- หน้าแรก
- จักรพรรดิรู้ว่าข้าร้าย…แต่ก็รักข้าอยู่ดี
- บทที่ 6 ใครบอกว่าข้าป่วยหนักกัน
บทที่ 6 ใครบอกว่าข้าป่วยหนักกัน
บทที่ 6 ใครบอกว่าข้าป่วยหนักกัน
บทที่ 6 ใครบอกว่าข้าป่วยหนักกัน
วันถัดมา
ซูฉือลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับหาวออกมาเบาๆ หูแว่วได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยพึมพำอย่างแผ่วเบาจากทางด้านนอก
"อนุหลานหรือคะ"
เอี๊ยด
อนุหลานผลักประตูเปิดและก้าวเข้ามา ใบหน้าของนางฉายแวววิตกกังวลอยู่ไม่น้อย
"ฉือเอ๋อร์ เจ้าตื่นแล้วหรือ"
ซูฉือลุกขึ้นยืนพลางจูงมือนางเข้าไปยังห้องผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและล้างหน้าด้านใน ระหว่างที่กำลังล้างหน้านั้น นางก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า "เรื่องราวเป็นอย่างไรบ้าง"
อนุหลานกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นด้วยความประหม่า "เมื่อครู่นี้ตอนที่แม่ไปเข้าเฝ้าคำนับที่เรือนใหญ่ เยียนอวี่เข้าไปรายงานว่าเสวี่ยหลิ่วก็ติดผื่นแดงมาจากคุณหนูสามเช่นกัน นางจึงถูกท่านแม่เฒ่าดุด่าอย่างรุนแรง และท่านแม่เฒ่าก็สั่งให้พ่อบ้านส่งตัวเสวี่ยหลิ่วไปยังคฤหาสน์นอกเมืองในทันที"
"อืม ในที่สุดนางก็ไปเสียที ทีนี้พวกเราก็จะได้ไม่ต้องทำตัวราวกับเป็นหัวขโมยทุกครั้งยามที่อยากจะพูดคุยกันแล้ว"
"...ฉือเอ๋อร์ เจ้าก่อเรื่องราวใหญ่โตถึงเพียงนี้ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปว่าจวนของพวกเรามีผู้ป่วยโรคติดต่อ แล้วฝ่าบาทจะ..."
ซูฉือคายก้อนสมุนไพรหอมดับกลิ่นปากออกมา นางรับผ้าเช็ดหน้ามาจากมือนางแล้วซับหยาดน้ำบนใบหน้าอย่างแผ่วเบา
"อนุหลาน ท่านวางใจเถิด จ้าวอวี่ไม่มีทางยอมให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปแม้แต่คำเดียว นางเป็นถึงนายหญิงใหญ่ที่ดูแลจวน ย่อมต้องรักและเป็นห่วงชื่อเสียงของตระกูลซูมากกว่าพวกเราเสียอีก หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ย่อมเป็นความรับผิดชอบของนางทั้งหมด"
อนุหลานยังคงมีสีหน้ากังวลไม่หาย
"แต่แม่ได้ยินยายเฒ่าหลิวเรียนท่านแม่เฒ่าว่า ที่เรือนสุ่ยอวิ๋นของพวกเรามีแมลงสกปรกคอยกัดต่อยผู้คน และยังบอกอีกว่าเจ้าป่วยหนักจนไออย่างรุนแรง หากท่านแม่เฒ่าใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างเพื่อส่งพวกเราไปยังคฤหาสน์นอกเมืองด้วย แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดี"
"ใครบอกว่าข้าป่วยหนักกัน"
ซูฉือหันหน้ากลับมา ใบหน้าที่งดงามล่มเมืองของนางผลิบานไปด้วยรอยยิ้ม ผิวพรรณขาวผุดผ่องอมชมพู ริมฝีปากแดงระเรื่อและฟันขาวสะอาด
"ต่อให้นางอยากจะส่งข้าไป ตอนนี้ก็สายเกินไปเสียแล้ว"
อนุหลานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปลูบไรผมที่เปียกชื้นเล็กน้อยตรงขมับของบุตรสาว
"เพราะเหตุใดหรือ"
"เพราะตระกูลซูเหลือบุตรสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนเพียงสองคนเท่านั้น"
ซูฉือเอ่ยพลางเดินออกมาจากห้องล้างหน้าและเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อเลือกชุด "นี่คือผลลัพธ์ที่ข้าต้องการ แม้ว่าจ้าวอวี่จะเผด็จการและใจแคบ แต่นางกลับรักชื่อเสียงของตระกูลและอนาคตของบุตรชายนางมากที่สุด ท่านพ่อจะกลับมาถึงจวนในยามเที่ยง ในเมื่อผื่นแดงบนใบหน้าของซูอิ่นยังไม่จางหาย หากนางบังอาจไปปรากฏตัวต่อเบื้องพระพักตร์ย่อมถือเป็นการหลบหลู่พระเกียรติ และเพื่อปกป้องตระกูลซู จ้าวอวี่จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมปล่อยให้ข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทแต่โดยดี"
"...ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง ฉือเอ๋อร์ เจ้านี่ฉลาดเหลือเกิน"
อนุหลานเอ่ยชื่นชม จากนั้นก็กระพริบตาด้วยความสงสัย "แล้วเจ้าตระหนักได้อย่างไรว่าท่านพ่อของเจ้าจะกลับมาถึงจวนในยามเที่ยง ในจดหมายไม่ได้บอกไว้เสียหน่อย"
"ข้าคำนวณจากระยะเวลาและคาดเดาเอาเจ้าค่ะ"
ซูฉือหยิบชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีแดงควันบุฟซ้อนทับสีเขียวหลิวออกมาทาบกับตัวพลางยิ้มละไม "ชุดนี้ดูดีหรือไม่คะ"
"เอ่อ ดูดีมากเลยล่ะ"
อนุหลานรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก "ชุดนี้ท่านพ่อของเจ้าสั่งตัดเป็นพิเศษจากร้านจิ่นอวิ๋นตอนที่เจ้าเข้าสู่วัยปักปิ่น แต่เจ้ากลับสวมใส่เพียงครั้งเดียว โดยบอกว่าไม่ชอบสีสันที่ดูฉูดฉาดเกินไป"
"ฉูดฉาดแล้วอย่างไรเล่าคะ ขอเพียงแค่ระเบียบตาและงดงามก็พอแล้ว อนุหลานมาช่วยข้าสวมใส่เถิด เดี๋ยวข้ายังต้องเกล้าผมและผลัดแป้งแต่งหน้าอีก"
"เอ๋ แต่งหน้าหรือ ปกติเจ้าไม่ชอบเครื่องประดับและแป้งชาดไม่ใช่หรือ..."
"โธ่ อนุหลาน ท่านอย่าถามเซ้าซี้อีกเลยนะเจ้าคะ"
ซูฉือหัวเราะพลางดันหลังสตรีผู้ซื่อบางเบาคนนี้ให้ไปอยู่หลังฉากกั้น "คนจะงามก็เพราะแต่ง ม้าจะดีก็เพราะอาน ข้ากำลังจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท หากไปด้วยใบหน้าสดไร้เครื่องประทินผิว ย่อมถือเป็นการไม่เคารพพระองค์ ท่านรีบมาช่วยข้าสวมชุดเร็วเข้าเถิด"
"อ้อ อ้อ แต่เจ้ายังไม่ได้กินมื้อเช้าเลยนะ"
"วันนี้ข้าจะไม่กินอาหารมื้อหลักเด็ดขาด ตัวข้าที่เป็นคุณหนูผู้นี้ จะต้องเปิดตัวอย่างเจิดจรัสในสภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด!"
...
เป็นไปตามที่ซูฉือคาดการณ์ไว้ ก่อนจะถึงยามเที่ยง พ่อบ้านอู๋ซึ่งอยู่ข้างกายของซูเหยียนได้เดินทางกลับมาถึงพร้อมกับคณะขันทีและทหารองครักษ์เสื้อแพร ทุกคนต่างวุ่นวายกับการปูพรมและตรวจสอบสิ่งของต่างๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วนเพื่อไม่ให้มีสิ่งใดขัดหูขัดตาหรือระคายเคืองต่อเบื้องพระพักตร์
จ้าวอวี่รู้ดีว่านางไม่สามารถพลิกผันสถานการณ์ได้อีกต่อไป จึงทำได้เพียงกลืนความคับแค้นลงคอ ฝืนยิ้มแย้ม และเดินตามปรนนิบัติคณะขันทีพร้อมกับบุตรชายอย่างวุ่นวาย
ซูหรงเดินทางมาที่บ้านเดิมของนางอีกครั้งในตอนเช้า และขณะนี้นางกำลังนั่งอยู่ในห้อง ใบหน้ามืดมนพลางกำผ้าเช็ดหน้าแน่น
"นังแพศยาตัวน้อยนั่นดวงดีเสียจริง ตอนนี้พวกเราทำอะไรไม่ได้เลย..."
"เหตุใดจะทำอะไรไม่ได้เล่า!"
แม้ว่าผื่นแดงของซูอิ่นจะไม่คันแล้วหลังจากทายา แต่แป้งที่พอกไว้หนาเตอะบนใบหน้าก็ไม่อาจปกปิดผื่นหนาที่เริ่มมีน้ำเหลืองซึมออกมาได้ ดวงตาที่บวมแดงของนางเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา ความโกรธแค้น และความไม่ยินยอมพร้อมใจ
"ไหนว่านางป่วยเจียนตายไม่ใช่หรือ เหตุใดพวกเราไม่ฉวยโอกาสนี้ส่งนางไปยังคฤหาสน์นอกเมืองเสีย! ต่อให้ข้าจะโชคร้ายจนไม่ได้เข้าวัง ข้าก็ไม่มีวันยอมให้นังแพศยาตัวน้อยนั่นได้ดีหรอก อย่างไรเสียฝ่าบาทก็ยังเสด็จมาไม่ถึง เหตุใดเราไม่ให้ท่านแม่บอกว่านางป่วยตายไปแล้ว และข้าเองก็แค่เป็นไข้หวัด..."
"เหลวไหล!"
ซูหรงเอ่ยขัดเสียงเข้ม "เก็บคำพูดเหล่านี้ไว้ในใจของเจ้าเสีย และอย่าได้บังอาจเอ่ยมันออกมาอีกแม้แต่คำเดียว!"
"พี่หญิงใหญ่!"
"เจ้าตระหนักหรือไม่ว่าท่านพ่อต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจไปมากเพียงใดกว่าจะได้โอกาสอันโปร่งโปรดนี้มา นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่ตระกูลซูของพวกเราจะได้ก้าวหน้า หากเรื่องนี้พังลง ไม่เพียงแต่ตระกูลของพวกเราจะกลายเป็นตัวตลกของเมืองหลวงเท่านั้น แต่หากทำให้ฝ่าบาททรงพระพิโรธ เส้นทางขุนนางของท่านพ่อและพี่ชายของเจ้า รวมถึงตระกูลซู ตระกูลจ้าว ตระกูลสามีของข้า และแม้กระทั่งการแต่งงานในอนาคตของเจ้า ทั้งหมดนี้ย่อมต้องพังพินาศสิ้น!"
"...แต่ แต่ข้าไม่ยินยอมนี่นา..."
ซูอิ่นก้าวถอยหลังแล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ นางส่ายหัวพลางร้องไห้โฮ "หากซูฉือได้เข้าวัง ข้าคงไม่มีวันเอาชนะนางได้อีก ข้าไม่ยินยอมหรอกพี่หญิงใหญ่..."
"จะรีบร้อนไปใย"
ซูหรงมีสีหน้าเย็นชาพลางเหยียดยิ้ม "ต่อให้ฝ่าบาททรงเลือกนางในวันนี้ ตามกฎระเบียบแล้ว นางยังต้องเรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติในวังหลวงอยู่ที่จวนจากแม่นมที่วังส่งมา ย่อมต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะได้เข้าวังอย่างเป็นทางการ"
"ใช่ ใช่แล้ว!"
ซูอิ่นตาเป็นประกายและลุกขึ้นยืน "ใช่แล้ว ขอเพียงแค่พวกเราทำให้นางป่วยตายในช่วงเวลานี้ และใบหน้าของข้าหายดี ถึงตอนนั้นท่านพ่อก็สามารถไปทูลขอความเมตตาจากฝ่าบาท ในเมื่อพวกเราต่างก็เป็นบุตรสาวของตระกูลซู เปลี่ยนเป็นข้าย่อมไม่ต่างกัน!"
"เพราะฉะนั้นจงปิดปากของเจ้าให้สนิท และกบดานอยู่ในห้องเสีย อย่าได้ให้ฝ่าบาทหรือขันทีจากในวังเห็นใบหน้าของเจ้าเป็นอันขาด มิฉะนั้นเรื่องราวในช่วงหลังจะยิ่งจัดการได้ยาก"
"เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว..." ซูอิ่นพยักหน้าซ้ำๆ พลางกัดริมฝีปากด้วยความตื่นเต้น
ซูหรงทอดถอนหายใจออกมาเบาๆ
"อีกอย่าง นังแพศยาตัวน้อยนั่นทั้งป่วยทั้งผอมแห้ง ดูแล้วเป็นคนไร้วาสนา ต่อให้นางจะงดงามเพียงใด ทว่าความงามนั้นคงลดทอนลงไปกว่าครึ่ง ฝ่าบาทเสด็จมาในครั้งนี้อาจจะไม่ทรงถูกพระทัยนางเลยก็ได้ พระองค์เพียงแค่ประทานพระกรุณาเพื่อไว้หน้าท่านพ่อ และการรับสตรีกลับวังก็เป็นเพียงแค่การทำตามพิธีการเท่านั้น"
"เมื่อผื่นตามตัวของเจ้ายุบลง พี่จะหาแม่นมมาช่วยดูแลเจ้า เจ้าต้องทำตัวให้ไร้ที่ติ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ด้วยวิธีนี้ หลังจากที่พวกเรากำจัดนังแพศยาตัวน้อยนั่นไปแล้ว เจ้าจะได้ติดตามท่านพ่อเข้าวังไปทูลขอความเมตตา ขอเพียงแค่เจ้าเป็นที่ต้องพระเนตรของฝ่าบาท เรื่องราวหลังจากนั้นย่อมจัดการได้ง่ายดาย"
"...อืม ข้าจะฟังคำของพี่หญิงใหญ่เจ้าค่ะ"
ซูอิ่นระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดวงตาที่แดงก่ำหรี่ลงเล็กน้อย
ใช่แล้ว ตระกูลซูเหลือบุตรสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือนเพียงสองคนเท่านั้น ขอเพียงแค่ซูฉือตายไป คนที่จะได้เข้าวังย่อมต้องเป็นนางเพียงผู้เดียว!
...
เรือนสุ่ยอวิ๋น
เยียนอวี่ถืออ่างน้ำพลางเบิ่งตากว้างจ้องมองอย่างเหม่อลอย
อนุหลานดึงปิ่นหยกออกจากศีรษะของตนเอง แล้วบรรจงปักลงบนเรือนผมที่นุ่มสลวยสีดำขลับอย่างแผ่วเบา ดวงตาของนางแดงระเรื่อด้วยความภาคภูมิใจ
"ฉือเอ๋อร์ของแม่ช่างงดงามเหลือเกิน"
โฉมงามในกระจกแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน นางลุกขึ้นยืนและเยื้องกรายด้วยย่างก้าวราวกับดอกบัว เอวบางคอดกิ่วรับกับทรวดทรง ยามที่นางหมุนกายอย่างแผ่วเบา ชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีแดงควันบุฟก็พลิ้วไหวและทิ้งตัวลง ส่งกลิ่นหอมขจรขจายอบอวลไปทั่วชั้นบรรยากาศ ราวกับว่านางกำลังร่ายรำไปกับสายลมตามท่วงทำนองอันลึกลับที่ไร้เสียง
ผิวพรรณขาวราวกับหิมะรับกับเรือนผมสีดำขลับ ดวงตาเป็นประกายโค้งมนชวนหลงใหล และริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อยกขึ้นเล็กน้อย ราวกับจะสะกดวิญญาณของผู้พบเห็น มือนวลเรียวดั่งลำเทียนจีบเป็นรูปดอกไม้ เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์และเย้ายวนใจ ทำให้ผู้ใดก็ตามที่จ้องมองต้องตกอยู่ในภวังค์อย่างสมบูรณ์
หลังจากร่ายรำจบ ซูฉือย่อเข่าลงเล็กน้อย ห่อไหล่ลงอย่างชดช้อย และก้มศีรษะลง ดวงตาทั้งสองที่ฉ่ำน้ำช้อนขึ้นมองชำเลืองพลางส่งสายตาแพรวพราวอย่างซุกซน
"ดูดีหรือไม่เจ้าคะ"
"...ซูด!"
เยียนอวี่ได้สติกลับคืนมาพลางปาดน้ำตาที่มุมปาก "คุณหนูคะ นี่ไม่ใช่แค่ 'ดูดี' แล้วเจ้าค่ะ นี่มันนางฟ้าจำแลงกายลงมาบนโลกมนุษย์ชัดๆ!"