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกเคลียร์กันจบสิ้นแล้ว ตอนนี้เรามาคุยกันเรื่องตำแหน่งงานนั้นเถอะ"
เฉินกั๋วซิงดึงหัวข้อสนทนากลับมายังแผนการของซ่งฟู่ยวี่
ในเมื่อเด็กสาวต้องการจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด เขาก็ต้องยื่นมือเข้าช่วย มันจะดีที่สุดหากสามารถจัดการทุกอย่างให้จบลงได้ภายในวันนี้
มิฉะนั้น หากซ่งฟู่ยวี่กลับบ้านไปในวันนี้ตอนที่ทุกคนไม่อยู่ และคนตระกูลซ่งปิดประตูบ้าน สิ่งที่รอเธออยู่ก็คงหนีไม่พ้นการถูกทุบตีอย่างทารุณเป็นแน่
ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เขาพูดถึงนั้น ตรงกับสิ่งที่ซ่งห้าวและหลิวเฉียวอวี่กำลังคิดอยู่พอดี เมื่อกลับไปถึงบ้าน ไม่ว่าความสัมพันธ์จะตัดขาดกันแล้วหรือไม่ก็ตาม ในเมื่อเธอไม่ใช่ลูกสาวของเขาอีกต่อไป ซ่งห้าวก็ไม่จำเป็นต้องปรานีเธออีกแล้ว
"ซ่งฟู่ยวี่บอกว่าเธอต้องการจะไปชนบทต่อ ซึ่งนั่นหมายความว่าเลือกที่จะสละตำแหน่งงานนี้ ดังนั้น ทางโรงงานจึงมีสิทธิ์ที่จะริบตำแหน่งงานนี้คืน"
"ช่วงนี้ซ่งซิ่วซิ่วเข้ามาทำงานที่โรงงาน เดี๋ยวอีกสักพักหัวหน้าฝ่ายการเงินจะมาคิดบัญชีค่าแรงสำหรับช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ให้ หลังจากรับเงินค่าแรงไปแล้ว ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปก็ไม่จำเป็นต้องมาทำงานที่โรงงานอีก"
"ว่ายังไงนะ?!"
"ไม่นะ! ฉันไม่ยอม!"
เมื่อหลิวเฉียวอวี่ได้ยินว่าตำแหน่งงานหลุดลอยไป ดวงตาของเธอก็เบิกกว้าง และกรีดร้องออกมาเสียงแหลมสูง
"พวกเราทำงานให้โรงงานมาตั้งนาน ถึงไม่มีความดีความชอบแต่ก็มีความอุตสาหะนะ คุณจะมาริบมันคืนไปง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน!"
"ผู้อำนวยการครับ ซ่งฟู่ยวี่เป็นลูกสาวของผม ถึงแม้ว่าในนามตำแหน่งงานนั้นจะเป็นของเธอ แต่เธอก็ตกลงที่จะให้เฉียวอวี่มาทำงานแทนแล้วไม่ใช่หรือครับ ตอนนี้ตำแหน่งงานนี้ก็ควรจะตกเป็นของพวกเราสิครับ"
เมื่อได้ยินว่ากำลังจะสูญเสียตำแหน่งงานไป แม้แต่ซ่งห้าวที่นิ่งเงียบมาตลอดก็เริ่มเกิดความร้อนรนขึ้นมาเช่นกัน
หากงานที่โรงงานเหล็กกล้าต้องสูญสิ้นไป ครอบครัวของพวกเขาจะสูญเสียรายได้ต่อเดือนไปมากกว่าสามสิบหยวนทันที นี่นับเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อครัวเรือนเลยทีเดียว
หากมีเพียงเขาคนเดียวที่ทำงาน เขาจะส่งเสียเลี้ยงดูคนตั้งหลายคนในบ้านได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น จื่อฉือยังเด็กและกำลังเรียนหนังสืออยู่ ซึ่งอยู่ในวัยที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก
"ตำแหน่งงานนี้เป็นของซ่งฟู่ยวี่มาโดยตลอด ทางโรงงานมีบันทึกประวัติเรื่องนี้ไว้อยู่"
"แต่ก่อนหน้านี้นังเด็กแสร้—ไม่ใช่สิ ก่อนหน้านี้ซ่งฟู่ยวี่ก็ตกลงที่จะให้ฉันมาทำงานแทนแล้วนี่นา เรื่องนั้นจะถือว่าเป็นโมฆะไปได้ยังไงกัน!"
หลิวเฉียวอวี่ยังคงพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อมันอย่างสุดชีวิต ครอบครัวของพวกเขาจะสูญเสียงานนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด!