- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 581 พวกเขามาแล้ว
ตอนที่ 581 พวกเขามาแล้ว
ตอนที่ 581 พวกเขามาแล้ว
"พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิง!"
ท่านอาเจิงรับคำอย่างนอบน้อม ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"องค์หญิง ให้กระหม่อมคุ้มกันท่านกลับจวนหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
เสิ่นเยียนสั่งการอย่างเยือกเย็น
"พวกเจ้าส่งคนเจ็บกลับจวนไปก่อน นำหินแสงศักดิ์สิทธิ์วางไว้ข้างกายพวกเขา ให้แสงศักดิ์สิทธิ์สะกดการกัดกร่อนจากน้ำทมิฬไว้ ข้ายังต้องรอคน"
"รอท่านจุนซ่างผู้นั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
ท่านอาเจิงชะงักไปเล็กน้อย
เสิ่นเยียนส่งเสียง 'อืม' แผ่วเบา
"เช่นนั้นพวกกระหม่อมจะอยู่เป็นเพื่อนองค์หญิง รอที่นี่พ่ะย่ะค่ะ"
ท่านอาเจิงค้อมศีรษะลงเล็กน้อยด้วยความเคารพอย่างถึงที่สุด
เสิ่นเยียนมองไปยังพวกเขา
นางเพิ่งสังเกตเห็นว่าขุนนางเฒ่าทั้งสิบหกคน บัดนี้กลับเหลืออยู่เพียงสิบสองคนเท่านั้น
ในจำนวนนั้น มีขุนนางเฒ่าสองคนที่ถูกน้ำทมิฬกัดกร่อนจนบาดเจ็บสาหัส แม้สติสัมปชัญญะยังคงแจ่มใส ทว่าใบหน้ากลับซีดเผือดและมีเหงื่อกาฬไหลโซม
สีหน้าของเสิ่นเยียนเคร่งขรึมลงเล็กน้อย นางพาไป๋เจ๋อเดินตรงไปเบื้องหน้าพวกเขาทั้งสอง ก่อนจะหยิบหินแสงศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือจากการใช้ในแดนต้องห้ามจิ้นซวีออกมา
"องค์หญิง?"
ขุนนางเฒ่าทั้งสองอุทานด้วยความตกใจระคนปีติ
เสิ่นเยียนเอ่ยเสียงเรียบ
"ข้าจะช่วยจัดการบาดแผลที่ถูกน้ำทมิฬกัดกร่อนให้พวกท่านก่อน ขั้นตอนการถอนน้ำทมิฬออกมานั้นเจ็บปวดอย่างยิ่ง เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดี"
ขุนนางเฒ่าทั้งสองได้ยินดังนั้นก็รีบขานรับ
ภายในใจของพวกเขารู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก อย่างน้อยสิ่งที่ทุ่มเทไปก็ใช่ว่าจะไร้ผลตอบแทน
เสิ่นเยียนอาศัยพลังแสงศักดิ์สิทธิ์ของไป๋เจ๋อผสานเข้ากับอินเวท จากนั้นจึงใช้กลิ่นอายจากหินแสงศักดิ์สิทธิ์ขับไล่น้ำทมิฬที่ตกค้างอยู่บริเวณปากแผลของพวกเขาออกมา!
ผู้คนที่เห็นภาพนี้ต่างมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปหลากหลาย
ส่วนเหล่าองครักษ์ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากน้ำทมิฬต่างขบกรามแน่น สายตาจดจ้องภาพที่เสิ่นเยียนขับไล่น้ำทมิฬให้กับขุนนางเฒ่าทั้งสอง ในใจพลันบังเกิดความหวังสายหนึ่งขึ้นมา
มันสามารถรักษาให้หายได้จริงๆ หรือ?
ท่านอาเจิงเห็นเช่นนั้น แววตาพลันซับซ้อนขึ้นมา เขาสบตากับขุนนางเฒ่าคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างกาย ก่อนจะเฝ้ามองภาพนั้นเงียบๆ
เวลาผ่านไปราวหนึ่งเค่อ
เสิ่นเยียนจึงรั้งมือกลับ
ขุนนางเฒ่าทั้งสองพลันรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวขึ้นมาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ อีกทั้งสติสัมปชัญญะยังแจ่มใสขึ้นกว่าเก่า
พวกเขารีบคุกเข่าโขกศีรษะให้แก่เสิ่นเยียนทันที น้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจ
"ขอบพระทัยองค์หญิงสำหรับพระคุณที่ช่วยชุบชีวิตพ่ะย่ะค่ะ!"
เสิ่นเยียนพยักหน้าแผ่วเบา
"ลุกขึ้นเถิด"
นางหันไปมองท่านอาเจิงและคนอื่นๆ
"พวกเจ้าเข้าใจวิธีรักษานี้หรือไม่?"
ท่านอาเจิงและคนอื่นๆ รีบก้าวมาเบื้องหน้า ประสานมือคารวะ
"องค์หญิง กระหม่อมพอจะเข้าใจอยู่บ้างพ่ะย่ะค่ะ"
"พากพวกเขากลับจวนไปก่อน วิธีรักษานี้ไม่ได้ยากเย็นอันใด ทว่าจำเป็นต้องใช้หินแสงศักดิ์สิทธิ์จำนวนมาก"
เสิ่นเยียนเอ่ย ข้างกายนางมีกลิ่นอายแสงศักดิ์สิทธิ์ของไป๋เจ๋อ ซึ่งสามารถใช้ทดแทนพลังของหินแสงศักดิ์สิทธิ์ได้ในระดับหนึ่ง
ท่านอาเจิงและพรรคพวกพยักหน้ารับคำ พวกเขาไม่ได้รู้จักน้ำทมิฬอย่างลึกซึ้ง ทว่าดูเหมือนองค์หญิงจะเคยรับมือกับน้ำทมิฬมาก่อนหน้านี้แล้ว ถึงได้จัดการทุกอย่างได้อย่างเยือกเย็นยิ่งนัก
ไม่นานนัก ท่านอาเจิงก็ไปจัดการเรื่องที่องค์หญิงสั่งการเอาไว้
ในบรรดาผู้บาดเจ็บมากมายปานนี้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สิ้นไร้ความปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ ส่วนคนที่เหลือต่างก็อยากรอดชีวิตทั้งสิ้น
ท่านอาเจิงส่งคนให้ลำเลียงพวกเขาขึ้นไปบนเรือวิญญาณ
แล้วให้ขุนนางเฒ่าอีกสองคนนำตัวผู้บาดเจ็บส่งกลับไปยังจวนตระกูลเสิ่น
ส่วนท่านอาเจิงยังคงรั้งอยู่ต่อ เพื่อคอยอารักขาอยู่ข้างกายเสิ่นเยียน
ลานประลองสัตว์พังทลายลงมาจนกลายเป็นซากปรักหักพัง ควันไฟคละคลุ้งลอยม้วนตัวไปทั่วทุกหนแห่ง
ในที่สุดเสิ่นเยียนก็ก็นึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาได้ นางจ้องมองไปยังทิศทางซากปรักหักพังของลานประลองสัตว์
"เสิ่นเช่อเล่า? เขาไม่ได้ออกมาจากลานประลองสัตว์หรอกหรือ?"
ท่านอาเจิงตอบอย่างนอบน้อม
"องค์หญิง กระหม่อมส่งคนไปตรวจสอบแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
เสิ่นเยียนได้ยินดังนั้นก็หลุบตาลงเล็กน้อย
แล้วผู้เฒ่าฉิวเล่า?
เขายังอยู่ในลานประลองสัตว์หรือไม่?
เสิ่นเยียนคิดจะไปดูที่ลานประลองสัตว์เสียหน่อย ทว่ากลับถูกท่านอาเจิงเอ่ยห้ามไว้
"องค์หญิง สถานการณ์ที่นั่นยังไม่แน่ชัด เพื่อความปลอดภัยของท่าน ท่านไม่อาจไปที่นั่นได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมส่งคนไปตรวจสอบสถานการณ์แล้ว ขอองค์หญิงโปรดรออีกสักประเดี๋ยวเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เสิ่นเยียนจึงพยักหน้า
นางมองดูมือของตนเอง ก็พบว่าไม่มีร่องรอยบาดแผลเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งตรงบริเวณหน้าอกก็ไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่เลยสักนิดเดียว
หลังจากกลืนเลือดของเฟิงสิงเหยาลงไป อาการบาดเจ็บของนางก็ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ
แววตาของเสิ่นเยียนลุ่มลึกขึ้นเล็กน้อย นางรู้แล้วว่าเหตุใดจึงมีคนมากมายอยากไล่ล่าสังหารเฟิงสิงเหยาถึงเพียงนี้ เป็นเพราะโลหิตในกายของเขามีค่าเทียบเท่ากับยันต์คุ้มกันภัยชั้นเลิศนั่นเอง
ยากจะจินตนาการได้เลยว่า สถานการณ์ที่เขาต้องเผชิญนั้นจะยากลำบากและอันตรายสักเพียงใด
เมื่อหวนคิดมาถึงตรงนี้ หน้าอกของนางก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับมีความเจ็บปวดที่พองโตขึ้นมา
เวลาผ่านไปไม่นาน องครักษ์ที่ถูกส่งไปตรวจสอบก็กลับมา
"เรียนองค์หญิง ภายในซากปรักหักพังของลานประลองสัตว์ถูกม่านพลังปิดผนึกเอาไว้พ่ะย่ะค่ะ ผู้น้อยมิอาจทำลายม่านพลังเข้าไปได้ จึงไม่สามารถตรวจสอบสถานการณ์ด้านในได้พ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อเสิ่นเยียนได้ยินดังนั้น ภาพของผู้เฒ่าฉิวก็แวบเข้ามาในหัว
หรือว่าเขาจะเป็นคนกางม่านพลังนั้นเอาไว้?
"ข้าจะไปดูด้วยตัวเอง"
เสิ่นเยียนเอ่ย
ท่านอาเจิงและพรรคพวกมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ทว่าเมื่อเห็นท่าทีเย็นชาของเสิ่นเยียน ในใจของพวกเขาก็บังเกิดความยำเกรงขึ้นมา ไม่กล้าปฏิเสธการตัดสินใจขององค์หญิงอีก
พวกเขาจึงตัดสินใจติดตามเสิ่นเยียนไปด้วย
ในระหว่างทางที่เร่งรุดไปยังซากปรักหักพังของลานประลองสัตว์ เสิ่นเยียนก็เอ่ยถามพวกเขา
"คนที่ปลอมตัวเป็นข้า มีสถานที่ที่นางมักจะไปเป็นประจำหรือไม่? รวมไปถึงนางมีสหายรู้ใจบ้างหรือเปล่า?"
"สถานที่ที่นางไปเป็นประจำหรือพ่ะย่ะค่ะ..."
ท่านอาเจิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"น่าจะเป็นเขตที่หนึ่งพ่ะย่ะค่ะ! นางสนิทสนมกับเจ้าจวนแห่งจวนจูเฟิ่งในเขตที่หนึ่งมากพ่ะย่ะค่ะ"
เมื่อท่านอาเจิงพูดมาถึงตรงนี้ ก็พลันตระหนักถึงสิ่งใดขึ้นมาได้
"องค์หญิง ท่านคิดว่านางอาจจะหลบหนีไปยังจวนจูเฟิ่งแห่งเขตที่หนึ่งหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
"อืม"
เสิ่นเยียนตอบรับ แววตาของนางมืดมนจนยากจะคาดเดา ตอนนี้นางมั่นใจแล้วว่าสตรีผู้นั้นคือเสิ่นเสวี่ยอย่างแน่นอน ทว่าสิ่งที่ไม่แน่ใจก็คือ เสิ่นเสวี่ยใช่ร่างแยกของนางหรือไม่
นางรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า คนอย่างเสิ่นเสวี่ยเป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น
เบื้องหลังของเสิ่นเสวี่ยน่าจะยังมีมือมืดคอยชักใยสร้างความปั่นป่วนให้กับสถานการณ์อยู้อีก
และเจ้าของมือมืดมือใหญ่นั้น ก็อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปอย่างลึกลับของสายเลือดสายตรงแห่งตระกูลเสิ่นของพวกเขาก็เป็นได้
สรุปแล้วเป็นใครกันแน่?
จู่ๆ ลมหายใจของเสิ่นเยียนก็สะดุดกึก ราวกับนางสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง นางเงยหน้าขึ้นมองไปยังตำแหน่งบนท้องฟ้า ทว่าในชั่วพริบตานั้นดวงตากลับรู้สึกเจ็บปวดแปลบปลาบขึ้นมา
"องค์หญิง!"
"นายท่าน!"
เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นหลายสาย เพียงเห็นดวงตาของเสิ่นเยียนมีเลือดสดซึมไหลออกมา หยดลงมาตามหางตาจนถึงพวงแก้ม
เสิ่นเยียนยังคงเงยหน้าจ้องมองท้องฟ้าเบื้องบน แววตาเย็นเยียบดุดัน
ผู้คนต่างก็มองตามสายตาของนางไป ทว่ากลับไม่เห็นสิ่งผิดปกติอันใดเลยแม้แต่น้อย สรุปแล้วนายท่าน ค้นพบสิ่งใดกันแน่?
"นายท่าน ดวงตาของท่าน..."
ยังไม่ทันที่ไป๋เจ๋อจะกล่าวจบ เสิ่นเยียนก็ละสายตากลับมาแล้ว นางยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดที่ไหลลงมาจากดวงตา ภายในอกแผ่ซ่านไปด้วยจิตสังหารอันเดือดพล่าน
นางนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เรื่องราวความลับที่เกี่ยวกับสายเลือดสายตรงแห่งตระกูลเสิ่น
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ เขตที่หนึ่ง
มีคนกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้ามาในเขตที่หนึ่ง และได้ไปหยุดอยู่ที่หน้าจวนเจ้าเขต
หนึ่งในนั้นมีเด็กหนุ่มที่สวมหน้ากากสีเงินครึ่งซีก รูปร่างของเขาสูงโปร่ง บุคลิกสง่างาม ทุกท่วงท่าการขยับเขยื้อนล้วนแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายอันลึกลับ เส้นผมยาวสยายพริ้วไหวไปตามสายลม บดบังใบหน้าไปซีกหนึ่ง เผยให้เห็นเพียงดวงตาสุกใสที่ลึกล้ำคู่หนึ่งเท่านั้น
เด็กหนุ่มค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้า ล้วงเอาป้ายคำสั่งสลักลวดลายสีทองออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้กับองครักษ์เฝ้าประตู องครักษ์รับป้ายคำสั่งไปพินิจพิจารณาดูอย่างละเอียด บนใบหน้าพลันปรากฏแววตาตื่นตะลึง
"นี่...นี่มัน..."
องครักษ์พูดติดอ่างจนพูดไม่ออก
เด็กหนุ่มยิ้มบางๆ เอ่ยเสียงเบา
"ข้าอยากจะขอพบเจ้าเขตสักครั้ง"
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและทุ้มต่ำ ราวกับแฝงไปด้วยมนตร์ขลังบางอย่างที่ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะหลงใหล
องครักษ์ดึงสติกลับมาได้ ก็รีบพยักหน้าตอบรับ
"โปรดรอสักประเดี๋ยว ข้าจะรีบไปรายงานเจ้าเขตทันทีขอรับ"
พูดจบ เขาก็หุนหันหันหลังเดินจากไปทันที
ผ่านไปเพียงไม่นาน ก็มีชายชราผมขาวร่างสูงใหญ่พุ่งพรวดออกมาอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์ เขาโผเข้ากอดเด็กหนุ่มเอาไว้แน่น ใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและดีใจ ภายในดวงตามีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ
"อาชู!"