- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 633 แดนลับประเมิน
ตอนที่ 633 แดนลับประเมิน
ตอนที่ 633 แดนลับประเมิน
"นี่คือองค์หญิงใหญ่เสิ่นเคอหรือ? เหตุใดนางต้องสวมหน้ากากด้วย? ทำตัวลึกลับซับซ้อนไปได้"
"หรือว่านางจะหน้าตาอัปลักษณ์?"
"เป็นไปไม่ได้หรอก ตามตำนานเล่าขานกันว่าคนตระกูลเสิ่นไม่มีผู้ใดหน้าตาอัปลักษณ์เลยสักคน"
"คราวนี้ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวมาอย่างดุดันจริงๆ"
หลังจากขบวนของขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวเข้าประจำที่นั่ง บรรยากาศภายในงานก็พลันคึกคักขึ้นอย่างผิดหูผิดตา ผู้คนต่างพากันกระซิบกระซาบ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมไปทั่ว
เหล่าผู้กุมอำนาจของขุมกำลังใหญ่ต่างหวาดระแวง 'เสิ่นเคอ' เป็นอย่างยิ่ง เมื่อนึกขึ้นได้ว่ากระบี่เทวะเทียนโจวอยู่กับนาง ภายในใจก็พลันบังเกิดความคิดบางอย่างขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว นั่นคือศาสตราวุธเทพที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ผู้ใดบ้างเล่าจะไม่อยากครอบครองมัน?
ขณะเดียวกัน ประมุขสำนักจี๋เต้ากำลังจ้องมองไปทาง 'เสิ่นเคอ' ด้วยใบหน้าดำทะมึน คราวก่อนในแดนลับจักรพรรดิหลิง เขาถูกนางหลอกต้มจนเปื่อย ความโกรธแค้นในใจยังคงสุมขอนมาจนถึงบัดนี้
รอให้การแข่งขันกลุ่มผู้อาวุโสเริ่มขึ้นเมื่อใด เขาจะทำให้ 'เสิ่นเคอ' ต้องชดใช้อย่างสาสมให้จงได้!
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ ขุมกำลังที่ลงสมัครไว้ทั้งหมดก็มากันครบ ลานกว้างแห่งนี้ไม่มีที่นั่งว่างเหลือเลยแม้แต่ที่เดียว
จากนั้น ผู้ตัดสินท่านหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นบนลานประลอง เขาสวมหน้ากากสีเขียวรูปใบไม้ กวาดสายตาอันเรียบเฉยมองไปยังฝูงชนในลานกว้าง ก่อนจะเอ่ยปาก
"ณ ที่แห่งนี้ ข้าในนามของท่านประมุขเกาะขอประกาศว่า งานชุมนุมฉางหมิงได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว! ลำดับต่อไปคือการแข่งขันจัดอันดับขุมกำลัง ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มรุ่นเยาว์และกลุ่มผู้อาวุโส โดยกลุ่มรุ่นเยาว์จะเป็นผู้ทำการแข่งขันก่อน"
"ปีนี้ยังคงยึดกติกาการแข่งขันเช่นเดียวกับปีก่อนๆ ขอให้แต่ละขุมกำลังส่งตัวแทนกลุ่มรุ่นเยาว์ ขุมกำลังละหนึ่งร้อยคน เดินเข้าไปในเขตพักคอยการแข่งขัน"
สิ้นเสียงผู้ตัดสิน บรรยากาศภายในลานประลองก็พลันคุกรุ่นและเร่าร้อนขึ้นมาทันที
ขุมกำลังต่างๆ เริ่มขานชื่อศิษย์อัจฉริยะให้ก้าวออกมาทีละคน และให้เดินเข้าไปในเขตพักคอย
เพียงชั่วครู่ ภายในเขตพักคอยก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนกว่าหนึ่งหมื่นสองพันคน
ผู้ตัดสินทั้งสองสะบัดมือเบาๆ จุดแสงนับไม่ถ้วนก็ทอประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว ก่อนจะพุ่งตรงไปยังผู้คนในเขตพักคอย
เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ต่างยกมือขึ้นรับ เมื่อจุดแสงสัมผัสกับฝ่ามือ มันก็แปรสภาพเป็นป้ายหยกอันประณีตงดงามในทันที
เมื่อเพ่งมองดู ก็พบว่าบนป้ายหยกสลักชื่อแซ่ตัวตน ตลอดจนตราสัญลักษณ์ของสำนักหรือตระกูลเอาไว้
ผู้ตัดสินกล่าว
"ลำดับต่อไปคือการแข่งขันคัดออกรอบแรกของกลุ่มรุ่นเยาว์ พวกเจ้าจะต้องเข้าไปในแดนลับประเมิน ณ ที่แห่งนั้นพวกเจ้าจะต้องต่อสู้กับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ อย่างดุเดือด กุญแจสำคัญในการคัดคนออกคือ การบีบป้ายหยกของอีกฝ่ายให้แหลกละเอียด นั่นหมายความว่ามีเพียงผู้เหลือรอดถึงท้ายที่สุดเท่านั้นจึงจะได้เข้ารอบต่อไป นอกจากนี้ ภายในแดนลับประเมินจะมีป้ายจัดอันดับขุมกำลังตั้งอยู่ โดยจะจัดอันดับจากจำนวนป้ายหยกของคู่ต่อสู้ที่พวกเจ้าบีบทำลายนั่นเอง"
"ในขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันความไม่เป็นธรรม การแข่งขันคัดเลือกในแดนลับประเมินครั้งนี้ ห้ามมิให้ขุมกำลังที่แตกต่างกันรวมหัวเป็นพันธมิตรโดยเด็ดขาด หากพบเห็น จะถือว่าถูกคัดออกทันที ทุกท่าน... โปรดต่อสู้เพื่อสำนัก นิกาย และตระกูลของพวกเจ้าเถิด"
ได้ยินประโยคสุดท้าย เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ต่างก็รู้สึกเลือดลมสูบฉีด ตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ท่ามกลางฝูงชน จูเก๋อโย่วหลินกระซิบถาม
"นี่เป็นแค่รอบคัดเลือกเองหรือ?"
อวี่ฉางอิงหัวเราะเบาๆ
"ก็ต้องใช่สิ"
"แล้วรอบชิงชนะเลิศจะแข่งขันอะไรล่ะ?"
จูเก๋อโย่วหลินถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เจียงเสียนเยวี่ยกล่าว
"ข้าได้ยินท่านอาจารย์บอกว่า รอบชิงชนะเลิศจะเป็นการประลองบนเวที เพื่อจัดอันดับผู้ชนะทีละคน"
จังหวะนั้นเอง ผู้ตัดสินก็ประกาศก้องขึ้นมาอีกครั้ง
"การแข่งขันในแดนลับประเมินครั้งนี้ จะต้องคัดคนออกจำนวนหนึ่งหมื่นคน เมื่อใดที่ครบหนึ่งหมื่น การแข่งขันรอบนี้จะสิ้นสุดลงทันที!"
หนึ่งหมื่นคนงั้นหรือ?!
ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
นี่มันไม่เยอะไปหน่อยหรือไง?!
มีคนกล่าวด้วยความประหลาดใจ
"เช่นนั้นก็หมายความว่า ขอเพียงแค่ผ่านการคัดเลือกในแดนลับประเมินไปได้ สำนักหรือตระกูลของตนก็จะมีชื่อติดอันดับขุมกำลังใหญ่ของแดนฉางหมิงได้แล้วงั้นหรือ?"
ทุกคนพากันพยักหน้าเห็นด้วย แต่ขณะเดียวกันก็มีคนถอดถอนใจ
"แต่นี่มันยากเกินไปแล้ว"
คนอื่นๆ พากันเออออตาม
"นั่นสิ พวกเราที่เป็นขุมกำลังเล็กๆ ปีนี้ก็คงไม่มีชื่อติดอันดับอีกตามเคย"
หลังจากถอนหายใจกันยกใหญ่ ก็มีคนเสนอขึ้นมา
"เฮ้อ... ช่างมันเถอะ ถือเสียว่ามาเปิดหูเปิดตาก็แล้วกัน ถือโอกาสมาร่วมเป็นสักขีพยานการถือกำเนิดของการจัดอันดับขุมกำลังใหม่ในแดนฉางหมิงด้วย"
คนอื่นๆ พากันเห็นด้วย มีคนทอดถอนใจ
"พูดก็ถูก พวกเราจะไปสู้ขุมกำลังใหญ่อย่างสำนักจี๋เต้า ตำหนักเฉิงอวิ๋น และตระกูลลู่แห่งเหิงโจวได้อย่างไรกัน?"
ทว่าแตกต่างจากบรรดาศิษย์ทั่วไปและขุมกำลังเล็กๆ สภาพจิตใจของผู้กุมอำนาจอย่างประมุขสำนักจี๋เต้าในยามนี้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
พวกเขาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวอัจฉริยะของฝ่ายตน เชื่อมั่นว่าคนเหล่านี้ย่อมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในแดนลับประเมินอย่างแน่นอน
ทันใดนั้น แสงสีขาวสว่างวาบก็สาดส่องออกมาจากเขตพักคอย เจิดจ้าเสียจนผู้คนตาพร่ามัว
เมื่อสายตาปรับจนมองเห็นได้ชัดเจน ก็พบว่าศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งหมดในเขตพักคอย ล้วนถูกส่งตัวเข้าไปในแดนลับประเมินจนหมดสิ้น
เวลาเดียวกัน ผู้ตัดสินทั้งสิบคนก็ประสานพลังวิญญาณเข้าด้วยกัน
ไม่นานนัก เหนือลานประลองก็ปรากฏหน้าจอผลึกหินขนาดมหึมาขึ้นมา
ภาพสถานการณ์ภายในแดนลับประเมินปรากฏขึ้นบนหน้าจอนั้นอย่างชัดเจน
"มาแล้ว รีบดูเร็ว!"
มีคนร้องอุทานขึ้น
สายตาของทุกคนแทบจะจดจ่ออยู่กับหน้าจอผลึกหิน คนแรกที่พวกเขาเห็นคือ ลู่เฉา นายน้อยแห่งตระกูลลู่จากเหิงโจว
"นั่นลู่เฉานี่!"
ทุกคนมองหน้าจอด้วยความประหลาดใจ เด็กหนุ่มในภาพสวมชุดคลุมยาวสีแดงวิจิตรตระการตา เนื้อผ้าชั้นเลิศยิ่งขับเน้นรูปร่างให้ดูสูงใหญ่สง่างาม ใบหน้าหล่อเหลา หว่างคิ้วเผยให้เห็นถึงความเย็นชาและมั่นใจเปี่ยมล้น ปอยผมสีดำขลับปอยหนึ่งถูกถักเป็นเปียอย่างประณีต เพิ่มเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ให้แก่เขาอีกหลายส่วน
ในมือของเขากำกระบี่เทวะเล่มหนึ่งเอาไว้... นั่นคือ 'จื่อเวย'
"เป็นลู่เฉาจริงๆ ด้วย! ไม่ใช่ว่าเขาป่วยพักฟื้นอยู่ที่จวนหรอกหรือ? เหตุใดถึงมาร่วมแข่งขันในงานชุมนุมฉางหมิงได้ล่ะ?"
"อาการป่วยของเขาคงจะหายดีแล้วกระมัง"
ยามนี้ เจ้าตำหนักเฉิงอวิ๋นที่นั่งอยู่เบื้องบนก็สังเกตเห็นลู่เฉาเช่นกัน เขาหันไปมองผู้นำตระกูลลู่ที่อยู่ไม่ไกลนัก ก่อนจะแย้มยิ้มแล้วเอ่ย
"อาการป่วยของลู่เฉาหายดีแล้วจริงๆ ด้วย ผู้นำตระกูลลู่ ไม่ทราบว่าได้หมอเทวดาท่านใดมาช่วยเหลือ ถึงได้เก่งกาจรักษาอาการป่วยของเขาจนหายดีได้?"
ลู่จิ่งเฉิงมีสีหน้าเรียบเฉย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เฉาเอ๋อร์ไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอะไรนักหรอก"
"โอ้?"
เจ้าตำหนักเฉิงอวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาฉายแววสงสัย
"ตอนนั้นตระกูลลู่ของพวกท่านระดมกำลังตามหาหมอเลื่องชื่อกันให้วุ่น ข้านึกว่าลู่เฉาบาดเจ็บหนักมากเสียอีก ที่แท้ข้าก็กังวลมากไปเอง"
เมื่อเจ้าตำหนักเฉิงอวิ๋นเห็นว่าลู่จิ่งเฉิงไม่เอ่ยปาก ก็ยิ้มแล้วกล่าวต่อ
"ลู่เฉาเด็กคนนี้สืบทอดพรสวรรค์ของท่านมาเต็มๆ เลยนะ อายุเพียงเท่านี้ แต่กลับมีระดับการบำเพ็ญเพียรและความแข็งแกร่งถึงเพียงนี้"
จังหวะนั้นเอง ประมุขสำนักจี๋เต้าที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็แค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมา
"ก็แค่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปเท่านั้นแหละ"
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของลู่จิ่งเฉิงเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
ประมุขสำนักจี๋เต้ามองไปยังลู่จิ่งเฉิง เอ่ยปากเหน็บแนม
"ผู้นำตระกูลลู่ ท่านนี่ช่างเป็นคนใหญ่คนโตที่ขี้ลืมเสียจริง นึกไม่ถึงเลยว่าหลังจากตระกูลลู่ถูกลอบโจมตี กลับไม่มีการตอบโต้ใดๆ เลย หรือว่าจะกลัวขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจว? หรือว่ากลัวเสิ่นเคอกันแน่?"
ลู่จิ่งเฉิงตอกกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ประมุขหนานหรง ท่านเองก็เป็นคนใหญ่คนโตที่ขี้ลืมเช่นกันมิใช่หรือ? เรื่องที่ถูกเสิ่นเคอหลอกปั่นหัวในแดนลับจักรพรรดิหลิงคราวก่อน ท่านลืมไปแล้วหรือ?"
สีหน้าของประมุขสำนักจี๋เต้าพลันมืดครึ้มลงในพริบตา
ยามนี้ ผู้คนของตระกูลลู่และสำนักจี๋เต้าต่างสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันกดดันถึงขีดสุด จนหวาดหวั่นและไม่มีใครกล้าแม้แต่จะปริปากพูด
เจ้าตำหนักเฉิงอวิ๋นเพียงอมยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
ประมุขสำนักจี๋เต้ายิ้มเย็นชา แววตาไร้ซึ่งรอยยิ้ม
"ข้าย่อมไม่ปล่อยเสิ่นเคอไปแน่"