- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 43 รักชังพัวพัน
บทที่ 43 รักชังพัวพัน
บทที่ 43 รักชังพัวพัน
บทที่ 43 รักชังพัวพัน
ยันต์กระดาษสีเหลืองติดอยู่ใต้ชายคาตึกสีเทาอมเขียว แกว่งไกวเบาๆ ตามสายลมและเปล่งประกายแสงออกมา
ราวกับดวงอาทิตย์ดวงน้อยที่สาดส่องเมล็ดพันธุ์ซึ่งเพิ่งแตกยอด
แสงนั้นสว่างไสวแต่ไม่บาดตา อบอุ่นแต่ไม่แผดเผา
เมื่อสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ผิวน้ำในโอ่งใบใหญ่ที่สะท้อนเงาเมฆก็กระเพื่อมไหวอย่างอ่อนโยน เป็นประกายระยิบระยับ
ซ่งเฉียนจีเพียงแค่มองดู ก็รู้สึกยินดีแทนพวกรากบัวแล้ว
การคิดค้นยันต์รวมแสงขึ้นมาเองไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา แต่เพื่อปรับแต่งระยะเวลาและระดับความสว่างให้เหมาะสมที่สุด เขาต้องวาดยันต์ทิ้งไปถึงสิบกว่าแผ่น
ตอนที่เมิ่งเหอเจ๋อนำกลุ่มศิษย์สายนอกเดินเข้ามา ก็เห็นซ่งเฉียนจีกำลังเก็บพู่กันและหมึกพอดี
บนโต๊ะมียันต์ที่เพิ่งวาดเสร็จใหม่ๆ วางอยู่สองปึก รอยชาดบนยันต์ยังดูสดใหม่
เหล่าศิษย์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะดีใจจนเนื้อเต้น "ศิษย์พี่ซ่งวาดยันต์จริงๆ ด้วย!"
หากไม่หมดหนทางจริงๆ ทุกคนก็ไม่อยากมารบกวนและสร้างความลำบากให้ซ่งเฉียนจี ดังนั้นจึงไม่มีใครบอกเขาเรื่องแผนการต่อสู้แบบใหม่บนลานประลองเลย
ใครจะไปรู้ว่าศิษย์พี่ซ่งจะหยั่งรู้ล่วงหน้า คาดการณ์แม่นยำราวกับเทพยดา
ซ่งเฉียนจีชี้ไปที่ยันต์ซึ่งวาดเสีย "มาได้จังหวะพอดี เอาไปเล่นเถอะ"
เมิ่งเหอเจ๋อเดินเข้าไปด้วยความดีใจ โจวเสี่ยวอวิ๋นและคนอื่นๆ ที่รออยู่หน้าประตูพากันเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง
"ศิษย์พี่ซ่งภายนอกดูเย็นชาแต่จิตใจอบอุ่นมาตลอด ปากเขาไม่พูด แต่ก็คอยห่วงใยพวกเราอยู่เสมอ ถึงได้สังเกตเห็นจุดที่พวกเราคิดไม่รอบคอบ!"
เมิ่งเหอเจ๋อลูบกระดาษยันต์ เอ่ยถามด้วยความสงสัย "ศิษย์พี่ ทำไมยันต์ถึงแบ่งเป็นสองปึกล่ะขอรับ มีอะไรต่างกันหรือ?"
"ปึกที่ให้เจ้าไปมีพลังยันต์แข็งแกร่งกว่า ส่องสว่างกว่า" ซ่งเฉียนจีกล่าว "เจ้าเอาไปได้เลย เอาไปเล่นตามสบาย"
แขวนไว้ใต้ชายคาแค่ค่อนวันก็อบโอ่งน้ำจนแห้งขอด อบรากบัวจนสุกตายได้แล้ว
แต่ได้ยินมาว่ากระดาษยันต์ในเมืองหัวเวยขึ้นราคาแล้ว การฉีกยันต์ที่วาดเสียทิ้งส่งเดชดูจะสิ้นเปลืองไปหน่อย
เมิ่งเหอเจ๋อลังเล "ถ้าอย่างนั้น ข้าขออีกปึกที่ไม่ค่อยสว่างก็พอขอรับ เรามาแลกกันเถอะ?"
เขาคิดว่า ของดีๆ ย่อมต้องเก็บไว้ให้ศิษย์พี่ใช้เอง เขาจะกล้าเอาไปหน้าตาเฉยได้อย่างไร
ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่า เจ้าเด็กนี่คิดได้สวยหรูเชียว ถ้าเจ้าเอาไปใช้ แล้วรากบัวสองโอ่งของข้าจะใช้อะไรล่ะ?
เขาจึงปฏิเสธอย่างเด็ดขาดทันที "ไม่ได้!"
เมิ่งเหอเจ๋อถือยันต์ไว้ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้ง "ศิษย์พี่ซ่ง ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน!"
"หา?" ซ่งเฉียนจีชะงัก
แย่แล้ว สมองโดนคนตีจนโง่ไปแล้วแน่ๆ
เมิ่งเหอเจ๋อกลั้นน้ำตา ประสานมือคารวะเขา "ข้าต้องรีบไปจับฉลากรอบต่อไปแล้ว ตอนเย็นจะกลับมาต้มบะหมี่ให้ศิษย์พี่นะขอรับ!"
ซ่งเฉียนจีกำลังจะบอกว่าข้าก็ไม่ได้จำเป็นต้องกินบะหมี่เสียหน่อย สู้เจ้าประลองเสร็จแล้วรีบอาบน้ำเข้านอนไม่ดีกว่าหรือ แต่เมิ่งเหอเจ๋อก็หันหลังเดินจากไปเสียแล้ว
กลุ่มศิษย์สายนอกภายใต้การนำของเขาราวกับดื่มเลือดไก่จนคึกคักฮึกเหิม นัยน์ตาเปล่งประกาย สับเท้าเดินฉับๆ อย่างกระฉับกระเฉง
……
ภายใต้การโจมตีด้วยเลือดสดๆ เสียงกลอง และนกพิราบขาว เมิ่งเหอเจ๋อโชคดีที่ไม่ถูกคัดออก เขาเบียดเข้าสู่ทำเนียบร้อยอันดับแรกของการสอบบู๊ได้อย่างหวุดหวิดด้วยคะแนนโหวตสนับสนุนที่ต่ำที่สุด โดยอยู่ในอันดับที่เก้าสิบแปด
ปากของทุกคนไม่อยากยอมรับว่าถูกดึงดูดด้วยรูปแบบการต่อสู้ที่แปลกใหม่ แต่ร่างกายกลับซื่อตรงด้วยการรอเขาจับฉลาก และไปรวมตัวมุงดูอยู่ใต้ลานประลองของเขา
การประลองรอบนี้เมิ่งเหอเจ๋อไม่ได้สู้เร็วรุกไว ทว่ากลับงัดกระบวนท่าเสี่ยงอันตรายออกมานับครั้งไม่ถ้วน
เขาใช้กระบวนท่าที่ต้องหมุนตัวมากมาย ทุกครั้งที่พลิกตัว ชายเสื้อก็จะปลิวไสวขึ้นสูง
สายลมระลอกหนึ่งพัดมา หอบเอากลีบดอกไม้สีขาวนับไม่ถ้วนมาจากที่ใดก็ไม่อาจทราบได้
ปลิวว่อนโปรยปรายไปทั่วท้องฟ้า ราวกับมีหิมะตกหนักบนลานประลอง
กลีบดอกไม้สีขาวตัดกับแสงสีเลือดแดงฉาน งดงามชวนสลดทว่าก็ระทึกขวัญสั่นประสาท
ด้านล่างเวทีมีคนใช้ใบไผ่เป่าเป็นท่วงทำนองเพลง เสียงเพลงโศกสลดหดหู่ ชวนให้ผู้คนรู้สึกปวดใจขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
จนกระทั่งเมิ่งเหอเจ๋อเก็บกระบี่ ผู้คนด้านล่างเวทีถึงได้สติ ราวกับเพิ่งดูการเดินทางแสวงหาวิถีเซียนอันยากลำบากของเด็กหนุ่มจบไปหนึ่งรอบ
"ข้าจะโหวตให้เขา!" ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนหนึ่งสะอื้นไห้
เมื่อรอบนี้จบลง เมิ่งเหอเจ๋อก็ออกห่างจากลานกว้าง จนกระทั่งถึงรอบต่อไปจึงปรากฏตัวอีกครั้ง
ตอนที่เริ่มประลอง ท้องฟ้าก็ใกล้จะพลบค่ำแล้ว
เมื่อประลองเสร็จ รอบด้านก็มืดมิด มีเพียงลำแสงเดียวที่สาดส่องลงมาบนร่างของเขา เผยให้เห็นใบหน้าที่เปื้อนเลือด
ทั่วร่างเมิ่งเหอเจ๋ออาบชุ่มไปด้วยเลือด แต่เขากลับก้มหน้าดึงกิ่งดอกสาลี่ที่ยังไม่บานออกจากแขนเสื้อ เป่าให้ดอกตูมบานออกเบาๆ แล้วสะบัดมือโยนลงไปใต้ลานประลอง
"ขอบคุณพวกท่านที่มาดูการประลองของข้านะ!"
ไม่รู้ว่าผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนไหนเป็นคนนำกรีดร้องขึ้นมาก่อน จากนั้นด้านล่างเวทีก็เกิดการแย่งชิงกันอย่างชุลมุน
หลังจากการประลองรอบนี้ กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่สนับสนุนเมิ่งเหอเจ๋อก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
มีคนเอ่ยอย่างเสียดายว่า "น่าเสียดายที่แต่ละรอบไม่ซ้ำกันเลย ดูได้แค่ครั้งเดียวเอง"
มีคนกระซิบว่า "ข้าแอบเอาหินเงาบันทึกภาพไว้แล้วล่ะ"
"จริงหรือ? เจ้าเสนอราคามาเลย ขายให้ข้าเถอะ สามร้อยหินวิญญาณเป็นไง?"
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนนั้นกลับกัดฟันตอบ "ไม่ขาย ข้าจะเก็บไว้ดูเอง!"
"สามร้อยห้าสิบ!"
"ไม่ ความใจเต้นรัวในฤดูใบไม้ผลิวัยสิบสี่ปี เป็นสมบัติล้ำค่าที่ประเมินราคาไม่ได้!"
ผู้บำเพ็ญเพียรชายหลายคนไม่เข้าใจ
"สามร้อยห้าสิบ? บ้าไปแล้วมั้ง ก็แค่เพื่อดูหน้าขาวๆ ของเจ้าหนุ่มนั่นเนี่ยนะ"
"ใครเป็นคนโปรยกลีบดอกไม้ให้เขา โอเวอร์เกินไปแล้ว เสแสร้งชะมัด!"
"แต่มันก็ดูดีจริงๆ นะ ยังไงพวกเราก็แค่ดู ไม่โหวตหรอก ขออาหารตาให้จุใจก่อนแล้วกัน"
ทุกคนปากก็บอกว่าจะไม่มีทางโหวตให้เด็ดขาด แต่ในใจต่างรู้ดีว่า หากเมิ่งเหอเจ๋อถูกคัดออก ก็จะไม่มีการแสดงบนลานประลองที่น่าตื่นตาตื่นใจให้ดูอีกแล้ว
บางคนคิดว่า ในเมื่อทุกคนบอกว่าจะไม่โหวต คะแนนโหวตของเขาต้องไม่สูงแน่ๆ ข้าโหวตให้สักหนึ่งเสียง แค่รักษาเขาไว้ไม่ให้ตกรอบก็พอ
แนวคิดเช่นนี้ทำให้คะแนนโหวตของเมิ่งเหอเจ๋อพุ่งกระฉูดขึ้นไปตลอดทาง
เฉินหงจู๋มีความรู้สึกซับซ้อนต่อเรื่องนี้ เมิ่งเหอเจ๋อเป็นศิษย์สำนักหัวเวย สำนักหัวเวยควรจะรู้สึกเป็นเกียรติไปด้วย แต่เมิ่งเหอเจ๋อกลับตีตัวออกห่างจากสำนัก แถมศิษย์สายนอกทั้งหมดก็สามัคคีกันมากขึ้นเพราะการประลองเชิงการแสดงในครั้งนี้ ทำให้จัดการควบคุมได้ยากขึ้นไปอีก
มีผู้อาวุโสเสนอแล้วว่า หลังจบงานชุมนุมเติงเหวิน จะต้องขับไล่ศิษย์สายนอกทั้งหมดลงจากเขา แล้วรับสมัครศิษย์กลุ่มใหม่ที่จัดการง่ายกว่า เชื่อฟังกว่า และยินดีทำงานล่วงเวลาขึ้นเขามาแทน เพื่อเปลี่ยนธรรมเนียมของสายนอกอย่างสิ้นเชิง
เฟิงจื่ออีมีจุดยืนต่างจากนาง นางสนเพียงแค่ความสนุกสนานครึกครื้นของตัวเองเท่านั้น
ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่เคยติดต่อกับเมิ่งเหอเจ๋อ นางจึงเป็นแกนนำในการเป็นผู้สนับสนุน ถึงขั้นส่งสาวใช้ไปแจกกระดาษสี "หมายเลขสามหกห้า เมิ่งเหอเจ๋อ ลองมาทำความรู้จักดูนะคะ"
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรหญิงมีเทคนิคในการหาเสียงมาก พวกนางเริ่มจากผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักเล็กๆ ที่เข้าร่วมงานเพียงเพื่อเปิดหูเปิดตาและถูกคัดออกไปตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อน
"สหายเต๋าท่านนี้ สวัสดีเจ้าค่ะ"
หลายคนในชีวิตเพิ่งเคยถูกผู้บำเพ็ญเพียรหญิงหน้าตาดีเข้ามาทักทายก่อนเป็นครั้งแรก ก็ตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ ไม่รู้จะพูดอะไรดี จึงโค้งคำนับไปก่อนหนึ่งที แล้วค่อยพูดตะกุกตะกักว่า "สวัส... ไม่สิ สวัสดีขอรับ แม่นางสวัสดีขอรับ!"
"ท่านมาจากไหน มาจากสำนักอะไร เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญเลยเจ้าค่ะ ขอเพียงท่านโหวตคะแนนอันมีค่าให้หมายเลขสามหกห้า เมิ่งเหอเจ๋อ พวกเราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว! มาเถอะ ลองมาทำความรู้จักหมายเลขสามหกห้า เมิ่งเหอเจ๋อดู รูปแบบการต่อสู้ที่ท่านชอบ เขามีหมดเลยนะเจ้าคะ!"
เมื่อดำเนินตามขั้นตอนนี้จนจบ อีกฝ่ายก็ยากที่จะไม่ยอมโหวตให้
มีคนตำหนิว่าผู้บำเพ็ญเพียรหญิงเหล่านี้ก่อกวนความสงบเรียบร้อยของการสอบบู๊ และมีรสนิยมวิปริต
เฟิงจื่ออีกลอกตาบนมองฟ้า "อนุญาตให้พวกเจ้าเชิดชูเมี่ยวเยียนได้ แต่ไม่อนุญาตให้พวกข้าเชิดชูผู้บำเพ็ญเพียรชายหรือไง"
"เจ้ากล้าดูหมิ่นเทพธิดาเมี่ยวเยียนต่อหน้าธารกำนัลได้อย่างไร?!"
"เหอะ ข้าไปดูหมิ่นนางตอนไหนล่ะ? ข้ายังไม่ได้พูดจาให้ร้ายนางสักคำ!" เฟิงจื่ออีหัวเราะ
"เทพธิดาเมี่ยวเยียนสูงส่งปานใด เมิ่งเหอเจ๋อก็แค่ศิษย์สายนอกต้อยต่ำ จะนำมาเทียบเคียงกันได้อย่างไร?"
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงอีกคนชิงพูดขึ้นว่า "วีรบุรุษไม่ถามที่มา หากพูดถึงตบะ ตอนนั้นเมี่ยวเยียนจู้จีตอนอายุสิบสี่ ปีนี้เมิ่งเหอเจ๋อก็อายุสิบสี่ หากพูดถึงชื่อเสียง เมี่ยวเยียนอายุสิบเจ็ดถึงได้รับการยอมรับว่าเป็นโฉมงามอันดับหนึ่ง หากปีนี้เมิ่งเหอเจ๋อคว้าแชมป์ได้ เขาก็จะเป็นแชมป์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของงานชุมนุมเติงเหวิน ด้อยกว่าตรงไหนกัน?"
"พี่น้องพูดถูก อีกสิบปีให้หลัง หากเมิ่งเหอเจ๋อผูกตานสำเร็จ เขาก็คือจื่อเย่เหวินซูคนต่อไป!"
"ช่างหน้าหนาเสียจริง ก็แค่พวกชอบเรียกร้องความสนใจ ไม่เพียงแค่เอาไปเทียบกับเทพธิดาเมี่ยวเยียน ยังกล้าเทียบกับศิษย์พี่จื่อเย่อีก? พวกเจ้านี่มันเป็นเครื่องกระเบื้องหรือไง ถึงได้ชอบไปกระแทกเขาไปทั่ว!"
ยิ่งมีข้อพิพาทมากเท่าไหร่ ชื่อเสียงของเมิ่งเหอเจ๋อก็ยิ่งโด่งดังมากขึ้นเท่านั้น
เวทีหมายเลขหนึ่งมีคนใช้เคล็ดวิชากระบี่ที่สาบสูญไปแล้วทั้งชุดก็ไม่มีใครสน เวทีหมายเลขสองมีคนทะลวงระดับระหว่างต่อสู้ก็ไม่มีใครแล ทุกคนเอาแต่เถียงกันเรื่องเมิ่งเหอเจ๋อทุกวันจนแทบไม่เป็นอันทำอะไร
ไม่ว่าจะรักหรือชัง จะโกรธหรือแค้น เมิ่งเหอเจ๋อก็กลายเป็นศูนย์กลางของการวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้ว
บางคนรู้สึกว่าเมิ่งเหอเจ๋อนำความสดใหม่มาสู่การประลองเชิงการแสดง ด้วยไอเดียที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร
อีกทั้งเมิ่งเหอเจ๋อยังเป็นต้นกล้าที่ยังไม่โตเต็มที่ เมื่อเทียบกับการเดิมพันข้างต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้า การเดิมพันว่าเขาจะผ่านเข้ารอบนั้นทำให้รู้สึกมีส่วนร่วมมากกว่า
นี่คือความรู้สึกของการได้เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้อื่น ลองแล้วจะติดใจ
แต่ก็มีคนมองว่า ผู้สนับสนุนของเมิ่งเหอเจ๋อล้วนเป็นเนื้อร้ายของวงการผู้บำเพ็ญเพียร ชอบหาเรื่องเกาะกระแสคนอื่นไปทั่ว
ทว่าก็ไม่อาจปฏิเสธสิ่งยั่วยวนอันตระการตาเหล่านั้นได้
เมื่อได้ดูการประลองของเมิ่งเหอเจ๋อแล้ว พอกลับไปดูการต่อสู้แบบดั้งเดิมก็รู้สึกจืดชืด ราวกับกินข้าวโดยไม่ใส่เกลือสักเม็ด ไร้รสชาติสิ้นดี
หากไม่บังเอิญเจอการประลองรอบที่ผู้เข้าแข่งขันเป็นศิษย์ร่วมสำนัก ก็ไม่มีใครยอมผละไปจากลานประลองที่มีเมิ่งเหอเจ๋ออยู่
การประลองเชิงการแสดงของเขามีลูกเล่นแพรวพราวเสมอ
อย่างเช่นดนตรีประกอบที่บรรเลงได้จังหวะพอดีและช่วยสร้างบรรยากาศ
อย่างเช่นของวิเศษที่ระเบิดกลางอากาศ ราวกับดอกไม้ไฟ
อย่างเช่นโคมลอยนับร้อยดวงที่ถูกจุดขึ้นพร้อมกัน แล้วลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืน
ไม่ว่าผลของงานชุมนุมเติงเหวินจะออกมาเป็นเช่นไร ภาพเหล่านี้ก็จะประทับอยู่ในความทรงจำตลอดไป กลายเป็นสีสันที่ลึกซึ้งและสว่างไสวที่สุดในฤดูใบไม้ผลินี้
……
การสอบบู๊ตกอยู่ในวังวนพายุแห่งความขัดแย้งเพราะเมิ่งเหอเจ๋อ ส่วนการสอบอักษรภาพและการสอบฉินเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
วันนี้ ซ่งเฉียนจีรดน้ำแปลงผักเหมือนเช่นเคย และเปลี่ยนยันต์รวมแสงแผ่นใหม่ใต้ชายคา
จากนั้นก็รับสายลมเย็นยามเช้า สูดกลิ่นหอมสดชื่นของแมกไม้ในป่าเขา แล้วเดินออกจากบ้านไปอย่างสบายอารมณ์
เขาควรไปเข้าร่วมการสอบอักษรภาพได้แล้ว