- หน้าแรก
- สุสานป่วน ข้าคือราชาแห่งความตายนะเว้ย
- บทที่ 29 ซากปรักหักพัง
บทที่ 29 ซากปรักหักพัง
บทที่ 29 ซากปรักหักพัง
บทที่ 29 ซากปรักหักพัง
ตัวเลขที่เจ้าหูแหว่งพ่นออกมานั้นกระโดดไปมาจนเฟนไม่อยากจะใส่ใจอีกต่อไป แต่ถ้าหากแม้แต่เจ้าหูแหว่งยังพ่ายแพ้ให้กับพวกมนุษย์ถ้ำได้ พลังการต่อสู้ของไอ้พวกสัตว์ประหลาดพวกนั้นก็นับว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
"แล้วพวกซากศพของพวกมันล่ะอยู่ที่ไหน"
เฟนต้องการจะเห็นของกำนัลจากการทำศึกของพวกผิวเขียว ทว่าในเมื่อพวกมันพ่ายแพ้และเตลิดหนีออกมาในสภาพที่น่าสมเพชขนาดนั้น ย่อมไม่มีใครหน้าไหนมีจิตใจหลงเหลือพอจะเก็บกวาดของมีค่า อย่าว่าแต่ศพของพวกมนุษย์ถ้ำเลย แม้แต่ร่างเพื่อนพ้องก๊อบลินที่ตายไป พวกมันยังทิ้งไว้อย่างไม่ใยดี
เมื่อไม่สามารถนำซากศพมาพิสูจน์ให้เห็นกับตาได้ เจ้าหูแหว่งก็พยายามบ่ายเบี่ยงอีกครั้ง
"พวกนั้นมันไม่อร่อยหรอก กินเข้าไปก็เสียเวลาเปล่า พวกเราควรรีบกลับเข้าไปจัดการพวกมันก่อนที่แสงตะวันจะลับขอบฟ้าไปดีกว่า"
"ทำไมต้องเป็นก่อนที่ตะวันจะตกดินด้วยล่ะ"
เฟนซักถามต่อ และในคราวนี้เจ้าหูแหว่งไม่ได้พยายามจะปัดสวะ มันจึงยอมเปิดปากไขข้อข้องใจให้เฟนฟัง
"เพราะพวกมนุษย์ถ้ำมันกลัวแสงสว่าง พวกมันไม่กล้าโผล่หัวออกมาจากถ้ำหรอก และถ้าเกิดพวกเราพ่ายแพ้อีกรอบ ขอเพียงแค่พวกเราหนีรอดออกมาได้ พวกมันก็ไม่มีทางกล้าไล่ตามออกมาข้างนอกแน่!"
เยี่ยมไปเลย ดูท่าว่าเจ้าหูแหว่งจะไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเฟนเลยสักนิด ไอ้หมอนี่ ยิ่งมันแสดงอาการกระตือรือร้นมากเท่าไหร่ เฟนก็ยิ่งรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีมากขึ้นเท่านั้น เมื่อความกังวลเข้าครอบงำ เขาจึงตัดสินใจเตรียมการรับมือให้รัดกุมขึ้น ในช่วงสี่วันที่ผ่านมา เฟนสามารถกอบโกยพลังศรัทธามาได้มากกว่าห้าร้อยแต้ม
เมื่อจำนวนสาวกเพิ่มพูน การเก็บเกี่ยวพลังศรัทธาก็กลายเป็นเรื่องที่ง่ายดายราวกับเดินเก็บเงินบนพื้นถนน เดิมทีเฟนวางแผนไว้ว่าหลังกลับมาจะอัญเชิญสุสานขึ้นมาดูสักหน่อย ทว่าดูท่าว่าเวลานี้มันคงจะสายเกินไปเสียแล้ว
เฟนตัดสินใจใช้พลังศรัทธาทั้งห้าร้อยแต้มเพื่อทำการอัปเกรดตัวเองในทันที ทันทีที่เขาตัดสินใจ ร่างกายของเขาก็เปล่งประกายแสงเจิดจ้าออกมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำเอาคนภายนอกต่างพากันคิดว่าท่านทูตสวรรค์กำลังได้รับพรจากเทพเจ้า
มันทำให้เจ้าหูแหว่งถึงกับแตกตื่นนึกว่าเฟนกำลังจะระเบิดตัวเองตาย มันจึงรีบถอยกรูดหนีไปไกลแสนไกล ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของชาวบ้านที่พากันตะโกนว่า นี่คือปาฏิหาริย์ที่เทพแห่งความตายประทานลงมา
เฟนไม่รู้หรอกว่าการได้รับพรมันรู้สึกอย่างไร แต่เขารู้ซึ้งดีว่าการที่พลังศรัทธาไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายนั้นมันเป็นอย่างไร มันช่างรู้สึกสดชื่นและซาบซ่านราวกับเซลล์ทุกอณูในร่างกายกำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอย่างคึกคัก น่าเสียดายที่ความรู้สึกนั้นมาไวไปไวราวกับสายลม
เพียงแค่สั่นสะท้านไปชั่วครู่ เสียงลึกลับในหัวของเขาก็กลับมาดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับให้เฟนทำการเลือกอัปเกรดสถานะระหว่าง พละกำลัง หรือ พลังวิญญาณ
'ทำไมถึงไม่มีตัวเลือกพรสวรรค์ให้เลือกวะ'
เฟนพึมพำกับตัวเองด้วยความขัดใจ ทว่าในเมื่อไม่มีตัวเลือกพรสวรรค์ เส้นทางการตัดสินใจของเขาก็ง่ายดายเสียเหลือเกิน หากเป็นสถานการณ์ปกติ เฟนย่อมเลือก พลังวิญญาณ อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะในฐานะผู้อัญเชิญ ตามทฤษฎีแล้วเขาก็ไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงในสมรภูมิด้วยตัวเอง
ทว่าในเวลานี้ สถานการณ์ของเขามันไม่ปกติ กองทัพอันเดดของเขายังไม่แข็งแกร่งพอ และเขาก็มีทหารโครงกระดูกอยู่ข้างกายเพียงแค่ร้อยกว่าตนเท่านั้น หากเกิดสถานการณ์คับขันขึ้นมาจริงๆ การมีร่างกายที่ถึกทนและแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะเป็นหลักประกันว่าเขาจะเอาชีวิตรอดออกไปได้
'เพิ่มพละกำลัง!'
ไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิดนาน เฟนตัดสินใจเลือกในทันที จากนั้นพลังศรัทธาจำนวนมหาศาลก็ไหลเข้าสู่ร่างกายอีกครั้ง แม้ครั้งนี้เขาจะสั่นสะท้านยาวนานกว่ารอบก่อน หลังจากอัปเกรดเสร็จสิ้น ค่าพลังที่แสดงผลออกมาก็ดูน่าตื่นตาตื่นใจทีเดียว
เฟน พละกำลัง 15 พลังวิญญาณ 10 พรสวรรค์ ไม่มี เงื่อนไขการอัปเกรด 1000 พลังศรัทธา
ค่าพละกำลังของเขาพุ่งขึ้นมาถึงห้าแต้มเต็มๆ การเสริมพลังครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับสมรรถภาพทางกายภาพในภาพรวมอย่างสมบูรณ์ การเพิ่มพลังขึ้นมาถึงครึ่งหนึ่งทำให้เฟนสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าเดิมอย่างชัดเจน จากเดิมที่มีค่าพละกำลังสิบแต้มเขาก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มผู้วิเศษแล้ว
การไล่กระทืบชาวบ้านสำหรับเขาคงไม่ต่างจากการรังแกเด็กเล็กๆ และด้วยค่าพละกำลังที่สิบห้าแต้ม ซึ่งเพิ่มขึ้นมาถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ หากเฟนได้ร่ำเรียนวิชาการต่อสู้มาบ้าง ต่อให้เป็นอัศวินทั่วไปก็คงไม่ใช่คู่ต่อกรของเขาอย่างแน่นอน น่าเสียดายที่แม้จะมีพละกำลังมหาศาล แต่ไอ้หมอนี่กลับไม่มีกะจิตกะใจจะออกไปนำทัพหรือเข้าตะลุมบอนกับใครเลยแม้แต่นิดเดียว
การมีพลังมหาศาลแต่เอาแต่คิดจะวิ่งหนีเอาตัวรอดถือเป็นเรื่องที่เสียของสุดๆ แต่เฟนหาได้แคร์ไม่ เขายังคงยืนกรานให้พวกผิวเขียวเดินนำหน้าเข้าถ้ำไปก่อนเสมอ โดยเฉพาะหลังจากที่ได้เห็นปากถ้ำที่มืดสนิทและดูคับแคบกว่าที่เขาวาดภาพไว้มาก เฟนก็ปฏิเสธเสียงแข็งที่จะเป็นคนก้าวเข้าไปข้างในก่อน
"พวกเจ้าเข้าไปก่อน เดี๋ยวข้าจะคอยคุ้มกันหลังให้เอง!"
"ลูกพี่ ข้างหน้ามันไม่มีอันตรายหรอก พอพ้นช่วงนี้ไปข้างในมันกว้างขวางมากจริงๆ นะขอรับ!"
เจ้าหูแหว่งพยายามเอ่ยปากรับรองความปลอดภัย ทว่าเฟนก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมโดนหลอกง่ายๆ เขาตัดสินใจสิงร่างทหารโครงกระดูกตนหนึ่งและให้มันเป็นฝ่ายก้าวเข้าไปก่อน ทหารโครงกระดูกนั้นมีความสามารถในการมองเห็นในที่มืดได้ดีกว่าเฟนหลายขุม สภาพแวดล้อมที่มืดมิดภายในถ้ำจึงไม่มีผลกระทบต่อมันเลยแม้แต่น้อย
ทหารโครงกระดูกที่เฟนควบคุมเดินผ่านปากถ้ำเข้าไปอย่างราบรื่นตามคำที่เจ้าหูแหว่งบอกไว้จริงๆ และหลังจากเดินลึกเข้าไปได้สักพัก พื้นที่ก็เริ่มขยายตัวกว้างขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหูแหว่งไม่ได้โกหก เบื้องหลังปากถ้ำที่ดูคับแคบกลับมีโลกอีกใบซ่อนอยู่ภายใน
ทว่าภายในนั้น นอกจากพวกผิวเขียวแล้ว เฟนกลับไม่พบเห็นสิ่งมีชีวิตอื่นใดอีกเลย
"แปลกจริง แล้วพวกมนุษย์ถ้ำมันหายไปไหนกันหมด"
หลังจากดึงสติกลับมาที่ร่างหลัก เฟนก็พึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย ทันทีที่รับรู้ว่าเฟนมีสถานะเป็นท่านทูตสวรรค์ เจ้าหูแหว่งก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจกับความสามารถพิสดารของเฟนเลยแม้แต่น้อย มันรีบอธิบาย
"พวกมันกบดานอยู่ข้างในโน่นแหละ ไอ้พวกนี้มันเป็นพวกขี้ขลาดตาขาว แกต้องยั่วโมโหพวกมันนิดหน่อย เดี๋ยวพวกมันก็กล้าโผล่ออกมาโจมตีพวกเราเองนั่นแหละ"
พูดจบ เจ้าหูแหว่งก็ชูดาบสั้นขึ้นฟ้าพร้อมกับตะโกนข่มขวัญลูกน้องให้รุกคืบเข้าไปในตัวถ้ำ ในเมื่อเจ้าหูแหว่งยังกล้าลุย เฟนก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรั้งรออีกต่อไป เขาอาศัยสายตาของทหารโครงกระดูกลอบมองร่องรอยการสลักหินภายในถ้ำ สิ่งนี้ยิ่งทำให้เฟนรู้สึกสนใจในสถานที่แห่งนี้มากขึ้นไปอีก
สิ่งที่ทำให้เฟนประหลาดใจที่สุดคือ หลังจากพ้นช่วงทางเข้าที่คับแคบไปแล้ว ภายในถ้ำกลับไม่ได้มืดมิดอย่างที่คิด เพราะมีพืชจำพวกมอสเรืองแสงเกาะอยู่ตามผนังถ้ำ การอาศัยแสงสว่างเหล่านี้ ทำให้แม้แต่คนธรรมดาเดินดินก็ยังสามารถมองเห็นทัศนียภาพภายในถ้ำได้อย่างชัดเจน
และก็เป็นไปตามที่เฟนคาดการณ์ไว้ สถานที่แห่งนี้ถูกสลักหินและจัดวางโครงสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ ไม่สิ หรือควรจะเรียกว่าถูก ก่อสร้าง โดยเจตนาจะถูกต้องกว่า ภายใต้แสงเรืองรองเขียวมรกต เขาค้นพบว่าภูเขาทั้งลูกแทบจะถูกคว้านเนื้อหินออกมาจนกลวงโบ๋
และภายในภูเขาที่ถูกคว้านจนกลวงนั้น ก็เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างจำนวนมหาศาล เมื่อมองไปไกลๆ เฟนถึงกับเห็นรูปปั้นจำนวนหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ มันคือรูปปั้นของเหล่านักรบที่สวมชุดเกราะ กำลังถือขวานยักษ์และมีหนวดเครายาวเฟื้อย สัดส่วนของพวกมันดูแปลกประหลาดจนเฟนรู้สึกว่าหน้าตาของพวกมันดูเหมือนเผ่าพันธุ์ในนิยายแฟนตาซีไม่มีผิด
"คนแคระงั้นรึ?"
ดูเหมือนว่าแนวคิดเกี่ยวกับ คนแคระ จะถูกสลักฝังอยู่ในรหัสพันธุกรรมของเจ้าหูแหว่ง ถึงแม้ว่ามันจะไม่เคยเห็นตัวจริงมาก่อน แต่มันก็สามารถให้คำตอบแก่เฟนได้ทันที
"ใช่แล้ว พวกไอ้คนแคระหน้าเลือดนั่นแหละ ที่นี่คงเป็นหนึ่งในซากอารยธรรมที่พวกมันทอดทิ้งเอาไว้"
"ทอดทิ้งงั้นรึ แล้วพวกมนุษย์ถ้ำที่เจ้าพูดถึงล่ะ พวกมันไม่ใช่พวกคนแคระหรอกรึ"
เฟนถามต่อ และในคราวนี้ก็ถึงคิวของเจ้าหูแหว่งที่จะพ่นคำถากถางออกมาบ้าง
"มนุษย์ถ้ำกับคนแคระมันเป็นคนละเรื่องกันเลยนะลูกพี่! เรื่องพื้นฐานแค่นี้แกไม่รู้ได้ยังไงกันวะ"
ในขณะที่พวกเขากำลังโต้เถียงกันอยู่นั้น เสียงประหลาดก็ดังก้องขึ้นมาจากความลึกของตัวถ้ำ เสียงนั้นฟังดูราวกับเสียงการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วของแมลงจำนวนมหาศาล ผสมปนเปไปกับเสียงกระซิบกระซาบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ การได้ยินเสียงลึกลับในสภาพแวดล้อมที่ชวนขนลุกเช่นนี้ มันทำเอาบรรยากาศดูน่าสยดสยองขึ้นมาทันที
ทว่าเจ้าหูแหว่งเคยเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้มาแล้ว มันจึงรีบเตือนเฟนด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
"พวกมันมาแล้ว มนุษย์ถ้ำพวกมันมาแล้ว!"
หลังกล่าวจบ มันก็ชูดาบสั้นคู่ใจขึ้นฟ้า พร้อมกับข่มขู่ลูกน้องให้เตรียมตัวเข้าปะทะ
"ยืนหยัดให้มั่น! ฆ่าไอ้พวกมนุษย์ถ้ำนั่นให้หมด แล้วที่นี่จะเป็นของพวกเรา! ใครหน้าไหนที่กล้าหันหลังวิ่งหนี ข้าจะเอาดาบสับมันให้ตายคาที่!"