- หน้าแรก
- นกสองหัวอันดับหนึ่งแห่งต้าหมิง
- บทที่ 11 ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้คน
บทที่ 11 ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้คน
บทที่ 11 ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้คน
บทที่ 11 ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้คน
ที่ทำการของทางการส่วนใหญ่ในยุคนี้มีจุดเด่นอยู่อย่างหนึ่ง คือพอพลบค่ำก็จะปิดประตูล็อกกุญแจ ตัดขาดโลกภายนอกกับภายในอย่างสิ้นเชิง แม้แต่พระราชวังหลวงก็เป็นเช่นนี้
มีเพียงสถานที่อย่างสถานีพักม้า จุดส่งม้าเร็ว และที่ทำการขนส่งเท่านั้นที่จะเปิดทำการในตอนกลางคืน
เวลาที่ไป๋อวี๋รู้ว่าบิดาถูกจับตัวเข้าไปในโรงช้างก็เป็นช่วงพลบค่ำแล้ว ดังนั้นต่อให้ร้อนรนแค่ไหนในตอนกลางคืนก็เปล่าประโยชน์ โรงช้างไม่เปิดประตูหรอก
ทำได้เพียงแค่ทนรอจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น ถึงจะไปดูสถานการณ์ที่โรงช้างได้
ภายใต้ระบบกองกำลังทหาร สถานการณ์ที่เป็นมาตรฐานโดยทั่วไปก็คือหนึ่งกองกำลังทหารจะควบคุมกองพันหลายๆ กอง
ทว่าโรงช้างนั้นอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน แต่ก็มีระดับเทียบเท่ากับกองพันทั่วไป และผู้บัญชาการสูงสุดก็คือขุนนางระดับห้าขั้นพันทศ
เมื่อไป๋อวี๋รีบไปถึงโรงช้าง ภายในโถงพิจารณาคดีของกองพันกำลังมีการไต่สวนไป๋เหออยู่
ตามธรรมเนียมของยุคนี้ โดยทั่วไปการพิจารณาคดีจะไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไปดูใกล้ๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมในเบื้องหน้า... ขอเพียงเจ้ามีความสามารถเดินไปถึงหน้าประตูศาลได้เท่านั้น
ดังนั้นไป๋อวี๋จึงได้ยืนอยู่ด้านนอกโถงพิจารณาคดีของกองพัน และสังเกตสถานการณ์ภายในอย่างละเอียด
ผู้ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะพิจารณาคดีก็คือนายกองพันจางแห่งโรงช้างแห่งนี้ เขาสวมชุดขุนนางระดับห้า ดูมีสง่าราศีอยู่บ้าง
ส่วนสภาพของไป๋เหอนั้นค่อนข้างน่าเวทนา เนื่องจากอาการบาดเจ็บที่ขาทำให้คุกเข่าฟังการไต่สวนไม่ได้ ผลก็คือถูกบังคับให้นอนคว่ำหน้าลงกับพื้น แล้วถูกไม้พลองหลายอันกดทับไว้อย่างแน่นหนา
สภาพของเขาดูครึ่งเป็นครึ่งตาย ราวกับว่าแค่หายใจแต่ละครั้งก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
เมื่อไป๋อวี๋เห็นภาพนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง ความขุ่นเคืองในใจก็มลายหายไปมาก
จะไปโทษว่าไป๋เหอเป็นตัวถ่วงก็คงไม่ได้ แล้วจะมีใครเล่าที่อยากจะถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างไม่มีเหตุผล?
ความน่าเศร้าที่สุดของคนเล็กๆ ก็คือ บ่อยครั้งที่ไม่อาจลิขิตชะตาชีวิตของตนเองได้
นายกองพันจางตบโต๊ะพิจารณาคดี แล้วพูดเสียงดังว่า "ขณะนี้พบว่าผู้ใช้แรงงานนามว่าไป๋เหอ ได้แอบยักยอกถั่วข้าวสาลีและหญ้าแห้ง วันนี้จึงขอตัดสินโทษดังนี้..."
เมื่อไป๋อวี๋ที่อยู่ด้านนอกได้ยินคำพูดของนายกองพันจาง ก็ยิ่งร้อนใจมากขึ้นไปอีก ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะเลวร้ายกว่าที่คิดไว้เสียอีก!
ตามความรู้ในชาติที่แล้วของเขา การพิจารณาคดีและการตัดสินโทษล้วนต้องใช้เวลาและมีขั้นตอน จะมีที่ไหนที่ตัดสินออกมาเร็วขนาดนี้?
จะมีที่ไหนที่เพิ่งจับคนเมื่อวาน แล้ววันนี้ก็ตัดสินความผิดเลย?
นี่ไม่ได้ยิ่งแสดงให้เห็นหรือว่ามีบางคนกำลังร้อนตัว กลัวว่าถ้ายืดเยื้อไปจะเกิดเรื่องพลิกผัน จึงรีบร้อนอยากจะจัดการเรื่องนี้ให้จบๆ ไป?
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเช่นนั้น ไป๋อวี๋ไม่อาจทนดูไป๋เหอถูกใส่ร้ายและถูกตัดสินความผิดได้ แต่ก็ไม่มีหนทางอื่นจริงๆ
ในสถานการณ์ที่ไร้ทางออก ไป๋อวี๋ทำได้เพียงตะโกนเสียงดังว่า "บิดาของผู้น้อยเป็นคนซื่อสัตย์และขยันขันแข็งมาโดยตลอด ครั้งนี้จะต้องถูกใส่ร้ายอย่างแน่นอน! ขอความกรุณาใต้เท้าพันทศโปรดพิจารณาอย่างรอบคอบ และไต่สวนคดีอย่างละเอียดด้วยเถิดขอรับ!"
จะตะโกนว่าอะไรไม่สำคัญ จุดประสงค์คือเพื่อขัดจังหวะกระบวนการตัดสินของนายกองพันจางไว้ก่อน
หากปล่อยให้มีตัวหนังสือดำบนกระดาษขาวแถมยังประทับตรายืนยันแล้ว ถึงตอนนั้นจะพูดอะไรก็สายไปเสียแล้ว
นายกองพันจางตวาดถาม "ใครบังอาจมาส่งเสียงดังอยู่หน้าประตู?"
ไป๋อวี๋เดินเข้าไปในโถง โค้งคำนับแล้วกล่าวว่า "ผู้น้อยคือบุตรชายคนโตของไป๋เหอ วันนี้มาเพื่อร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมให้บิดาขอรับ!"
ไป๋เหอที่นอนคว่ำอยู่บนพื้นพยายามหันหน้ามามองอย่างยากลำบาก และด่าทอว่า "ไอ้ลูกทรพี เจ้ามาทำไม! รีบไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้!"
นายกองพันจางที่นั่งอยู่ด้านบนแค่นเสียงเย็นชา "ข้าเกลียดพวกเจ้าที่สุด ไม่มีเหตุผลแต่ก็ยังจะดึงดัน อ้าปากก็ร้องขอความเป็นธรรมอย่างมั่วซั่ว ช่างเป็นพวกอันธพาลหน้าด้านจริงๆ!
แต่เจ้ามาก็ถูกเวลาพอดี ในเมื่อเป็นพ่อลูกกันก็รับโทษร่วมกันไปเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตามจับเจ้าอีก!
โทษทัณฑ์และการใช้แรงงานหนักที่พ่อเจ้าทนรับไม่ไหว เจ้าก็มารับแทน ถือเสียว่าเป็นการแสดงความกตัญญูของเจ้าก็แล้วกัน!"
นี่คือสิ่งที่ไป๋อวี๋กลัวจะได้ยินมากที่สุด! ถ้าต้องมารับโทษร่วมกัน การสอบก็พังพินาศหมดสิ!
ต้องเป็นเพราะมีคนกลัวว่าตนจะไปร้องป่าวประกาศขอความเป็นธรรมอยู่ข้างนอกแน่ๆ ถึงได้คิดจะจัดการตนไปพร้อมกันเลย!
เวลานี้ไป๋อวี๋หมดหนทางแล้ว ในเมื่อตอนนี้เขาไม่มีอำนาจใดๆ ไปต่อกรกับความมืดมิด สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงชีวิตเน่าๆ ชีวิตเดียว!
ไป๋อวี๋ที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและเคียดแค้นตัดสินใจสู้ตาย เขาตะโกนลั่น "บิดาของข้าถูกใส่ร้าย ต้องรับความอยุติธรรมอย่างไม่เป็นธรรม ต่อให้ตายข้าก็ไม่ยอมรับ!
หากที่นี่ให้ความยุติธรรมไม่ได้ ข้าก็จะไปร้องเรียน ถ้ายังไม่ได้ความยุติธรรมอีก ข้าก็จะไปตีกลองร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมจากฮ่องเต้!"
นายกองพันจางตบโต๊ะอย่างแรง ตวาดเสียงดัง "บ้าไปแล้ว บ้าไปแล้วจริงๆ! ก่อกวนไร้เหตุผล พูดไม่รู้เรื่อง!
ทหาร จับตัวไอ้เด็กเมื่อวานซืนคนนี้ไว้! ปิดปากมันก่อน แล้วค่อยตีตามคำสั่งข้า!"
ไป๋อวี๋ก็ทุ่มสุดตัวแล้ว เลือดบ้าที่ซ่อนอยู่ในยีนกำเริบขึ้นมา ร้องท้าทายว่า
"เข้ามาตีเลยสิ! ข้าจะเบิกตากว้างๆ ดูว่าพวกเจ้าใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกคนยังไง!
ตราบใดที่วันนี้พวกเจ้าไม่ตีพวกเราสองพ่อลูกให้ตายคาศาลเพื่อปิดปาก ข้าก็จะร้องเรียนไปเรื่อยๆ!"
การใช้ชีวิตอยู่ในยุคที่สิทธิมนุษยชนต่ำเตี้ยเรี่ยดินแบบนี้มันช่างน่าอึดอัดและสิ้นหวังเหลือเกิน ในเมื่อไม่มีความหวังที่จะก้าวหน้าแล้ว อยู่ไปก็ไร้ความหมาย ตายไปก็ช่างหัวมันเถอะ!
เกมของผู้ทะลุมิติอะไรกัน บิดาไม่เล่นแล้วโว้ย!
นายกองพันจางใช้ชีวิตมาหลายสิบปี อาจจะไม่เคยเจอผู้ป่วยจิตเวชแบบนี้มาก่อนจริงๆ จึงทำได้เพียงตะโกนสั่งการซ้ำๆ ว่า "ตี! ตี!"
ทหารยามที่อยู่ด้านข้างพุ่งเข้ามาจับตัวไป๋อวี๋กดลง ยกไม้พลองขึ้นเตรียมจะตีอย่างโหดเหี้ยม
ในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ ก็มีคนตะโกนดังมาจากนอกประตู "หยุดเดี๋ยวนี้!"
นายกองพันจางเงยหน้าขึ้นมอง ก็จำได้ว่าผู้ที่มาเยือนคือ สื่อเฉาปิน ขุนนางสารบรรณแห่งกรมสารบรรณของศูนย์บัญชาการใหญ่นั่นเอง
ดังนั้นเขาจึงรีบลุกขึ้นยืน ก้าวยาวๆ ไปที่ประตู เพื่อต้อนรับขุนนางสารบรรณสื่อเข้ามา
แม้ว่าตำแหน่งของนายกองพันจางจะสูงกว่าขุนนางสารบรรณสื่อ แต่สถานะกลับเทียบกันไม่ติด
คนหนึ่งเป็นนายกองพันชายขอบของหน่วยงานชายขอบ อีกคนเป็นเลขาธิการของศูนย์บัญชาการใหญ่แถมยังเป็นคนสนิทของเจ้านายใหญ่ จะเอามาเปรียบเทียบกันได้อย่างไร?
ปกติขุนนางสารบรรณสื่อไม่เคยมาที่โรงช้างเลย เวลานี้เขาต้องทนสูดกลิ่นเหม็นที่คละคลุ้ง ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า "ที่นี่ของเจ้าคึกคักดีนะ"
นายกองพันจางฉีกยิ้มประจบ "ทำให้นายท่านสื่อต้องขบขันแล้วขอรับ!"
ขุนนางสารบรรณสื่อชี้ไปที่ไป๋อวี๋ แล้วพูดอย่างเรียบเฉยว่า "นั่นคือสหายตัวน้อยที่ข้าเพิ่งรู้จัก ท่านผู้บัญชาการใหญ่ก็กำลังตามหาตัวเขาอยู่ เขาทำผิดอะไรหรือ?"
เชี่ยเอ๊ย! นายกองพันจางตกใจจนหน้าถอดสี นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?
แค่ไต่สวนสองพ่อลูกผู้ใช้แรงงานระดับล่างตัวเล็กๆ ไฉนถึงได้ดึงเอาบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดในจิ่นอีเว่ยเข้ามาเกี่ยวข้องได้?
ถ้าตระกูลไป๋มีเส้นสายแบบนี้ แล้วหลายปีมานี้จะยอมทนเป็นกรรมกรเพื่ออะไรกัน?
ไป๋อวี๋เองก็ประหลาดใจมาก เขาไม่เคยคิดเลยว่า ขุนนางสารบรรณสื่อจะโผล่มายื่นมือเข้าช่วยเหลือ
ตามหลักเหตุผลแล้ว ทั้งสองคนไม่ได้มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งอะไรกันขนาดนั้น
อีกอย่าง สำหรับข้าราชการที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามส่วนใหญ่ มักจะยึดหลักที่ว่ามีเรื่องน้อยดีกว่ามีเรื่องมาก ใครเล่าจะอยากหาเรื่องใส่ตัว?
เขาถึงกับแอบสงสัยว่า หรือระบบที่มองไม่เห็นจะแก้ไขกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของเขาไว้ จึงบังคับสร้าง "พล็อตเรื่องที่หักมุม" ขึ้นมา
นายกองพันจางตั้งสติได้ก่อน จึงสั่งการคนรอบข้างว่า "วันนี้การไต่สวนยุติเพียงเท่านี้ จะมีการตัดสินโทษในวันหลัง!"
ในสถานการณ์เช่นนี้ คงไต่สวนต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องพักไว้ชั่วคราวก่อน
จากนั้นก็หันไปสั่งผู้ติดตามว่า "รีบพาท่านผู้ใช้แรงงานไป๋ไปรักษาตัวเร็วเข้า!"
จากนั้นนายกองพันจาง ขุนนางสารบรรณสื่อ และไป๋อวี๋ก็เข้าไปในโถงด้านหลัง นั่งลงพูดคุยกัน
"บอกมาเถอะ ตกลงเรื่องมันเป็นมาอย่างไร?" ขุนนางสารบรรณสื่อเอ่ยปากถาม
ไป๋อวี๋ชิงฟ้องก่อนว่า "มีคนใช้อำนาจบาตรใหญ่ใส่ร้ายว่าบิดาของผู้น้อยยักยอกทรัพย์ วันนี้ยังคิดจะใช้กำลังบีบบังคับให้รับสารภาพอีกขอรับ!"
ขุนนางสารบรรณสื่อจึงหันไปพูดกับนายกองพันจางว่า "ทำอะไรอย่าให้มันเกินเลยไปนัก สองพ่อลูกตระกูลไป๋ยังมีประโยชน์อีกมาก อย่าทำร้ายพวกเขา"
นายกองพันจางหัวเราะแห้งๆ หยิบบันทึกหลายแผ่นขึ้นมาแล้วพูดว่า "ข้าขอสาบานต่อฟ้า ข้าไม่ได้ใส่ร้ายเลย
หลักฐานมัดตัวแน่นหนา ผู้ใช้แรงงานไป๋ผู้นี้ได้ยักยอกถั่วข้าวสาลีและหญ้าแห้งไปจำนวนหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ และนำไปซ่อนไว้ในโกดังร้าง
เพียงแต่ผู้ใช้แรงงานไป๋เพิ่งจะเริ่มทำการยักยอก วิธีการจึงยังไม่แนบเนียน กะปริมาณที่ควรจะหักออกไม่ถูก
ผลก็คือช้างที่เขารับผิดชอบหิวโซจนทนไม่ไหว จึงคลุ้มคลั่งและเหยียบเขาจนบาดเจ็บ
จากนั้นก็ทำให้เรื่องที่เขายักยอกเสบียงแดงขึ้นมา ทุกอย่างล้วนมีหลักฐานแน่ชัด ไม่ได้ใส่ร้ายเขาแน่นอน"
ขุนนางสารบรรณสื่อพูดขึ้นทันที "ยักยอกอะไรกัน? ไม่มีเรื่องแบบนั้นเสียหน่อย!"
นายกองพันจางก้มหน้ายอมรับอย่างรวดเร็ว "ขอรับ ขอรับ คงจะเป็นการวางหญ้าแห้งผิดที่ ทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดขึ้น"
ไป๋อวี๋: "......"
ไป๋เหอแม่งยักยอกทรัพย์จริงๆ เหรอเนี่ย? แค่เพราะเป็นมือใหม่ ทำงานไม่คล่อง ก็เลยเกิดเรื่องขึ้นงั้นสิ?
นี่อุตส่าห์ลงไปนอนกลิ้งเกลือกโวยวายอยู่นานสองนาน คิดว่าสองพ่อลูกถูกรังแกมาตลอด ที่แท้สุดท้ายคนที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้อื่นก็คือตัวเองงั้นหรือ?