- หน้าแรก
- เทคพรีสต์แห่งดันเจี้ยนส์แอนด์ดราก้อนส์
- บทที่ 33 ยอดเขาคริสตัล
บทที่ 33 ยอดเขาคริสตัล
บทที่ 33 ยอดเขาคริสตัล
บทที่ 33 ยอดเขาคริสตัล
สมาคมนักผจญภัย โถงชั้นหนึ่ง
ในขณะที่สมาคมอื่นๆ กำลังเตรียมพร้อมบุกเบิกดันเจี้ยนอย่างเต็มกำลังตามคำสั่งของสภาเกาะหมอกเทา ทางสมาคมนักผจญภัยเองก็กำลังดำเนินการในลักษณะเดียวกัน
"สรุปก็คือ ดันเจี้ยนจะเปิดให้เข้าได้อย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่ช้า นักผจญภัยทุกคนจะได้รับค่าตอบแทนจากการเข้าไปสำรวจ"
หลังจากอ่านคำสั่งของสภาจบ ประธานสมาคมก็หยุดไปชั่วครู่ เพื่อรอให้นักผจญภัยซักถามข้อสงสัย
การประชุมครั้งนี้กินเวลาจนดึกดื่น ประธานสมาคมถึงได้พาผู้ช่วยเดินออกจากสมาคมไป
"ท่านประธาน สภาเตรียมจะควักเงินก้อนโตมาเป็นรางวัลให้กับคนที่วาดแผนที่จริงๆ งั้นเหรอครับ?
นี่... นี่มันไม่ค่อยจะตรงกับภาพลักษณ์ที่ผ่านมาของสภาเลยนะ หรือว่าจะเป็นเพราะผู้ปกครองนักเรียนกลุ่มนั้นไปประท้วง สภาก็เลยต้องยอมตัดสินใจแบบนี้?"
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆ ผู้ช่วยที่กระหายความก้าวหน้าก็เอ่ยถามประธานถึงข้อสงสัยที่ตนเองยังไม่เข้าใจ
ประธานรินชาใส่ถ้วย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ:
"เจ้าคิดว่าในยุคเกาะลอยฟ้านี้ อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด?"
ยังไม่ทันที่ผู้ช่วยจะได้ตอบ ประธานก็ชิงตอบคำถามของตัวเองออกมาก่อน "บุคลากรยังไงล่ะ!"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ถอนหายใจออกมา แล้วพูดต่อ:
"ที่เกาะหมอกเทาเจริญรุ่งเรืองมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะหยาดเหงื่อแรงกายของบุคลากรเหล่านั้น
ถ้าผู้ปกครองกลุ่มนั้นเกิดคิดว่าเกาะหมอกเทาไม่มีปัญญาปกป้องนักเรียนเพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้ล่ะก็
ขอแค่ข่าวลือพวกนี้แพร่งพรายออกไป ปีหน้าสถาบันบนเกาะหมอกเทาจะยังรับสมัครนักเรียนได้สักกี่คนกันเชียว?
ดังนั้น ต่อให้ทุกคนจะรู้ดีว่าสภากำลังทำเรื่องเปล่าประโยชน์ แต่พวกเขาก็ต้องแสดงท่าทีแบบนี้ออกมาให้เห็น"
ผู้ช่วยขมวดคิ้วเข้าหากัน ดูเหมือนจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดของประธานสักเท่าไหร่
ประธานเองก็ดูเหมือนจะมองออก เขาจิบชาไปอึกหนึ่ง วางถ้วยลง แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทีก็ดูผ่อนคลายลงตามไปด้วย
"เจ้าเป็นหลานชายของข้า สิ่งที่ข้าจะพูดต่อไปนี้ คือความในใจที่ข้าในฐานะลุงจะบอกกับเจ้า
ท่าทีของผู้ปกครองเป็นเพียงแค่เหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ มังกรยักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในดันเจี้ยนตัวนั้น มีความเป็นไปได้สูงมากที่มันจะอาศัยจุดเชื่อมต่อระหว่างดันเจี้ยนกับดินแดนรกร้างแห่งภูตและมรณภูมิเงา หนีเข้าไปในโลกทั้งสองใบนั้นแล้ว
พวกสมาชิกสภาแสดงท่าทีมุ่งมั่น... ราวกับจะต้องจับมังกรตัวนั้นมาให้ได้
เรื่องนี้น่าจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังบางอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งพวกเรายังไม่มีสิทธิ์จะได้รับรู้หรอก"
เมื่อได้ยินลุงของตัวเองพูดเช่นนี้ ผู้ช่วยก็เหมือนจะคิดตก ในที่สุดสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นกระจ่างแจ้ง
……
ในเวลานี้ ฮอร์นและคาเรนที่ยังคงติดอยู่ในดินแดนรกร้างแห่งภูต ไม่ได้รับรู้เลยว่าสภาแห่งโลกหลักกำลังจัดการประชุมปฏิญาณตน เพื่อเตรียมความพร้อมในการสำรวจดันเจี้ยนอย่างเต็มรูปแบบ
แต่ถึงรู้ พวกเขาก็คงทำได้แค่พยักหน้ารับรู้ โดยไม่ออกความเห็นอะไรให้มากความ
ก็แหม ชื่อเสียงเรื่องความงกของสภาเกาะหมอกเทามันเลื่องลือไปไกลขนาดนั้นนี่นา
ต่อให้ตอนนี้มีจอมเวทระดับ 7 วงแหวนมายืนอยู่ตรงหน้า และเตรียมจะพาพวกเขาหนีออกไป พวกเขาก็ต้องคิดให้ดีๆ เสียก่อน ไม่อย่างนั้นออกไปแล้วอาจจะต้องกลายเป็นทาสทำงานฟรีให้จอมเวทคนนั้นไปตลอดชีวิตก็ได้
และจากการพูดคุยสัพเพเหระกันเป็นระยะๆ ระหว่างการเดินทางข้ามน้ำข้ามเขา ฮอร์นและคาเรนต่างก็พอจะรู้ภูมิหลังครอบครัวของอีกฝ่ายมาบ้างแล้ว
ทั้งคู่เกิดในครอบครัวธรรมดาๆ ไม่มีเส้นสายอะไรกับสภาเกาะหมอกเทา ดังนั้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนใหญ่คนโตจากสภาเกาะหมอกเทาเป็นฝ่ายอาสามาช่วยพวกเขาออกไป
หลังจากที่หยุดพักผ่อนเป็นระยะเวลานานในดินแดนรกร้างแห่งภูต ในที่สุดทั้งสองคนก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเป็นครั้งแรก
"พวกเรามาโผล่ที่ไหนเนี่ย?"
คาเรนกระทืบเท้าลงบนโขดหินข้างกาย เธอมองดูภูเขาสูงตระหง่านที่ก่อตัวขึ้นจากคริสตัลตรงหน้า ด้วยความรู้สึกสับสนงุนงงไปชั่วขณะ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ทั้งๆ ที่หยุดพักไปตั้งสามครั้งแล้วก็ยังเดินไม่พ้นภูเขาลูกเดิมแท้ๆ แต่เมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่ทั้งสองคนเตรียมจะข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งตรงข้าม แค่ก้าวเท้าลงน้ำไปได้เพียงก้าวเดียว วินาทีต่อมาก็มาโผล่ที่นี่เสียแล้ว
ฮอร์นเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ที่สาดแสงเจิดจ้าอยู่บนท้องฟ้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยแน่ใจนัก "พวกเราอาจจะหลงเข้ามาในอาณาเขตของฤดูร้อนเข้าแล้วล่ะ"
ดินแดนรกร้างแห่งภูตเป็นภาพสะท้อนบางอย่างของโลกแห่งความเป็นจริง แต่ละพื้นที่จะถูกปกครองโดยลอร์ดที่แตกต่างกันไป
แต่โดยรวมแล้วสามารถแบ่งออกได้เป็นสองอาณาเขตหลักๆ
วิธีแยกแยะที่ง่ายที่สุดก็คือ การดูระดับความสว่างของดวงอาทิตย์
ยามโพล้เพล้เป็นของราชสำนักยามสนธยา ส่วนตอนเที่ยงวันเป็นของฤดูร้อน
ดวงอาทิตย์ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้านั่น ดูเหมือนจะเป็นเครื่องยืนยันว่าสถานที่แห่งนี้แตกต่างจากบริเวณที่ทั้งสองคนเพิ่งจากมาอย่างชัดเจน
อาณาเขตของฤดูร้อนค่อนข้างจะตรงกับจินตนาการเรื่อง "ชีวิตชนบทอันแสนสงบสุข" ของคนทั่วไป
ที่นี่จะถูกอาบไล้ด้วยแสงแดดในฤดูร้อนอันเป็นนิรันดร์อยู่เสมอ มีผีเสื้อโบยบิน ดอกไม้บานสะพรั่งราวกับท้องทะเล ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์และมีชีวิตชีวา
ทว่าผู้อยู่อาศัยที่นี่กลับให้ความสำคัญกับพิธีกรรมและแบบแผนเป็นอย่างมาก ใครที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบอันจุกจิกเหล่านี้ได้ ก็จะถูกขับไล่ออกไป
โชคดีที่บริเวณที่ฮอร์นและคาเรนยืนอยู่ดูเหมือนจะไม่มีใครอาศัยอยู่เลย
"ใครจะสนล่ะว่ามันจะเป็นอาณาเขตของใคร! แล้วภูเขาไฟเบ้อเริ่มของข้าหายไปไหนล่ะ? นี่มันพาพวกเรามาโผล่ที่ไหนกันเนี่ย?"
คาเรนมองดูยอดเขาคริสตัลที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลด้วยความรู้สึกสติแตก ดูเหมือนว่าตอนนี้เธอจะตกอยู่ในสภาวะตื่นตระหนกและทำตัวไม่ถูกเสียแล้ว
"ใจเย็นๆ ก่อน ยอดเขาคริสตัลที่อยู่ข้างหน้านั่น อาจจะเป็นภูเขาไฟที่พวกเราเห็นก่อนหน้านี้ก็ได้นะ
ทัศนียภาพของดินแดนรกร้างแห่งภูตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อก้าวข้ามอาณาเขต
สิ่งที่พวกเราเห็นในราชสำนักยามสนธยา อาจจะกลายเป็นอีกรูปแบบหนึ่งเมื่อมาอยู่ในฤดูร้อนก็ได้
เจ้าเห็นเปลวไฟที่ดูเหมือนหอคอยสูงอยู่ข้างในยอดเขาคริสตัลนั่นไหมล่ะ?
นั่นก็น่าจะเป็นลาวาในอีกรูปแบบหนึ่งไง"
ต้องขอบคุณความรู้มากมายที่เก็บไว้ในตัวของก๊าบๆ ไม่อย่างนั้นฮอร์นเองก็คงจะทำตัวไม่ถูกเหมือนกันถ้าต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้
แต่จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้มั่นใจในคำอธิบายของตัวเองเต็มร้อยหรอกนะ เพราะนักผจญภัยที่กลับมาจากดินแดนรกร้างแห่งภูตมักจะมีความทรงจำเกี่ยวกับที่นี่เลือนรางลงเรื่อยๆ แถมบันทึกหลายๆ เล่มยังมีเนื้อหาที่ขัดแย้งกันเองจนแยกไม่ออกว่าอันไหนจริงอันไหนเท็จ
"มีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?"
เมื่อยอมรับคำอธิบายของฮอร์น คาเรนก็บังคับตัวเองให้ใจเย็นลง
ยอดเขาคริสตัลอยู่ใกล้แค่เอื้อม เธอไม่อยากจะมัวรอช้าอยู่ที่นี่อีกต่อไป จึงคว้าแขนฮอร์นแล้ววิ่งตรงไปยังถ้ำที่อยู่ด้านล่างทันที
แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า บนยอดเขาคริสตัลแบบนี้ จะมีถ้ำที่พอจะให้คนสองคนมุดผ่านไปได้อยู่ด้วย
ไม่ว่าจะมองมุมไหน ฮอร์นก็รู้สึกว่ามันมีอะไรทะแม่งๆ
"ระวังตัวด้วยนะ ถ้ำนี้น่าจะเป็นเหมืองที่พวกก็อบลินขุดเอาไว้ ข้างหน้าอาจจะมีศัตรูซุ่มอยู่ก็ได้"
ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่รอบด้านก็มีแต่คริสตัลใสแจ๋ว
ถ้าพวกก็อบลินซ่อนตัวอยู่ข้างในจริงๆ ฮอร์นและคาเรนก็คงจะมองเห็นพวกมันไปตั้งนานแล้ว
แต่ถ้าถ้ำนี้เป็นฝีมือของพวกก็อบลินจริงๆ ฮอร์นกลับรู้สึกโล่งใจมากกว่า
ตอนนี้เขากลัวแค่ว่าที่นี่จะเป็นฝีมือของพวกภูตน่ะสิ
เพราะบางทีการเล่นแผลงๆ ของเจ้าตัวเล็กพวกนั้นก็อันตรายถึงชีวิตได้เลยนะ
เดินมาได้สักพัก ทางข้างหน้าก็สิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน เหลือเพียงแค่ผนังที่มีรอยขุดเจาะทิ้งไว้
ฮอร์นรู้สึกว่าที่นี่น่าจะเป็นฝีมือของพวกก็อบลินจริงๆ นั่นแหละ ถ้าเป็นพวกภูตที่อยากจะสร้างทางเดิน พวกมันคงไม่ปล่อยให้งานค้างคเติ่งในสภาพนี้หรอก
ฮอร์นหยิบเอาแป้นวงเวทเล่นแร่แปรธาตุออกมา เขาลงมือสร้างสว่านไฟฟ้าพลังเวทมนตร์ขึ้นมาตรงนั้นเลย เพื่อสานต่องานขุดเจาะของพวกก็อบลิน มุ่งหน้าเข้าไปด้านในต่อไป
การทำแบบนี้ทำให้เขาและคาเรนต้องใช้ไอเทมโลหะทั้งหมดที่รวบรวมมาได้จนเกลี้ยง โชคดีที่ยังสามารถใช้เศษคริสตัลจากภูเขามาเป็นวัตถุดิบในการเสริมแกร่งอาวุธแทนได้
คริสตัลที่ก่อตัวเป็นภูเขาลูกนี้มีคุณภาพดีทีเดียว ถ้าเอากลับไปโลกแห่งความเป็นจริงได้ล่ะก็ คงเอาไปประมูลเพื่อนำไปประดับบนไม้กายสิทธิ์ คทาเวทมนตร์ หรือแม้แต่คทาแห่งอำนาจได้สบายๆ
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทั้งสองคนก็ผลัดเวรกันทำงาน ใช้ชีวิตเยี่ยงกรรมกรเหมืองแร่ในแต่ละวัน
เวลาล่วงเลยไปสองสัปดาห์เต็มๆ ในที่สุดพวกเขาก็สามารถเจาะทะลวงเปลือกนอกของยอดเขาคริสตัล และเข้าไปยังพื้นที่ภายในได้สำเร็จ