เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 ผู้บำเพ็ญกระบี่ รักษาคำพูด ยอมสละชีพ

บทที่ 14 ผู้บำเพ็ญกระบี่ รักษาคำพูด ยอมสละชีพ

บทที่ 14 ผู้บำเพ็ญกระบี่ รักษาคำพูด ยอมสละชีพ 


บทที่ 14 ผู้บำเพ็ญกระบี่ รักษาคำพูด ยอมสละชีพ 

กัวเซ่าซางเป็นแค่เบี้ยที่ถูกดันออกมารับหน้าเสื่อ ส่วนคนชักใยอยู่เบื้องหลังจริงๆ คือเจิงจวิ้น เรื่องนี้ต่งเฮ่าย่อมมองออกทะลุปรุโปร่ง

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเดาใจเจิงจวิ้นออกด้วยซ้ำ ว่าไอ้หมอนี่มันต้องการอะไร... คงหนีไม่พ้นการใช้เรื่องนี้มาทำลายชื่อเสียงของเขา ว่าเป็นพวกตาบอดดูคนไม่เป็น และเหยียบย่ำบารมีของเขาในลานฝึก

'แล้วอีกอย่าง มันคงคิดจะใช้เดิมพันนี้มากดดันข้า ให้ข้าต้องทุ่มทรัพยากรไปกับเจียงเสวียน จนทำให้การบำเพ็ญเพียรของข้าต้องหยุดชะงัก'

ต่งเฮ่าปรายตามองเจิงจวิ้นที่ทำหน้าซื่อตาใส ก่อนจะแค่นหัวเราะในใจ

'ก็ถือว่ามีแผนการดีนะ แต่น่าเสียดาย ที่เรื่องทั้งหมดนี้ ข้าเป็นคนชงเองกับมือ'

ในฐานะลูกหลานพ่อค้า ต่งเฮ่ามีความสามารถในการสังเกตสีหน้าท่าทาง อ่านใจคน และควบคุมสถานการณ์ได้อย่างยอดเยี่ยม

เขาย่อมดูออกว่า พวกเด็กบ้านนอกแถวหลังต่างพากันอิจฉาริษยาเจียงเสวียน ในขณะที่พวกลูกหลานตระกูลเซียนแถวหน้า ก็เหยียดหยามเจียงเสวียนที่มีรากวิญญาณแค่ระดับลึกลับขั้นกลาง

ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าเขาอยากจะทำดีกับเจียงเสวียนจริงๆ เขาก็แค่พาหนานจือกับกล่องข้าว ไปนั่งกินข้าวกับเจียงเสวียนที่มุมหลืบด้านหลังเงียบๆ ก็ได้ แบบนั้น เจียงเสวียนก็จะไม่ตกเป็นเป้าสายตา และเจิงจวิ้นกับพวกพ้อง ก็จะหาเรื่องมาโจมตีไม่ได้

แต่ต่งเฮ่าคือพ่อค้า ไม่ใช่พ่อพระผู้ใจบุญ

ที่เขาเข้าไปตีสนิทและเปย์ทรัพยากรให้เจียงเสวียน ก็เพราะเขามองเห็นแววในตัวเจียงเสวียน และอยากจะได้กระบี่ชั้นดีเล่มนี้มาไว้ในกำมือ

และหลังจากไตร่ตรองดูแล้ว เขาก็พบว่าการไปนั่งกินข้าวในมุมหลืบ มันสู้การดึงตัวเจียงเสวียนออกมาอยู่ท่ามกลางแสงไฟไม่ได้เลยสักนิด

'ดึงเจียงเสวียนออกมาให้ทุกคนเห็น จะได้รู้กันไปเลยว่าหมอนี่เป็นคนของข้า ในสถานการณ์แบบนี้ คนอื่นก็จะไม่กล้าเข้ามาตีสนิท และถ้าเจียงเสวียนคิดจะตีจากไปอยู่กับคนอื่น มันก็จะยากขึ้น เพราะลูกหลานตระกูลเซียนหน้าไหน ก็ไม่ชอบพวกคนทรยศหักหลังทั้งนั้นแหละ'

'ที่สำคัญที่สุดก็คือ การผลักเขาไปอยู่กลางดงตีน ทำให้คนอื่นมีข้ออ้างมาหาเรื่องเขา ข้าก็จะได้มีโอกาสออกหน้าปกป้องเขาได้อย่างชอบธรรม ค่อยๆ ผูกมัดเขาด้วยหนี้บุญคุณ จนกว่ากระบี่เล่มนี้จะยอมสยบให้ข้าแต่โดยดี'

ด้วยแผนการทั้งหมดนี้ ทำให้ต่งเฮ่าไม่เพียงแต่ไม่โกรธเคืองเจิงจวิ้นและกัวเซ่าซางที่โผล่มาหาเรื่อง แต่เขากลับรู้สึกดีใจเสียด้วยซ้ำ

แน่นอนว่า เขาไม่ยอมเผยความคิดพวกนี้ออกทางสีหน้าเลยแม้แต่น้อย ในตอนที่เจิงจวิ้นท้าพนัน เขาแกล้งทำเป็นโกรธจัด แล้วสวนกลับไปทันที "ได้ ข้ารับคำท้า"

เขาตอบตกลงอย่างง่ายดาย ทางด้านกัวเซ่าซางเองก็แทบจะรอไม่ไหว

นี่คือแผนที่เขาตกลงกับเจิงจวิ้นไว้แต่แรก แถมเขาก็ไม่คิดว่าตัวเองจะแพ้ไอ้เด็กบ้านนอกที่มีรากวิญญาณระดับลึกลับด้วย เขาจึงตอบตกลงทันควัน

"ข้าก็ตกลง!"

และเพื่อหากำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง หลังจากตอบตกลง เขาก็แกล้งทำเป็นฉุนเฉียวแล้วพูดต่อ "แค่นั้นยังไม่พอ ข้าขอเพิ่มเดิมพันเป็นหินวิญญาณอีกหนึ่งร้อยแปดสิบก้อน! เจ้ามั่นใจนักไม่ใช่เหรอว่าไอ้เด็กบ้านนอกนี่จะชนะ? กล้ารับไหมล่ะ!"

"..." ต่งเฮ่าสวนทันควัน "ทำไมข้าจะไม่กล้า!"

และแล้ว ต่งเฮ่าและกัวเซ่าซางที่กำลัง 'ทะเลาะ' กัน ก็ได้ตั้งข้อตกลงเดิมพันขึ้น โดยมีเจิงจวิ้นเป็นพยาน

เงื่อนไขคือ ถ้าเจียงเสวียนชนะ เขาจะได้เข้าร่วมแก๊งของพวกเจิงจวิ้นโดยไม่มีใครคัดค้าน และยังมีเงินเดิมพันอีกหนึ่งร้อยแปดสิบก้อนหินวิญญาณ

แต่ในจังหวะที่พวกเขากำลังจะตกลงกันเสร็จสรรพ เจียงเสวียนที่นั่งเงียบมาตลอด ราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเอง ก็เอ่ยปากขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

"ข้อเสนอแรกตัดทิ้งไปได้เลย ข้าไม่เคยคิดจะเข้าแก๊งของพวกเจ้า"

"เอ๊ะ?!"

คำพูดนี้ทำเอาเจิงจวิ้นถึงกับยืนอึ้งไปเลย เขาคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าโอกาสทองฝังเพชรที่จะได้เข้าร่วมแก๊งลูกหลานตระกูลเซียน ซึ่งในสายตาของเขาถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ เจียงเสวียนจะปฏิเสธหน้าตาเฉย

'ไอ้หมอนี่มันหยิ่งยโส หรือว่ามันรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว คิดว่าตัวเองไม่คู่ควร... ช่างเถอะ ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร ความโง่เง่าของมัน ก็ทำให้มันพลาดโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตไปแล้ว'

เจิงจวิ้นแค่นหัวเราะในใจ ขี้เกียจจะไปต่อล้อต่อเถียงกับเจียงเสวียน เขาหันไปหาต่งเฮ่าแล้วพูดว่า "ถ้าเป็นแบบนั้น เดิมพันนี้ก็ดูจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ งั้นข้าขอเพิ่มเดิมพันอีกสองร้อยก้อนหินวิญญาณ... ถ้าเจ้าชนะ หินวิญญาณสามร้อยแปดสิบก้อนนี้ตกเป็นของเจ้า แต่ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าจ่ายให้เซ่าซางแค่ร้อยแปดสิบก้อนก็พอ"

ที่เขาทำแบบนี้ อย่างแรกก็คือกลัวเดิมพันจะไม่ดึงดูดใจพอ แล้วต่งเฮ่าจะไม่เล่นด้วย ถ้าเป็นงั้น เขาก็จะหมดโอกาสหักหน้าต่งเฮ่าต่อหน้าประชาชี อย่างที่สอง เขามั่นใจเต็มร้อยว่าเจียงเสวียนไม่มีทางชนะ การเอาหินวิญญาณมาวางล่อตาล่อใจ ก็เป็นแค่การสับขาหลอกให้ดูใจป้ำเท่านั้นแหละ

"ได้" ต่งเฮ่ายังคงตอบรับอย่างง่ายดาย

ไม่กี่ประโยค ข้อตกลงก็เป็นอันเสร็จสิ้น เจิงจวิ้นก็ลากกัวเซ่าซางที่แกล้งทำเป็นโกรธฟึดฟัดเดินจากไป

พอพวกนั้นเดินคล้อยหลังไป ต่งเฮ่าก็หันมาทำหน้าสำนึกผิด ประสานมือคารวะเจียงเสวียน "สหายเจียง ต้องขอโทษด้วยนะ ที่ทำให้ท่านต้องมาพลอยเดือดร้อน"

"ไม่เป็นไร" เจียงเสวียนมองต่งเฮ่าด้วยสายตาลึกล้ำ แล้วพูดเสียงเรียบ "ไม่ใช่ความผิดของท่านหรอก ข้าต่างหากล่ะ ที่อาจจะทำให้ท่านต้องเสียหินวิญญาณไปฟรีๆ"

"ฮ่าฮ่าฮ่า..." คำพูดนั้นทำให้ต่งเฮ่าหัวเราะลั่น "สหายเจียง ข้าบอกแล้วไงว่าข้าเชื่อมั่นในฝีมือท่าน ข้าไม่คิดเลยว่าท่านจะแพ้ เผลอๆ งานนี้สหายเจียงอาจจะช่วยให้ข้าฟันกำไรเละเทะเลยก็ได้"

"ถ้าเราชนะ หินวิญญาณที่ได้มา ข้าจะแบ่งให้ท่านครึ่งหนึ่งเลย"

"แต่ถึงจะแพ้ก็ไม่เป็นไร หินวิญญาณแค่ร้อยแปดสิบก้อน ขนหน้าแข้งข้าไม่ร่วงหรอก"

พูดจบ เขาก็ก้าวเข้ามาใกล้ เอามือแตะบ่าเจียงเสวียนเบาๆ เหมือนเพื่อนสนิทที่คบกันมานาน แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "แต่พูดก็พูดเถอะ งานนี้ข้าอยากชนะจริงๆ ถึงหินวิญญาณจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ข้าทนดูหน้าไอ้พวกขี้แพ้ชวนตีอย่างเจิงจวิ้นกับกัวเซ่าซางไม่ได้หรอก เพราะงั้นเดี๋ยวข้าจะเตรียมทรัพยากรมาให้ท่านบำรุง ท่านห้ามปฏิเสธอีกเด็ดขาดเลยนะ"

"ตกลง"

คราวนี้ เจียงเสวียนตอบตกลงทันที ไม่มีอิดออดเลยสักนิด

"หืม?!"

การตอบตกลงอย่างง่ายดายเกินคาด ทำเอาต่งเฮ่าถึงกับชะงักไป ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ

'ไม่ปฏิเสธเลยสักคำ? ทำไมกัน หรือว่าข้าจะมองคนผิดไป หรือว่า... เขามั่นใจว่าจะชนะ ก็เลยตอบตกลงง่ายๆ แบบนี้?'

สองความคิดนี้ตีกันวุ่นวายอยู่ในหัวต่งเฮ่า ทำให้เขาเริ่มไม่ค่อยแน่ใจนัก

เขาไม่คิดว่าตัวเองจะดูคนผิดจนมองนิสัยของเจียงเสวียนไม่ออก

แต่ในใจลึกๆ เขาก็ไม่ได้มั่นใจเลยว่าเจียงเสวียนจะชนะพนันครั้งนี้ เผลอๆ โอกาสชนะยังไม่ถึงสามส่วนด้วยซ้ำ

จริงอยู่ว่าในสายตาเขา เจียงเสวียนมีพรสวรรค์ทางด้านกระบี่ที่ร้ายกาจ แค่วันเดียวก็สามารถเข้าถึงสภาวะคนและกระบี่รวมเป็นหนึ่งได้

แต่ใครๆ ก็รู้ว่า ผู้บำเพ็ญกระบี่เน้นไปที่พลังโจมตีและความดุดัน ซึ่งมันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้ ไม่ใช่ความเร็วในการบำเพ็ญเพียร

ส่วนกัวเซ่าซาง ถึงต่งเฮ่าจะมองว่ามันเป็นแค่ตัวกระจอก และไม่เคยเห็นมันอยู่ในสายตา

แต่มันก็ยังเป็นลูกหลานตระกูลเซียน แถมยังมีรากวิญญาณระดับดินขั้นต่ำ ในความคิดของเขา กัวเซ่าซางน่าจะทะลวงจุดชีพจรได้เร็วกว่าเจียงเสวียนอย่างแน่นอน

และในสถานการณ์ที่เป็นรองเสียเปรียบขนาดนี้ การที่เขายังกล้ารับคำท้าพนัน ก็เพื่ออยากให้เจียงเสวียนรู้สึกผิด และติดหนี้บุญคุณเขาก้อนโตไงล่ะ

นี่แหละคือวิธีปั้นลูกน้องเดนตายในแบบของเขา

...

แผนการของต่งเฮ่า เจียงเสวียนพอจะเดาออกลางๆ แต่เขาไม่ได้โกรธ กลับรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

เขาไม่ได้เป็นญาติมิตรหรือสนิทสนมอะไรกับต่งเฮ่า ถ้าอีกฝ่ายทำดีกับเขาโดยไม่หวังผลตอบแทนจริงๆ นั่นแหละที่จะทำให้เขาระแวงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะมันดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายมาไม้ไหน

แต่พอได้เห็นเบาะแสของแผนการ มันก็ทำให้เจียงเสวียนเบาใจลง

ในขณะเดียวกัน ต่งเฮ่าก็เดาถูกไปเรื่องนึง... ที่เจียงเสวียนรับของง่ายๆ เพราะเขามั่นใจสุดๆ ว่าตัวเองจะชนะ

ในเมื่ออีกเดี๋ยวก็สามารถทำเงินคืนให้ต่งเฮ่าได้ตั้งหลายร้อยก้อนหินวิญญาณ การเบิกทรัพยากรล่วงหน้ามาใช้ก่อน มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

"พอเรื่องพนันนี้จบลง หนี้บุญคุณที่ติดค้างไว้ตอนแรก ก็ถือว่าใช้คืนไปได้เกินครึ่งแล้ว"

และแล้ว เมื่อเจียงเสวียนหาวิธีปลดหนี้บุญคุณได้ เขาก็คุยสัพเพเหระกับต่งเฮ่าอีกสองสามคำ ก่อนจะหยิบชามตะเกียบขึ้นมากินแกงสามเซียนบำรุงหยางต่อ

ตามที่ต่งเฮ่าโฆษณาไว้ไม่มีผิด แกงถ้วยนี้คือสุดยอดของบำรุง

แกงที่เคี่ยวจากสมุนไพรวิญญาณฤทธิ์ร้อนสามชนิด คือ ไก่กระดูกดำ โสมป่าอายุร้อยปี และเห็ดหลินจือม่วง ทำให้อุดมไปด้วยพลังหยางและพลังปราณอันบริสุทธิ์แบบเข้มข้นสุดๆ

แค่ซดน้ำแกงร้อนๆ ลงคอไปอึกแรก เจียงเสวียนก็รู้สึกถึงกระแสความอบอุ่นที่ไหลลงคอ แล้วกระจายซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย พลังปราณเลือดที่ถูกไฟในหัวใจเผาผลาญไปจนเกือบหมด ก็ฟื้นฟูกลับมาเกือบครึ่งในชั่วพริบตา

อึกที่สอง พลังหยางอันอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ช่วยสมานเส้นลมปราณที่บอบช้ำให้กลับมาดีดังเดิม

พอซดอึกที่สาม เขาก็เริ่มรู้สึกร้อนรุ่มเหมือนพลังจะล้นปรี่

เพียงชั่วอึดใจ ด้วยแกงสามเซียนบำรุงหยางชามนี้ อาการบาดเจ็บและร่างกายที่บอบช้ำจากการฝึกฝนของเจียงเสวียน ก็หายเป็นปลิดทิ้ง

ผลลัพธ์นี้ทำให้เจียงเสวียนแอบดีใจ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เขารู้สึกถึงภัยคุกคามอย่างรุนแรง

"ยาเม็ดกับอาหารวิญญาณนี่มันโคตรโกงเลย ถ้าได้กินของพวกนี้ทุกวัน พวกลูกหลานตระกูลเซียนมันจะบำเพ็ญเพียรกันเร็วขนาดไหนวะเนี่ย"

—และมันก็เร็วแบบติดจรวดจริงๆ

เมื่อวาน มีแค่ฉินเฟิงกับเซี่ยหานเยียนสองคนเท่านั้นที่เปิดจุดชีพจรได้ครบสามสิบหกจุด และได้ผลประเมินระดับดีเลิศ

แต่พอมาช่วงพักเที่ยงของวันนี้ ตัวเลขนั้นก็พุ่งไปแตะที่สิบเอ็ดคนแล้ว

'ถ้าเทียบกับพวกลูกหลานตระกูลเซียน ข้าเสียเปรียบแบบสุดๆ เลยแฮะ แต่ยังดีนะ ที่มีอาชีพเด็กรับใช้เต๋ากับศิษย์กระบี่ใจกระจ่าง ตอนนี้ข้าก็พอจะมีสิทธิ์ไปฟาดฟันกับพวกมันได้แล้ว'

หลังจากกินอิ่มหนำสำราญ และร่างกายฟื้นตัวเต็มที่ เจียงเสวียนก็ขอตัวลากลับไปนั่งที่เดิมแถวหลังสุด

คราวนี้ ต่งเฮ่าไม่ได้รั้งเขาไว้

แต่พอเจียงเสวียนเดินคล้อยหลังไป หนานจือ สาวใช้ของต่งเฮ่าก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามเจ้านายที่นางรับใช้มาสิบกว่าปี

"คุณชาย เพื่อดึงตัวเจียงเสวียนมา ท่านถึงกับยอมลงแรงไปตั้งเยอะ แถมยังต้องไปงัดกับเจิงจวิ้นและกัวเซ่าซางอีก มันคุ้มกันแล้วเหรอเจ้าคะ?"

"คุ้มสิ" ต่งเฮ่าพูดพลางปรายตามองไปที่เซี่ยหานเยียนที่อยู่ไม่ไกล "ต่อให้ไม่มีเจียงเสวียน ข้ากับเจิงจวิ้นก็ญาติดีกันไม่ได้อยู่แล้ว"

"เรื่องบาดหมางครั้งนี้ เจียงเสวียนไม่ได้เป็นคนก่อ แต่เขาโดนลูกหลงจากการเขม่นกันระหว่างข้ากับเจิงจวิ้นต่างหาก"

"อีกอย่าง เจียงเสวียนมีพรสวรรค์ด้านกระบี่เป็นเลิศ เจ้าก็รู้นี่ ว่าพวกผู้บำเพ็ญกระบี่น่ะ รักษาคำพูดและเห็นแก่ความตายเป็นเรื่องเล็ก ขอแค่ข้าผูกมัดเจียงเสวียนไว้ด้วยหนี้บุญคุณก้อนโต ถ้าวันนึงข้าตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต หรือมีเรื่องเดือดร้อนสาหัส คนอื่นอาจจะหนีเอาตัวรอด แต่เจียงเสวียนไม่มีทางทิ้งข้าไปไหนแน่ การใช้หินวิญญาณแค่นี้ซื้อชีวิตคุ้มครองตัวเอง มันโคตรจะคุ้มเลยล่ะ!"

"..." เจอคำพูดนี้เข้าไป หนานจือก็ถึงกับเถียงไม่ออก ผู้บำเพ็ญกระบี่ถือสัจจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพื่อปกป้องผู้มีพระคุณ ต่อให้รู้ว่าต้องตาย พวกเขาก็กล้าชักกระบี่เข้าฟาดฟันกับศัตรูที่เก่งกว่า เรื่องพรรค์นี้มีให้เห็นถมเถไปในโลกใบนี้

นางก้มหน้าลงต่ำ "บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ พรุ่งนี้บ่าวจะเตรียมอาหารวิญญาณไว้ให้คุณชายเจียงเหมือนเดิม"

...

ในขณะที่เจ้านายกับสาวใช้กำลังคุยกันอยู่แถวหน้า เจียงเสวียนที่เดินกลับมาถึงที่นั่ง ก็ต้องพบกับความน่ารำคาญอีกครั้ง

ก้นเขายังไม่ทันจะแตะพื้น พวกศิษย์เด็กบ้านนอกก็แห่กันเข้ามารุมล้อม พร้อมกับส่งยิ้มประจบสอพลอมาให้

มีคนหนึ่งเปิดฉากประจบก่อน "สหายเจียง ท่านไปทำอีท่าไหนถึงได้ไปเตะตาคุณชายต่งได้ล่ะเนี่ย? มีของดีก็แบ่งปันให้พี่น้องบ้างสิ จะได้มีเส้นสายเพิ่มขึ้นไง"

"ใช่ๆๆ! ขอแค่สหายเจียงยอมชี้แนะสักนิด พวกเราจะจดจำบุญคุณไปจนตายเลย!"

ท่าทางประจบสอพลอและคำพูดพวกนี้ ทำให้แววตาของเจียงเสวียนเย็นเยียบลงทันที

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะอ้าปากพูด จู่ๆ ก็มีเสียงแค่นหัวเราะดังมาจากด้านข้าง แฝงไปด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง

"มีเส้นสายเพิ่มขึ้น? จดจำบุญคุณไปจนตาย? ถุย!"

"ไอ้พวกสวะหัดตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองซะบ้าง คำขอบคุณไร้ค่าของพวกแก มันเอาไปทำประโยชน์อะไรได้วะ!"

"คิดจะมาจับเสือมือเปล่า ล้วงความลับของคนอื่น ไม่ดูสารรูปตัวเองเลยว่าคู่ควรหรือเปล่า"

"บนโลกนี้ ความลับทุกอย่างมันก็ต้องซื้อด้วยหินวิญญาณกันทั้งนั้นแหละ ไม่มีเงินก็ไสหัวไปไกลๆ ไป!"

เสียงด่าทอที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้ทุกคนหันขวับไปมองด้วยความโกรธจัด แม้แต่เจียงเสวียนเองก็ยังต้องหันไปมอง

และเขาก็พบว่า เด็กหนุ่มร่างผอมเกร็งที่ด่ากราดอยู่นั้น เป็นใบหน้าที่เขาไม่คุ้นเคยเลยสักนิด ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนด้วยซ้ำ

แต่พอเด็กหนุ่มคนนั้นสบตากับเขา ความก้าวร้าวบนใบหน้าก็หายวับไปในพริบตา เปลี่ยนเป็นท่าทีนอบน้อมถ่อมตนสุดๆ

ทว่าความนอบน้อมนั้นมีไว้สำหรับเจียงเสวียนคนเดียวเท่านั้น สำหรับสายตาอาฆาตมาดร้ายของคนอื่นๆ เขาไม่แคร์เลยสักนิด แถมยังหัวเราะเยาะกลับไปอีกว่า "ทำไม คิดว่าข้าพูดผิด หรือว่ารับความจริงไม่ได้? หึหึ ถ้าข้าเป็นพวกแกนะ ป่านนี้คงก้มหัวขอขมาคุณชายเจียงเสวียนไปแล้ว... เขามีเส้นสายระดับคุณชายต่งเฮ่าหนุนหลังอยู่ การจะฝากพวกแกไปทำงานดีๆ ที่มีผลประโยชน์เยอะๆ มันอาจจะยาก แต่ถ้าจะให้พวกแกไปเป็นกรรมกรแบกหามล่ะก็ แค่เอ่ยปากคำเดียวก็จบแล้ว!"

"กรอด..."

คำพูดนี้ ทำเอาพวกที่กะจะมาเกาะใบบุญเจียงเสวียนหน้าถอดสีไปตามๆ กัน

"ขะ... ขอโทษด้วยนะคุณชายเจียง! พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรเลย!"

พวกเขาเอ่ยปากขอโทษด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะรีบเผ่นแน่บไปอย่างรวดเร็ว

พอพวกนั้นไปแล้ว สายตาของเจียงเสวียนก็จับจ้องไปที่เด็กหนุ่มร่างผอมเกร็งตรงหน้า

"ที่เจ้าทำแบบนี้ ก็เพราะอยากให้ข้าแนะนำเจ้าให้รู้จักกับต่งเฮ่าสินะ"

เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กหนุ่มก็ส่ายหน้าพัลวัน ก่อนจะโค้งคำนับเจียงเสวียนอย่างนอบน้อม "ไม่ใช่ขอรับ ข้าน้อยอยากจะขอเป็นผู้ติดตามของคุณชายเจียงต่างหาก"

"ผู้ติดตามข้าเนี่ยนะ?" คำตอบนี้ทำเอาเจียงเสวียนอึ้งไปนิดนึง แต่เขาก็รีบดึงสติกลับมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้าก็เด็กบ้านนอกเหมือนเจ้านั่นแหละ ทรัพยากรก็ไม่มี พรสวรรค์ก็งั้นๆ มาเป็นผู้ติดตามข้า เจ้าจะไม่ได้อะไรเลยนะ"

คำพูดนี้ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มมีท่าทีนอบน้อมมากขึ้นไปอีก "คุณชายล้อเล่นแล้วขอรับ การที่คุณชายได้รับการยอมรับจากคุณชายต่งเฮ่า แสดงว่าคุณชายต้องมีความสามารถที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน"

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน "ข้าน้อยไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไรจากคุณชายเลยขอรับ ขอแค่ได้ติดตามรับใช้คุณชายก็พอแล้ว คุณชายอยากจะบำเพ็ญเพียรอย่างสงบ แต่บนโลกใบนี้ คนว่างงานมันเยอะ แถมคนที่ไม่รู้จักกาลเทศะก็มีอีกเพียบ ไม่ใช่ว่าคุณชายอยากจะสงบ แล้วจะได้สงบสมใจอยากหรอกนะขอรับ"

"แต่ถ้ามีข้าน้อยอยู่ ข้าน้อยจะช่วยจัดการเรื่องพวกนี้ให้คุณชายเอง คุณชายจะได้ทุ่มเทให้กับการฝึกฝนได้อย่างเต็มที่"

"แล้วก็เรื่องจิปาถะในชีวิตประจำวันอย่างตักน้ำ กวาดพื้น ซื้อของ ข้าน้อยก็จัดการให้ได้หมด รับรองว่าจะไม่รบกวนเวลาอันมีค่าของคุณชายแม้แต่วินาทีเดียวเลยขอรับ"

เจียงเสวียนปรายตามองกระบอกน้ำที่วางอยู่ข้างๆ แล้วนึกถึงคำพูดของเด็กหนุ่มตรงหน้า ก็ต้องยอมรับว่าการมีลูกน้องรู้ใจคอยจัดการเรื่องจุกจิกให้ มันช่วยประหยัดเวลาอันมีค่าไปได้เยอะจริงๆ

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจียงเสวียนก็ไม่ได้ไล่เขาไป แต่พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า "เจ้าอยากจะอยู่รับใช้ข้า ข้าก็ไม่ขัดข้องหรอกนะ แต่ข้าไม่รับปากนะ ว่าจะให้สิ่งที่เจ้าต้องการได้"

"แค่ได้ติดตามรับใช้คุณชาย ข้าน้อยก็พอใจแล้วขอรับ"

และแล้ว เพื่อตัดปัญหาความน่ารำคาญ เจียงเสวียนก็ได้รับผู้ติดตามคนแรกมาไว้ใช้งาน ชื่อของเขาคือ เฉิงซิว

หลังจากนั้น โดยไม่ต้องรอให้เจียงเสวียนสั่ง เฉิงซิวก็คว้ากระบอกน้ำวิ่งไปตักน้ำที่ลำธารมาให้เสร็จสรรพ แถมยังกวาดพื้นรอบๆ ที่นั่งของเจียงเสวียนจนสะอาดเอี่ยมอ่อง

และตอนที่เจียงเสวียนเตรียมจะเข้าสมาธิ เขาก็ไปนั่งเฝ้าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เป็นระยะห่างที่พอดี ไม่รบกวนการฝึกฝนของเจียงเสวียน แต่ก็สามารถสกัดดาวรุ่งพวกที่คิดจะเข้ามาวุ่นวายได้ชะงัดนัก

แต่ก่อนที่เขาจะไปทำหน้าที่ยามเฝ้าประตู เขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากเตือนเจียงเสวียนด้วยความหวังดี

"คุณชายขอรับ คราวหน้าถ้าคุณชายต่งเชิญคุณชายไปหาอีก คุณชายอย่ากลับมานั่งแถวหลังนี่อีกเลยนะขอรับ... ในเมื่อคุณชายต่งให้ความสำคัญกับคุณชายขนาดนี้ คุณชายก็ควรจะรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ให้ดีนะขอรับ"

คำพูดนี้ ทำให้เจียงเสวียนมองเฉิงซิวแวบหนึ่ง และทำให้เขาเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา

ในสายตาของเฉิงซิว หรืออาจจะในสายตาของศิษย์ทุกคนในลานกว้างแห่งนี้ สถานะของเขากับต่งเฮ่านั้นต่างกันลิบลับ

เขาคือเบี้ยล่าง ส่วนต่งเฮ่าคือเจ้านาย

เผลอๆ ต่งเฮ่าเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน

และการที่คนอื่นมีความคิดแบบนี้ มันก็... ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

สำหรับเด็กบ้านนอกที่รากวิญญาณก็กากๆ อย่างเขา ถ้ามองตามหลักความเป็นจริง ไม่ว่าตอนนี้หรืออนาคต เขาก็ไม่มีทางเอาไปเปรียบเทียบกับต่งเฮ่าได้เลย

แถมโลกใบนี้ก็ไม่ได้มีความเท่าเทียมอะไรอยู่แล้ว คนเราแบ่งชนชั้นกันอย่างชัดเจน

ในสายตาคนทั่วไป การที่เจียงเสวียนซึ่งเป็นเบี้ยล่าง ต้องคอยเอาอกเอาใจและรักษาความสัมพันธ์กับต่งเฮ่า มันก็คือหน้าที่ที่ถูกต้องแล้ว

แต่ก็นั่นแหละ มันเป็นแค่ความคิดของคนอื่น เพราะสำหรับเจียงเสวียน ผู้ครอบครองระบบอาชีพสุดโกง เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองด้อยไปกว่าใครหน้าไหนทั้งนั้นแหละ

จบบทที่ บทที่ 14 ผู้บำเพ็ญกระบี่ รักษาคำพูด ยอมสละชีพ

คัดลอกลิงก์แล้ว