เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 สามสิบหกจุดชีพจร ศูนย์กลางวิญญาณควบแน่น!

บทที่ 20 สามสิบหกจุดชีพจร ศูนย์กลางวิญญาณควบแน่น!

บทที่ 20 สามสิบหกจุดชีพจร ศูนย์กลางวิญญาณควบแน่น! 


บทที่ 20 สามสิบหกจุดชีพจร ศูนย์กลางวิญญาณควบแน่น! 

"เจียงเสวียนปฏิเสธการดื่มเหล้าแข็งขันขนาดนี้ หรือว่าเขาจะมั่นใจว่าตัวเองสามารถเปิดจุดชีพจรได้ครบสามสิบหกจุดภายในวันนี้ แล้วคว้าผลประเมินระดับดีเลิศไปครองได้จริงๆ?!"

"แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง รากวิญญาณของเขาอยู่แค่ระดับลึกลับขั้นกลางเองนะ?"

"ถึงเขาจะมีพรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่โดดเด่นก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้บำเพ็ญเพียรเร็วขึ้นสักหน่อยไม่ใช่เหรอ?"

แม้ในใจจะเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้างแล้ว แต่ข้อสันนิษฐานนี้มันก็ดูเหนือจริงเกินไป จนต่งเฮ่าเองยังแทบไม่อยากจะเชื่อ

แต่เมื่อมองไปรอบๆ ตัว ต่งเฮ่าก็พบว่า นอกเหนือจากข้อสันนิษฐานสุดกู่ข้อนี้ เขาก็หาเหตุผลอื่นมาอธิบายการปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้าของเจียงเสวียนไม่ได้เลย

ยิ่งคิด เขาก็ยิ่งกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น

"ไม่ได้การ ข้าต้องรีบชิงลงมือก่อน!"

ถึงแม้ในใจจะยังมีความลังเลและไม่อยากเชื่ออยู่บ้าง แต่เรื่องนี้มันสำคัญกับเขามาก... มีเรื่องหนึ่งที่ต่งเฮ่าพูดความจริงกับเจียงเสวียนแบบหมดเปลือก นั่นคือ เขามีความมั่นใจน้อยมากที่จะฝ่าด่านเข้าสู่สิบอันดับแรกในการสอบรอบสอง หรือการเข้าสำนักสายในโดยตรงจากการสอบใหญ่ร้อยวัน

ถึงเขาจะมีพรสวรรค์ดีพอตัว ภูมิหลังตระกูลก็ไม่ธรรมดา แต่ในสำนักศึกษาเต๋าเฉินแห่งนี้ คนที่เพียบพร้อมแบบเขามีให้เห็นเกลื่อนกลาด แค่ดูจากจำนวนคนที่เปิดจุดชีพจรได้ครบสามสิบหกจุดในการสอบรอบแรก ซึ่งปาเข้าไปเกือบสี่สิบคนแล้ว แค่นี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่าต่งเฮ่าไม่ได้เก่งกาจโดดเด่นไปกว่าใครเลย

และถ้าไม่ใช่เพราะเขารู้ตัวดีว่าหนทางข้างหน้ามันตีบตัน เขาคงไม่เที่ยวหว่านหินวิญญาณกว้านซื้อตัวคนมาร่วมทีมแบบนี้หรอก แต่ต่อให้เขาจะลงทุนไปเยอะแค่ไหน ลึกๆ เขาก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีว่าจะฝ่าด่านเข้าสำนักสายในไปได้

ก็ในเมื่อสำนักศึกษานี้ ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่มีทรัพยากรและพยายามสร้างกองกำลังของตัวเอง เจิงจวิ้น ซูหลิ่นอิน และคนอื่นๆ ก็ไม่ได้นั่งงอมืองอเท้าเหมือนกัน

แต่การจะดึงตัวอัจฉริยะเหล่านั้นมาเป็นพวกไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พวกหัวกะทิที่คว้าผลประเมินระดับดีเลิศมาได้ ล้วนแต่มีความหยิ่งผยองอยู่ในตัว พวกเขาไม่ยอมก้มหัวให้ใคร และเชื่อมั่นว่าตัวเองไม่ด้อยไปกว่าใครหน้าไหนทั้งนั้น

เมื่อคิดตกถึงตรงนี้ ต่งเฮ่าก็ยิ่งกำหมัดแน่นขึ้น

"เดี๋ยวก่อน ท่าทางของเจียงเสวียน มันก็เหมือนพวกหัวกะทิไม่มีผิด! ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้ายกเคล็ดวิชาให้ เขาไม่ยอมรับฟรีๆ แต่ยืนกรานว่าจะยืม ตอนที่ข้าเอายาเม็ดกับอาหารวิญญาณไปให้ เขาก็รับด้วยท่าทีเกรงใจ ข้าก็นึกว่าเขาแค่เป็นคนหยิ่งๆ รักสันโดษ ที่แท้ เขามั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจะเปิดจุดชีพจรได้ครบสามสิบหกจุดด้วยตัวเอง เลยไม่อยากติดหนี้บุญคุณข้าฟรีๆ นี่เอง!"

"ที่เขายอมมากินข้าวกับข้าวันนี้ คงเป็นเพราะเกรงใจที่เคยรับของข้าไป เลยปฏิเสธไม่ลงสินะ"

ยิ่งคิด ต่งเฮ่าก็ยิ่งมั่นใจ เขาตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า ไม่ว่ายังไง เขาก็ต้องรักษาเจียงเสวียนไว้ให้ได้ และต้องทุ่มเทให้มากกว่าเดิม เพื่อผูกมัดอีกฝ่ายไว้

"ทรัพยากรแค่นี้จะไปเสียดายทำไม? ของบำรุงในช่วงแรกมันก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย ต่อให้เสียเปล่า ข้าก็ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าเดิมพันครั้งนี้สำเร็จ ข้าก็จะได้ยอดฝีมือด้านกระบี่ที่มีผลประเมินระดับดีเลิศมาเป็นพวก โอกาสที่ข้าจะได้เข้าสำนักสายในก็จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสามสิบเปอร์เซ็นต์... คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม!"

"ท่านพี่ ถ้าท่านลำบากใจ เดี๋ยวข้าไปสั่งสอนไอ้เด็กบ้านนอกนั่นให้เอง ให้มันรู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ..."

ในขณะที่ต่งเฮ่ากำลังคิดทบทวนจนทะลุปรุโปร่ง ฟู่เหอก็ยังคงบ่นกระปอดกระแปดอยู่ข้างหู ไม่เลิกหาเรื่องเจียงเสวียน

แต่คำพูดนั้น กลับทำให้ต่งเฮ่าถึงกับเสียวสันหลังวาบ ก่อนจะตวาดกลับเสียงดังลั่น "หุบปากซะ!"

เขาหันไปจ้องหน้าฟู่เหอเขม็ง สายตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง ก่อนจะกดเสียงต่ำเน้นย้ำทีละคำ "เรื่องนี้ห้ามพูดถึงอีกเด็ดขาด สหายเจียงไม่ชอบดื่มเหล้า วันหลังก็แค่เสิร์ฟชาให้เขาเท่านั้น เรื่องความชอบส่วนตัวของใคร เจ้ามีสิทธิ์อะไรไปวิพากษ์วิจารณ์?"

"เอ๊ะ?!"

เสียงตวาดลั่น บวกกับท่าทีที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือของต่งเฮ่า ทำให้ฟู่เหอถึงกับยืนอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก

นางหลุดปากเถียงออกไปโดยสัญชาตญาณ "แต่นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องกินเหล้านะ มันกล้าหักหน้าท่านต่อหน้าคนอื่น..."

"ข้าบอกให้หุบปากไง! ข้ามองเจียงเสวียนเป็นเพื่อนมาตลอด ไม่เคยคิดว่าเขาเป็นลูกน้อง!" ต่งเฮ่าตวาดสวนกลับทันควัน น้ำเสียงจริงจังและเด็ดขาดแบบไม่ยอมให้ใครมาเถียง

"ในเมื่อเป็นเพื่อนกัน มันจะมีเรื่องหักหน้าอะไรกันนักหนา?"

"???"

คำพูดนี้ทำเอาฟู่เหอถึงกับใบ้กิน ส่วนอู๋เฉินกับมู่หยวนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก อ้าปากค้างด้วยความงุนงง

พวกเขาคิดจนสมองแทบแตกก็คิดไม่ออก เจียงเสวียนหยิ่งผยอง ไม่เห็นหัวใครขนาดนี้ แถมยังหักหน้าต่งเฮ่าซะไม่มีชิ้นดี แต่ทำไมต่งเฮ่าถึงไม่โกรธเคือง กลับยิ่งดูเกรงอกเกรงใจ หรือถึงขั้นพยายามจะเอาใจเจียงเสวียนมากยิ่งกว่าเดิมซะอีก?

ด้วยความที่ไม่เข้าใจตรรกะของต่งเฮ่า ในหัวของพวกเขาก็เลยเกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นมาพร้อมกัน "หรือว่าข่าวลือจะเป็นจริง ต่งเฮ่าเป็นพวกซาดิสม์ ชอบให้คนอื่นทำตัวหยิ่งๆ ใส่?"

"งั้นข้า... ควรลองทำตัวหยิ่งๆ ใส่เขาบ้างดีไหมนะ?"

...

ในขณะที่คนอื่นกำลังมึนตึ้บ ต่งเฮ่ากลับลงมือจัดการทุกอย่างอย่างรวดเร็ว

หลังจากตวาดฟู่เหอจนหน้าม้าน เขาก็รีบเรียกหนานจือเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบสั่งความบางอย่าง

คำสั่งของเขา ทำให้หนานจือถึงกับหน้าถอดสี เบิกตากว้างมองเจ้านายด้วยความไม่อยากจะเชื่อ แต่ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยปากถาม ต่งเฮ่าก็พูดสวนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด "ทำตามที่สั่งก็พอ"

"...เจ้าค่ะ คุณชาย"

และแล้ว ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุในตอนเที่ยง หนานจือก็ต้องรีบวิ่งออกจากลานกว้าง มุ่งหน้าไปยังหอสมบัติร้อยประการของตระกูลต่งที่ตั้งอยู่ในเมืองทันที

ส่วนต่งเฮ่า ก็กลับไปนั่งที่เดิม ทำเป็นไม่สนใจสายตาเยาะเย้ยและเสียงซุบซิบนินทาของคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย

ผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป หนานจือก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมา พร้อมกับยื่นกล่องหยกใบเล็กๆ ให้ต่งเฮ่า เขารับกล่องมา แล้วลุกเดินตรงดิ่งไปหาเจียงเสวียนอีกครั้ง

"สหายต่ง เรื่องเมื่อครู่ ข้าต้อง..."

เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา เจียงเสวียนนึกว่าเขาจะมาพูดเรื่องที่ตัวเองปฏิเสธเหล้าเมื่อครู่นี้ ก็เลยรีบประสานมือขอโทษด้วยความเกรงใจ

แต่ยังไม่ทันที่เจียงเสวียนจะพูดจบ ต่งเฮ่าก็โบกมือห้าม

"สหายเจียงไม่ต้องคิดมาก ข้าบอกแล้วไงว่าเป็นความสะเพร่าของข้าเอง ที่ไม่รู้ใจสหายเจียงก่อน ข้าตั้งใจมาขอโทษสหายเจียงน่ะ"

"เอ๊ะ?" เจียงเสวียนถึงกับอึ้งไปเลย

ในขณะที่เขากำลังงุนงง ต่งเฮ่าก็ค่อยๆ วางขวดหยกมันวาวลงในมือของเขา ก่อนที่เจียงเสวียนจะได้เอ่ยปากปฏิเสธ ต่งเฮ่าก็กระซิบเบาๆ "ยาในขวดนี้ มีผลต่อการควบแน่นศูนย์กลางวิญญาณ"

คำพูดนั้น ทำให้มือของเจียงเสวียนชะงักงันไปทันที

ต่งเฮ่าที่คอยสังเกตสีหน้าของเขาอยู่ตลอด แค่เห็นปฏิกิริยาเล็กๆ น้อยๆ นั้น เขาก็มั่นใจเต็มร้อยแล้วว่า เจียงเสวียนกำลังจะทะลวงจุดชีพจรจุดที่สามสิบหก เพื่อควบแน่นศูนย์กลางวิญญาณจริงๆ!

และความจริงข้อนี้ ก็ทำให้หัวใจของต่งเฮ่าเต้นโครมครามราวกับตีกลองรัว

'ที่ข้าเดาไว้ มันเป็นเรื่องจริงด้วย!'

ถึงในใจจะตื่นเต้นจนแทบคลั่ง แต่ใบหน้าของต่งเฮ่ากลับนิ่งสนิท มีเพียงท่าทีที่ดูเป็นมิตรและกระตือรือร้นมากขึ้นเท่านั้น

"อะแฮ่ม สหายเจียงคงจะรู้ดีสินะ ว่าทำไมการบำเพ็ญเพียรในขั้นแรก ถึงได้ชื่อว่า 'ทะลวงจุดศูนย์กลางวิญญาณ'?"

"ก็พอรู้มาบ้าง" เจียงเสวียนพยักหน้า ก่อนจะอธิบายตามที่เขารู้ "ทะลวงจุด ก็คือการเปิดจุดชีพจรลับในร่างกาย ซึ่งมีทั้งหมดสามร้อยหกสิบจุด เท่ากับจำนวนวันในหนึ่งปี ส่วนศูนย์กลางวิญญาณ นอกจากจุดชีพจรแล้ว ในร่างกายมนุษย์ยังมีศูนย์รวมพลังอีกสามแห่ง คือ จุดตันเถียนล่าง กลาง และบน ซึ่งเปรียบเสมือนคลังเก็บพลังงานชีวิตของผู้บำเพ็ญเพียร"

"สหายเจียงรอบรู้จริงๆ" ต่งเฮ่าเอ่ยชม ก่อนจะอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม และบอกถึงสรรพคุณของยาเม็ดให้ฟัง "ศูนย์กลางวิญญาณกับจุดชีพจร มันมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก ต้องเปิดจุดชีพจรให้ได้จำนวนหนึ่งก่อน ถึงจะสามารถดึงดูดพลังมาควบแน่นเป็นศูนย์กลางวิญญาณได้"

"และการจะสร้างศูนย์กลางวิญญาณแห่งแรกได้นั้น ต้องเปิดจุดชีพจรให้ได้อย่างน้อยสามสิบหกจุด นี่จึงเป็นเหตุผลที่อาจารย์ซ่งโจว กำหนดเกณฑ์สำหรับผลประเมินระดับดีเลิศไว้ที่สามสิบหกจุดไงล่ะ"

"ถ้าเปิดได้เจ็ดสิบสองจุด ก็จะสามารถสร้างศูนย์กลางวิญญาณแห่งที่สองได้ ส่วนถ้าเปิดได้ถึงหนึ่งร้อยแปดจุด ก็จะสามารถสร้างศูนย์กลางวิญญาณแห่งที่สามได้ แน่นอนว่านี่เป็นแค่เกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น การจะสร้างรากฐานให้สำเร็จด้วยจุดชีพจรแค่น้อยนิด โอกาสแทบจะเป็นศูนย์เลยล่ะ"

ต่งเฮ่าไม่ได้ลงลึกเรื่องการสร้างรากฐาน เพราะตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคุยเรื่องนั้น เขาเปลี่ยนประเด็นกลับมาเรื่องการทะลวงจุดศูนย์กลางวิญญาณทันที

"การทะลวงจุดศูนย์กลางวิญญาณ ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ในตอนแรกที่เริ่มควบแน่น เส้นลมปราณยังไม่มั่นคง มันก็มีความเสี่ยงที่พลังจะแตกซ่านได้ ถึงแม้ถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา มันจะไม่ถึงกับทำให้หมดหนทางซ่อมแซม แต่การที่พลังแตกซ่าน มันก็จะส่งผลกระทบไปถึงจุดชีพจรทั้งหมดในร่างกาย ทำให้เส้นลมปราณบอบช้ำ ต้องใช้เวลาพักฟื้นอยู่นาน ถึงจะกลับมาพยายามควบแน่นใหม่ได้อีกครั้ง"

"ยาเบิกวิญญาณในขวดนี้ จะช่วยให้เส้นลมปราณของท่านมั่นคงขึ้นอย่างรวดเร็ว และช่วยประคองพลังต้นกำเนิดของศูนย์กลางวิญญาณไว้ได้ ในช่วงเวลาวิกฤติตอนที่กำลังควบแน่นพลัง"

เมื่อได้ฟังคำอธิบาย เจียงเสวียนก็ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป เขารับขวดยาหยกมาเก็บไว้อย่างระมัดระวัง พร้อมกับประสานมือคารวะต่งเฮ่าด้วยความซาบซึ้งใจ "ขอบคุณมาก สหายต่ง"

"ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณสหายเจียง" ต่งเฮ่ารีบประคองเจียงเสวียนไว้ แล้วหัวเราะร่วน "ในการสอบรอบต่อไป ข้าคงต้องพึ่งพาท่านแบบเต็มๆ แล้วล่ะ"

"ข้าจะทำสุดความสามารถ"

ในเมื่ออีกฝ่ายให้ความสำคัญ และเปย์ทรัพยากรให้ขนาดนี้ เจียงเสวียนก็ยินดีที่จะช่วยผลักดันให้ต่งเฮ่าได้เข้าสำนักสายใน แน่นอนว่า โควตาของตัวเอง เขาก็ไม่มีทางยอมยกให้ใครเหมือนกัน

เมื่อเห็นว่าเจียงเสวียนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและหนักแน่น รอยยิ้มบนใบหน้าของต่งเฮ่าก็ยิ่งกว้างขึ้น

และด้วยความที่เป็นคนรู้จังหวะ หลังจากได้คำมั่นสัญญาจากเจียงเสวียน เขาก็รีบตบหน้าอกรับประกันทันที "งั้นข้าขอขอบคุณสหายเจียงล่วงหน้าเลยก็แล้วกัน แล้วก็ ถ้าสหายเจียงต้องการอะไรเพิ่มเติม ก็บอกข้ามาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ"

ถ้าเจียงเสวียนคว้าผลประเมินระดับดีเลิศมาได้ และยังช่วยดันต่งเฮ่าให้เข้าสำนักสายในได้อีก ถึงตอนนั้น ก็กลายเป็นต่งเฮ่าเองนั่นแหละ ที่ต้องติดหนี้บุญคุณเจียงเสวียน

เพราะงั้น การรับของจากต่งเฮ่าในตอนนี้ เจียงเสวียนจึงไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น เจียงเสวียนยังคิดว่า ยิ่งเขาเก่งขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งช่วยต่งเฮ่าได้มากขึ้นเท่านั้น

"ข้าก็มีของที่อยากได้ให้สหายต่งช่วยหามาให้อยู่เหมือนกัน แต่เอาไว้พรุ่งนี้เราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันอีกทีเถอะ"

ต่งเฮ่าเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดนั้นได้ในเสี้ยววินาที

ตอนนี้เจียงเสวียนเป็นแค่เด็กบ้านนอกธรรมดาๆ สถานะต่างกับเขาราวฟ้ากับเหว ถ้าจะมาขอร้องอะไรตอนนี้ มันก็ดูเหมือนมาแบมือขอทาน

แต่วันพรุ่งนี้ เจียงเสวียนจะกลายเป็นอัจฉริยะของสำนักศึกษาเต๋าเฉิน ที่มีผลประเมินระดับดีเลิศการันตี เป็นพันธมิตรที่ทัดเทียมกับเขาอย่างสมบูรณ์ ถึงตอนนั้น การขอร้อง มันก็จะกลายเป็นการร่วมมือแบบวิน-วิน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างเท่าเทียม

ถึงแม้ตอนนี้ต่งเฮ่าจะมั่นใจเกินเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ว่าเจียงเสวียนจะต้องคว้าผลประเมินระดับดีเลิศมาครองได้อย่างแน่นอน แต่เขาก็รู้ดีว่า อะไรที่มากไปมันก็ไม่ดี เขาจึงไม่เซ้าซี้ต่อ เพียงแค่ยิ้มรับ แล้วก็ขอตัวเดินจากไป

'ตอนแรกแค่กะจะหาเบี้ยมาใช้สักตัว นึกไม่ถึงเลยว่าจะเจอเพชรเม็ดงามที่ซ่อนอยู่ ฟ้าช่างเข้าข้างข้าจริงๆ!'

'ท็อปเท็นในการสอบรอบสอง ต้องมีชื่อข้า ต่งเฮ่า อยู่ในนั้นแน่นอน!'

'ส่วนตำแหน่งทายาทตระกูล ข้าก็อาจจะมีลุ้นขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ!'

ต่งเฮ่าตื่นเต้นจนเนื้อเต้น เจียงเสวียนเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน

'ถ้ามีต่งเฮ่าคอยช่วย การท่องจำคัมภีร์เต๋าและตำราเต๋าสามร้อยเล่ม ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป'

'ส่วนเรื่องหอไตร... ถ้าสร้างเองไม่ได้ ก็แค่ไปหางานทำในนั้น แล้วค่อยหาทางสร้างของตัวเองทีหลังก็แล้วกัน'

'เรื่องฝากฝังเข้าทำงานในหอไตร ให้ต่งเฮ่าช่วยก็น่าจะได้อยู่มั้ง'

เมื่อไม่สามารถทำทุกอย่างให้เสร็จสรรพได้ในคราวเดียว เจียงเสวียนก็ต้องยอมถอยมาตั้งหลักก่อน

แต่การรับอาชีพ 【นักพรตสวดคัมภีร์】 มันเป็นเรื่องของอนาคต สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเจียงเสวียนในตอนนี้ คือการหล่อเลี้ยงจุดชีพจรจุดที่สามสิบหกให้สมบูรณ์ แล้วควบแน่นศูนย์กลางวิญญาณแห่งแรกให้ได้เสียก่อน

"ฟู่..."

เจียงเสวียนหลับตาลง นั่งสมาธิปรับลมหายใจอยู่กว่าหนึ่งชั่วยาม จนกระทั่งถึงช่วงบ่ายคล้อย เมื่อรู้สึกว่าร่างกายฟื้นฟูกลับมาได้เกินครึ่ง เขาถึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น

แม้ในดวงตาจะลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น แต่ท่าทางของเขากลับนิ่งสงบ ไม่มีความตื่นเต้นลุกลี้ลุกลนให้เห็นเลย

เจียงเสวียนลุกขึ้นยืน แล้วเริ่มทำพิธีชำระล้างร่างกาย ชำระใจ ชำระวาจา และชำระมือ ตามลำดับขั้นตอนอย่างเคร่งครัด เมื่อทำพิธีเสร็จ เขาก็กอดกระบี่ชิงหลีไว้แน่น แล้วหลับตาลงอีกครั้ง

"ฟู่..."

เมื่อเข้าสู่สภาวะคนและกระบี่รวมเป็นหนึ่ง เจียงเสวียนก็เริ่มเดินลมปราณด้วย 《เคล็ดวิชากระบี่ปราณเดียว》 อีกครั้ง และใช้ปราณปฐมภูมิในร่างกาย ไปกระตุ้นจุดชีพจรที่เขาเล็งเอาไว้แล้ว

ครั้งนี้ เป้าหมายของเจียงเสวียน คือจุดชีพจรธาตุไฟในหัวใจ

ด้วยหลักวัฏจักรการเกื้อหนุน ไม้เป็นเชื้อเพลิงให้ไฟ หลังจากใช้ปราณธาตุไม้จากตับไปจุดไฟในหัวใจแล้ว ไม่นาน พลังไฟในหัวใจที่ลุกโชน ก็เผาผลาญปราณวิญญาณไร้เจ้าของรอบๆ ตัวได้อย่างรวดเร็ว พลังเวทที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นสายเล็กๆ ค่อยๆ ไหลทะลักเข้าไปในจุดชีพจรจุดใดจุดหนึ่งในบรรดาเก้าจุดชีพจรหทัย

"วิ้ง——!"

เมื่อได้รับพลังเวทไปหล่อเลี้ยง จุดชีพจรบริเวณหัวใจของเจียงเสวียนก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น

หลังจากนั้นอีกประมาณหนึ่งก้านธูป เสียงกังวานใสก็ดังสะท้อนก้องไปถึงจิตวิญญาณ จุดชีพจรลับแห่งนี้ ก็เปลี่ยนจากภาพลวงตา กลายเป็นจุดพลังงานที่มั่นคงแข็งแรงอย่างสมบูรณ์แบบ!

และในวินาทีที่จุดชีพจรจุดที่สามสิบหกนี้ก่อตัวเสร็จสิ้น ร่างกายของเจียงเสวียนก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

ครืนๆๆ——!

จุดชีพจรทั้งสามสิบห้าจุดที่เขาเปิดได้ก่อนหน้านี้ สั่นสะเทือนขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย! การสั่นสะเทือนของจุดชีพจรทั้งหมด ดึงเอาปราณเลือดและพลังเวทในร่างกายให้สั่นสะเทือนตามไปด้วย พลังงานอันมหาศาลพุ่งพล่าน จนดึงเอาขุมพลังลับอันลึกลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกาย ให้ปรากฏตัวออกมาจากความว่างเปล่า

นั่นก็คือ จุดตันเถียนล่าง หรือที่รู้จักกันในชื่อ ห้วงมหรรณพ, ประตูแห่งความลี้ลับ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเก็บซ่อนพลังชีวิตของผู้บำเพ็ญเพียร

การก่อตัวของจุดตันเถียนล่าง ไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ในพริบตา เหมือนกับการเปิดจุดชีพจรนั่นแหละ มันต้องค่อยๆ ควบแน่นจากความว่างเปล่า จนกลายเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

ความต่างก็คือ จุดชีพจรต้องอาศัยพลังเวทไปหล่อเลี้ยง แต่ศูนย์กลางวิญญาณอย่างจุดตันเถียนล่าง ต้องอาศัยการสั่นสะเทือนอย่างพร้อมเพรียงของจุดชีพจรทั้งหมดในร่างกาย ถึงจะดึงมันออกมาจากความว่างเปล่าได้

ในระหว่างกระบวนการนี้ เจียงเสวียนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า พลังเวทที่สะสมอยู่ในจุดชีพจรถูกสูบไปอย่างรวดเร็ว และแรงสั่นสะเทือนของจุดชีพจร ก็ส่งผลกระทบไปถึงอวัยวะภายในและเส้นลมปราณทั่วร่างกาย ถ้าพลาดพลั้งไปนิดเดียว พลังเวทก็อาจจะแตกซ่านได้เลย

อย่างที่ต่งเฮ่าเตือนไว้ การสั่นสะเทือนแบบนี้มีความเสี่ยงสูงมาก ถ้าโดนรบกวนกลางคัน หรือพลังเวทหมดก๊อก การก่อตัวของศูนย์กลางวิญญาณก็จะล้มเหลวไม่เป็นท่า

"ถ้าข้าเดาไม่ผิด การก่อตัวของศูนย์กลางวิญญาณ ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์รากวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรด้วย ยิ่งรากวิญญาณดี การต่อต้านก็จะน้อยลง และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกอัจฉริยะที่ทำสำเร็จไปก่อนหน้านี้ ถึงไม่มีใครพลาดเลย"

"แต่สำหรับพวกศิษย์ที่อยู่รั้งท้าย คงต้องมีคนพลาดบ้างล่ะนะ"

เจียงเสวียนรับรู้ถึงอิทธิพลอันมหาศาลของรากวิญญาณได้อย่างลึกซึ้ง มันมีผลต่อการบำเพ็ญเพียรในทุกๆ มิติเลยจริงๆ

แต่โชคดีที่ แม้พรสวรรค์ดั้งเดิมของเขาจะธรรมดาสามัญ แต่ด้วยบัฟจากสามมหาเทวมนตร์ผสานกับสถานะ 'สื่อสารทวยเทพ' ทำให้ตอนนี้ เขามีรากวิญญาณระดับลึกลับขั้นสุดยอด ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูงแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เจียงเสวียนยังมีไม้ตายลับซ่อนอยู่อีกต่างหาก

ทันใดนั้น เสียง "วิ้ง!" ก็ดังกังวานขึ้นในส่วนลึกของจิตวิญญาณ สกิลติดตัว 【กระจกใจกระจ่าง (สำรวจตน)】 เริ่มทำงานทันที

กระจกวิเศษบานนี้สาดส่องแสงสว่างเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ ส่องประกายให้เห็นทุกซอกทุกมุมภายในร่างกายของเจียงเสวียนอย่างทะลุปรุโปร่ง และด้วยพลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของเขา ที่แผ่ซ่านไปตามแสงของกระจก มันก็เข้าครอบคลุมจุดชีพจรและเส้นลมปราณทั่วร่างในพริบตา

เมื่อกระจกใจกระจ่างผสานเข้ากับพลังจิตวิญญาณ การสั่นสะเทือนของจุดชีพจรที่เคยวุ่นวายไร้ทิศทาง ก็ถูกควบคุมและปรับจูนจนประสานกันเป็นจังหวะที่สมบูรณ์แบบ ราวกับวงออร์เคสตราที่บรรเลงบทเพลงแห่งวิถีเซียน

เมื่อสามารถควบคุมทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ การก่อตัวของจุดตันเถียนล่างก็ดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค เจียงเสวียนไม่จำเป็นต้องพึ่งยาเบิกวิญญาณที่ได้มาเลยด้วยซ้ำ

"ครืน——!"

ในชั่วพริบตา เจียงเสวียนก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ จากส่วนลึกของช่องท้อง จุดตันเถียนล่างของเขาเปิดออกอย่างสมบูรณ์ ราวกับจุดเริ่มต้นของจักรวาลที่ถูกแหวกเปิดออก

และเมื่อศูนย์กลางวิญญาณแห่งนี้ก่อตัวขึ้นสำเร็จ ความรู้สึกใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม ก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายและจิตวิญญาณของเจียงเสวียนในทันที

ตอนนี้ ไม่ใช่แค่เขามี 'อวัยวะ' ใหม่สำหรับกักเก็บพลังเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น แต่เขายังรู้สึกว่าร่างกายของเขาได้รับการเติมเต็มให้สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

"ไม่ใช่สิ... มันไม่ใช่แค่การเติมเต็ม" เจียงเสวียนสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าตัวเองเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ ที่ในเวลานี้ได้กะเทาะเปลือกออก และกำลังจะผลิบานเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่

การเปลี่ยนจากคนธรรมดาเป็น 'เมล็ดพันธุ์' ไม่ใช่การถอยหลังลงคลอง แต่มันคือการวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์ต่างหากล่ะ

เขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ธรรมดา กลายเป็น 'เมล็ดพันธุ์วิญญาณ' อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

และสิ่งที่ทำให้เจียงเสวียนประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ หน้าต่างระบบก็ยังยืนยันความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย

【ติ๊ง! ตรวจพบว่าระดับชีวิตของผู้เล่นได้รับการยกระดับ ขณะนี้ท่านได้วิวัฒนาการเป็น เผ่าพันธุ์ทองสัมฤทธิ์ (สีเขียว)】

【ช่องอาชีพหลักที่เจ้าสามารถเลือกได้ +1, ช่องอาชีพรองที่เจ้าสามารถเลือกได้ + 1】

จบบทที่ บทที่ 20 สามสิบหกจุดชีพจร ศูนย์กลางวิญญาณควบแน่น!

คัดลอกลิงก์แล้ว