- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 602 ความใจอ่อนเพียงริ้วหนึ่ง
ตอนที่ 602 ความใจอ่อนเพียงริ้วหนึ่ง
ตอนที่ 602 ความใจอ่อนเพียงริ้วหนึ่ง
หลังจากนั้นก้อนกลมสีชิงก็อันตรธานหายไป
นัยน์ตาของเฮ่อเหลียนซางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเคลือบแคลงสงสัย หรือเหตุการณ์ในตอนนั้นจะเป็นเพียงภาพลวงตา? มิเช่นนั้นบุตรสาวคนโตจะรอดชีวิตมาได้อย่างไร แล้วจะมาปรากฏตัวอยู่ในแดนฉางหมิงแห่งนี้ได้อย่างไรกัน!
นางส่งกระแสจิตตอบกลับไป
"ต่อให้นางมาเพื่อเฮ่อเหลียนหวย นางก็ไม่มีปัญญามาต่อกรกับพวกเราหรอกเจ้าค่ะท่านพ่อ หากนางทำเรื่องที่เป็นภัยต่อตระกูลเฮ่อเหลียนของเราหรือตระกูลลู่ ท่านไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกของข้า สมควรจัดการเช่นไรก็จัดการไปตามนั้นเถิด"
กล่าวจบ เงาร่างของเสิ่นเทียนฮ่าวก็วาบขึ้นมาในหัวของเฮ่อเหลียนซางอีกครั้ง
นางเม้มริมฝีปากแน่น
นางเคยรักเสิ่นเทียนฮ่าวในช่วงเวลาสั้นๆ ทว่าความรู้สึกนี้กลับไม่อาจเติมเต็มสิ่งที่นางต้องการได้อย่างแท้จริง
ในตอนนั้น หลังจากกลับมายังตระกูลเฮ่อเหลียน นางก็ได้รับการอบรมสั่งสอนจากเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลจนหูตาสว่างและตระหนักรู้ขึ้นมา
นางรู้สึกว่ายิ่งอยู่เคียงข้างเสิ่นเทียนฮ่าว ชีวิตก็ยิ่งยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ นางไม่อยากระหกระเหินเร่ร่อนเช่นนั้นอีกต่อไป จึงเลือกที่จะกลับมายังตระกูลและยอมเชื่อฟังการจัดแจงให้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์
ทว่าในขณะที่กำลังคิดจะตัดขาดความสัมพันธ์กับเสิ่นเทียนฮ่าว นางกลับพบว่าตนเองตั้งครรภ์เสียแล้ว
ช่วงเวลานั้น นางสับสนและลังเลใจอย่างหนัก ซ้ำยังเคยคิดจะกลับไปอยู่เคียงข้างเสิ่นเทียนฮ่าวเพื่อช่วยกันเลี้ยงดูบุตร
ทว่าทางตระกูลกลับคอยบีบบังคับให้นางเอาเด็กในครรภ์ออกอยู่เสมอ
หลังจากทนทุกข์ทรมานใจอยู่นานหลายวัน ท้ายที่สุดนางก็เลือกที่จะยอมจำนนและดื่มยาขับเลือดเพื่อทำแท้ง
ทว่าเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดก็คือ หลังจากดื่มยาขับเลือดไปแล้ว เด็กกลับไม่แท้งออกมาตามคาด
นางดื่มยาขับเลือดติดต่อกันอีกหลายเทียบ แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม
ยาขับเลือดเหล่านี้ท่านพ่อล้วนลงมือควบคุมการต้มด้วยตนเอง ไม่มีทางเป็นยาปลอมไปได้อย่างเด็ดขาด
เรื่องนี้มันออกจะแปลกประหลาดเกินไปแล้ว!
ภายหลังท่านพ่อจึงตัดสินใจไปขอคำปรึกษาจากปรมาจารย์นักพยากรณ์ผู้เลื่องชื่อและเป็นที่เคารพนับถือผู้หนึ่ง
เมื่อปรมาจารย์ผู้นั้นทำนายดวงชะตาเสร็จสิ้น จู่ๆ เขาก็กระอักเลือดสดคำโต ใบหน้าซีดเผือดลงในชั่วพริบตา นัยน์ตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวและตื่นตะลึง
น้ำเสียงของเขาสั่นสะท้านขณะเอ่ย
"ครรภ์มังกรหงส์ มีชะตาชีวิตที่แข็งแกร่งยิ่งนัก! ไม่อาจสังหารได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์! ในภายภาคหน้า พวกเขาจะต้องทำให้ตระกูลเฮ่อเหลียนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำดินเป็นแน่! หากต้องการจัดการมังกรและหงส์คู่นี้ ก็ต้องรีบสังหารทิ้งทันทีที่ถือกำเนิดขึ้นมา!"
สิ้นคำพูด เส้นผมของปรมาจารย์ก็แปรเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนอย่างกะทันหัน เส้นผมที่เดิมทีดำขลับเปลี่ยนเป็นสีเงินยวงในชั่วพริบตา ราวกับกาลเวลาถูกเร่งให้หมุนเร็วขึ้น ใบหน้าของเขาพลันแก่ชราลง ริ้วรอยเหี่ยวย่นลุกลามราวกับใยแมงมุม ประกายแสงในแววตาค่อยๆ หม่นหมอง ราวกับแก่ชราลงไปหลายสิบปีในคราวเดียว
พอได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของคนในตระกูลเฮ่อเหลียนก็เปลี่ยนไป เมื่อได้เห็นสภาพของปรมาจารย์ ภายในใจก็ยิ่งตื่นตระหนกจนหาที่เปรียบมิได้
การเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำดินงั้นหรือ?
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งรีบร้อนเอ่ยถาม
"ตกลงแล้วมันคือการเปลี่ยนแปลงเช่นไรกันแน่?"
ปรมาจารย์ส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง แววตาสับสนมึนงงวูบผ่าน
"เป็นโชคดีหรือเคราะห์ร้าย ยังมิอาจล่วงรู้ได้"
เมื่อเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลคิดจะเอ่ยถามอีกครั้ง ปรมาจารย์ก็เงียบงันไปเสียแล้ว เขาหลับตาแน่น สีหน้าเผยให้เห็นถึงความเจ็บปวด ชัดเจนว่าไม่ต้องการพูดอะไรให้มากความอีก เขาได้รับผลสะท้อนกลับอย่างรุนแรง ทั้งร่างกายและจิตใจล้วนบาดเจ็บสาหัส
หลังจากส่งปรมาจารย์กลับไป เหล่าผู้อาวุโสแห่งตระกูลเฮ่อเหลียนก็เริ่มปรึกษาหารือกัน
ผู้อาวุโสส่วนใหญ่ล้วนเห็นพ้องว่าไม่ควรเก็บทารกในครรภ์ของเฮ่อเหลียนซางเอาไว้!
เพราะตระกูลเฮ่อเหลียนในตอนนี้ไม่ได้ต้องการให้ทารกแฝดชายหญิงคู่นี้ถือกำเนิดขึ้นมา สิ่งที่พวกเขาสนใจมากกว่าคือการให้เฮ่อเหลียนซางแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลลู่
มีเพียงการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลลู่เท่านั้น ตระกูลเฮ่อเหลียนของพวกเขาถึงจะสามารถยืนหยัดอยู่ในแดนฉางหมิงได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น
สภาพจิตใจของเฮ่อเหลียนซางในเวลานั้น ย่อมหนีไม่พ้นความหวาดหวั่นและกระวนกระวายใจ
ดังนั้น เมื่อเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลสั่งให้นางสังหารเด็กทิ้งหลังคลอด นางจึงตอบตกลง
ในช่วงเวลานั้น นางหวาดผวา ทั้งยังรู้สึกรังเกียจทารกในครรภ์มากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะบุตรชายและบุตรสาวคู่นี้ ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
...
เมื่อดึงสติกลับมายังปัจจุบัน แววตาของเฮ่อเหลียนซางก็ดุดันขึ้นหลายส่วน
—การเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน?
พวกเขาจะทำให้ตระกูลเฮ่อเหลียนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำดินได้อย่างไร?
เฮ่อเหลียนซางลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ตัดสินใจว่าจะไปพบหน้าเฮ่อเหลียนหวยผู้นี้เสียหน่อย
ภายในคุกใต้ดิน
สตรีผู้แต่งกายงดงามหรูหราเดินลึกเข้าไปในคุกใต้ดินอย่างเชื่องช้า กลิ่นเหม็นคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณทำให้นางขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
"นายหญิง เชิญขอรับ อยู่ด้านหน้านี้เอง"
เฮ่อเหลียนซางข่มความรู้สึกพะอืดพะอมเอาไว้ ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไป
ไม่นานนัก นางก็มองเห็นเด็กหนุ่มที่ถูกคุมขังอยู่ในนั้น ศีรษะของเขาแตกจนเลือดอาบ สติสัมปชัญญะเลื่อนลอย สภาพดูน่าเวทนายิ่งนัก
เด็กหนุ่มดูเหมือนจะรับรู้ได้ว่ามีคนมา เขาฝืนลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพตรงหน้าคือความเป็นจริงและฝันร้ายที่ทับซ้อนกันไปมา
คนตรงหน้านี้...
คือผู้ใดกัน?
วินาทีแรกที่เฮ่อเหลียนซางมองเห็นเขา นางก็ขมวดคิ้วมุ่น แววตารังเกียจวูบผ่านนัยน์ตา
"เหตุใดเจ้าถึงได้ทำร้ายตัวเองจนมีสภาพเช่นนี้?"
เสิ่นหวยดูเหมือนจะได้ยินเสียงของนาง เขาช้อนตาขึ้นจ้องมองนางเขม็ง
ยามที่เฮ่อเหลียนซางสบเข้ากับสายตาของเขา ภายในใจก็พลันสะดุ้งเฮือก เพราะนางหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ในตอนนั้นขึ้นมาอีกแล้ว
เฮ่อเหลียนซางสูดลมหายใจเข้าลึก นางจ้องมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาเฉียบขาด น้ำเสียงเย็นชาไร้เยื่อใย
"อย่าได้สร้างความวุ่นวายให้ข้าอีก และอย่าได้มาเล่นลูกไม้ใดๆ กับข้า รอให้อาการบาดเจ็บของเจาเอ๋อร์หายดีเมื่อใด ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป"
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็ค่อยๆ เผยอริมฝีปากแห้งผาก เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"ท่านคือ... ผู้ใด?"
สิ้นคำถามนั้น เฮ่อเหลียนซางก็ชะงักงันไปชั่วขณะ
ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ นางไม่เคยปรากฏตัวให้เขาเห็นหน้าเลย
เป็นเพราะนางเกรงว่าเขาจะมาคอยตามตอแย
เฮ่อเหลียนซางอึกอักคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนลงไป นางมองเห็นเงาของเสิ่นเทียนฮ่าวลางๆ จากใบหน้าที่เปรอะเปื้อนสิ่งสกปรกของเขา ภายในใจพลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
สีหน้าของนางตื่นตระหนก ก่อนจะก้าวถอยหลังไปหลายก้าว
เมื่อหัวหน้าผู้คุ้มกันเห็นเช่นนั้น จึงเอ่ยถามด้วยความกังวล
"นายหญิง?"
ความคิดของเฮ่อเหลียนซางค่อยๆ ล่องลอยออกไปไกล ราวกับได้ย้อนกลับไปบนภูเขาหิมะอันหนาวเหน็บเมื่อหลายปีก่อน นางยังจำเหตุการณ์ในตอนนั้นได้อย่างชัดเจน ลมหนาวพัดกระหน่ำ หิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ทั่วทั้งฟ้าดินตกอยู่ในความเงียบสงัด
ณ ยอดเขาหิมะ เด็กหนุ่มในชุดขาวผู้หนึ่งยืนตระหง่านท้าสายลม พายุพัดโหมกระหน่ำจนผ้าผูกผมสีม่วงของเขาปลิวไสว ทว่ากลับมิอาจสั่นคลอนท่วงท่าของเขาได้เลย เขากุมกระบี่ยาวเอาไว้ในมือ ตัวกระบี่ส่องประกายเย็นยะเยือก ขับเน้นให้ใบหน้าอันหล่อเหลาไร้ที่ติของเขาดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
ส่วนเฮ่อเหลียนซางในตอนนั้นกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางภูเขาหิมะ โดยมีกลุ่มผู้คุ้มกันผู้ภักดีคอยอารักขาอยู่
นางเงยหน้าขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ สายตาสบเข้ากับเด็กหนุ่มพอดี
ในวินาทีนั้น เวลาราวกับหยุดนิ่ง นางรู้สึกเพียงแค่ว่าหัวใจเต้นแรง ลมหายใจเริ่มติดขัด เด็กหนุ่มยิ้มออกมาบางๆ จากนั้นร่างของเขาก็พลิ้วไหว ก่อนจะหายลับไปท่ามกลางทุ่งหิมะอันกว้างใหญ่ไพศาล
นางจดจำเรื่องราวนี้มาเนิ่นนาน
จนกระทั่งเวลาผ่านไป นางถึงได้พบกับเขาอีกครั้ง
นางชอบท่าทางอันสง่างามผ่าเผยของเขา ชอบกลิ่นอายอันบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับแสงจันทร์สุกสกาวบนท้องฟ้าของเขา ทว่านางกลับปรารถนาที่จะได้รับความสนใจและความรักจากเขามากยิ่งกว่า หวังเพียงให้ในสายตาของเขามีเพียงนางแค่คนเดียว
นางพยายามเข้าใกล้เขาอย่างไม่ลดละ
ในตอนแรก เขาไม่ได้ชอบนางเลยแม้แต่น้อย
ทว่านางก็งัดเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ น้อยๆ มาใช้มากมาย เพื่อทำให้เขาหันมาชอบและหึงหวงนาง
เรื่องราวในวันวานฉายชัดขึ้นในห้วงความคิดของนางอีกครั้ง
ใช่แล้ว นางเคยรักเขา
แต่เหตุใดภายหลังนางถึงไม่รักเขาแล้วเล่า?
เฮ่อเหลียนซางยกมือขึ้นห้ามไม่ให้หัวหน้าผู้คุ้มกันเดินเข้ามาใกล้ นางก้มหน้าลงเพื่อรวบรวมสติและสงบอารมณ์
นางเงยหน้าขึ้นมา ปรายตามองเสิ่นหวยแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการหัวหน้าผู้คุ้มกัน
"ดูแลเขาให้ดี นอกจากการห้ามปล่อยเขาไปแล้ว ก็จงตอบสนองความต้องการอื่นๆ ของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"
นี่คือความใจอ่อนเพียงริ้วเดียวที่นางเหลือไว้ให้แก่พวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย