- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 627 อัจฉริยะจากทั่วสารทิศ
ตอนที่ 627 อัจฉริยะจากทั่วสารทิศ
ตอนที่ 627 อัจฉริยะจากทั่วสารทิศ
ผู้นำตระกูลตงฟางคล้ายได้ยินถ้อยคำนั้น จึงหันขวับกลับมามอง
เด็กหนุ่มใจหล่นวูบ รีบยกพัดขนนกขึ้นบังหน้า แสร้งทำทีว่าไม่มีอันใดเกิดขึ้น
ทว่าวินาทีต่อมา เก้าอี้โยกที่เขากำลังเอนกายพลันส่งเสียงดัง 'กรอบแกรบ' กะทันหัน ก่อนจะแตกหักพังครืนลงในพริบตา
ตามด้วยเสียง 'ปัง' สนั่นหวั่นไหว ร่างของเด็กหนุ่มร่วงกระแทกพื้นดาดฟ้าเรืออันแข็งกระด้างเข้าอย่างจัง
เด็กหนุ่มเจ็บจนหน้ายู่หลับตาปี๋ ร้องโอดครวญออกมาอย่างอดไม่อยู่
“โอ๊ย!”
ผู้คนบนดาดฟ้าเรือเมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวต่างก็มีสีหน้าตื่นตระหนก พากันกรูกันเข้ามาล้อมรอบทิศที่เด็กหนุ่มอยู่ สีหน้าแต่ละคนเต็มไปด้วยความห่วงใย เอ่ยถามอย่างร้อนรน
“นายน้อย ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่?!”
“อยู่ดีๆ เก้าอี้โยกพังทลายลงมาได้อย่างไรกัน?”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งรีบตะโกนสั่งการเสียงหลง
“ใครก็ได้ รีบไปเชิญท่านหมอมาดูอาการนายน้อยเร็วเข้า!”
ตอนนั้นเอง น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังก็ดังขึ้น ราวกับเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องไปทั่วทั้งดาดฟ้าเรือ
“ปล่อยให้เขาลุกขึ้นมาเอง พวกเจ้าก็อย่าตามใจเขานักเลย!”
เมื่อมองตามเสียงไป ก็เห็นเพียงใบหน้าดำทะมึนของผู้นำตระกูลตงฟาง แววตาคมกริบดุจใบมีดนั้นทำให้พวกเขาต้องชะงักฝีเท้าลง ก่อนรับคำอย่างนอบน้อม
“ขอรับ ท่านผู้นำ!”
ผู้นำตระกูลตงฟางจ้องมองเด็กหนุ่มชุดทองที่กำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้นด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ เขาเพียงสะบัดมือเบาๆ ม่านพลังปราณก็ควบแน่นขึ้น สกัดกั้นเสียงจากภายนอกและป้องกันไม่ให้ผู้ใดแอบฟัง
เขาเอ่ยเสียงขรึม
“ตงฟางซิ่น มานี่”
เด็กหนุ่มเพิ่งจะหยัดกายลุกขึ้นยืน เมื่อได้ยินเช่นนั้นแววตาก็ฉายความตื่นตระหนก บนใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติปรากฏรอยยิ้มประจบประแจงขึ้นมาทันที เขาอ้าปากร้องเรียก
“ท่านพ่อ...”
ผู้นำตระกูลตงฟางเอ่ยขัดขึ้น
“จอมปลอม”
ตงฟางซิ่นถึงกับสะอึก ใบหน้าเต็มไปด้วยความน้อยใจ
“...ท่านพ่อ ท่านกำลังแก้แค้นข้าอยู่หรือ?”
ผู้นำตระกูลตงฟางเอ่ยอย่างเอือมระอาที่บุตรชายไม่เอาถ่าน
“เจ้ามีความเคารพต่อบิดาตัวเองบ้างหรือไม่?”
แท้จริงแล้วเขาอยากจะด่าทอให้มากกว่านี้ ทว่าติดที่มีคนอยู่มากหน้าหลายตา จึงต้องเหลือหน้าให้เจ้าเด็กนี่บ้าง
ตงฟางซิ่นก้มหน้าลง
“ท่านพ่อ ข้าผิดไปแล้ว”
เมื่อผู้นำตระกูลตงฟางเห็นเช่นนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก
“พวกเราใกล้จะถึงเกาะเทียนคงแล้ว ในช่วงเวลานี้จงระมัดระวังคำพูดและการกระทำของเจ้าให้ดี และเก็บนิสัยคุณชายเสเพลของเจ้าไปเสียด้วย”
ตงฟางซิ่นรับคำอย่างว่าง่าย
“ขอรับ”
ขณะเดียวกัน บนท้องทะเลก็มีเรือปราณปรากฏเพิ่มขึ้นอีกหลายลำ ตราสัญลักษณ์บนธงของพวกเขาเตะตาขุมกำลังจำนวนไม่น้อย
“นั่นตราสัญลักษณ์เรือของตระกูลเฮ่อเหลียนนี่”
“ได้ยินมาว่า เฮ่อเหลียนอวี้สิง นายน้อยใหญ่ตระกูลเฮ่อเหลียน ทะลวงถึงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นหกแล้ว ช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์เหนือล้ำจริงๆ”
“ก่อนหน้านี้ตระกูลเฮ่อเหลียนเพิ่งจะถูกลอบโจมตีไม่ใช่หรือ? ฝ่ายที่ลอบโจมตียังจับตัวเฮ่อเหลียนหวยไปอีกด้วย จนป่านนี้ยังไม่รู้ชะตากรรมเลย”
“พูดถึงเรื่องนี้ พวกเจ้าเห็นเรือของตระกูลลู่บ้างหรือไม่?”
“ไม่เห็นเลย ตระกูลฮู่แห่งนครไป๋เฟิ่งก็ยังมาไม่ถึงเช่นกัน”
มีคนทอดสายตามองไปแต่ไกล พลางชี้ไปยังเบื้องหน้า
“นั่นใช่เรือของสำนักสือฟางหรือไม่?”
“เป็นเรือของสำนักสือฟางจริงๆ ด้วย”
“ในบรรดาขุมกำลังสิบอันดับแรก ตอนนี้มีสำนักสือฟาง ตระกูลเฮ่อเหลียน ตระกูลตงฟาง ภูเขาไท่ชู และเกาะทะเลพรหมมาถึงแล้ว ยังขาดสำนักจี๋เต้า ตำหนักเฉิงอวิ๋น ตระกูลลู่แห่งเมืองเหิงโจว ตระกูลฮู่แห่งเมืองไป๋หู่ และสำนักเฉียนคุนที่ยังมาไม่ถึง”
“ได้ยินมาว่าระดับการบำเพ็ญเพียรของเหวินเหรินจี้แห่งตำหนักเฉิงอวิ๋น ก้าวหน้าถึงระดับวิญญาณจักรพรรดิขั้นหกแล้ว! พรสวรรค์ของคนผู้นี้ช่างร้ายกาจเกินไปจริงๆ! เขามาจากภพเบื้องล่างแท้ๆ มาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงสองปีด้วยซ้ำ”
“สวรรค์ พรสวรรค์ในการฝึกตนของเหวินเหรินจี้ช่างน่าอิจฉาเสียจริง!”
“แล้วซุ่ยฉางอวิ้น ศิษย์พี่ใหญ่ของตำหนักเฉิงอวิ๋นล่ะ? ตอนนี้ระดับการฝึกตนของเขาเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เรื่องนี้... ไม่ได้ยินข่าวคราวเลยนะ”
เวลานี้ บรรยากาศบนท้องทะเลเริ่มคึกคักและดุเดือดขึ้นมาอย่างผิดปกติ แทบทุกคนต่างพากันสนทนาถึงการประลองที่กำลังจะมาถึง รวมถึงสถานการณ์ของขุมอำนาจต่างๆ
บนเรือปราณลำหนึ่งของสำนักสือฟาง เด็กหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งรวบผมหางม้าสูง ร่างของเขาพิงขอบเรือ ทอดสายตามองเรือที่อยู่รายล้อม
ตอนนั้นเอง คนกลุ่มหนึ่งก็เดินมาทางด้านหลังของเขา
เด็กสาวชุดเขียวหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพราเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว นางยกมือตบไหล่อิ่งฉี พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มสดใส
“อิ่งฉี เจ้าเห็นเรือปราณของสำนักเฉียนคุนหรือไม่?”
อิ่งฉีหันขวับกลับมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดายเล็กน้อย
“สำนักเฉียนคุนยังมาไม่ถึงเลย”
หญิงสาวอีกคนเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มอ่อนโยน
“สำนักเฉียนคุนอยู่ห่างจากที่นี่ค่อนข้างไกล จะมาถึงช้าไปสักหน่อยก็สมเหตุสมผลอยู่”
เด็กสาวชุดเขียวขยับเข้าไปใกล้ คล้องแขนหญิงสาวอย่างสนิทสนม พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มร่าเริง
“ศิษย์พี่หญิงกงซุน ท่านเองก็อยากเจอพวกเขาใช่หรือไม่?”
กงซุนยวิ่นทอดถอนใจ
“ใช่ ไม่ได้พบพวกเขานานมากแล้วจริงๆ”
แววตาของเด็กสาวชุดเขียวเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น
“ข้าอยากเจอเสิ่นเยียน! ข้าจะประลองฝีมือกับนาง! ที่ข้าขยันฝึกฝนอย่างหนักก็เพื่อจะเอาชนะนางให้ได้!”
ทันใดนั้น ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาก็หัวเราะขึ้นมา
“ยวี่เอ๋อร์ คนที่ฝึกฝนอย่างหนักบนโลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงเจ้าคนเดียวเสียหน่อย ดังนั้น เตรียมใจรับความพ่ายแพ้ไว้เถอะ”
พอโม่ยวี่เอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าก็มืดทะมึนลงทันที นางยกขาเตะใส่เซี่ยฉางเฟิงอย่างแรง ทว่ากลับถูกเขาใช้มือรับเอาไว้ได้
“เซี่ยฉางเฟิง!”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนกำลังจะลงไม้ลงมือกัน อิ่งฉีและกงซุนยวิ่นจึงรีบจับแยก
เวลานี้ มีเรือปราณสีดำลำหนึ่งแล่นผ่านด้านข้างพวกเขาไปอย่างเชื่องช้า
พวกเขาเงยหน้ามองไป เห็นเพียงหนุ่มสาวไม่กี่คนยืนอยู่ริมขอบเรือ ซึ่งคนเหล่านั้นก็กำลังหันมามองทางนี้เช่นกัน
ม่านตาของอิ่งฉีหดเกร็ง เขารีบคว้าขอบเรือไว้แน่น ความเคียดแค้นในแววตาราวกับจะทะลักทลาย น้ำเสียงพลันเย็นเยียบลง
“ไป๋... อู๋... หมิง!”
ในบรรดากลุ่มหนุ่มสาวริมขอบเรือปราณลำข้างๆ นั้น มีเด็กหนุ่มรูปงามเรือนผมสีเงินขาวผู้หนึ่ง เขาเองก็คล้ายจะจดจำพวกอิ่งฉีได้เช่นกัน มุมปากเขาหยักยิ้ม โน้มตัวลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งเท้าคาง รอยยิ้มนั้นแฝงความยั่วยวนกวนประสาท
เมื่ออิ่งฉีเห็นภาพนั้น ในหัวก็อดนึกถึงเรื่องราวที่เคยเผชิญบนเกาะป้านเยวี่ยไม่ได้... เขามองดูฝูซานตายตกด้วยเงื้อมมือของไป๋อู๋หมิงต่อหน้าต่อตา...
ดวงตาของเขาแดงก่ำ ความโกรธเกรี้ยวพลุ่งพล่านในอก แทบอยากจะพุ่งตัวเข้าไปสังหารเจ้าไป๋อู๋หมิงผู้นี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด!
กงซุนยวิ่นและเซี่ยฉางเฟิงรีบดึงตัวเขาเอาไว้
“อย่าหุนหันพลันแล่น!”
ชายหนุ่มชุดม่วงที่อยู่ข้างกายไป๋อู๋หมิงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“อู๋หมิง เจ้ารู้จักพวกเขาหรือ?”
ไป๋อู๋หมิงสบตากับอิ่งฉี พลางยิ้มบางๆ
“ก็แค่ผู้แพ้ใต้เงื้อมมือข้าเท่านั้น”
ชายหนุ่มชุดม่วงเลิกคิ้วอย่างสนใจ สายตากวาดมองใบหน้าของคนทั้งสี่ในกลุ่มอิ่งฉี ก่อนจะหยุดลงที่เรือนร่างของกงซุนยวิ่นเป็นจุดสุดท้าย
“โอ้?”
งดงามไม่เบาเลยเชียว
ชายหนุ่มชุดม่วงยกยิ้มมุมปาก กล่าวแนะนำตัวอย่างผ่าเผย
“สวัสดีทุกท่าน ข้าขอแนะนำตัวเสียหน่อย ข้าคือศิษย์พี่รองแห่งเกาะทะเลพรหม นามว่าซือเซ่าอวี๋ ไม่ทราบว่าพอจะทราบนามของพวกเจ้าได้หรือไม่?”
ศิษย์พี่รองแห่งเกาะทะเลพรหม ซือเซ่าอวี๋งั้นหรือ?
นั่นก็คือผู้ใช้พฤกษาวิญญาณอัจฉริยะ ที่ใช้ร่างกายตนกลายสภาพเป็นกำแพงต้นไม้ยักษ์ ขัดขวางสิ่งชั่วร้ายนับไม่ถ้วนในสงครามกับพวกนอกรีตผู้นั้นใช่หรือไม่?
ทว่ายังไม่ทันที่ทั้งสี่คนกลุ่มอิ่งฉีจะได้เอ่ยปาก ชายหนุ่มอีกคนก็กล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงดูแคลน
“เซ่าอวี๋ เจ้าจะไปเปลืองน้ำลายกับพวกเขากันทำไม พวกเราไม่มีความจำเป็นต้องทำความรู้จักคนพวกนี้เลยสักนิด”
ซือเซ่าอวี๋ยิ้มอย่างจนใจ
“ศิษย์น้องหนิงซุน จะกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ถูก ออกเดินทางท่องเที่ยวด้านนอก การผูกมิตรกว้างขวางก็ยังเป็นเรื่องจำเป็นอยู่นะ”
หนิงซุนได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มตอบอย่างขอไปที ดูเหมือนจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดของเขานัก