- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 42 พลิกสถานการณ์ขั้นเด็ดขาด
บทที่ 42 พลิกสถานการณ์ขั้นเด็ดขาด
บทที่ 42 พลิกสถานการณ์ขั้นเด็ดขาด
บทที่ 42 พลิกสถานการณ์ขั้นเด็ดขาด
"ติงซานลิ่วอู่ที่พวกเจ้าพูดถึง ไม่ใช่คนที่เพิ่งอัดคู่ต่อสู้จนพิการไปเมื่อวานหรอกหรือ? เขาไม่บ้าก็คงธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้ว ข้าไม่เห็นแววเขาเลยสักนิด"
"รอให้รอบที่หกจบลง พอรวบรวมคะแนนโหวตสนับสนุนเสร็จ เขาก็คงถูกคัดออกแล้ว!"
ศิษย์สายนอกที่คอยแจกจ่ายกระดาษสีได้ยินคำพูดเหล่านี้ แม้จะรู้สึกอึดอัดใจ แต่ก็คาดเดาไว้ก่อนแล้ว
เรื่องที่ศิษย์พี่เมิ่งควบคุมตัวเองไม่ได้บนเวทีเมื่อวานเป็นความจริง การปฏิเสธหรือแก้ตัวไปก็ไร้ความหมาย
หัวใจสำคัญของรูปแบบการต่อสู้กระแสหลักในรอบแสดงฝีมือคือความงดงามแม่นยำ รุกรับอย่างเป็นธรรมชาติ เหมือนกับรอบที่สี่ที่เมิ่งเหอเจ๋อได้รับทั้งดอกไม้และเสียงเชียร์
เขาต่อกรกับคู่ต่อสู้อย่างใจเย็น ท้ายที่สุดก็ใช้ความอ่อนแอเอาชนะความแข็งแกร่ง ทว่าก็หยุดยั้งไว้เพียงแค่รู้ผลแพ้ชนะ ไม่มีฉากสะเทือนขวัญประเภทเลือดเนื้อสาดกระเซ็น หรือกระดูกหักเส้นเอ็นขาด
"ต้องเห็นเลือดสักหน่อยจริงๆ นั่นแหละ" โจวเสี่ยวอวิ๋นยิ้มหวานพลางกล่าว "เกรงแต่ว่าพวกเจ้าจะไม่กล้ามาดูน่ะสิ"
"ตลกน่า ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเราไม่ใช่ดอกไม้บอบบางในเรือนกระจกเสียหน่อย ตอนออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์ก็ถือกระบี่กำจัดมาร ฆ่าฟันไปทั่วสารทิศ ใครจะไปกลัวเห็นเลือด? แต่ที่นี่คืองานชุมนุมเติงเหวิน เมิ่งเหอเจ๋อคนนั้นนิสัยโหดเหี้ยม รูปแบบการต่อสู้ก็ป่าเถื่อน ไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้องของรอบแสดงฝีมือพวกเราเลย!"
ทุกคนกล่าวถ้อยคำมีเหตุมีผล เพื่อปกป้องธรรมเนียมอันศักดิ์สิทธิ์ของงานชุมนุม ก่อนจะหันหลังเดินไปยังเวทีประลองอื่น
ทว่ากลับถูกข้อความไม่กี่ประโยคบนกระดาษสีดึงดูดจนคันยุบยิบในใจ ผ่านไปไม่นานก็เปลี่ยนคำพูด:
"เพราะงั้นพวกเราไปดูกันก่อนเถอะ จะได้วิจารณ์เขาได้อย่างมีเหตุมีผล! ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองผิดตรงไหน!"
เมิ่งเหอเจ๋อปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางสายตาเย็นชาและไม่สบอารมณ์ของฝูงชนที่มุงดู
วันนี้เขายังคงรวบข้าหางม้าสูงเช่นเคย ทว่าไม่ได้สวมชุดศิษย์สายนอก แต่จงใจเปลี่ยนไปสวมเสื้อคลุมตัวนอกสีขาวราวหิมะ
ผู้บำเพ็ญกระบี่หนุ่มมีใบหน้าหมดจดหล่อเหลา อาภรณ์สีขาวตัวใหม่ปลิวไสวตามสายลมยามเช้า ท่วงท่าดูโดดเด่นสง่างาม
การปรากฏตัวนี้ทำเอาทุกคนตาเป็นประกาย
แต่ไม่นานก็มีคนได้สติกลับมา และแค่นหัวเราะเยาะ:
"เขาคงไม่ได้คิดว่าแค่เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วทุกคนจะลืมท่าทางบ้าคลั่งของเขาเมื่อคืนไปได้หรอกนะ!"
ฝั่งตรงข้ามเมิ่งเหอเจ๋อ ศิษย์สายในของสำนักหัวเวยผู้หนึ่งเดินเข้ามา
คนผู้นั้นสวมชุดคลุมอาคมอันประณีตงดงามซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของศิษย์สายใน เอามือไพล่หลังเดินทอดน่อง บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มมั่นใจ
ในฐานะที่สำนักหัวเวยเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ จึงมีศิษย์เข้าร่วมการแข่งขันมากกว่าสำนักอื่น การที่ศิษย์ร่วมสำนักต้องมาเจอกันเองจึงเป็นเรื่องปกติ
เมื่อทั้งสองยืนประจำที่ อีกฝ่ายไม่มีท่าทีจะทำความเคารพหรือแนะนำตัวกับเขาเลย เพียงแค่รำพึงว่า "เวลานี้เมื่อปีที่แล้ว เจ้าเคยวิ่งเต้นทำงานจิปาถะให้ข้า วุ่นวายอยู่ทั้งวันเพียงเพื่อหาหินวิญญาณเพิ่มสามก้อน มาปีนี้ในเวลาเดียวกัน เจ้ากับข้ากลับต้องมาประลองกันบนเวทีเดียวกัน แสดงให้เห็นเลยว่าเส้นทางสู่เซียนนั้นพลิกผันไปมา ลิขิตสวรรค์ยากจะหยั่งถึงจริงๆ!"
การที่เขายกเรื่องเก่ามาพูด ไม่ใช่ต้องการจะรำลึกความหลังหรือผูกมิตรจริงๆ แต่ต้องการจะเอาชนะโดยไม่ต้องรบ และข่มขวัญเมิ่งเหอเจ๋อให้ได้เปรียบไปก่อนหนึ่งขั้น
แล้วใช้ความใจร้อนและโหดเหี้ยมของเมิ่งเหอเจ๋อ มาขับเน้นความสงบเยือกเย็นของตนเอง
เทียบกับการทำตัวบ้าๆ บอๆ แล้ว การรับมือกับเรื่องหนักหนาได้อย่างสบายๆ ย่อมเอาชนะใจผู้ชมและเรียกคะแนนโหวตสนับสนุนได้มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เมิ่งเหอเจ๋อเพียงแค่เลิกคิ้วยิ้ม "ศิษย์พี่ เชิญ"
ทุกคนเห็นเพียงว่าเขายังพูดไม่ทันจบ กระบี่ก็ถูกชักออกจากฝักแล้ว
ทว่าอีกฝ่ายคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว จึงชิงลงมือโจมตีก่อนล่วงหน้าไปก้าวหนึ่ง
คมกระบี่ปะทะกัน เสียงแหลมบาดหูบาดลึก เส้นเลือดสายหนึ่งพุ่งกระฉูด สาดกระเซ็นลงบนเวที!
"อ๊ะ!" ด้านล่างเวทีระเบิดเสียงอุทานด้วยความตกใจ
มีที่ไหนกัน กระบี่แรก เพิ่งจะปะทะกันก็เลือดตกยางออกเสียแล้ว?
เช้าตรู่แบบนี้ ผู้คนที่ยังมีอาการงัวเงียอยู่บ้างราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด พวกเขาจ้องเขม็งไปยังแขนซ้ายที่เลือดไหลรินของเมิ่งเหอเจ๋อ และตื่นเต็มตาในพริบตาเดียว
ศิษย์สายในสำนักหัวเวยผู้นั้นประหลาดใจยิ่งกว่าผู้ชมด้านล่างเสียอีก ถึงขั้นชะงักไปเล็กน้อย
นี่ไม่ใช่กระบี่ปลิดชีพ ด้วยวิชาตัวเบาที่เลื่องชื่อที่สุดของเมิ่งเหอเจ๋อ การหลบหลีกย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย
ขณะที่เขาแทงกระบี่ออกไป ในใจก็คาดเดาทิศทางที่อีกฝ่ายจะหลบหลีกไว้หลายจุดแล้ว นึกไม่ถึงว่าเมิ่งเหอเจ๋อยอมบาดเจ็บ ก็ไม่ยอมรั้งกระบี่กลับมาป้องกัน หรือเบี่ยงตัวหลบ
เพียงเพื่อให้กระบี่เดียวนี้แทงเข้าเป้าหมายอย่างจัง และเจาะทะลุเสื้อคลุมอาคมป้องกันของเขา
มีรูปแบบการต่อสู้แบบนี้ที่ไหนกัน?
สังหารศัตรูแปดร้อย ทำร้ายตนเองหนึ่งพัน
หรือว่าเมิ่งเหอเจ๋อคิดจะใช้บาดแผลแลกบาดแผล โจมตีเร็วเพื่อชิงจังหวะการต่อสู้ในช่วงต้น?
ลางสังหรณ์ไม่ดีแวบเข้ามาในใจเขา เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาด นำกระจกวิเศษคุ้มภัยบานหนึ่งออกมาจากถุงเก็บของ ให้มันลอยอยู่เบื้องหน้า เปล่งประกายระยิบระยับ
อุปกรณ์เวทป้องกันระดับต้นเช่นนี้ เมิ่งเหอเจ๋อต้องแทงกระบี่ติดต่อกันอย่างน้อยห้าครั้ง ถึงจะทำลายการป้องกันของเขาลงได้ เดิมทีเขาคิดจะเก็บไว้ใช้ในรอบหน้า...
ใครจะรู้ว่ากระจกวิเศษเพิ่งจะลอยออกไป เสียงดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้น ดอกไม้ไฟเจิดจ้าดอกหนึ่งระเบิดออก!
ทุกคนพากันถอยหลังไปพร้อมกันโดยสัญชาตญาณ
เมิ่งเหอเจ๋อกลับนำอุปกรณ์เวทป้องกันระดับต้นชิ้นหนึ่งออกมาเช่นกัน ทว่าเขากลับจุดระเบิดมันโดยไม่หยุดคิดแม้แต่น้อย ระเบิดกระจกวิเศษจนแหลกละเอียดในพริบตา
อุปกรณ์เวทสร้างขึ้นมาไม่ง่าย ราคาจึงสูงลิ่ว ตามนิสัยการต่อสู้ตามปกติของผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไป เวลาเจอศัตรูในป่า อุปกรณ์เวทของศัตรูก็ถือเป็นของที่ยึดมาได้ หลังจบการต่อสู้ก็สามารถนำมาเป็นของตนเอง ซ่อมแซมแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ใครจะเอามาระเบิดทิ้งตรงๆ กันเล่า?
ไม่ใช่ยันต์ระเบิดเสียหน่อย
"เมิ่งเหอเจ๋อคนนั้นเป็นศิษย์สายนอกจริงๆ หรือ? ผลาญสมบัติขนาดนี้ อุปกรณ์เวทสองชิ้นแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน เพียงเพื่อจะได้ฟังแค่เสียงดังตูมเนี่ยนะ?"
"เจ้าไม่รู้อะไร นั่นไม่ใช่ของที่เขาซื้อมา แต่เป็นของที่เขาชนะมาจากทะเลสาบเหยากวงต่างหาก ไม่ใช่ของตัวเอง เวลาระเบิดทิ้งก็ย่อมไม่เสียดาย ถือซะว่าจุดประทัดฉลองเทศกาลก็แล้วกัน!"
ตั้งแต่ทั้งสองคนยืนบนเวทีประลอง จนถึงการปะทะกันสั้นๆ เพียงสิบกระบวนท่า ก็ระเบิดอุปกรณ์เวททิ้งไปแล้วถึงแปดชิ้น
สีหน้าของศิษย์สายในสำนักหัวเวยเปลี่ยนจากเคร่งเครียดเป็นหวาดผวา—ตกลงว่าเมิ่งเหอเจ๋อมีอุปกรณ์เวทมากแค่ไหนกันแน่ หมอนี่มันคนบ้าชัดๆ
เขาเป็นแค่ศิษย์สายใน ไม่ใช่ศิษย์สืบทอดโดยตรง ต่อให้มีทรัพย์สินหนาแค่ไหนก็ทนการผลาญเล่นแบบนี้ไม่ไหวหรอก
มีเพียงผู้ชมด้านล่างที่ได้ดูจนอิ่มตาอิ่มใจ นานๆ ทีจะได้ชื่นชมแสงสีตระการตาจากการระเบิดของอุปกรณ์เวท
สำหรับดอกไม้ไฟอันหลากสีสันตระการตานี้ พวกเขาแทบอยากจะปรบมือร้องเชียร์ และตะโกนว่าสะใจออกมาดังๆ
"ขอเตือนให้เจ้าประหยัดหน่อย ไม่อย่างนั้นหลังการทดสอบการต่อสู้จะทำยังไง? จะมาวิ่งเต้นทำงานจิปาถะให้ข้าหรือ?"
จู่ๆ เมิ่งเหอเจ๋อก็เอ่ยถามขึ้น
คำพูดที่หลุดออกมาจากปากของศิษย์สายนอก ทำให้คู่ต่อสู้รู้สึกเหลวไหลสิ้นดี จากนั้นความโกรธก็ลุกโชนในใจ เตรียมจะด่าทอชุดใหญ่
เมื่อจิตใจว้าวุ่นไปชั่วขณะ เลือดอีกสายก็สาดกระเซ็น
คราวนี้ไม่ใช่เลือดของเมิ่งเหอเจ๋อ
กระบี่เร็วแทงออกไปอย่างต่อเนื่อง ราวกับถูกเร่งเร้าด้วยแรงกดดันไร้เสียง ทั้งสองคนยิ่งสู้ก็ยิ่งเร็วขึ้น
มุมที่เมิ่งเหอเจ๋อฟาดกระบี่ลงไปผ่านการคัดเลือกมาแล้ว บาดแผลที่เกิดขึ้นไม่ถือว่าลึกนัก แต่ก็สามารถเรียกเลือดได้ ตอนที่ตัวเองได้รับบาดเจ็บเขาก็จงใจปรับตำแหน่งเช่นกัน
หยาดเลือดสาดกระเซ็น น้ำเลือดสาดกระเซ็น ละอองเลือดลอยคละคลุ้ง
นี่คืองานเลี้ยงแห่งเลือดสดๆ
เมิ่งเหอเจ๋อต่อสู้อย่างดุเดือดเลือดพล่าน เสื้อคลุมสีขาวถูกย้อมจนแดงฉาน แยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเลือดของศัตรู หรือเลือดของตัวเองกันแน่
"เตรียมจังหวะกลอง" โจวเสี่ยวอวิ๋นส่งเสียงผ่านจิตบอกศิษย์สายนอกคนอื่นๆ
"ตึง!" เสียงกลองดังขึ้นโดยไม่รู้ว่ามาจากที่ใด
ทุกครั้งที่หยาดเลือดสาดกระเซ็น จะต้องมีเสียงกลองหนักๆ ดังขึ้นหนึ่งครั้ง
สั้นกระชับแต่ทรงพลัง ฮึกเหิมเร้าใจ ราวกับตีลงบนหัวใจของฝูงชนที่มุงดู ทำให้รู้สึกขนลุกซู่เป็นระลอก
ท่ามกลางเงากระบี่อันวุ่นวาย คู่ต่อสู้ถูกกระบี่เร็วบีบให้กระเด็นตกเวที ล้มกลิ้งลงกับพื้นเสียงดังสนั่น
ด้านล่างเวทีเงียบสงัด ไม่มีใครเอ่ยปากขึ้นก่อน เหลือเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้น
บนเวที เมิ่งเหอเจ๋อยืนโอนเอนราวกับจะล้มพับลงมา
"เร็ว ปล่อยนกพิราบ!" โจวเสี่ยวอวิ๋นส่งเสียงผ่านจิตอีกครั้ง
ศิษย์สายนอกสองคนแอบเปิดกรงในมืออย่างเงียบเชียบ
นกพิราบหกเจ็ดตัวกระพือปีก บินตรงไปยังเวทีประลอง
สายตาของทุกคนถูกฝูงนกพิราบดึงดูด เห็นเพียงภายใต้ท้องฟ้าสีครามที่มีเมฆลอยล่อง แสงแดดส่องลอดช่องว่างระหว่างปีกของนกพิราบขาว ถูกกรองจนกลายเป็นเศษเสี้ยว
เมิ่งเหอเจ๋อใช้กระบี่ยันร่างไว้ ยืนหยัดอย่างมั่นคง โดดเดี่ยวอยู่บนเวทีประลอง แสงและเงาบนร่างแปรเปลี่ยนยากจะคาดเดา เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด
ขนนกสีขาวบริสุทธิ์สองสามเส้นร่วงหล่น ปลิวตกลงไปในกองเลือด
นกพิราบขาวที่ดูเชื่องและศักดิ์สิทธิ์ บินโฉบเฉี่ยววนเวียนอยู่รอบกายเขา
เลือดสีแดงสด หยดติ๋งๆ ลงมาตามสันคิ้วของเขา
ความแตกต่างอย่างสุดขั้ว นำมาซึ่งแรงกระแทกทางสายตาอย่างรุนแรง
เมิ่งเหอเจ๋อยิ้มออกมา เขาเกิดมามีใบหน้าหมดจด แม้จะเต็มไปด้วยคราบเลือด แต่เวลาที่เขายิ้มก็ยังมีความไร้เดียงสาและขัดเขิน ผสมผสานเข้ากับกลิ่นอายอันโหดเหี้ยมป่าเถื่อน
ทำให้ผู้คนทั้งตกใจและหลงใหลจนตาพร่ามัว
"ติงซานลิ่วอู่ เมิ่งเหอเจ๋อ ชนะ——" ผู้ดูแลข้างสนามได้สติเป็นคนแรก และตะโกนขึ้นเสียงดัง
นกพิราบขาวตกใจบินหนีไป เสียงโห่ร้องยินดีดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ด้านล่างเวที
โจวเสี่ยวอวิ๋นนึกถึงคำพูดที่เมิ่งเหอเจ๋อเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ถึงได้เข้าใจแจ่มแจ้ง:
"...มองแค่ใบหน้า ก็เป็นแค่คนงามที่ไร้ชีวิตชีวา เป็นเพียงภาพลวงตาอันงดงามเท่านั้น ถ้าพวกเราอยากจะแตกต่างจากคนอื่น ก็ต้องสร้างบรรยากาศ ทำให้คนรู้สึกมีส่วนร่วม และดื่มด่ำไปกับมัน"
"แต่ราคาค่างวดนี้มันไม่หนักหนาเกินไปหน่อยหรือ ศิษย์พี่เมิ่งจะยังสู้ไหวในรอบหน้าไหมเนี่ย?"
นางอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง
ตอนที่เมิ่งเหอเจ๋อลงจากเวที เขาดูใจเย็นมาก
บรรดาศิษย์สายนอกต่างพากันห้อมล้อมเขาไว้
มีคนกระซิบถาม "กลีบดอกไม้เตรียมไว้พร้อมแล้ว เดี๋ยวจะให้โปรยเลยไหม?"
"ยังไม่ต้อง เก็บของไว้ให้พรุ่งนี้บ้างเถอะ" เมิ่งเหอเจ๋อกล่าว
"แล้วโคมไฟที่ลอยขึ้นฟ้าได้พวกนั้นล่ะ..."
"เอาไว้จุดตอนรอบค่ำ" เมิ่งเหอเจ๋อกล่าว "คอยสังเกตสัญญาณมือของข้าให้ดี"
"ดนตรีประกอบอื่นๆ ทั้งเป่า สี ตี ดีด ก็เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว"
"ดี รอบหน้าข้าจะเปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้อีกแบบ พวกเจ้าอยู่ข้างสนามก็ระวังหลบเลี่ยงผู้ดูแลให้ดีด้วยล่ะ" เมิ่งเหอเจ๋อกล่าว
บาดแผลของเขาดูน่ากลัวมาก แต่กลับไม่ได้หนักหนาสาหัสขนาดนั้น สมองของเขายังคงปลอดโปร่ง และกำลังคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว
การต่อสู้เมื่อครู่ฉายซ้ำในหัวของเขา เขาเริ่มทบทวนว่ามีจุดไหนที่สามารถทำได้ดีกว่านี้อีก
กลับกลายเป็นว่าศิษย์สายนอกที่อยู่ข้างสนามกังวลยิ่งกว่าเขาเสียอีก กลัวว่าจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา
"ศิษย์พี่เมิ่ง ครั้งนี้ถือว่าพวกเราพลิกสถานการณ์ขั้นเด็ดขาดได้แล้วใช่ไหม?" โจวเสี่ยวอวิ๋นถาม "พวกเขาพากันมาดูท่าน มองกันตาไม่กะพริบ ข้างเวทีอื่นแทบไม่มีคนเลย!"
ทุกคนมองเมิ่งเหอเจ๋อด้วยความเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง
แต่เมิ่งเหอเจ๋อกลับส่ายหน้า:
"จะไปง่ายดายขนาดนั้นได้ยังไง? การที่คนอื่นชอบดูเจ้า ไม่ได้แปลว่าจะโหวตให้เจ้า การจะทำให้คนอื่นยอมโหวตให้ด้วยความเต็มใจ ยังมีศึกหนักอีกหลายนัดให้ต้องสู้"
"ศิษย์พี่เมิ่ง เมื่อกี้พวกเราไปปรับตำแหน่งสะท้อนแสงของกระจกทองแดงมา ไม่สามารถรับประกันได้ว่าลำแสงจะส่องไปที่ตัวท่าน อย่างมากก็มีแค่จุดแสงจุดเดียว" คนสามสี่คนรีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน "ข้างสนามไม่สามารถใช้อุปกรณ์เวทเปล่งแสงได้ มันจะทำให้ผู้ดูแลระวังตัว จะทำยังไงดี?"
ทุกคนขมวดคิ้วด้วยความกังวล ในการแข่งรอบพลบค่ำ ปัญหาเรื่องการจัดแสงและเติมแสง หากไม่ได้รับการแก้ไข ย่อมส่งผลกระทบต่อภาพรวมของแผนการที่วางไว้เป็นแน่
เมิ่งเหอเจ๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ใบหน้าก็เปล่งประกายสดใส:
"เมื่อเช้าศิษย์พี่ซ่งกำลังศึกษาเรื่องยันต์รวมแสงอยู่! ยันต์มีขนาดเล็กและซ่อนเร้นได้ง่าย แถมยังใช้งานได้สะดวกกว่า ที่แท้ศิษย์พี่ซ่งก็คิดเตรียมการไว้ก่อนแล้ว! ศิษย์พี่ช่างมีความตั้งใจอันลึกซึ้งและละเอียดลออเสมอมาจริงๆ!"