- หน้าแรก
- เทคพรีสต์แห่งดันเจี้ยนส์แอนด์ดราก้อนส์
- บทที่ 6 เทคโนโลยีแรกที่ปลดล็อกได้
บทที่ 6 เทคโนโลยีแรกที่ปลดล็อกได้
บทที่ 6 เทคโนโลยีแรกที่ปลดล็อกได้
บทที่ 6 เทคโนโลยีแรกที่ปลดล็อกได้
หลังจากเงียบกันไปกว่าสิบนาที จนแน่ใจแล้วว่าลุงผู้ดูแลหอพักเดินจากไปไกลแล้ว ทั้งสี่คนถึงได้กล้าปริปากพูดคุยกันอีกครั้ง
ท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ ฮอร์นเล่าประสบการณ์เฉียดตายที่เพิ่งเผชิญมาให้เพื่อนร่วมห้องทั้งสามฟังอย่างละเอียด ทำเอาทุกคนถึงกับอึ้งกิมกี่ไปตามๆ กัน
ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกับพวกก็อบลินอย่างกะทันหัน การได้ข่าวเรื่องแร่มิธริลตอนกำลังขุดแร่ หรือเหตุการณ์ประหลาดภายในดันเจี้ยน ทุกอย่างล้วนแฝงไปด้วยอันตรายที่พวกเขาแทบจะไม่มีปัญญารับมือได้เลยทั้งสิ้น
ในฐานะที่เป็นอาชีพส่วนน้อยซึ่งแตกแขนงออกมาจาก "ทักษะสายสนับสนุนของจอมเวท" อาชีพนักเล่นแร่แปรธาตุเพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาได้เพียงหกร้อยกว่าปีเท่านั้น
ด้วยความที่รากฐานยังไม่แข็งแกร่งเท่ากับอาชีพอื่นๆ ในช่วงแรกเริ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เป็นเด็กฝึกงาน ความสามารถในการต่อสู้และการเอาชีวิตรอดของนักเล่นแร่แปรธาตุจึงอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก
หากฮอร์นตัดสินใจผิดพลาดไปแม้แต่นิดเดียว คืนนี้เขาคงไม่ได้หอบ "เงินก้อนโต" กลับมา แต่คงเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความสงบที่มาแจ้งข่าวให้เพื่อนทั้งสามไปดูศพของเขาแทน
"เงินทองข้างนอกมันหาไม่ง่ายเลยจริงๆ แฮะ ข้าว่าหลังจากนี้ข้าขอหมกตัวอยู่แต่ในโรงฝึกเล่นแร่แปรธาตุอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวดีกว่า"
จอร์จ เจ้าหัวเหลืองนอนซุกตัวอยู่ในผ้าห่มพลางถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก
ปีเตอร์ เจ้าหัวน้ำตาล และโรด เจ้าหัวฟ้า ยังคงนั่งเฝ้าโต๊ะไพ่ ก้มหน้าก้มตาแทะน่องไก่ทอดที่เหลือเงียบๆ
ดูเหมือนว่าพวกเขาเองก็เริ่มจะหมดความตื่นเต้นท้าทายกับเรื่องการผจญภัยไปแล้วเหมือนกัน
เมื่อเวลาผ่านไป บทสนทนาก็เริ่มออกทะเล จากเรื่องการผจญภัยในดันเจี้ยน ลามไปถึงสถานการณ์ทางการเมืองของเกาะหมอกเทา จากเรื่องปากท้องของประชาชนในปัจจุบัน ก็ลากยาวไปจนถึงประวัติศาสตร์
นี่คือหัวข้อสนทนาประจำโต๊ะของแก๊งเด็กหอชายล้วน
ไม่ว่าจะเป็นในชาติก่อนหรือชาตินี้ ฮอร์นรู้สึกว่าเพื่อนๆ ของเขามักจะหลงใหลในหัวข้อพวกนี้เป็นพิเศษ
คุยกันไปคุยกันมา ความง่วงงุนก็เริ่มเข้าครอบงำ ทั้งสี่คนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่อาจทราบได้
...
"อือ~ หลับจนหิวไส้กิ่วเลยแฮะ"
เก้าโมงเช้า ฮอร์นงัวเงียตื่นขึ้นมาบนเตียง เขาลูบท้องที่กำลังส่งเสียงร้องประท้วง พลางเลื่อนสายตาไปทางโต๊ะไพ่ กะว่าจะเอาน่องไก่ทอดที่ซื้อกลับมาเมื่อคืนมารองท้องสักหน่อย
ทว่าเมื่อเห็นกล่องกระดาษที่ว่างเปล่า เขาก็ถึงกับสตั๊นท์ไปสองวินาทีเต็ม
『ไอ้พวกนี้มันแดกไก่ทอดของข้าเรียบเลยรึเนี่ย? ข้าซื้อมาตั้งสิบสามชั่งเชียวนะ!』
ฮอร์นอ้าปากพะงาบๆ ตอนแรกกะจะลากไอ้พวกเพื่อนเวรสามคนนี้ลุกขึ้นมาด่า แต่พอคิดว่าไอ้พวกนี้ต้องยอมอดมื้อกินมื้อจนแทบจะไปขอทานกินอยู่รอมร่อ เพียงเพื่อจะหาเงินมาจ่ายค่าเทอมให้เขา ฮอร์นก็ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
『เดี๋ยวค่อยไปกินข้าวเช้าที่โรงอาหาร แล้วค่อยซื้อกลับมาฝากพวกมันอีกสักมื้อก็แล้วกัน』
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ฮอร์นก็สวมเสื้อผ้า คว้ากระเป๋าเป้ แล้วเดินออกจากห้องพักไป
เมื่อผลักประตูหอพักออกไป หมอกสีเทาหนาทึบก็ปกคลุมไปทั่วท้องถนน บดบังทัศนวิสัยจนมองไม่เห็นสิ่งรอบตัวในระยะเกินกว่าสามเมตร
ฮอร์นเคยคิดอยู่บ่อยครั้งว่า สาเหตุที่เกาะลอยฟ้าแห่งนี้ถูกเรียกว่าเกาะหมอกเทา เป็นเพราะหมอกสีเทาที่มักจะปกคลุมไปทั่วทุกเช้าแบบนี้หรือเปล่านะ?
บางครั้งเขาก็รู้สึกโชคดีที่โลกใบนี้ไม่มียาวิเศษแบบในนิยาย การจะครอบครองพลังเหนือธรรมชาติได้ต้องอาศัยการเรียนรู้และฝึกฝนด้วยตัวเองเท่านั้น
ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ด้วยสภาพจิตใจของเขาในตอนนี้ ขืนต้องไปยุ่งเกี่ยวกับยาพวกนั้น วันดีคืนดีอาจจะเสียสติไปเลยก็ได้
ฮอร์นเดินตามถนนคอนกรีตไปจนถึงโรงอาหาร เขาควักเงินสิบเหรียญทองแดงซื้ออาหารเช้าชุดใหญ่มากินจนอิ่มแปล้ จากนั้นก็ซื้อกลับไปฝากลูกบุญธรรมทั้งสามอีกคนละชุด
หลังจากจัดการธุระจิปาถะเสร็จเรียบร้อย เขาก็สะพายกระเป๋าเป้ตรงดิ่งไปยังโรงฝึกเล่นแร่แปรธาตุของสถาบัน
ของสิ่งเดียวที่อยู่ในกระเป๋าเป้ ก็คือสร้อยคอหัวกะโหลกที่บักแบร์ตัวนั้นสวมอยู่นั่นเอง
บันทึกระบบของฮอร์นระบุว่ามันคือเซอร์โวสกัล แถมยังบอกอีกว่าอาจมีเทคโนโลยีบางอย่างซ่อนอยู่ในนี้
ถึงแม้ฮอร์นจะลองตรวจสอบดูแล้วแต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ แต่เมื่อพิจารณาจากความจริงที่ว่า ระบบของเขาเป็นระบบที่ส่งมาผิดที่ผิดทาง ซึ่งอาจจะมีการตีความบางอย่างที่ต่างจากคนทั่วไป เขาจึงตั้งใจจะลองตรวจสอบดูอีกสักรอบ
"อืม~ วัสดุก็ดูธรรมดา น่าจะทำมาจากหัวกะโหลกของพวกก็อบลินธรรมดานี่แหละ"
ฮอร์นแยกชิ้นส่วนสร้อยคอออก แล้วนำหัวกะโหลกแต่ละหัวไปวางไว้บนแท่นเล่นแร่แปรธาตุเพื่อทำการย่อยสลาย
ผงกระดูกที่ได้จากการย่อยสลายกระดูกเก่าๆ พวกนี้ ก็ถือเป็นวัตถุดิบเล่นแร่แปรธาตุชนิดหนึ่งเช่นกัน ถึงจะได้ไม่มากแต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ฮอร์นไม่คิดจะเก็บของพวกนี้ไว้เป็นแค่เครื่องประดับธรรมดาๆ หรอก
ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะย่อยสลายหัวกะโหลกหัวที่แปด ฮอร์นกลับสัมผัสได้ถึงแรงต่อต้านบางอย่าง
นี่คือหัวกะโหลกที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาหัวกะโหลกทั้งหมดในสร้อยคอ ดูจากขนาดแล้ว น่าจะเป็นของสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ขนาดกลาง
ทันใดนั้น กระดูกสีเหลืองหม่นชิ้นนี้ก็เริ่มสั่นเทาเบาๆ เปลวไฟวิญญาณแห่งความตายสีฟ้าลุกโชนขึ้นภายในเบ้าตาของกะโหลก
ขากรรไกรล่างของกะโหลกขยับเปิดปิด แต่กลับดูไร้เรี่ยวแรงอย่างน่าประหลาด
『เชี่ย! นี่มันวิญญาณคนตายงั้นเรอะ?』
การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ทำเอาฮอร์นตกใจจนแทบจะโยนของในมือทิ้ง
แต่โชคดีที่ประสบการณ์เฉียดตายเมื่อวานช่วยฝึกความกล้าให้เขาขึ้นมาได้บ้าง
เขาคว้าหมับเข้าที่ขากรรไกรล่างของกะโหลก แล้วออกแรงหักมันจนหลุดออกมาอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งนั่นก็ถือเป็นการปลดอาวุธเพียงชิ้นเดียวที่กะโหลกผีมีอยู่จนหมดสิ้น
วิญญาณในกะโหลกที่เดิมทีก็ดูอ่อนแรงอยู่แล้ว ยิ่งดูอ่อนแรงลงไปอีก เปลวไฟวิญญาณที่ลุกไหม้อยู่ภายในเบ้าตาก็พลอยหรี่แสงลงตามไปด้วย
อาจจะเป็นเพราะการกระทำอันป่าเถื่อนของฮอร์นทำให้วิญญาณตนนี้เกิดความหวาดกลัวและอยากจะขอชีวิต ยังไม่ทันที่ฮอร์นจะเอ่ยปากพูดอะไร วิญญาณตนนั้นก็ชิงส่งมอบความรู้บางอย่างมาให้เขาเสียก่อน
【รักษาสภาพศพ】
เวทมนตร์แห่งความตายระดับสอง (นักบวช, พาลาดิน, จอมเวท)
รูปแบบการร่ายเวท: ร่ายทันที หรือ ประกอบพิธีกรรม
ระยะการร่ายเวท: สัมผัส
องค์ประกอบเวทมนตร์: บทสวดมนต์, ท่าทาง, วัตถุดิบ (เหรียญทองแดง 2 เหรียญ ใช้เป็นวัตถุดิบสิ้นเปลืองสำหรับเวทมนตร์บทนี้)
ระยะเวลาแสดงผล: 10 วัน
ผลลัพธ์: เมื่อเจ้าสัมผัสร่างไร้วิญญาณหรือซากศพ เป้าหมายจะไม่เน่าเปื่อยและไม่สามารถถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอันเดดได้ตราบเท่าที่เวทมนตร์ยังมีผล
เวทมนตร์บทนี้สามารถใช้ยืดระยะเวลาจำกัดในการชุบชีวิตเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเวลาที่ผ่านไปในขณะที่เป้าหมายตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเวทมนตร์บทนี้ จะไม่ถูกนำไปหักออกจากระยะเวลาจำกัดของเวทมนตร์ 【ชุบชีวิตคนตาย】
ข้อมูลที่วิญญาณส่งมานั้นอยู่ในรูปแบบของข้อมูลทางจิต แม้จะไม่มีตัวหนังสือให้เห็นเป็นรูปธรรม แต่ข้อมูลเหล่านี้กลับปรากฏขึ้นในใจของฮอร์นอย่างชัดเจน
ในตอนนั้นเอง ระบบก็เกิดการตอบสนองขึ้น
【เซอร์โวสกัลยังคงหลงเหลือเทคโนโลยีการสร้างและการเก็บรักษาเวทแวร์เอาไว้】
【เจ้าได้ปลดล็อกเทคโนโลยีพื้นฐาน: เวทแวร์】
บนหน้าต่างสถานะ ข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับเวทแวร์ได้รับการเติมเต็มจนสมบูรณ์ ซึ่งครอบคลุมไปถึงวิธีการดัดแปลงสมองของสิ่งมีชีวิตให้กลายเป็นเซิร์ฟเวอร์ และเทคโนโลยีในการเก็บรักษาเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ให้คงสภาพและมีชีวิตอยู่ได้อย่างยาวนาน
พูดกันตามตรง ฮอร์นรู้สึกว่าของพรรค์นี้มันช่างดูไม่เข้ากับสไตล์ของเขาเอาเสียเลย
พวกจอมเวทสายความตายอาจจะชอบความรู้พวกนี้ แต่เขาที่เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุเนี่ยนะ...
แค่จินตนาการภาพตัวเองตอนกำลังใช้งานเวทแวร์ ฮอร์นก็รู้สึกได้เลยว่าตัวเองคงจะโดนสังคมรังเกียจและขับไล่ไสส่งในไม่ช้านี้แน่ๆ
ถึงแม้สายความตายจะเป็นหนึ่งในแปดสายเวทมนตร์หลักที่สำคัญของจอมเวท แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง สมาชิกส่วนใหญ่ของสายนี้จึงมักจะกลายเป็นอาชญากรที่เป็นที่ต้องการตัวอยู่เสมอ
การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาก็ดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสักเท่าไหร่
ขณะที่กำลังกลุ้มใจว่าทำไมเทคโนโลยีแรกที่ปลดล็อกได้มันถึงได้ดูพิลึกพิลั่นขนาดนี้ ฮอร์นก็ถอนหายใจออกมา แล้วเตรียมจะกำจัดกะโหลกในมือทิ้ง
ทว่าอีกฝ่ายกลับดูเหมือนจะล่วงรู้ความคิดของเขา มันพยายามดิ้นรนขัดขืนด้วยกระดูกเพียงชิ้นเดียวที่เหลืออยู่
【เซอร์โวสกัลต้องการโต้ตอบกับท่าน ตรวจพบโปรแกรมไม่ทราบชนิดแฝงตัวอยู่ภายใน ต้องการฟอร์แมตหรือไม่?】
ยังไม่ทันที่ฮอร์นจะได้ตัดสินใจ หน้าต่างแจ้งเตือนที่เขียนว่า 【กำลังฟอร์แมต】 ก็เด้งขึ้นมาเสียก่อน
เปลวไฟวิญญาณภายในกะโหลกผีเต้นเร่าอย่างรุนแรงอยู่สองครั้ง ก่อนจะกลับมาเป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว
หน้าต่าง 【กำลังฟอร์แมต】 เปลี่ยนเป็น 【ฟอร์แมตล้มเหลว】
เห็นได้ชัดว่าความพยายามของระบบในการแทรกแซงกะโหลกผีล้มเหลวไม่เป็นท่า
คิ้วของฮอร์นกระตุกเบาๆ สองครั้ง เขารู้สึกว่าระบบของตัวเองมันช่างอ่อนหัดจนน่าเหลือเชื่อ
แค่กับวิญญาณพิการๆ แบบนี้ยังจัดการไม่ได้เลย แสดงว่าความสามารถในการแทรกแซงความเป็นจริงของมันคงจะจำกัดจำเขี่ยเอามากๆ
『แต่ว่า... กะโหลกหัวนี้ก็คงจะไม่ธรรมดาเหมือนกันแฮะ ถึงกับงัดเอาเวทมนตร์ระดับสองออกมาใช้ขอชีวิตเชียวรึ?』