- หน้าแรก
- เทพเซียน อาชีพของข้าสามารถเลื่อนขั้นได้ไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 48 ภูตน้ำแข็งเหมันต์ สังหารในพริบตา!
บทที่ 48 ภูตน้ำแข็งเหมันต์ สังหารในพริบตา!
บทที่ 48 ภูตน้ำแข็งเหมันต์ สังหารในพริบตา!
บทที่ 48 ภูตน้ำแข็งเหมันต์ สังหารในพริบตา!
เมื่อนั่งจ้องมองผิวกระจกในศาลาริมน้ำ แล้วใช้พลังเวทเปิดใช้งานค่ายกล
ผิวกระจกที่ดำสนิทราวกับน้ำหมึกก็เปล่งแสงสลัวๆ ออกมาทันที และสะท้อนภาพของเจียงเสวียนออกมาอย่างชัดเจน
วินาทีต่อมา พร้อมกับเสียง "วูบ" ที่ดังขึ้น สติสัมปชัญญะของเขาก็จมดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ลากลงสู่ก้นมหาสมุทรอันลึกซึ้ง
และยังไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งตัว เสียง "ซ่า" ก็ดังขึ้น ความรู้สึกไร้น้ำหนักที่เจียงเสวียนสัมผัสได้เมื่อครู่ก็มลายหายไปในพริบตา สติสัมปชัญญะกลับคืนสู่ร่างราวกับผุดขึ้นมาจากผิวน้ำ
"ข้าเข้ามาแล้วงั้นเหรอ?"
เมื่อหันไปมองรอบๆ เจียงเสวียนก็พบว่าลานประลองของนิกายเสินเซียวที่คุ้นเคยเมื่อครู่ได้อันตรธานหายไปแล้ว สิ่งที่ปรากฏแทนที่คือป่าเขาเขียวขจีที่ดูแปลกตา
นั่นทำให้เจียงเสวียนมั่นใจว่า ตัวเองได้เข้ามาอยู่ในกระจกมายา・สามพันโลกแล้วจริงๆ
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ พอเขาลองใช้กระจกใจกระจ่างสำรวจร่างกายตัวเอง เขากลับไม่พบความผิดปกติอะไรเลยแม้แต่น้อย
จุดชีพจรทั่วร่างยังคงโคจรตามปกติ พลังเวทก็ไหลเวียนได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด ประสาทสัมผัสทั้งห้าก็เฉียบคมเหมือนตอนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเป๊ะๆ แม้แต่ไอเย็นแห่งฤดูหนาวที่กัดกร่อนร่างกายเขาทั้งวันทั้งคืน ก็ยังคงรุนแรงไม่ลดลงเลยสักนิด
"ค่ายกลลวงตานี่มันแข็งแกร่งชะมัด... แต่มันก็สมเหตุสมผลแหละ นิกายเสินเซียวเป็นนิกายใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของแดนเหนือ ค่ายกลลวงตาที่ร่วมมือกับสมาคมการค้าเทียนไห่สร้างขึ้นมา มันก็ต้องแข็งแกร่งเป็นธรรมดา ถ้าคนที่มีพลังแค่ทะลวงจุดศูนย์กลางวิญญาณขั้นต้นอย่างข้าดูออก นั่นสิถึงจะน่าขำ"
...
ในขณะที่เจียงเสวียนกำลังมองหาความแตกต่างระหว่างที่นี่กับโลกแห่งความเป็นจริงในกระจกมายา อีกด้านหนึ่ง ม่ออวี่ที่ต้อนรับเจียงเสวียนเสร็จสรรพแล้ว ก็เดินกลับมาที่จุดประจำการ
"ไอ้คนป่วยขี้โรคนั่น ก็เลือกโหมดท้าประลองเหมือนกันเหรอ" พอเห็นนางกลับมา สาวใช้อีกคนก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันนิดๆ
"อืม"
พอได้ยินคำยืนยัน รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของสาวใช้คนนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น: "นับวันคนไม่เจียมกะลากหัวก็ยิ่งเยอะขึ้นทุกที โหมดท้าประลองเขาเอาไว้ให้พวกอัจฉริยะของนิกายเล่นกัน ไอ้คนป่วยจากบ้านนอกคอกนาจะมาสะเออะอะไรด้วย โดยเฉพาะไอ้หมอนั่น หน้าตาดูเหมือนจะตายแหล่มิตายแหล่อยู่แล้ว..."
"ป๋ายจื่อ" คำพูดของเพื่อนร่วมงานทำให้ม่ออวี่ขมวดคิ้วมุ่น นางรีบพูดแทรกเพื่อหยุดการเยาะเย้ยของอีกฝ่าย: "คุณชายท่านนั้นจะเลือกยังไง มันก็เป็นเรื่องของเขา ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเราเลย"
"จะไม่เกี่ยวได้ยังไง?" ป๋ายจื่อเบ้ปาก หน้าตาดูหงุดหงิดเต็มทน: "คุณหนูอุตส่าห์สั่งกำชับมา ให้พวกเราจดบันทึกผลงานของศิษย์ทุกคนที่เลือกโหมดท้าประลอง แล้วเอามาทำเป็นเล่ม ไอ้พวกนี้มันก็แค่อยากจะมามุงดูเฉยๆ แต่กลับทำให้เราต้องมาเหนื่อยฟรีๆ ไม่ใช่หรือไง"
...
เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกภายนอก เจียงเสวียนย่อมไม่รู้เรื่องอะไรเลย
หลังจากแน่ใจแล้วว่ากระจกมายากับโลกแห่งความเป็นจริงนั้นเหมือนกันทุกระเบียดนิ้ว——อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของเขาล่ะนะ——เจียงเสวียนก็ทำตามคำแนะนำของม่ออวี่ก่อนหน้านี้ เขาล้วงเอาป้ายหยกสลักลายสัญลักษณ์ของสมาคมการค้าเทียนไห่ออกมาจากอกเสื้อ แล้วใช้นิ้วแตะเบาๆ เพื่อเรียกหน้าต่างการประลองขึ้นมา
การต่อสู้ในกระจกมายาเทียนไห่แบ่งออกเป็น 3 โหมด โหมดทดสอบวิชา สามารถสร้างสภาพแวดล้อมได้หลากหลายรูปแบบเพื่อทดสอบพลังของคาถาอาคม โหมดนัดหมาย เพื่อให้คนรู้จักมาประลองฝีมือกัน ส่วนโหมดสุดท้ายคือ โหมดสุ่มจับคู่ หรือที่เรียกอีกอย่างว่า โหมดท้าประลอง ซึ่งนี่แหละคือเป้าหมายในการมาเยือนของเจียงเสวียนในครั้งนี้
ในโหมดนี้ ศัตรูจะถูกจับคู่แบบสุ่ม คนที่เข้าร่วมจะไม่มีทางรู้เลยว่าคู่ต่อสู้คนต่อไปของตัวเองจะเป็นใคร
กฎเพียงข้อเดียวก็คือ ยิ่งชนะเยอะ ก็จะยิ่งเจอคู่ต่อสู้ที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ โหมดแบบนี้แหละที่เหมาะกับการขัดเกลาประสบการณ์การต่อสู้จริงมากที่สุด
และโหมดนี้ ยังเป็นทางเลือกเดียวสำหรับผู้ฝึกปราณที่เลือกวิธีจ่ายเงินแบบที่สองด้วย
แน่นอนว่าเจียงเสวียนต้องเลือกโหมดนี้อยู่แล้ว
เมื่อปลายนิ้วแตะยืนยัน เสียง "ฟุ่บ" ก็ดังขึ้น พร้อมกับแสงสีขาวสว่างวาบขึ้นตรงหน้าเจียงเสวียน
จากนั้น เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า เด็กหนุ่มคนนี้ดูท่าทางก็คงเป็นมือใหม่เหมือนกัน กำลังหันซ้ายหันขวามองรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แต่นอกเหนือจากความอยากรู้อยากเห็นแล้ว ในแววตาของเขายังแฝงไปด้วยความคันไม้คันมือที่เก็บซ่อนไว้ไม่อยู่——ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่ศิษย์รุ่นเดียวกับเจียงเสวียนเปิดจุดชีพจรได้มากพอสมควรแล้ว และฝึกคาถาอาคมจนเชี่ยวชาญระดับหนึ่งแล้วด้วย
เมื่อครอบครองคมดาบ จิตสังหารย่อมก่อเกิด คำพูดนี้ไม่ได้ใช้บรรยายแค่เจียงเสวียนคนเดียวหรอกนะ คนอื่นๆ ก็มีความคิดแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละ
พอพวกเขาสามารถฝึกคาถาอาคมอันลึกลับซับซ้อนได้สำเร็จ ก็อยากจะลองวิชาของตัวเองดูบ้าง
เพียงแต่ความคันไม้คันมือบนใบหน้าของคนคนนั้น พอเห็นสภาพของเจียงเสวียน ก็ดับวูบลงทันที ตอนนี้ สิ่งที่หลงเหลืออยู่บนใบหน้าของเขามีเพียงความรู้สึกพูดไม่ออก: "สหาย สภาพแบบนี้ทำไมไม่นอนพักรักษาตัวให้ดีๆ จะมาประลองทำไมเล่า!"
"ข้าไม่เป็นไร ค่อกๆ... สภาพตอนนี้สำหรับข้ามันคือการเสริมพลังต่างหาก ไม่ใช่ความอ่อนแอหรอกนะ ค่อกๆ..."
พูดไม่ทันจบประโยค เจียงเสวียนก็ไอค่อกแค่กออกมาตั้งสองสามครั้ง ภาพแบบนี้ยิ่งทำให้อีกฝ่ายพูดไม่ออกหนักกว่าเดิม
แต่วินาทีต่อมา สีหน้าของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนไป
"ฟู่..."
ในขณะที่พูด เจียงเสวียนก็เริ่มโคจรพลังเวท เพื่อเปิดใช้งานเพลงกระบี่เก็บซ่อนดับสูญกระบวนท่าที่หนึ่ง——ฤดูหนาวกำลังมาเยือน!
พลังกระบี่ที่ไร้รูปร่างและไร้เสียงได้แผ่ขยายออกไป หลอมรวมเข้ากับไอเย็นแห่งฤดูหนาวที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายเขาทั้งวันทั้งคืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
และเมื่อเจตนารมณ์แห่งฤดูหนาวไหลเวียนไปพร้อมกับพลังเวท แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ผิวหนังของเจียงเสวียนก็ยิ่งขาวซีดลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นอมเขียวเลยทีเดียว ซึ่งสภาพแบบนี้ยิ่งทำให้เจียงเสวียนดูเหมือนภูตผีที่เดินออกมาจากทุ่งน้ำแข็งแดนเหนืออันเหน็บหนาว มากกว่าจะเป็นมนุษย์เดินดิน
และเมื่อร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลง ไอเย็นเยียบที่แผ่ออกมาจากตัวเจียงเสวียนก็ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก ตอนนี้ อากาศรอบตัวเขากำลังจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทุกครั้งที่เขาหายใจออก ก็จะมีหมอกขาวที่เย็นยะเยือกถึงกระดูกพวยพุ่งออกมาจากปากและจมูก
"ซี๊ด..."
พอสบตาเจียงเสวียนที่อยู่ตรงข้าม จ้าวคุยก็รู้สึกถึงไอเย็นที่แล่นปราดจากกระดูกสันหลังขึ้นไปถึงกระหม่อมทันที
นั่นไม่ใช่ความหนาวเย็นธรรมดา แต่มันเป็นความหนาวเหน็บที่สามารถแช่แข็งวิญญาณให้แตกสลายได้เลยทีเดียว
และเมื่อถูก 'ภูตผีน้ำแข็ง' จ้องมองมาด้วยสายตาเรียบเฉย จ้าวคุยก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตัวเองถูกลากลงไปในทะเลสาบน้ำแข็งท่ามกลางฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ เขารู้สึกว่าแสงแดดอันอบอุ่นกำลังห่างออกไปทุกที รอบตัวเหลือเพียงความมืดมิดอันไร้ขอบเขตและความหนาวเหน็บที่บาดลึกถึงกระดูก แม้แต่เลือดก็ราวกับจะแข็งตัวอยู่ในเส้นเลือด
ความหนาวเหน็บถึงกระดูก ความเย็นยะเยือก และความมืดมิดอันกว้างใหญ่ไพศาล ทำให้แม้แต่การหายใจของเขาก็ยังยากลำบาก ราวกับมีมืออคริสตัลที่มองไม่เห็นมาบีบคอเขาไว้แน่น
"ตัวอะไรวะเนี่ย?"
"นี่ฝีมือเจ้าใช่ไหม!"
"ข้าไม่กลัวเจ้าหรอกนะ!"
จ้าวคุยไม่ใช่ศิษย์ของหุบเขาสี่ฤดู และไม่ได้ฝึกเพลงกระบี่ตงจื้อด้วย
ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญกับความรู้สึกประหลาดๆ แบบนี้ เขาจึงไม่ได้แผ่กลิ่นอายแบบเดียวกันออกมาเพื่อประจันหน้ากับเจียงเสวียน แต่กลับแหกปากโวยวายออกมาแทน
——นี่คือปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณของมนุษย์และสัตว์ป่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอันตราย
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกนะ ว่าการแหกปากโวยวายมันช่วยเรียกความกล้าได้จริงๆ
ด้วยการตะคอก จ้าวคุยก็สามารถเรียกความกล้ากลับคืนมาได้บ้าง จิตใจของเขาในที่สุดก็หลุดพ้นจากความมืดมิดอันหนาวเหน็บนั้นได้เล็กน้อย
"แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก..."
การผุดขึ้นมาจากทะเลสาบน้ำแข็ง ทำให้จ้าวคุยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง และเผลอหอบหายใจออกมาอย่างลืมตัว
ในเวลาเดียวกัน สมองของเขาก็แล่นปรู๊ดปร๊าด กำลังคิดหาวิธีรับมือกับคู่ต่อสู้ที่ดูพิลึกพิลั่นตรงหน้า
"ไอ้หมอนี่มันแปลกประหลาดเกินไปแล้ว ข้า..."
"ฉึก!"
ยังไม่ทันที่จ้าวคุยจะคิดหาวิธีรับมือกับเจียงเสวียนออก ความเจ็บปวดรวดร้าวก็ระเบิดขึ้นที่หน้าอกของเขาอย่างกะทันหัน
จ้าวคุยก้มลงมองตามสัญชาตญาณ ม่านตาของเขาถึงกับหดเกร็ง——กระบี่น้ำแข็งที่ใสแจ๋วราวกับคริสตัล ไม่รู้ว่าพุ่งมาเสียบทะลุหน้าอกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ บนด้ามกระบี่ยังมีเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ เกาะอยู่เลย
"ตั้งแต่เมื่อไหร่..."
คำถามนี้ เขาไม่มีวันได้รับคำตอบอีกแล้ว
ทันทีที่กระบี่น้ำแข็งอันแหลมคมพุ่งทะลุร่าง ก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขึ้นในวินาทีถัดมา
กระบี่น้ำแข็งเล่มเล็กๆ ระเบิดออกเป็นเศษน้ำแข็งนับพันชิ้น ด้วยความที่มันระเบิดจากภายใน ในเสี้ยววินาทีแรก ร่างกายของจ้าวคุยก็ถูกเศษน้ำแข็งเล็กๆ แทงทะลุจนพรุนไปหมดทั้งตัว
"ตุบ."
และแล้ว จ้าวคุยก็ถูกสังหารในพริบตาเพียงแค่เผชิญหน้ากันครั้งเดียว
จนกระทั่งตาย เขาก็ยังไม่รู้เลยว่ากระบี่น้ำแข็งเล่มนั้นบินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ และมาจากทิศทางไหนกันแน่
และเขา ไม่ใช่คนเดียวที่โดนแบบนี้!