- หน้าแรก
- เทพเซียน อาชีพของข้าสามารถเลื่อนขั้นได้ไร้ขีดจำกัด
- บทที่ 19 จุดชีพจรเปิดออกแล้ว 35 จุด!
บทที่ 19 จุดชีพจรเปิดออกแล้ว 35 จุด!
บทที่ 19 จุดชีพจรเปิดออกแล้ว 35 จุด!
บทที่ 19 จุดชีพจรเปิดออกแล้ว 35 จุด!
เมื่อมองดูฝ่ามือที่ยื่นมาของต่งเฮ่า และนึกถึงทรัพยากรมากมายที่อีกฝ่ายเคยมอบให้ เจียงเสวียนก็ลอบถอนหายใจในใจ
'ก็นั่นแหละ ทรัพยากรของตระกูลเซียน ไม่ใช่ของที่จะรับมาได้ฟรีๆ จริงๆ'
ถึงจะคิดแบบนั้น แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไม่ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของต่งเฮ่าจะเป็นยังไง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา อีกฝ่ายก็คอยช่วยเหลือเขามากมายจริงๆ
ทั้งอาหารวิญญาณและยาเม็ดพวกนั้น ไม่ใช่แค่ช่วยชดเชยพลังกายที่สูญเสียไป แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนที่มีรากวิญญาณแค่ระดับลึกลับขั้นกลางอย่างเขา มีสิทธิ์ลุ้นคว้าผลประเมินระดับดีเลิศในการสอบรอบแรกนี้ได้
แน่นอนว่า ลำพังแค่ยาเม็ด เจียงเสวียนไม่มีทางที่จะก้าวข้ามความห่างชั้นระหว่างเขากับพวกลูกหลานตระกูลเซียน รวมถึงพวกอัจฉริยะเด็กบ้านนอกได้หรอก
สาเหตุหลักที่เขาเปิดจุดชีพจรได้เร็วขนาดนี้ ก็เพราะบัฟจากสามมหาเทวมนตร์ของอาชีพเด็กรับใช้เต๋า และที่สำคัญที่สุดคือ การที่เขาได้รับอาชีพระดับล้ำค่าสีม่วงอย่าง 【ศิษย์กระบี่ใจกระจ่าง】 และความสามารถสุดโกงต่างๆ ที่มาพร้อมกับอาชีพนี้
และเหตุผลที่เขาได้รับอาชีพ 【ศิษย์กระบี่ใจกระจ่าง】 ก็ต้องยกความดีความชอบส่วนหนึ่งให้กับ 《เคล็ดวิชากระบี่ปราณเดียว》 ที่ต่งเฮ่าเคยมอบให้
ตัดสินคนจากสิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิด ถ้ามัวแต่จับผิดความคิดกัน โลกนี้ก็คงไม่มีคนดีเหลืออยู่เลย
การกระทำของต่งเฮ่า เจียงเสวียนไม่มีข้อกังขาใดๆ ทั้งสิ้น แถมเขาก็ได้รับผลประโยชน์จากอีกฝ่ายมาเต็มๆ ในเมื่อเป็นแบบนี้ เมื่อต่งเฮ่าเอ่ยปากขอร้อง เจียงเสวียนก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
"ข้าจะช่วยท่าน"
เมื่อตอบตกลง เจียงเสวียนก็แอบถอนหายใจในใจอีกครั้ง:
'เอาเถอะ ยังไงเป้าหมายในการสอบรอบสองของข้าก็ไม่ใช่การคว้าที่หนึ่งอยู่แล้ว แค่ติดท็อปเท็นก็พอใจแล้ว เพราะงั้น ในการแข่งขันรอบสอง มันก็มีที่ว่างพอสำหรับเราสองคนอยู่ดี... แถมการร่วมมือกับต่งเฮ่าต่อไป มันก็มีแต่ข้อดีสำหรับข้า'
การขาดแคลนทรัพยากร คือปัญหาโลกแตกที่กวนใจเจียงเสวียนมาตลอด
จริงอยู่ที่เขามีสามมหาเทวมนตร์ และยังสามารถใช้สกิลผสานอย่าง 'สื่อสารทวยเทพ' ได้ด้วย แต่เจียงเสวียนยังไม่อยากตาย เพราะงั้น เขาไม่เคยคิดที่จะร่ายสามมหาเทวมนตร์แบบครบเซ็ตให้คนอื่นเด็ดขาด
แม้แต่เทวมนตร์ชำระวาจาและเทวมนตร์ชำระกาย เจียงเสวียนก็ไม่คิดจะร่ายให้คนนอก
'การขับไล่ไอขุ่นมัวออกจากร่างกาย เพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้แก่ร่างกาย ถึงแม้ผลของมันจะค่อยเป็นค่อยไป แต่มันก็เป็นความสามารถที่เหนือธรรมชาติเกินไป ไม่ว่ายังไง ข้าก็จะไม่ใช้สองเทวมนตร์นี้กับคนนอกเด็ดขาด'
เมื่อหักสองในสามของมหาเทวมนตร์ออกไป สิ่งเดียวที่เจียงเสวียนจะเอามาทำมาหากิน... เอามาอวยพรให้คนอื่นได้ ก็เหลือแค่เทวมนตร์สงบจิตเท่านั้น
'ถึงแม้มันจะใช้หาหินวิญญาณได้พอสมควร แต่ข้ายังต้องซื้อยาบำรุงอีกเยอะ แถมยังต้องตามหาคัมภีร์เต๋าและตำราเต๋าเพื่อมาสร้างหอไตรอีก เรื่องพวกนี้ต้องใช้หินวิญญาณมหาศาล แถมยังกินแรงสุดๆ ถ้ามีต่งเฮ่าคอยช่วย ข้าจะประหยัดเวลาและแรงไปได้เยอะเลย'
ในขณะที่เจียงเสวียนกำลังคิดคำนวณผลประโยชน์อยู่ในใจ ต่งเฮ่าก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวัง
เมื่อได้ยินคำตอบตกลงของเจียงเสวียน รอยยิ้มกว้างก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา จากนั้นเขาก็เริ่มขายฝันให้เจียงเสวียนอย่างใจป้ำ "ขอบคุณในความมีน้ำใจของสหายเจียง! ข้าต่งเฮ่าไม่ใช่คนเนรคุณ ถ้าข้าได้เข้าสำนักสายในอย่างราบรื่น ตระกูลข้าจะต้องทุ่มเทสนับสนุนข้าอย่างเต็มที่ ถึงตอนนั้น การหาตำแหน่งดีๆ ในนิกายเสินเซียวให้ท่าน มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เผลอๆ..."
พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ปรายตามองไปที่กลุ่มศิษย์หญิงที่แต่งตัวสวยงามแต่หน้าตาดูซีดเซียว ก่อนจะส่งสายตาแบบรู้กันให้เจียงเสวียน "เผลอๆ ถ้าสหายเจียงถูกใจคุณหนูตระกูลไหน ข้าก็ช่วยเป็นพ่อสื่อให้ได้นะ"
"แน่นอนว่า ต้องเป็นพวกลูกสายรองเท่านั้นนะ พวกลูกหลานสายตรงน่ะ แม้แต่ข้ายังต้องหืดขึ้นคอกว่าจะจีบติด"
"..." ถึงต่งเฮ่าจะหวังดี แต่ข้อเสนอของเขากลับทำให้เจียงเสวียนพูดไม่ออก "ขอบคุณในความหวังดีของสหายต่ง แต่ตอนนี้ข้าสนใจแต่การฝึกฝน ไม่มีอารมณ์มาคิดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หรอก"
ทว่า คำตอบของเจียงเสวียน กลับทำให้ต่งเฮ่าหัวเราะชอบใจยิ่งกว่าเดิม "สหายเจียง ถ้าท่านอยากให้การฝึกฝนก้าวหน้าเร็วๆ ท่านยิ่งต้องพิจารณาเรื่องนี้ดีๆ นะ"
เขาขยับเข้าไปใกล้เจียงเสวียน แล้วกระซิบเสียงเบา:
"พวกผู้หญิงพวกนั้น ต่อให้โดนตระกูลทอดทิ้งแล้วลดชั้นไปเป็นแค่สายรอง แต่ทรัพยากรที่พวกนางมีติดตัว ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเด็กบ้านนอกอย่างเจ้าจะเทียบติดหรอกนะ"
"ถ้าแต่งเข้าบ้านได้สักคน รับรองว่าประหยัดเวลาไปได้สิบยี่สิบปีเลยล่ะ"
"…ไม่จำเป็นหรอก" เจียงเสวียนไม่อยากมีพันธะผูกพันอะไรทั้งนั้น
เมื่อเห็นว่าเจียงเสวียนยืนกรานปฏิเสธ ต่งเฮ่าก็ยักไหล่ และไม่คะยั้นคะยอต่อ
เมื่อต่งเฮ่าเดินจากไป เจียงเสวียนก็เริ่มทำพิธีชำระกาย ชำระใจ ชำระวาจา และชำระมือ เพื่อเข้าสู่สภาวะสงบ นิ่ง และบริสุทธิ์ ผ่านไปไม่นาน ซ่งโจว อาจารย์ของสำนักศึกษาเต๋าเฉิน ก็เหาะเหินเดินอากาศมาถึง
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนจะประกาศเสียงดังให้ศิษย์กว่าสามพันคนที่อยู่ข้างล่างฟัง "เริ่มการฝึกฝน"
"ฟู่... ซูด..."
สิ้นเสียงคำสั่ง ศิษย์กว่าสามพันคนก็เริ่มเดินลมปราณพร้อมกัน เริ่มต้นการฝึกฝนในช่วงเช้า เจียงเสวียนก็เข้าสู่สมาธิไปพร้อมกับพวกเขา
เพียงชั่วพริบตา เขาก็สัมผัสได้ถึงความสุดยอดของบัฟ "สื่อสารทวยเทพ"
ร่างกายที่บริสุทธิ์และกลมกลืนกับธรรมชาติ ไม่เพียงช่วยให้เขาดูดซับปราณวิญญาณได้ลื่นไหลขึ้น แต่ยังทำให้ประสิทธิภาพในการแปรเปลี่ยนปราณวิญญาณเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยร่างกายที่ใสสะอาด การค้นหาจุดชีพจรจึงรวดเร็วกว่าเดิมถึงสามส่วน
"นี่มันอัปเกรดทุกมิติเลยนี่หว่า!"
ร่างกายที่ถูกชำระล้าง ทำให้ความเร็วในการเปิดจุดชีพจรของเจียงเสวียนเพิ่มขึ้นอีกระดับ เมื่อคืนเขาเปิดจุดชีพจรได้หกจุด แต่เช้านี้ เขาเปิดรวดเดียวถึงเจ็ดจุด
"น่าเสียดาย ที่สกิล 'สื่อสารทวยเทพ' มันไปทับซ้อนกับความสามารถของศิษย์กระบี่ใจกระจ่างนิดหน่อย มีกระจกใจกระจ่างคอยช่วย ข้าก็หาจุดชีพจรได้ง่ายอยู่แล้ว ร่างกายบริสุทธิ์ก็เลยไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไหร่... อย่างน้อยก็ในตอนนี้อ่ะนะ"
"แถมการดึงดูดปราณวิญญาณ... บัฟจาก 【ใจ・ซื่อสัตย์ (กระบี่)】 บวกกับสามมหาเทวมนตร์ ก็ทำให้ข้ากับกระบี่ชิงหลีรวมเป็นหนึ่ง ดึงดูดปราณวิญญาณในธรรมชาติได้อยู่แล้ว มันก็เลยไปทับกับความสามารถดึงดูดปราณวิญญาณอัตโนมัติเกินครึ่ง"
ถึงจะไม่ได้ช่วยเพิ่มความเร็วขึ้นอีกสามสิบสี่สิบเปอร์เซ็นต์อย่างที่หวัง แต่การที่เปิดจุดชีพจรได้เพิ่มขึ้นจากหกจุดเป็นเจ็ดจุด ก็ทำให้เจียงเสวียนดีใจมากแล้ว
ที่ทำให้เขาตื่นเต้นยิ่งกว่าก็คือ หลังจากการฝึกฝนช่วงเช้าจบลง เขาขาดอีกแค่จุดเดียว ก็จะครบสามสิบหกจุด ตามเกณฑ์ระดับดีเลิศแล้ว!
"จุดสุดท้ายนี้ ข้าไม่ต้องรอให้ถึงตอนเย็นหรอก"
เวลาในการฝึกฝนของนิกายเสินเซียวถูกกำหนดไว้เป็นอย่างดี ระยะห่างระหว่างรอบเช้ากับรอบเย็น จะช่วยให้ร่างกายของเจียงเสวียนได้พักฟื้นอย่างเต็มที่
ถ้าฝืนฝึกเร็วกว่ากำหนด ประสิทธิภาพก็จะลดลง
แต่สำหรับเจียงเสวียนที่ขาดอีกแค่จุดเดียว ถึงประสิทธิภาพจะลดลงไปบ้าง มันก็ไม่ได้กระทบกับการก้าวข้ามเส้นชัยในครั้งนี้เลย
"เปิดให้ครบๆ ไป จะได้สบายใจ ถึงตอนเย็นอาจารย์ซ่งโจวจะมา แต่ตอนเลิกฝึก เขาอาจจะไม่ได้อยู่รอตรวจ"
"ปกติพวกที่สอบผ่านตอนเย็น ก็มักจะไปรายงานผลให้อาจารย์ซ่งโจวฟังในเช้าวันถัดไป แต่วันนี้คือวันสุดท้ายของการประเมินระดับดีเลิศ ถ้าไปรายงานผลพรุ่งนี้ มันก็จะได้แค่ระดับ 'ดี' เท่านั้น"
ถึงแม้เจียงเสวียนจะคิดว่า ตามหลักเหตุและผล อาจารย์ซ่งโจวน่าจะอยู่รอจนจบวัน แต่เขาไม่กล้าเสี่ยง และไม่มีสิทธิ์พลาด
"เส้นทางการบำเพ็ญเพียร ก็เหมือนกับคนนับหมื่นนับแสนแย่งกันข้ามสะพานไม้ท่อนเดียว ช้าไปก้าวเดียว ก็จะช้าไปตลอด ถ้ามีโอกาสที่จะคว้าชัยมาได้อย่างมั่นคง ข้าก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปเสี่ยง"
...
"เจียงเสวียน ไปกินข้าวกัน"
ตอนที่เจียงเสวียนหยุดฝึกและลืมตาขึ้น ต่งเฮ่าก็เดินเข้ามาหาเขาอีกครั้ง เพื่อชวนไปกินอาหารวิญญาณ แต่คราวนี้ เขาตั้งใจจะพาเจียงเสวียนไปนั่งกินข้าวด้วยกันที่ข้างหน้า
"ข้ามีเพื่อนสองสามคน อยากจะแนะนำให้สหายเจียงรู้จักน่ะ"
ต่งเฮ่าที่ตั้งเป้าจะเข้าสำนักสายใน ย่อมไม่ได้ดึงตัวแค่เจียงเสวียนคนเดียว เขายังเล็งวัยรุ่นที่มีพรสวรรค์อีกหลายคน และดึงพวกเขามาร่วมทีมด้วย งานเลี้ยงมื้อนี้ นอกจากจะเป็นการกินดื่มและกระชับมิตรแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เจียงเสวียนได้ทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ด้วย
เพื่อที่ว่าในอนาคต พวกเขาจะได้ร่วมมือกันได้อย่างราบรื่น
เจียงเสวียน: "ได้สิ"
ในเมื่อตัดสินใจจะเป็นเพื่อนร่วมทีมกันแล้ว เจียงเสวียนก็ยินดีที่จะให้เกียรติ เมื่อเดินไปถึงที่นั่งข้างหน้า เจียงเสวียนก็เห็นสมาชิกอีกสามคนในทีมของต่งเฮ่า
พวกเขาประกอบด้วยชายสองหญิงหนึ่ง และจากการแต่งตัวกับท่าทาง เจียงเสวียนก็ดูออกว่า มีสองคนที่มาจากตระกูลเซียน มีแค่คนเดียวที่มาจากเด็กบ้านนอกเหมือนกับเขา
"สหายเจียง ข้าขอแนะนำให้รู้จักนะ" ต่งเฮ่าผายมือพร้อมรอยยิ้ม "นี่คือมู่หยวน มีรากวิญญาณระดับดินขั้นต่ำ มาจากตระกูลเซียนเหมือนข้า ส่วนนี่คืออู๋เฉิน เป็นเด็กบ้านนอกเหมือนสหายเจียง และมีรากวิญญาณระดับดินขั้นต่ำเหมือนกัน และนี่คือฟู่เหอ เป็นลูกพี่ลูกน้องฝั่งแม่ของข้าเอง"
พูดจบ ต่งเฮ่าก็โค้งคำนับให้ทุกคนอย่างลึกซึ้ง "การสอบรอบสองของสำนักศึกษา ข้าคงต้องพึ่งพาทุกคนแล้วนะ"
เจียงเสวียน: "เกรงใจไปแล้ว"
มู่หยวน: "สหายต่งพูดเล่นแล้ว การสอบรอบสอง พวกเราต่างหากที่ต้องพึ่งพาท่านให้ช่วยปกป้อง"
อู๋เฉิน: "ข้าจะช่วยท่านอย่างสุดความสามารถ!"
ระหว่างที่ต่งเฮ่าแนะนำตัว เจียงเสวียนก็ลอบสังเกตทั้งสามคน และพวกเขาก็มองเจียงเสวียนเช่นกัน ด้วยประสาทสัมผัสอันเฉียบคม เจียงเสวียนก็พบว่า ในสายตาของทั้งสามคน มีความมุ่งร้ายแฝงอยู่ลึกๆ
'ทำไมกัน...'
เพียงแวบเดียว เขาก็เข้าใจเหตุผล... ผลประโยชน์ยังไงล่ะ
ที่ใดมีคน ที่นั่นย่อมมีสังคม ที่ใดมีผลประโยชน์ ที่นั่นย่อมมีความขัดแย้ง ในสำนักศึกษาเต๋าเฉินแห่งนี้ พวกเขาต้องแย่งชิงที่นั่งอันน้อยนิดในสำนักสายใน พวกที่มาจากตระกูลเซียน ก็ต้องแย่งชิงตำแหน่งทายาทที่จะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ แม้แต่พวกผู้ติดตาม ก็ยังต้องชิงดีชิงเด่นกันเอง
ชัดเจนว่า มู่หยวนกับอู๋เฉินมองตัวเองเป็นลูกน้องของต่งเฮ่า พวกเขาจึงอยากเป็นคนโปรดของต่งเฮ่า เพื่อที่ตอนเข้าสำนักสายใน จะได้ตำแหน่งงานดีๆ ซึ่งจะทำให้มีเวลาและทรัพยากรในการฝึกฝนมากขึ้น และเมื่อมีสิ่งเหล่านั้น พวกเขาก็จะมีโอกาสสร้างรากฐานสำเร็จมากขึ้น
และรากฐานที่มั่นคง ไม่เพียงแต่หมายถึงพลังเวทที่แข็งแกร่งและสถานะที่สูงส่ง แต่มันยังหมายถึงอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นเป็นเท่าตัวอีกด้วย
เพื่อที่จะได้มีชีวิตอยู่ต่อไปให้นานขึ้น พวกเขาย่อมต้องต่อสู้แย่งชิงกันอย่างดุเดือด
ส่วนเหตุผลที่พวกเขาตั้งแง่กับเขา เจียงเสวียนก็พอจะเดาออก
ในบรรดาสี่คนนี้ เขามีพรสวรรค์รากวิญญาณต่ำต้อยที่สุด แต่ต่งเฮ่ากลับให้ความสำคัญกับเขามากที่สุด
'ก็เลยอิจฉาริษยา จนพาลเกลียดข้าไปด้วยสินะ? ไร้สาระน่า ข้ากับพวกเจ้า ไม่ได้เดินบนเส้นทางเดียวกันสักหน่อย'
...
ถึงแม้จะแอบไม่พอใจเขา แต่ทั้งสามคนก็เป็นพวกเก็บอาการเก่ง ตอนที่เจียงเสวียนเดินเข้ามา พวกเขาก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาให้เห็น
มู่หยวนกับฟู่เหอที่มาจากตระกูลเซียน ยังเข้ามาทักทายเจียงเสวียนอย่างเป็นกันเองด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นเช่นนั้น เจียงเสวียนก็ทักทายตอบกลับไปตามมารยาท
ระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกัน หนานจือก็ไม่ได้อยู่เฉย นางหยิบกล่องอาหารออกมาจากถุงเก็บของทีละใบ และวางเรียงรายอยู่ตรงหน้าทุกคน
วันนี้คือการพบปะกันครั้งแรกของทีมที่ต่งเฮ่าจัดขึ้น และเห็นได้ชัดว่าเขาเตรียมตัวมาดีมาก แค่อาหารวิญญาณกับน้ำแกง ก็มีให้เลือกเป็นสิบๆ อย่าง
แถมยังมีทั้งของคาวของหวานครบครัน
เมื่ออาหารเรียงรายเต็มโต๊ะ ต่งเฮ่าก็ล้วงขวดหยกหน้าตาสวยงามออกมาจากกำไลเก็บของอย่างมีลับลมคมนัย
"ทุกคน นี่ของดีเลยนะ" เขาเปิดจุกขวดออกพร้อมรอยยิ้ม "นี่คือเหล้าหมื่นบุปผาที่ข้าอุตส่าห์ไปขอมาจากที่บ้าน มันหมักจากดอกไม้วิญญาณอายุร้อยปีเป็นร้อยๆ ชนิด แล้วก็บ่มด้วยวิธีพิเศษนานถึงสามปี"
"รสชาติมันหอมหวานกลมกล่อม ดื่มแล้วชุ่มคอ เป็นของหายากเลยล่ะ"
พูดไป เขาก็รินเหล้าให้ทั้งสี่คนด้วยตัวเอง ทันทีที่น้ำเมาสีใสราวกับหยกไหลลงจอก กลิ่นหอมหวานและสดชื่นของเหล้าก็ตลบอบอวลไปทั่ว แค่ได้กลิ่น เจียงเสวียนก็รู้สึกเหมือนวิญญาณล่องลอย คล้ายกับเดินอยู่บนก้อนเมฆ
ความรู้สึกกรึ่มๆ นี้ ไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัดเลย ตรงกันข้าม มันกลับทำให้รู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์อันแสนหวาน
หลังจากรินเหล้าให้ทุกคนจนครบ ต่งเฮ่าก็เป็นคนแรกที่ชูจอกขึ้น แล้วพูดเสียงดังฟังชัด "ทุกคน ดื่มจอกนี้ เพื่ออนาคตของพวกเราบนเส้นทางการบำเพ็ญเพียร!"
สิ้นคำพูด อู๋เฉิน มู่หยวน และฟู่เหอ ก็ยกจอกขึ้นพร้อมกัน มีเพียงเจียงเสวียนที่ยังนั่งนิ่งอยู่กับที่ ใบหน้าฉายแววอึดอัดและกระอักกระอ่วนใจ
ต่งเฮ่าเห็นดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็เจื่อนไปนิด แต่เขาก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว แล้วหัวเราะเบาๆ "สหายเจียงสมกับเป็นผู้มุ่งมั่นในวิถีแห่งเต๋าจริงๆ คงกลัวว่าดื่มแล้วจะเสียงานสินะ? ไม่ต้องห่วง เรื่องนั้นข้าคิดไว้แล้ว เหล้าหมื่นบุปผานี่ไม่ใช่เหล้าธรรมดานะ มันเป็นน้ำทิพย์วิเศษต่างหาก"
"ดื่มจอกนี้เข้าไป อาจจะทำให้หลับลึกไปหลายชั่วยามก็จริง แต่พอตื่นขึ้นมา จะไม่มีอาการเมาค้างเลยแม้แต่น้อย แถมวิญญาณยังจะถูกฤทธิ์ยาของเหล้าหมื่นบุปผาชำระล้างจนสะอาดหมดจด ถึงตอนนั้น ทั้งร่างกายและจิตใจของท่านจะปลอดโปร่งเบาสบาย และประสิทธิภาพในการฝึกฝนก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ"
ต่งเฮ่าไม่ใช่คนโง่ เขาย่อมรู้ดีว่าการบำเพ็ญเพียรสำคัญกับทุกคนแค่ไหน ดังนั้น เครื่องดื่มฉลองความสำเร็จที่เขาเอามาเลี้ยง ก็ต้องเป็นของวิเศษที่มีประโยชน์ต่อการฝึกฝนอยู่แล้ว
การที่เขาคิดรอบคอบขนาดนี้ น่าจะทำให้ทุกคนคลายความกังวลและดื่มด่ำได้อย่างสบายใจ
แต่เจียงเสวียนตั้งใจไว้แล้วว่า บ่ายนี้เขาจะต้องทะลวงจุดชีพจรจุดสุดท้ายให้ได้ เขาจะยอมให้ความเมามาทำแผนพังไม่ได้เด็ดขาด
ทว่าหลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เจียงเสวียนก็เลือกที่จะไม่บอกความจริง
สำหรับเขา ผลประเมินระดับดีเลิศคือตั๋วที่จะพาเขาพุ่งทะยานสู่ความสำเร็จ เป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต เขาจะยอมให้เกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด
แม้ว่าจะมีอาจารย์ซ่งโจวคอยคุมอยู่ และตามหลักแล้ว ก็คงไม่มีใครกล้ามาก่อเรื่องในสำนักศึกษาหรอก แต่อาจารย์ซ่งโจวก็ไม่ได้มาเฝ้าดูพวกเขาทุกวินาที เขาจะโผล่มาก็แค่ตอนเข้าเรียนเช้ากับเย็นเท่านั้น และนี่แหละคือช่องโหว่ที่ไม่มีคนคุม
ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ถ้ามีคนลอบขัดขวาง ต่อให้คนทำจะต้องโดนลงโทษอย่างหนักในภายหลัง แต่ถ้าการประเมินของเขาต้องพังทลายลงไป ทุกอย่างมันก็สายไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเจิงจวิ้นกับกัวเซ่าซาง ก็นั่งอยู่ไม่ไกลนี่เอง
สังคมของศิษย์ในสำนักศึกษาเต๋าเฉินมันซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ เจียงเสวียนมีสังคมของตัวเอง โดยมีเฉิงซิวเป็นลูกน้อง
ตอนนี้เขาเข้ากลุ่มของต่งเฮ่าแล้ว และต่งเฮ่ากับพวกเจิงจวิ้นและกัวเซ่าซาง ก็มักจะวนเวียนอยู่รอบๆ เซี่ยหานเยียน และด้วยความที่พวกเขาเป็น "เพื่อนร่วมทีม" กัน ที่นั่งก็เลยอยู่ใกล้กัน
และเจียงเสวียนก็ไม่ลืมว่า ระหว่างเขากับกัวเซ่าซาง มีเดิมพันหินวิญญาณก้อนโตถึงสามร้อยแปดสิบก้อนค้ำคออยู่
ด้วยเงินเดิมพันที่สูงลิ่ว บวกกับความบาดหมางที่มีต่อกัน อีกฝ่ายมีเหตุผลเหลือเฟือที่จะลงมือขัดขวางเขา
และในโค้งสุดท้ายนี้ เจียงเสวียนไม่อยากให้เกิดเรื่องผิดพลาดใดๆ ทั้งสิ้น
ดังนั้น เขาจึงปฏิเสธคำชวนดื่มเหล้าหมื่นบุปผาของต่งเฮ่า พร้อมกับพูดด้วยสีหน้ารู้สึกผิดว่า "ต้องขออภัยทุกท่านด้วย ข้าเป็นคนดื่มเหล้าไม่เก่ง ไม่ทราบว่ามีชาใสๆ ไหม? ข้าขอใช้ชาแทนเหล้า ดื่มคารวะทุกท่านจอกหนึ่งก็แล้วกัน"
การหักหน้ากันดื้อๆ แบบนี้ ทำเอารอยยิ้มบนใบหน้าของต่งเฮ่าถึงกับจางลง ส่วนฟู่เหอกับหนานจือ ก็มีสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
มีเพียงมู่หยวนเท่านั้น ที่แววตามีประกายยินดีวูบผ่าน แต่เขาก็ไม่ได้ฉวยโอกาสนี้ซ้ำเติม กลับทำตัวเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยพร้อมรอยยิ้ม "สหายเจียง แค่เหล้าจอกเดียว ไม่ทำให้เสียงานเสียการหรอก วันนี้เป็นวันดี ทุกคนกำลังสนุก จิบสักนิดก็ไม่เป็นไรหรอกนะ"
คำพูดนี้ถือว่าหาทางลงให้เจียงเสวียนได้ดีมาก ถ้าไม่ได้มีเรื่องคอขาดบาดตาย เขาก็คงยอมโอนอ่อนผ่อนตาม
แต่วันนี้มันสำคัญเกินไป เขาไม่อยากเสี่ยงเมา หรือเสี่ยงหลับยาว ในที่สุดคนที่ต้องการความชัวร์อย่างเขาก็ได้แต่ส่ายหน้า แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่นว่า "ต้องขออภัยจริงๆ"
การปฏิเสธติดๆ กันถึงสองครั้ง ทำให้บรรยากาศในโต๊ะอาหารเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที
สุดท้ายก็เป็นต่งเฮ่าที่เป็นฝ่ายดึงสติกลับมาได้ก่อน แล้วหัวเราะเบาๆ "ข้าผิดเองแหละ ที่ไม่ยอมสืบดูให้ดีก่อนว่าสหายเจียงชอบอะไร ในเมื่อสหายเจียงดื่มเหล้าไม่ได้ งั้นก็รินชามาเถอะ พอดีข้ามีชาดีๆ อยู่เยอะเลย"
พูดจบ ชาใสๆ ถ้วยหนึ่งก็ถูกส่งมาให้เจียงเสวียน
เจียงเสวียนยกถ้วยชาขึ้น ดื่มคารวะทุกคนแทนเหล้า
หลังจากดื่มเสร็จ ก็เริ่มกินอาหารวิญญาณกัน ระหว่างที่กิน ต่งเฮ่าก็พยายามชวนคุย เล่าเรื่องสนุกๆ เพื่อสร้างบรรยากาศ แต่เพราะการปฏิเสธอย่างไม่ไว้หน้าของเจียงเสวียนเมื่อครู่นี้ ทำให้ความบาดหมางเล็กๆ ยังคงค้างคาอยู่ในใจ บรรยากาศก็เลยกร่อยๆ ชอบกล
สายตาที่คนอื่นๆ มองเขา ก็แฝงความรู้สึกแปลกๆ ไว้ด้วย ในดวงตาของหนานจือกับฟู่เหอ มีความโกรธเคืองที่ปิดไม่มิดซ่อนอยู่
บรรยากาศอึดอัดแบบนี้ ทำให้เจียงเสวียนเองก็พลอยรู้สึกอึดอัดไปด้วย
นั่งได้ไม่นาน เขาก็ขอตัวกลับไปที่นั่งของตัวเอง
พอเขาคล้อยหลังไป ฟู่เหอก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นางหันไปขมวดคิ้วใส่ต่งเฮ่า "ต่งเฮ่า เจ้ามันใจอ่อนเกินไปแล้ว! เจียงเสวียนคนนี้ ไม่รู้จักมารยาทเอาซะเลย ขืนปล่อยปละละเลยแบบนี้ต่อไป วันหน้าจะควบคุมเขายังไง?"
"เจ้าต้องทำให้เขารู้สำนึกบ้าง ว่าไม่ใช่พวกเราที่ขาดเขาไม่ได้ แต่เป็นเขาต่างหากที่ขาดพวกเราไม่ได้!"
ฟู่เหอยังพูดไม่ทันจบ เสียงหัวเราะเยาะก็ดังแทรกขึ้นมา
"ใจอ่อน? หึหึ ฟังดูดีจังเลยนะ เรียกว่าอ่อนแอซะมากกว่า"
"ลูกหลานตระกูลเซียน ปล่อยให้เด็กบ้านนอกมาขี่คอ ต่งเฮ่า แกนี่มันโคตรกระจอกเลยว่ะ"
คนที่เอ่ยปากเยาะเย้ย ก็คือกัวเซ่าซางนั่นเอง และหลังจากเขาพูดจบ เจิงจวิ้นก็ถอนหายใจ แล้วกรีดมีดลงกลางใจต่งเฮ่าอีกครั้ง "สหายต่ง เจ้าทำแบบนี้มันไม่ไหวจริงๆ นะ หน้าตาของพวกลูกหลานตระกูลเซียนอย่างพวกเรา จะถูกเจ้าเอาไปทิ้งจนหมดแล้ว"
คำเยาะเย้ยของทั้งสองคนไม่ได้พูดแบบกระซิบกระซาบ ทำให้คนที่อยู่แถวนั้นหันมามองเป็นตาเดียว สายตาที่มองมาที่ต่งเฮ่า ก็เต็มไปด้วยความดูแคลนและเย้ยหยัน
ในหมู่คนเหล่านั้น แน่นอนว่ารวมถึงซูหลิ่นอินด้วย
'ข้าตัดสินใจถูกแล้ว ที่ปล่อยเจียงเสวียนไป คนคนนั้นทั้งหยิ่ง ทั้งโง่ แถมยังเอาแต่ใจ ไม่รู้จักบุญคุณคน เก็บคนแบบนี้ไว้ใกล้ตัว ก็มีแต่จะสร้างเรื่องปวดหัวให้เปล่าๆ'
...
สายตาเยาะเย้ยจากคนรอบข้าง ทำเอาเพื่อนร่วมทีมอย่างอู๋เฉินและมู่หยวนรู้สึกหน้าร้อนผ่าว อายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
หนานจือ สาวใช้ที่ซื่อสัตย์ต่อต่งเฮ่า และฟู่เหอ ที่หวังจะแต่งเข้าตระกูลต่ง ต่างก็โกรธเกลียดเจียงเสวียน คนที่ "ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง" เข้ากระดูกดำ
"ต่งเฮ่า เจ้าจะยอมให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วนะ! ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป บารมีของเจ้าก็จะป่นปี้หมด..."
เสียงบ่นของฟู่เหอดังอยู่ข้างหู สายตาดูถูกเหยียดหยามจากคนรอบทิศ บวกกับการปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยของเจียงเสวียนเมื่อครู่ ทำเอาต่งเฮ่าผู้ซึ่งปกติเป็นคนอารมณ์ดี ถึงกับเกิดอาการหัวเสียขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
และเขาก็แอบเคืองเจียงเสวียนอยู่ลึกๆ ด้วย
'ข้าอุตส่าห์ให้เกียรติเจ้าขนาดนี้ แต่เจ้ากลับตอบแทนข้าแบบนี้น่ะเหรอ?'
แต่ความโกรธนั้น ก็มาเร็วไปเร็ว
ต่งเฮ่าเป็นคนมีฝีมือ เขามองเห็นพรสวรรค์ของเจียงเสวียนก่อนใคร และกล้าที่จะลงทุนก้อนโตเพื่อดึงตัวเจียงเสวียนมาเป็นพวก โดยไม่สนใจสายตาคนอื่น คนแบบนี้ย่อมมีความกล้า มีความรอบคอบ และรู้จักการอดทนอดกลั้นเพื่อรอคอยโอกาส
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บังคับตัวเองให้ใจเย็นลง จากนั้น ภาพความทรงจำตั้งแต่รู้จักกับเจียงเสวียนก็แล่นเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว
"ไม่สิ เจียงเสวียนไม่ใช่คนแบบนั้น"
"ถึงแม้ว่า เขาที่เป็นผู้บำเพ็ญกระบี่ จะมีความหยิ่งยโสอยู่บ้าง อย่างตอนแรก เขาก็ไม่ยอมรับเคล็ดวิชาของข้าแบบฟรีๆ บอกว่าขอยืมแทน"
"หรือตอนหลัง ที่ข้าให้หินวิญญาณกับยาบำรุง เขาเองก็มีท่าทีอึดอัดใจ"
"แต่ถึงเจียงเสวียนจะดูเย็นชาไปบ้าง แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักมารยาทสังคม หรือไม่เห็นแก่หน้าใครเลย เมื่อเช้านี้ตอนที่ข้าชวนเขามาร่วมทีม เขาก็ตอบรับอย่างมีมารยาท และก็เพราะว่าเขามีหลักการ แต่ก็ไม่ได้แข็งกร้าวจนเกินไป ข้าถึงยอมทุ่มสุดตัวกับเขาขนาดนี้"
ยิ่งคบกันนาน ต่งเฮ่าก็ยิ่งรู้สึกว่าปฏิกิริยาของเจียงเสวียนในวันนี้มันผิดปกติ แต่คิดยังไง เขาก็คิดไม่ออกว่ามันผิดปกติตรงไหน
"ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยนี่นา แถมเหล้าหมื่นบุปผาก็เป็นของดีที่ช่วยเรื่องการฝึกฝนจริงๆ อย่างที่ข้าบอก... หรือว่าวันนี้จะเป็นวันพิเศษอะไรสำหรับเขา? อย่างเช่น วันครบรอบวันตายของผู้ใหญ่ในตระกูล?"
"แต่ก็ไม่น่าจะใช่นะ ต่อให้เป็นวันครบรอบวันตาย ก็ไม่น่าจะทำตัวเป็นฟืนเป็นไฟกับอีแค่เหล้าจอกเดียวขนาดนี้"
ต่งเฮ่าที่คิดจนหัวแทบระเบิด ก็ยังคิดไม่ตก
แต่แล้ว เสียงหนึ่งที่ดังขึ้น ก็ทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว
"เอ๊ะ ทำไมอาจารย์ซ่งโจวถึงโผล่มาเวลานี้ล่ะเนี่ย?"
"ก็ไม่แปลกหรอก วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการประเมินระดับดีเลิศแล้ว ต่อให้อาจารย์ซ่งโจวจะเก่งแค่ไหน เขาก็ต้องให้ความสำคัญกับวันนี้บ้างแหละ"
การประเมินระดับดีเลิศ... วันสุดท้าย...
คำพูดเหล่านั้นเหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจต่งเฮ่า ทำเอาเขาถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความตกใจ
ในเวลาเดียวกัน ข้อสันนิษฐานที่เหลือเชื่อ ก็แล่นวาบเข้ามาในหัว ทำให้เขาเบิกตากว้าง
"อึก... หรือว่าจะเป็นเพราะเหตุผลนี้?"
"เป็นไปไม่ได้มั้ง..."