- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 632 งานชุมนุมเริ่มต้น
ตอนที่ 632 งานชุมนุมเริ่มต้น
ตอนที่ 632 งานชุมนุมเริ่มต้น
เขายังพูดไม่ทันจบ จู่ๆ ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ยื่นมือมาจากด้านหลังตงฟางซิ่นแล้วปิดปากเขาเอาไว้แน่น
"อื้อๆ... อื้อ..."
สัญญาณเตือนภัยในใจเสิ่นเยียนดังลั่น ขณะกำลังจะเรียกกระบี่สั้นออกมา นางก็เห็นชายวัยกลางคนผู้มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าเอ่ยขึ้น
"ศิษย์สายตรงของสำนักเฉียนคุนงั้นหรือ? เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสฉีใช่หรือไม่? ข้าคือผู้นำตระกูลตงฟางคนปัจจุบัน"
ผู้นำตระกูลตงฟางงั้นหรือ?
นั่นก็หมายความว่าเขาคือบิดาของตงฟางซิ่น
จังหวะนั้นเอง ในที่สุดตงฟางซิ่นก็ดิ้นจนหลุดออกมาได้ เขาหอบหายใจเฮือก สัญชาตญาณสั่งให้เตรียมเผ่นหนี ทว่าคอเสื้อด้านหลังกลับถูกผู้นำตระกูลตงฟางหิ้วเอาไว้แน่น
"ท่านพ่อ ปล่อยข้านะ!"
เสิ่นเยียนก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ยกมือขึ้นประสานคารวะตามมารยาทผู้น้อย
"ศิษย์สายตรงสำนักเฉียนคุน เสิ่นเยียน คารวะผู้นำตระกูลตงฟางเจ้าค่ะ"
ผู้นำตระกูลตงฟางพิจารณาเสิ่นเยียนอย่างเงียบๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนโยน
"ซิ่นเอ๋อร์คงสร้างความลำบากให้เจ้าแล้ว"
"ไม่เลยเจ้าค่ะ"
เสิ่นเยียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ผู้นำตระกูลตงฟางยิ้มบางๆ แล้วพาตัวตงฟางซิ่นจากไป
หลังจากเจอเรื่องวุ่นวายเล็กๆ นี้ เสิ่นเยียนก็หมดอารมณ์จะเดินสำรวจต่อ จึงกลับไปที่เรือนหมายเลขเก้าก่อนเวลา
ในหัวพลางนึกถึงคำพูดของตงฟางซิ่นขึ้นมา
ต้นนภาซุกซ่อนความลับอันใดเอาไว้กันแน่?
ไม่รู้ด้วยเหตุใด มันกลับทำให้นางรู้สึกสนใจขึ้นมาเสียแล้ว
เสิ่นเยียนยกมือเคาะประตูเบาๆ ไม่นานประตูก็เปิดออก คนที่ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าคือจิงจื่อฝู
"ศิษย์น้องเสิ่น"
"ศิษย์พี่จิง"
เสิ่นเยียนตอบรับอย่างมีมารยาท
ทั้งสองพยักหน้าให้กัน จากนั้นเสิ่นเยียนก็เดินเข้าไปด้านใน
การตกแต่งภายในห้องดูเรียบง่าย ซ้ายขวามีเตียงวางอยู่ฝั่งละหลัง ตรงกลางมีฉากกั้นขวางไว้ จิงจื่อฝูเลือกเตียงฝั่งซ้ายไปแล้ว เสิ่นเยียนจึงเดินไปที่เตียงฝั่งขวา
ทั่วทั้งห้องเงียบสงัด ราวกับได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของพวกนางทั้งสอง
จิงจื่อฝูและเสิ่นเยียนนั่งลงบนเตียงของตน เริ่มหลับตาทำสมาธิบำเพ็ญเพียร สีหน้าจดจ่อ ลมหายใจสม่ำเสมอ ราวกับตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์
วันที่สามหลังจากพวกเสิ่นเยียนมาถึงเกาะเทียนคง ก็มีข่าวหนึ่งแพร่สะพัดมา
เสิ่นเคอนำขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวเดินทางมาถึงเกาะเทียนคงแล้ว
ข่าวนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเกาะอย่างรวดเร็ว
ขุมกำลังใหญ่ต่างๆ ล้วนส่งสายลับออกไปสืบสถานการณ์ หลังจากตรวจสอบอยู่พักหนึ่ง พวกเขาก็พบว่าขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวที่มาเยือนครานี้มีจำนวนคนมหาศาลเกือบหนึ่งพันคน! อีกทั้งความแข็งแกร่งโดยรวมยังสูงล้ำจนน่าประหวั่น
ทว่าสิ่งที่ดึงดูดความสนใจได้มากที่สุดก็ยังคงเป็นตัวเสิ่นเคอ นางสวมชุดราชสำนักอันวิจิตรตระการตาตามแบบฉบับราชวงศ์เทียนโจว ใบหน้าสวมหน้ากากลึกลับ ดูสูงศักดิ์และน่าเกรงขาม นางนั่งอยู่บนเกี้ยวโอ่อ่าที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวมาอย่างเชื่องช้า ความยิ่งใหญ่ของขบวนทำเอาผู้คนต้องเดาะลิ้นด้วยความตกตะลึง
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดระแวง และไม่มีใครกล้าเข้าไปล่วงเกินสุ่มสี่สุ่มห้า
แน่นอนว่า การเหยียบย่างขึ้นเกาะเทียนคงของราชวงศ์เทียนโจวนั้นไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว
เพราะมีมือสังหารนับสิบที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดปรากฏตัวขึ้น หมายจะลอบสังหารเสิ่นเคอ
ทว่าในวินาทีเป็นตาย คนทั้งแปดแห่งหน่วย "อสุรา" ก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างทันท่วงที!
พวกเขาทุกคนสวมหน้ากากสีเงินครึ่งซีก ปลดปล่อยกลิ่นอายหนาวเหน็บยะเยือก เพียงแค่แปดคนก็สามารถต้านทานและกวาดล้างมือสังหารเหล่านั้นจนหมดสิ้น
เพียงชั่วข้ามคืน ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวก็กลายเป็นจุดสนใจอันดับหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน ขบวนของราชวงศ์เทียนโจวก็มุ่งหน้าไปยังจวนประมุขเกาะ
การคุ้มกันของจวนประมุขเกาะนั้นเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง เมื่อขบวนมาถึง หัวหน้าองครักษ์ผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงไร้ความปรานี
"ท่านประมุขเกาะมีคำสั่ง อนุญาตให้แต่ละขุมกำลังส่งตัวแทนเข้าไปได้เพียงสองคนเท่านั้น"
สิ้นคำ 'เสิ่นเคอ' ที่นั่งอยู่บนเกี้ยวก็เลิกม่านโปร่งขึ้น
ชายชราผู้หนึ่งรีบเดินเข้าไปข้างเกี้ยว ยกท่อนแขนขึ้นอย่างนอบน้อม ปล่อยให้มือเรียวของ 'เสิ่นเคอ' วางทาบลงมาเบาๆ ก่อนจะประคองนางลงจากเกี้ยวอย่างระมัดระวัง
สายตาทุกคู่รอบด้านต่างจับจ้องไปที่องค์หญิงใหญ่เสิ่นเคอในข่าวลือเป็นตาเดียว แม้จะไม่อาจมองเห็นใบหน้าชัดเจน แต่ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายสูงศักดิ์และท่วงท่าอันสง่างาม
นี่หรือคือองค์หญิงองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์เทียนโจว?
และยังเป็นพระเชษฐภคินีของจักรพรรดิหลิง... เสิ่นชู?
ผู้คนได้แต่ทอดสายตามอง 'เสิ่นเคอ' และชายชราเดินเข้าไปในจวนประมุขเกาะอย่างไม่รีบร้อน
ส่วนเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในนั้น... ไม่มีใครอาจล่วงรู้ได้เลย
ขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวเข้าพักบนเกาะเทียนคงได้สำเร็จ
เรื่องนี้สร้างแรงกดดันและทำให้หลายขุมกำลังสัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม
อีกสองวันให้หลัง การแข่งขันจัดอันดับขุมกำลังแดนฉางหมิงก็จะเริ่มขึ้น เมื่อมีตัวแปรอย่างราชวงศ์เทียนโจวเข้ามาร่วมวง ผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นเช่นไร... ไม่อาจคาดเดาได้เลยจริงๆ
เรือนหมายเลขเก้า
ภายในห้อง เสิ่นเยียนได้รับข้อความเสียงจากท่านอาเจิง นางส่งสัมผัสวิญญาณเข้าไปรับฟังเนื้อหาด้านในจนจบ
แววตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย
นางส่งข้อความเสียงตอบกลับไป
จังหวะนั้นเอง ฉากกั้นก็ถูกเคาะเบาๆ หนึ่งครั้ง
เสิ่นเยียนเงยหน้ามอง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือใบหน้าอันเย็นชาของจิงจื่อฝู ทว่าแววตากลับดูล่อกแล่กหลบเลี่ยงอย่างผิดธรรมชาติอยู่บ้าง
"ศิษย์พี่จิง มีธุระอันใดหรือ?"
จิงจื่อฝูเม้มริมฝีปาก ในที่สุดก็ยอมเอ่ยปากถาม
"ช่วงสองสามวันนี้ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าดูเหมือนจะสนิทสนมกับซุ่ยฉางอวิ้นแห่งตำหนักเฉิงอวิ๋น..."
เสิ่นเยียนมองนางด้วยสีหน้าไม่เปลี่ยน
เมื่อจิงจื่อฝูสบเข้ากับดวงตาที่ราวกับมองทะลุจิตใจคนได้ของเสิ่นเยียน ภายในใจก็เกิดความว้าวุ่นเล็กน้อย นางถามต่อ
"ข้าอยากรู้ว่า เจ้ากับเขาเป็นอะไรกัน?"
เสิ่นเยียนตอบ
"นับว่าเป็นสหาย"
เมื่อได้ยินคำตอบ สีหน้าของจิงจื่อฝูก็ราบเรียบจนมองไม่ออกถึงความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ นางกล่าวคำว่า 'ตกลง' และขณะกำลังจะหันหลังกลับไปยังฝั่งของตน เสิ่นเยียนก็ส่งเสียงเรียกเอาไว้
"ศิษย์พี่จิง ท่านรู้จักฉางอวิ้นหรือ?"
ฝีเท้าของจิงจื่อฝูชะงักไปเล็กน้อย ใจอยากจะพยักหน้า แต่สุดท้ายก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
"ไม่รู้จัก"
เสิ่นเยียนถามอีกครั้ง
"ศิษย์พี่จิง ท่านไม่ได้ชอบศิษย์พี่อี้หลิงฮวั่นใช่หรือไม่?"
แววตาของจิงจื่อฝูหม่นแสงลง น้ำเสียงเย็นชาจับใจ
"ไม่ได้เป็นเช่นนั้น"
เสิ่นเยียนมองแผ่นหลังบอบบางของนาง
"ศิษย์พี่จิง ขอเสียมารยาทถามสักหน่อย ท่านกับศิษย์พี่อี้ตกลงหมั้นหมายกันได้อย่างไรหรือ? เป็นเพราะใจตรงกัน? หรือว่าเป็นคำสั่งของบุพการี?"
จิงจื่อฝูหันมามองนางด้วยสายตาลึกซึ้งแวบหนึ่ง
"เรื่องนี้มันสำคัญด้วยหรือ?"
สองวันต่อมา
แสงแดดสาดส่องสดใส สายลมพัดโชยแผ่วเบา
งานชุมนุมฉางหมิงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!
ยามนี้เกาะเทียนคงคึกคักเป็นอย่างยิ่ง ผู้คนแทบทั้งหมดล้วนมารวมตัวกันที่ลานกว้าง ทุกคนต่างพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น เฝ้ารอคอยการประลองอันยอดเยี่ยมและการแข่งขันอันดุเดือดของงานชุมนุมครั้งนี้
ลานกว้างซึ่งเป็นสถานที่จัดการแข่งขันอันเป็นสัญลักษณ์ของเกาะเทียนคง ถูกจัดเตรียมไว้อย่างโอ่อ่าและน่าเกรงขามมาเนิ่นนานแล้ว ที่นั่งผู้ชมกว้างขวางล้อมรอบอยู่ทุกสารทิศ อัดแน่นไปด้วยฝูงชนจนเต็มทุกที่นั่ง
ส่วนตรงกลางคือลานประลองขนาดใหญ่มหึมา มันจะกลายเป็นเวทีให้เหล่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์ได้แสดงความแข็งแกร่งและช่วงชิงความรุ่งโรจน์
เมื่อเวลาผ่านไป ขุมกำลังใหญ่ต่างๆ ก็ทยอยปรากฏตัว พวกเขาต่างพกพาสีหน้าเปี่ยมความมั่นใจและหยิ่งทะนง เข้าประจำที่นั่งตามลำดับ
ทางด้านผู้ตัดสินทั้งสิบคนของการแข่งขันจัดอันดับขุมกำลัง ก็ได้มาปรากฏตัวบนลานกว้างตั้งแต่เนิ่นๆ พวกเขาล้วนสวมหน้ากากสีเขียวรูปทรงใบไม้ต้นนภา แววตาเยือกเย็นเฉียบคม รอบกายปลดปล่อยกลิ่นอายอันลึกล้ำแข็งแกร่ง
ประมุขเกาะเทียนคงนั่งตัวตรงอยู่บนตำแหน่งประธาน นางสวมชุดกระโปรงสีดำที่มีลวดลายซับซ้อนดูโบราณ แผ่นหลังเหยียดตรง นางเองก็สวมหน้ากากเอาไว้เช่นกัน ทำให้ยากจะมองเห็นใบหน้าที่แท้จริง
ข้างกายเต็มไปด้วยองครักษ์ของเกาะเทียนคงอารักขาอย่างแน่นหนา
ผู้คนจำนวนไม่น้อยลอบมองนางด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนกระทั่งขุมกำลังราชวงศ์เทียนโจวเดินเข้ามา พวกเขาถึงได้ละสายตาไปจับจ้องร่างของ 'เสิ่นเคอ' ผู้นั้นแทน
และท่ามกลางขบวนของสำนักเฉียนคุน เสิ่นเยียนก็เงยหน้าขึ้น สายตาสอดประสานเข้ากับ 'เสิ่นเคอ' ผู้นั้นในชั่วพริบตาเดียว