เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 582 ข้าไม่เสียใจ

ตอนที่ 582 ข้าไม่เสียใจ

ตอนที่ 582 ข้าไม่เสียใจ


เด็กหนุ่มโอบกอดตอบชายชราพลางหัวเราะเสียงเบา

"ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะขอรับ ท่านเจ้าเขต"

เมื่อได้ยินคำเรียกขานนั้น ชายชราผมขาวพลันเปลี่ยนสีหน้า แสร้งทำเป็นโกรธขึงพร้อมกับถลึงตาใส่เด็กหนุ่มทันที

"เจ้าเรียกข้าเช่นนี้ ช่างห่างเหินกันเกินไปแล้ว!"

พูดจบ ชายชราก็คว้าแขนเด็กหนุ่ม หมายจะพาเข้าไปในจวนเจ้าเขตแห่งเขตที่หนึ่งอย่างกระตือรือร้น

"เข้ามาเร็วเข้า รีบเข้ามา"

"เดี๋ยวก่อนขอรับ"

เด็กหนุ่มยิ้มอย่างจนใจ

"สหายของข้ายังอยู่ด้านนอกนะขอรับ"

ชายชราได้ยินดังนั้นจึงเพิ่งหันไปมองกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ยืนอยู่หน้าประตูจวน ใบหน้าของเขาฉายแววประหลาดใจ ก่อนจะตวัดสายตามองเด็กหนุ่มแวบหนึ่งแล้วเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง

"นี่คือสหายของเจ้าจริงๆ หรือ?"

"ขอรับ"

"เชื่อใจได้หรือไม่?"

ชายชราขมวดคิ้ว เอ่ยถามย้ำเพื่อความมั่นใจ

เด็กหนุ่มพยักหน้าพลางระบายยิ้ม

"เชื่อใจได้ขอรับ"

"เช่นนั้นก็ดี!"

ชายชราคลายความระแวดระวังลงเล็กน้อย เขาชายตามองกลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านั้น เพียงปราดเดียวก็มองทะลุถึงตบะบำเพ็ญเพียรของพวกเขา... เป็นแค่ผู้ที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ระดับรวบรวมปราณเท่านั้น

อ่อนแอถึงเพียงนี้ มาที่แดนมืดมิใช่ว่ารนหาที่ตายหรอกหรือ?

ชายชราหัวเราะร่วน

"ในเมื่อพวกเจ้าเป็นสหายของอาชู เช่นนั้นก็เข้ามาพักผ่อนด้านในเถิด"

เด็กหนุ่มยิ้มพลางหันไปกวักมือเรียกพวกเขาทั้งหก

"ยังรออะไรอยู่อีก? มาเถอะ"

พวกเขามองหน้ากันเลิกลัก ก่อนจะทำความเคารพชายชราในฐานะผู้น้อยแล้วจึงก้าวเดินตามเข้าไป

ชายชราพยักหน้าแผ่วเบาพลางดึงแขนเด็กหนุ่มไว้

"มีเรื่องอะไรค่อยเข้าไปคุยกันด้านใน ข้างนอกคนพลุกพล่าน พูดจาไม่สะดวก"

"ขอรับ"

ณ ห้องโถงใหญ่ภายในจวนเจ้าเขต ชายชรานั่งประทับบนตำแหน่งประธาน ทอดสายตามองลงไปยังกลุ่มคนหนุ่มสาวทั้งเจ็ดที่อยู่เบื้องล่าง

แววตาของชายชราฉายแววอ่อนโยนขึ้น เขาเลื่อนมือไปกวักเรียกเด็กหนุ่มผู้สวมหน้ากากเงินครึ่งซีก

เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างพลางเอ่ยแนะนำอย่างเป็นทางการ

"ท่านตาขอรับ ทั้งหกคนนี้ล้วนเป็นสหายของข้า"

ชายชราพยักหน้ารับ

เด็กหนุ่มหันไปบอกกล่าวกับคนทั้งหกที่อยู่เบื้องล่าง

"ส่วนนี่คือท่านตาของข้า... เจ้าเขตแห่งเขตที่หนึ่ง นามว่าจ๋ายหยวนจง"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งหกคนก็ไม่ได้มีสีหน้าประหลาดใจ เพราะก่อนจะมาที่นี่ เวินอวี้ชูได้บอกเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้าเขตแห่งเขตที่หนึ่งให้ฟังคร่าวๆ แล้ว

พวกเขาก้าวสืบเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

"พวกเราขอคารวะผู้อาวุโสจ๋าย"

จ๋ายหยวนจงเห็นดังนั้นก็เผยยิ้มละมุนพลางพยักหน้า

"ดี... หากไม่รังเกียจ พวกเจ้าช่วยแนะนำตัวสักหน่อยได้หรือไม่ ข้าเองก็อยากทำความรู้จักกับสหายของอาชูเช่นกัน"

"ย่อมได้เจ้าค่ะ"

เด็กสาวหน้าตาสะสวยเอ่ยกลั้วยิ้ม

"ผู้อาวุโสจ๋าย พวกเราล้วนมาจากแดนประจิมแห่งดินแดนกุยหยวน และเป็นสหายของพี่อวี้ชูเจ้าค่ะ ข้าเป็นบุตรีของเจ้าเมืองเมืองแดนประจิม มีนามว่าอวี่ฉางอิง"

"เผยซู่ สำนักเทียนฟาง"

"เซียวเจ๋อชวน"

"เจียงเสียนเยวี่ย"

"ฉือเยว่"

"เสี่ยวเหยียอย่างข้าคือผู้สืบทอดด้ายวิญญาณ... นามว่าจูเก๋อโย่วหลิน!"

จ๋ายหยวนจงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยังเด็กหนุ่มผมแดง พินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งพลางนึกขำในใจ... เจ้าเด็กนี่ช่างโอหังนัก ถึงกับกล้าแทนตัวว่า 'เสี่ยวเหยีย' ต่อหน้าเขาเชียวหรือ

จ๋ายหยวนจงระบายยิ้ม

"พวกเจ้าเดินทางมาไกลคงจะเหนื่อยกันแล้ว ข้าสั่งให้คนไปจัดเตรียมห้องพักไว้ให้แล้ว พักผ่อนอยู่ในจวนนี้ตามสบายเถอะ"

ท่าทีของเขาไม่ได้ดูต้อนรับขับสู้เป็นพิเศษ ทว่าก็ไม่ได้จงใจเย็นชาหมางเมิน

"ขอบพระคุณผู้อาวุโสจ๋ายเจ้าค่ะ"

อวี่ฉางอิงยิ้มรับคำ

ก่อนจะก้าวออกจากห้องโถงใหญ่ พวกเขาหันไปมองเวินอวี้ชูแวบหนึ่ง

เวินอวี้ชูทำเพียงยกยิ้มบางอย่างสงบเยือกเย็น

คล้อยหลังคนกลุ่มนั้น จ๋ายหยวนจงก็ผุดลุกขึ้นยืนทันที เขารีบฉุดดึงแขนเวินอวี้ชูตรงไปยังห้องหนังสืออย่างรอช้าไม่ได้

เมื่อเข้ามาในห้องหนังสือ สีหน้าของจ๋ายหยวนจงพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดถึงขีดสุด เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม

"อาชู เหตุใดเจ้าถึงมาที่แดนมืด?!"

"ท่านตา อาชูมีเรื่องอยากจะขอร้องขอรับ"

เวินอวี้ชูเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"เรื่องอะไร?"

เวินอวี้ชูบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมา

"ข้ามีสหายคนหนึ่งถูกลอบทำร้ายจนหลุดเข้ามาในแดนมืด จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้เบาะแสแน่ชัด ข้าจึงอยากขอให้ท่านตาช่วยสืบหาร่องรอยของนางให้หน่อยขอรับ"

สีหน้าของจ๋ายหยวนจงเย็นเยียบลงเรื่อยๆ เขาตวัดสายตามองเวินอวี้ชูด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง

"เจ้ารู้หรือไม่ว่าการเหยียบย่างเข้าสู่แดนมืดมันอันตรายมากเพียงใด?! ต่อให้มีเรื่องด่วน เจ้าก็แค่ส่งคนมาส่งข่าวให้ข้าได้ แต่ห้ามเอาตัวเองมาเสี่ยงอันตรายที่นี่เด็ดขาด!"

เวินอวี้ชูฟังคำตักเตือนแล้วทำเพียงหลุบตาลงต่ำ

แววตาของจ๋ายหยวนจงแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

"สิบสามปีแล้ว... ท่านตาไม่ได้พบหน้าเจ้ามาสิบสามปีเต็ม แต่เพื่อความปลอดภัยของตัวเจ้าเอง ข้าถึงต้องหักห้ามใจไม่ไปเจอหน้าเจ้ามาตลอด เจ้ารู้ไหมว่าตอนที่ได้ยินรายงานว่าเจ้ามาที่นี่ ในใจของข้ามันทั้งตระหนก ทั้งดีใจ และหวาดหวั่นมากเพียงใด"

"ท่านตา ครั้งนี้เป็นข้าที่วู่วามไปเองขอรับ" เวินอวี้ชูเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย

"แต่ข้าไม่นึกเสียใจเลย"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จ๋ายหยวนจงก็จ้องมองหลานชายอย่างลึกซึ้ง

"สหายของเจ้าที่หายตัวไปคนนั้น... สรุปแล้วเป็นใครกันแน่?"

"นางมีนามว่าเสิ่นเยียน เป็นหัวหน้าทีมของข้า และเป็นสหายคนสำคัญขอรับ"

"เสิ่นเยียน?"

จ๋ายหยวนจงขมวดคิ้วมุ่น

"เจ้าชอบพอนางรึ?"

เวินอวี้ชูชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบส่ายหน้าปฏิเสธ

"ไม่ใช่ขอรับ"

ในใจของจ๋ายหยวนจงยิ่งทวีความไม่พอใจ ขนาดไม่ใช่สตรีที่พึงใจ เป็นเพียงแค่สหายคนหนึ่ง... ยังคุ้มค่าให้หลานชายของเขาเอาชีวิตมาเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

เขาเอ่ยกับเวินอวี้ชูด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

"คืนนี้ท่านตาจะส่งพวกเจ้ากลับไป ส่วนคนที่เจ้าตามหา ข้าจะส่งคนออกไปสืบข่าวเอง หากพบตัวเมื่อใดจะรีบแจ้งให้เจ้าทราบและส่งตัวนางกลับไปทันที"

เวินอวี้ชูฟังแล้วก็ไม่อาจเอ่ยปากปฏิเสธได้แม้แต่คำเดียว เพราะรู้ดีว่านี่คือหนทางที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้

จ๋ายหยวนจงจ้องมองหน้ากากเงินครึ่งซีกบนใบหน้าของหลานชาย แววตาแปรเปลี่ยนเป็นลึกล้ำยากหยั่งถึง เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปจับขอบหน้ากากอย่างเบามือแล้วถอดมันออก... เผยให้เห็นลวดลายอักขระผนึกสีดำสลับแดงอันหนาแน่น ลึกลับพิศวงชวนให้รู้สึกสยดสยองไม่น้อย

จ๋ายหยวนจงคล้ายกับนึกถึงอดีตอันปวดร้าว ขอบตาพลันแดงระเรื่อขึ้นมาในพริบตา

เขาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

"อาชู... เจ้าห้ามคลายผนึกนี้ออกเด็ดขาด มิฉะนั้นเจ้าจะต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส และตกเป็นเป้าหมายที่ทุกคนจ้องทำลาย!"

"เจ้าห้ามเดินตามรอยเท้าของแม่เจ้าเด็ดขาด! และห้ามปริปากบอกความลับนี้กับใครเป็นอันขาด จำไว้... ห้ามเด็ดขาด!"

ชายชรากำชับด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง

นัยน์ตาของเวินอวี้ชูฉายแววโศกเศร้าแวบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เขาเม้มริมฝีปากแน่น

"...ขอรับ"

จ๋ายหยวนจงกล่าวต่อ

"อย่าไปเชื่อใจพวกสหายของเจ้าให้มากนัก มนุษย์เราน่ะ... พร้อมจะทรยศหักหลังกันได้เสมอเพื่อผลประโยชน์ แม่ของเจ้าก็เพราะเชื่อใจมนุษย์มากเกินไป สุดท้ายถึงต้องลงเอยเช่นนั้น..."

เมื่อหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ในส่วนลึกของความทรงจำ หัวใจของเวินอวี้ชูพลันรัดแน่นราวกับถูกมือลึกลับบีบเค้นจนแทับหายใจไม่ออก สีหน้าของเขาเย็นเยียบลงหลายส่วน

ทว่าเมื่อภาพเรื่องราวที่เคยผ่านเป็นผ่านตายร่วมกับเสิ่นเยียนและทีมแล่นเข้ามาในหัว ภายในใจของเขากลับเริ่มบังเกิดความสับสน

พวกเขา... จะทรยศข้าจริงๆ หรือ?

ทันทีที่คิดเช่นนั้น ความอึดอัดพลันแผ่ซ่านไปทั่วอก

สุดท้าย เวินอวี้ชูจึงเอ่ยกับจ๋ายหยวนจงแผ่วเบา

"ท่านตา... บางทีพวกเขาอาจจะไม่เหมือนมนุษย์พวกนั้นก็ได้ขอรับ"

กล่าวจบ เขาก็หลุบตาลงต่ำ

เขารู้ดี... รู้ว่าทีมนี้เคยผ่านเรื่องราวอันบิดเบี้ยวและน่ารังเกียจมาไม่น้อย ทั้งการหลอกใช้ หักหลัง เฉยชา และเห็นแก่ตัว ทว่า—

ชนวนเหตุของเรื่องเหล่านั้น มันเป็นเพียงเพราะตอนนั้นพวกเขาก็เป็นแค่คนแปลกหน้าต่อกัน

แต่ในยามนี้ เวินอวี้ชูไม่อาจมองพวกเขาเป็นคนแปลกหน้าได้อีกต่อไปแล้ว พวกเขาคือ... สหายร่วมเป็นร่วมตายของเขา

จ๋ายหยวนจงได้ยินเช่นนั้น ในอกพลันดิ่งวูบ

เขาขบกรามพลางกำหมัดแน่น อยากเอ่ยปากแย้งทว่าก็รู้ดีว่าพูดไปตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์

คนพวกนั้นมีดีอะไรกันแน่ ถึงขั้นทำให้หลานชายผู้เฉลียวฉลาดและระแวดระวังตัวของเขายอมมอบความจริงใจให้หมดหน้าตักเช่นนี้?!

จบบทที่ ตอนที่ 582 ข้าไม่เสียใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว