เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 626 มุ่งหน้าสู่เกาะเทียนคง

ตอนที่ 626 มุ่งหน้าสู่เกาะเทียนคง

ตอนที่ 626 มุ่งหน้าสู่เกาะเทียนคง


เซียวเจ๋อชวนกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“คนโง่ย่อมไม่รู้ตัวว่าตัวเองโง่”

“เจ้าหมาชวน!”

จูเก๋อโย่วหลินโกรธจัดจนขนลุกซู่ เขาพุ่งเข้าหาเซียวเจ๋อชวนทันทีหมายจะซัดกันสักตั้ง

ทว่ายังไม่ทันได้ลงมือ เสียงอันคุ้นเคยก็ตวาดลั่นมาจากเบื้องหลัง

“จูเก๋อโย่วหลิน ไสหัวมาหาอาจารย์เดี๋ยวนี้!”

ครู่ต่อมา

เรือปราณทั้งเจ็ดลำของสำนักเฉียนคุนแล่นฉิวอยู่กลางอากาศ หากมองให้ดีจะเห็นภาพฉากหนึ่ง...

เด็กหนุ่มผมแดงคนหนึ่งกำลังกางแขน สองมือเกาะขอบเรือปราณไว้แน่น ร่างห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ แกว่งไกวไปมาตามแรงลมกระหน่ำ

เด็กหนุ่มแหกปากร้องไห้ไร้น้ำตา

“อาจารย์ ข้าผิดไปแล้ว! ข้าจะไม่ทะเลาะกับเจ้าหมาชวนอีกแล้ว!”

เวลานี้ ผู้คนที่โดยสารอยู่บนเรือปราณอีกหกลำต่างสังเกตเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี ล้วนมีสีหน้าประหลาดใจ

“นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น?!”

“นั่นมันศิษย์รักของผู้อาวุโสฉีไม่ใช่หรือ?”

“เจ้าหมอนี่ต้องไปก่อเรื่องมาอีกแน่ ฮ่าฮ่าฮ่า...”

ผู้อาวุโสหกลูบเคราหัวเราะลั่น

“ยังหนุ่มยังแน่นนี่มันดีจริงๆ นะ”

ปู่เฟิงยิ้มบาง

ขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสฉีกลับนั่งนิ่งอย่างใจเย็น ด้านข้างมีโต๊ะวางชุดน้ำชา เขารินชาอย่างไม่เร่งร้อน ยกถ้วยขึ้นเป่าเบาๆ

แล้วค่อยๆ ลิ้มรสอย่างเชื่องช้า

บรรดาศิษย์บนดาดฟ้าเรือเห็นเช่นนั้นต่างรู้สึกซับซ้อนในใจ

ดูท่าการเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสฉีจะมีความเสี่ยงสูงไม่น้อย ทว่าพวกเขากลับไม่รู้เลยว่า เป็นเพราะจูเก๋อโย่วหลินดื้อรั้นและชอบหาเรื่องใส่ตัวมากเกินไป หากไม่สั่งสอนให้หนักเสียบ้างก็คงไม่รู้จักหลาบจำ

สหายกลุ่มอสุราเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่มผมแดง

“รีบดึงข้าขึ้นไปเร็วเข้า!”

ดวงตาของเด็กหนุ่มทอประกายความหวัง

“พลังปราณของข้าถูกอาจารย์ผนึกไว้หมดแล้ว”

เวินอวี้ชูเงยหน้ามองฟ้าพลางเอ่ยขึ้น

“ทิวทัศน์ตรงนี้ไม่เลวเลย”

“อืม ไม่เลว”

เผยซู่กล่าวเสริม

“เอ๊ะ ตรงนี้เหมือนจะมีของสกปรกติดอยู่เลยนะ”

เซียวเจ๋อชวนก้มมอง ใบหน้าเรียบเฉย พลางยื่นมือไปง้างนิ้วของจูเก๋อโย่วหลินออกทีละนิ้วอย่างออกแรง

“เจ้าอย่าทำอะไรบ้าๆ นะ!”

จูเก๋อโย่วหลินร้องเสียงหลงด้วยความหวาดผวา

อวี่ฉางอิงแสร้งทำทีตกใจ

“อ้าว น้องโย่วหลิน เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ?”

ม่านตาของจูเก๋อโย่วหลินเบิกกว้าง โพล่งเสียงดัง

“ฉางอิง พี่สาวฉางอิงช่วยข้าด้วย!”

อวี่ฉางอิงยกมือทาบอก สายตาใสซื่อ

“แต่ร่างกายข้าอ่อนแอปวกเปียก คงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้หรอกนะ”

จูเก๋อโย่วหลินโกรธจนแทบคลั่ง

มือซ้ายของเขาถูกเซียวเจ๋อชวนง้างออกไปแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงมือเดียวที่เกาะขอบเรือไว้ แรงกดดันที่ต้องทนรับจึงเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวีในพริบตา

ใบหน้าหล่อเหลาขาวผ่องแดงก่ำ กัดฟันกรอดจ้องมองพวกเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

เสิ่นเยียนถอนหายใจเบาๆ

“เอาล่ะ”

เมื่อได้ยินคำนี้ จูเก๋อโย่วหลินก็ใจชื้นขึ้นมา

“เยียนเยียน ยังคงเป็นเจ้า...”

ยังพูดไม่ทันจบ เสียงของเสิ่นเยียนก็ดังแทรกขึ้น

“ได้เวลาผลักเขาลงไปแล้ว”

จูเก๋อโย่วหลินเบิกตากว้าง สีหน้าตื่นตะลึงราวกับไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ทว่ายังไม่ทันได้ตอบสนองสิ่งใด เซียวเจ๋อชวนก็ดึงมืออีกข้างของเขาออกอย่างรุนแรงโดยไร้ความปรานี

เมื่อไร้ที่ยึดเกาะ ร่างของจูเก๋อโย่วหลินก็เสียสมดุลทันที เขาร่วงหล่นวูบราวกับนกปีกหัก

เด็กหนุ่มตะเกียกตะกายโบกแขนกลางอากาศ พยายามไขว่คว้าหาทางรอด แต่ก็ไร้ผล

เขาคำรามลั่นด้วยความแค้นเคือง

“ข้าเกลียดพวกเจ้า!!!”

บรรดาศิษย์สำนักเฉียนคุนที่เห็นฉากชวนหวาดเสียวต่างเบิกตาค้าง มองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา คิดไม่ถึงเลยว่าศิษย์พี่เสิ่นและคนอื่นๆ จะกล้าผลักศิษย์พี่จูเก๋อลงไปจริงๆ!

ทว่าขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนก เถาวัลย์สีเขียวเส้นหนึ่งก็พุ่งทะยานลงเบื้องล่างรวดเร็วปานสายฟ้า รัดเอวเด็กหนุ่มผมแดงไว้แน่น ก่อนจะกระชากร่างเขากลับขึ้นมาอย่างแรง

การดึงขึ้นดึงลงกะทันหันเช่นนี้ทำเอาหัวใจจูเก๋อโย่วหลินเต้นโครมครามแทบจะกระดอนหลุดจากคอหอย

ทว่าความตื่นเต้นเฉียดตายกลับทำให้เลือดในกายสูบฉีดจนคึกคัก เขาอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างยิงฟันขาวสะอาด

ตื่นเต้นชะมัด!

เขาชอบนักเชียว!

“ข้าให้อภัยพวกเจ้าแล้ว!”

เด็กหนุ่มผมแดงหัวเราะลั่น ทว่าในใจกลับแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างหยิ่งยโส

เหล่าสหายได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขำ

ด้านผู้อาวุโสฉีที่กำลังจิบชาอยู่ส่ายหน้าเบาๆ แต่บนใบหน้ากลับซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่อยู่

ช่าง...

สั่งสอนยากเสียจริง

หลังผ่านเหตุการณ์นี้ ศิษย์สำนักเฉียนคุนจำนวนไม่น้อยก็เริ่มหันมาให้ความสนใจกับกลุ่มแปดอสุรา

ส่วนจิงจื่อฝูมองไปทางกลุ่มแปดอสุราแวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตาทอดมองไปไกลแสนไกล ราวกับจมดิ่งลงในห้วงความทรงจำ

ทว่าไม่นาน ความทรงจำของนางก็ถูกอี้หลิงฮวั่นขัดจังหวะ

“ศิษย์น้อง เจ้ายิ้มแล้วถึงจะงดงามนะ”

จิงจื่อฝูดึงสติกลับมา นางนิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด

เขาจึงกล่าวเสียงเบาอีกครั้ง

“ศิษย์น้อง รอให้งานชุมนุมฉางหมิงจบลง พวกเรามาผูกพันธะคู่บำเพ็ญกันเถอะ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น นัยน์ตาของจิงจื่อฝูก็สั่นไหว ก่อนจะค่อยๆ หม่นแสงลง

นางยังคงไม่เอ่ยคำใด

ทว่าอี้หลิงฮวั่นกลับมีความอดทนอย่างเหลือล้น

รุ่งอรุณในห้าวันต่อมา แสงแดดสาดส่องผ่านหมู่เมฆกระทบผืนทะเลจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ

บริเวณรอยต่อระหว่างแดนเทียนจี๋และภูเขาไท่ชู คือน่านน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาล เวลานี้ เหนือน่านน้ำมีเรือปราณปรากฏขึ้นนับไม่ถ้วน

เรือปราณขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป ทว่าล้วนมีรูปทรงวิจิตรบรรจงและแผ่ซ่านคลื่นพลังปราณอันแข็งแกร่ง

บนเรือปราณทุกลำมีธงโบกสะบัด ปักลวดลายและตราสัญลักษณ์ไม่ซ้ำกัน บ่งบอกถึงขุมกำลังต้นสังกัดอย่างชัดเจน

ธงบางผืนปักตราตระกูลเก่าแก่ บางผืนเป็นสัญลักษณ์สำนัก และยังมีบางผืนที่เป็นเครื่องหมายของหอการค้าหรือขุมอำนาจอื่นๆ

บรรดาธงโบกสะบัดพลิ้วไหวท้าลมทะเล คลอเคล้าไปกับเสียงพูดคุยเจรจาที่ดังสลับกันไปมา

เหนือผืนทะเล สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือเรือปราณสีทองลำยักษ์ เปรียบเสมือนอสูรกายตัวมหึมาที่ลอยเด่นอยู่บนผิวน้ำ ยามต้องแสงแดดสาดส่อง แสงสะท้อนจากตัวเรือสีทองก็สว่างจ้าจนผู้คนไม่อาจจ้องมองตรงๆ ได้ สื่อถึงความมั่งคั่งและอำนาจบารมีอย่างแท้จริง

นี่คือเรือปราณของตระกูลตงฟาง หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่

ผู้กุมอำนาจจากหลายขุมกำลังต่างประสานมือคารวะบุคคลบนเรือปราณสีทองด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มประจบสอพลอ

“ผู้นำตระกูลตงฟาง ไม่พบกันเสียนาน นับแต่จากกันคราก่อนก็ผ่านไปหลายปี ท่านยังคงสง่างามเช่นเคยเลยนะขอรับ!”

ผู้กุมอำนาจจากอีกขุมอำนาจหนึ่งก็ไม่ยอมน้อยหน้า รีบเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“ผู้นำตระกูลตงฟาง เลื่อมใสมานาน หวังว่าในวันข้างหน้าจะมีโอกาสได้ร่วมมือกันนะขอรับ”

ชายวัยกลางคนผู้ยืนอยู่ตรงหัวเรือปราณสีทองสวมชุดผ้าไหมชั้นดีเนื้อละเอียดอ่อนนุ่ม ปักลวดลายประณีตงดงามด้วยดิ้นทอง

บุคลิกของเขาสูงส่ง ทุกท่วงท่าแผ่ซ่านกลิ่นอายอันสูงศักดิ์ มุมปากประดับรอยยิ้มบาง เขายกมือประสานตอบรับผู้คนจากเรือปราณรอบข้างเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลัง

“สหายทุกท่าน ขอบคุณที่ระลึกถึง วันนี้มีวาสนาได้มารวมตัวกันที่นี่ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้กุมอำนาจจากหลายสำนักต่างพากันกล่าวตอบเพื่อแสดงความเคารพ

ขณะเดียวกัน บนเรือปราณสีทองลำนั้น... เด็กหนุ่มในชุดสีทองที่กำลังเอนหลังอยู่บนเก้าอี้โยก เมื่อได้ยินบิดาของตนทักทายกับเหล่าผู้กุมอำนาจขุมกำลังเหล่านั้น ก็เอื้อมมือไปเลื่อนพัดขนนกที่ปิดบังใบหน้าออกช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาเพียงข้างเดียว ก่อนเอ่ยออกมาสองคำด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม

“จอมปลอม”

จบบทที่ ตอนที่ 626 มุ่งหน้าสู่เกาะเทียนคง

คัดลอกลิงก์แล้ว