- หน้าแรก
- เทคพรีสต์แห่งดันเจี้ยนส์แอนด์ดราก้อนส์
- บทที่ 13 เงื่อนไขการเลื่อนขั้น
บทที่ 13 เงื่อนไขการเลื่อนขั้น
บทที่ 13 เงื่อนไขการเลื่อนขั้น
บทที่ 13 เงื่อนไขการเลื่อนขั้น
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ ฮอร์นก็อุ้มเซอร์โวสกัลเวอร์ชันคนยากของตัวเองกลับมาที่ห้องพัก
"โอ้โห ดูสิว่าใครกลับมาแล้ว? ท่านฮอร์น ไฮม์ ผู้หมกมุ่นอยู่กับการเรียนไม่ใช่หรือขอรับ?"
"เฮ้! ไปพูดจาแดกดันท่านนักเล่นแร่แปรธาตุในอนาคตของพวกเราแบบนั้นได้ยังไงกัน! รีบขอโทษเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
"ขอโทษครับท่าน! ข้าผิดไปแล้ว!"
"ไอ้คนทรยศ! แอบซุ่มเรียนก่อนเปิดเทอมได้ยังไงกันวะ!" (เสียงบ่นงึมงำเบาๆ)
ฮอร์นมองดูไอ้สามตัวแสบที่กำลังเล่นละครฉากใหญ่ด้วยความรู้สึกปวดขมับ เส้นเลือดปูดโปนเต้นตุบๆ อยู่บนหน้าผาก
พวกผู้ชายส่วนใหญ่มักจะมีความคิดที่ว่า "ไม่อยากเห็นเพื่อนลำบาก แต่ก็ไม่อยากเห็นเพื่อนได้ดีไปกว่าตัวเอง"
ทุกครั้งที่ไอ้สามคนนี้นึกขึ้นได้ว่าในขณะที่พวกมันกำลังนั่งเล่นไพ่อย่างสบายใจอยู่ในห้อง แต่ฮอร์นกลับกำลังอาบเหงื่อต่างน้ำฝึกฝนอยู่ในโรงฝึก มโนธรรมในใจของพวกมันก็จะรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างรุนแรง
แต่พอให้พวกมันลองไปฝึกฝนที่โรงฝึกบ้าง พวกมันก็ดันมีความอดทนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ทนทำได้ไม่เท่าไหร่ก็ล้มเลิกไป
นี่แหละนะที่เขาเรียกกันว่า "ฮึกเหิมเป็นพักๆ แต่ขี้เกียจสันหลังยาวเป็นอาจิณ"
"พวกเจ้าไม่อยากจะเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุเต็มตัวก่อนเรียนจบหรือยังไง?"
"หรือว่าจะรอให้เรียนจบไปเป็นช่างทำของวิเศษสักสองสามปี แล้วค่อยมานั่งเสียใจทีหลัง?"
นักเรียนเตรียมเล่นแร่แปรธาตุนั้น เมื่อออกสู่สังคมโลกภายนอก จะมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า—ช่างทำของวิเศษ
นักเรียนเตรียมเล่นแร่แปรธาตุส่วนใหญ่ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ล้วนต้องผ่านช่วงเวลาการเป็นช่างทำของวิเศษด้วยกันทั้งนั้น
เมื่อสะสมประสบการณ์ได้มากพอ จนสามารถบรรลุคุณสมบัติหลัก 【วิศวกรรมเวทมนตร์】 ได้ พวกเขาก็จะเลื่อนขั้นเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุระดับ 1 วงแหวนโดยอัตโนมัติ
【วิศวกรรมเวทมนตร์】 คือรากฐานสำคัญของอาชีพนักเล่นแร่แปรธาตุ มันช่วยให้พวกเขาสามารถหลุดพ้นจากข้อจำกัดของการใช้แท่นเล่นแร่แปรธาตุไปได้ในระดับหนึ่ง และสามารถลงมือจัดการกับวัตถุดิบได้โดยตรง
ทว่า เนื่องจากอาชีพนักเล่นแร่แปรธาตุนั้นเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาได้ไม่นานนัก เหล่านักเล่นแร่แปรธาตุจึงยังไม่สามารถไขความลับของหลักการทำงานของคุณสมบัตินี้ได้อย่างถ่องแท้ ส่งผลให้ผู้ที่สามารถบรรลุคุณสมบัตินี้ได้ ต่างก็อธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าตัวเองทำได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักเรียนเตรียมเล่นแร่แปรธาตุจำนวนไม่น้อยที่ยังคงติดแหงกอยู่ในขั้นช่างทำของวิเศษ
และนั่นก็ทำให้เกิดการแข่งขันกันเองอย่างดุเดือดในหมู่ช่างทำของวิเศษ
แน่นอนว่า ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่สภาพความเป็นอยู่ของเหล่าช่างทำของวิเศษ ก็ยังดีกว่าพวกนักเรียนเตรียมจอมเวทอยู่มากโข
"ว้าก! อย่าพูดเรื่องแทงใจดำแบบนี้ออกมาสิฟะ!"
ราวกับแวมไพร์ที่ถูกลากออกไปอาบแสงแดด ทั้งสามคนทำท่าเหมือนแบกรับความจริงจากคำพูดของฮอร์นไม่ไหว พากันบิดตัวเร่าๆ มุดกลับเข้าไปซุกตัวใต้ผ้าห่มตามเดิม
ผ่านไปครู่หนึ่ง โรดถึงค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากใต้ผ้าห่ม
"พูดตรงๆ นะฮอร์น ใครบ้างล่ะจะไม่อยากเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุเต็มตัวก่อนเรียนจบน่ะ?"
"แต่คุณสมบัติ 【วิศวกรรมเวทมนตร์】 มันไม่ใช่สิ่งที่จะสำเร็จได้ด้วยการทำอะไรซ้ำๆ ซากๆ หรอกนะ"
"พวกรุ่นพี่ที่บรรลุคุณสมบัตินี้ได้ ล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องใช้ใจสัมผัส ต้องใช้ความรู้สึก ต้องคอยจับจังหวะแห่งแรงบันดาลใจที่แวบเข้ามาเพียงชั่วพริบตา"
"แต่... ไอ้คำอธิบายที่นามธรรมขนาดนี้ ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าต้องทำยังไง?"
น้ำเสียงของโรดเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ ปีเตอร์กับจอร์จก็โผล่หัวออกมาจากใต้ผ้าห่มของตัวเอง พากันถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
พวกเขาก็อยากจะเลื่อนขั้นเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุระดับ 1 วงแหวนให้เร็วที่สุดเหมือนกัน
แต่วิธีการบรรลุคุณสมบัติหลักขั้นแรกของอาชีพที่ดูเหมือนจะเน้นไปทางวิทยาการแบบนี้ กลับต้องมาพึ่งพาสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างความรู้สึกนี่สิ
บางคนอยู่ดีๆ ก็บรรลุได้ซะงั้น แต่บางคนจนแก่หง่อมแล้วก็ยังหาหนทางบรรลุไม่ได้เลย
เมื่อเทียบกันแล้ว คุณสมบัติหลักขั้นแรกของอาชีพนักรบดูจะเข้าถึงง่ายกว่าเยอะ
ขอเพียงแค่สามารถใช้พลังเวทมนตร์ดึงเอาพลังชีวิตของตัวเองออกมาใช้ได้ ทุกคนก็จะบรรลุคุณสมบัติ 【ฟื้นฟูกำลัง】 ได้แล้ว
เมื่อสัมผัสได้ถึงความรู้สึกหดหู่ที่แผ่ซ่านออกมาจากเพื่อนๆ ฮอร์นเองก็เริ่มรู้สึกสิ้นหวังกับอนาคตที่มองไม่เห็นทางข้างหน้าขึ้นมาตงิดๆ เหมือนกัน
ความรู้สึกสิ้นหวังนี้ทำให้เขารู้สึกจุกที่คอหอย อยากจะพูดอะไรออกมาแต่ก็พูดไม่ออก
สุดท้าย เขาทำได้เพียงกระตุกปกเสื้อตัวเอง ดึงกระดุมเม็ดบนออกเล็กน้อย เพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น
【เมื่อสดับรับฟังคำภาวนาของผู้ศรัทธา เจ้าก็มีความเข้าใจในหลักคำสอนแห่งเทพเจ้าจักรกลอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น】
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จู่ๆ ระบบก็เด้งขึ้นมาเรียกร้องความสนใจเฉยเลย
ช่วงนี้ฮอร์นมัวแต่ง่วนอยู่กับการวิจัยเวทแวร์ จนลืมไปเสียสนิทเลยว่าตัวเองก็เป็นผู้โชคดีที่มีระบบตัวช่วยกับเขาเหมือนกัน
『ไม่รู้เหมือนกันแฮะ ว่าระบบนี้จะช่วยให้ข้าบรรลุคุณสมบัติ 【วิศวกรรมเวทมนตร์】 ได้หรือเปล่า』
『เอ๊ะ? เดี๋ยวก่อน! ปกติแล้วเวลาระบบจะเด้งบันทึกอะไรขึ้นมา มันต้องมีเหตุมีผลสิ แล้ววันนี้มันเป็นอะไรของมัน ถึงได้เด้งข้อความบ้าๆ นี่ขึ้นมา?』
『ผู้ศรัทธางั้นรึ? คำภาวนางั้นรึ?』
『หรือว่าระบบจะมองว่าลูกชายตัวแสบสามคนนี้เป็นผู้ศรัทธาในเทพเจ้าจักรกลไปแล้ว?』
แต่พอคิดถึงเรื่องที่ตัวเองก็โดนระบบมองว่าเป็นเทคพรีสต์เหมือนกัน ฮอร์นก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรอีกแล้ว
ระบบผิดที่ผิดทางก็งี้แหละ ปลงซะเถอะ
เมื่อดึงสติกลับมาได้ ฮอร์นก็มองดูบรรดาเพื่อนซี้ที่กำลังนอนซึมเป็นส้วมอยู่บนเตียง เขารู้สึกว่าขืนปล่อยให้พวกมันเป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่
กำลังใจเนี่ยนะ พอมันหดหายไปแล้ว จะเรียกกลับคืนมามันก็ยากเอาการอยู่นะ
"เอาล่ะ เลิกนอนเปื่อยอยู่ในห้องกันได้แล้ว อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกกันไหม? พวกเราไม่ได้ออกไปไหนด้วยกันนานแล้วนะ"
"อีกไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมแล้ว ถือซะว่าไปเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจส่งท้ายวันหยุดก็แล้วกัน"
ทั้งสามคนที่นอนอยู่บนเตียงมองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็ยอมลุกขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตา แล้วเดินตามฮอร์นออกจากห้องไป
เนื่องจากเป็นการออกไปเดินเล่นพักผ่อน ฮอร์นจึงไม่ได้เอากะโหลกไดโนเสาร์ออกมาถือให้เกะกะ แต่จับมันยัดใส่กระเป๋าเป้ไปแทน
พวกเขาทั้งสี่เดินออกจากประตูสถาบัน แล้วเดินไปตามถนนสตีม มุ่งหน้าตรงไปยังท่าเรือ
ในฐานะที่เป็นเกาะลอยฟ้า เกาะหมอกเทามีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก อย่างน้อยๆ ก็มีขนาดเท่ากับเมืองๆ หนึ่งในโลกก่อนของฮอร์นเลยล่ะ
ย่านที่เจริญที่สุดตั้งอยู่ใจกลางเกาะ ซึ่งเต็มไปด้วยร้านรวงและย่านที่อยู่อาศัยสุดหรูหรา
ส่วนสถาบันเล่นแร่แปรธาตุนั้น ตั้งอยู่ในย่านท่าเรือซึ่งราคาที่ดินถูกกว่ามาก บริเวณนี้อยู่ติดกับท่าเรืออากาศยานและทางเข้าดันเจี้ยน จึงถือเป็นพื้นที่ที่มีค่าครองชีพถูกที่สุดบนเกาะ
แต่ละเขตเมืองเชื่อมต่อถึงกันด้วยรางรถไฟพลังไอน้ำ นักเล่นแร่แปรธาตุได้วางผังรางรถไฟไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับวงเวท ซึ่งนี่ก็เปรียบเสมือนรถไฟใต้ดินของโลกนี้นั่นเอง
ขณะที่ยืนรอให้ไม้กั้นทางรถไฟยกขึ้นอยู่บนทางเท้า ฮอร์นกับเพื่อนๆ ก็มองดูรถไฟพลังไอน้ำรูปทรงเทอะทะที่กำลังวิ่งผ่านไป
รูปลักษณ์ของรถไฟพลังไอน้ำกลายเป็นหัวข้อสนทนาของพวกเขาทันที
ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การสร้างสิ่งประดิษฐ์ให้มีรูปร่างใหญ่เทอะทะขนาดนี้ มันช่างดูแปลกประหลาดเกินไปจริงๆ
ในระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น รถไฟพลังไอน้ำก็วิ่งผ่านไปจนลับสายตา ไม้กั้นทางรถไฟยกขึ้น ฮอร์นกับเพื่อนๆ จึงเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้าม
บังเอิญมีนักผจญภัยสวมเกราะหนังกลุ่มหนึ่งเดินสวนทางมาพอดี ดูจากสภาพแล้ว พวกเขาคงเพิ่งผ่านการต่อสู้อย่างหนักหน่วงมา แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัส พวกเขากำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเกี่ยวกับของที่ได้มาจากการผจญภัยครั้งนี้
"ฮ่าๆ! ต้องขอบคุณพวกนักผจญภัยระดับสูงที่ไปก่อเรื่องไว้แท้ๆ เลยเชียว"
"ไม่อย่างนั้นล่ะก็ พวกระดับ 3 วงแหวนอย่างพวกเราจะมีโอกาสได้เข้าไปในดันเจี้ยนที่กำลังถูกสั่งปิดอยู่นี่ได้ยังไง?"
"ของที่ได้มาคราวนี้ คงพอให้พวกเราเอาไปอัปเกรดอุปกรณ์ได้ทั้งชุดเลยล่ะมั้ง"
"คืนนี้ไปฉลองมื้อใหญ่กันดีกว่า แล้วก็พักผ่อนสักสองสามวัน หลังจากนั้นค่อยไปหาลานฝึกซ้อมดูซิ ว่าพอจะมีลุ้นเลื่อนขั้นเป็นระดับ 4 วงแหวนได้หรือเปล่า"
ชายร่างกำยำที่เดินนำหน้าสุดเห็นได้ชัดว่าเป็นนักรบ เขาพูดคุยกับเพื่อนร่วมทีมด้วยน้ำเสียงดังกังวานจนเกือบจะกลายเป็นเสียงตะโกน ซึ่งก็ตรงกับภาพลักษณ์ของอาชีพนักรบที่คนทั่วไปมักจะจินตนาการไว้ไม่มีผิด
แต่ทว่าเพื่อนร่วมทีมของเขากลับดูหวาดกลัว และพยายามดึงเสื้อเขาไว้พลางบอกให้ลดเสียงลง
"เบาๆ หน่อยสิ! นี่เจ้ากะจะป่าวประกาศให้รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองเลยหรือยังไง! หุบปากไปเลยนะ!"
"พวกเราเอาชีวิตรอดกลับมาได้ก็บุญเท่าไหร่แล้ว!"
"เจ้าไม่ได้ยินข่าวลือหรือไง? มีหลายกลุ่มที่เข้าไปในดันเจี้ยนแล้วลูกทีมตายไปตั้งหลายคน บางกลุ่มถึงกับไม่ได้กลับออกมาอีกเลยด้วยซ้ำ"
"ได้ยินมาว่าทางสมาคมเพิ่งไปเจอผู้รอดชีวิตคนหนึ่งที่เหมืองแร่หมายเลข 3 ดูเหมือนว่าข้างในดันเจี้ยนจะ..."
เนื่องจากพวกเขาเดินสวนทางกัน ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายจึงค่อยๆ ไกลออกไป
ฮอร์นได้ยินบทสนทนาเบาลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกเลย