- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 39 การต่อสู้ของสัตว์ร้ายจนตรอก
บทที่ 39 การต่อสู้ของสัตว์ร้ายจนตรอก
บทที่ 39 การต่อสู้ของสัตว์ร้ายจนตรอก
บทที่ 39 การต่อสู้ของสัตว์ร้ายจนตรอก
ภายในหอเฟยอวิ๋นมีแสงไฟสว่างไสว
ปราชญ์อักษรนั่งอยู่หน้าโต๊ะ ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง นั่งฟังคนรายงานอย่างเงียบๆ
"...เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้ ขอท่านโปรดพิจารณา ซ่งเฉียนจีผู้นั้นแม้จะมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับผู้บำเพ็ญเพียรหญิงมากมาย ทำตัวกลมกลืนราวกับปลาได้น้ำและพูดคุยอย่างสนุกสนานในหอชมบุปผา ทว่าเขากลับเป็นวิญญูชนอย่างแท้จริง เป็นผู้ถนอมบุปผาแต่หาใช่คนมักมากในกามารมณ์ไม่
"พวกเราหมดปัญญาแล้ว ไม่มีวิธีจัดการเขาจริงๆ ขอรับ" เถ้าแก่ฮวากล่าวอย่างขมขื่น "ก้าวต่อไปควรทำเช่นไร คงต้องขอให้ท่านชี้แนะ"
เมื่อปราชญ์อักษรฟังจบก็ลืมตาขึ้น ภายในใจเบิกบานอย่างยิ่ง ทว่ากลับแสร้งทำเสียงขรึม "พวกเจ้าขอยอมแพ้แล้วหรือ"
บรรยากาศตึงเครียด ทุกคนกัดฟันตอบ "พวกเรายอมรับความพ่ายแพ้อย่างหมดใจขอรับ!"
ปราชญ์อักษรหัวเราะร่วน พลางหัวเราะพลางตบโต๊ะ ทำให้น้ำหมึกในแท่นฝนหมึกโบราณสั่นไหวเล็กน้อย
"ดี ดี ทุกท่านเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางครั้งนี้แล้ว!"
บรรดาเถ้าแก่และลูกจ้างต่างพากันกล่าวว่ามิกล้า แต่เมื่อเห็นปราชญ์อักษรเบิกบานใจ พวกเขาก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย
"แต่ว่า ยังมีเรื่องแปลกประหลาดอยู่อีกเรื่องหนึ่ง" เถ้าแก่ฮวากล่าวอย่างลังเล
ปราชญ์อักษรโบกมืออย่างห้าวหาญ "พูดมาเถิด ไม่เป็นไร!"
"ข้าเสนอต่อซ่งเฉียนจีว่าจะสอน 'วิชาพรางรูปลักษณ์' ให้เขา แต่เขากลับปฏิเสธโดยไม่หยุดคิดเลยสักนิด เรื่องนี้ทำให้ข้ารู้สึกว่า เขาดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจการฝึกฝนวิชาหรือการเลื่อนระดับตบะสักเท่าไรนัก..."
เถ้าแก่ฮวายิ่งพูด เสียงก็ยิ่งแผ่วลง
หลังจากที่เว่ยผิงรู้จักกับกลุ่มคนจากร้านค้ามืด วันนี้ก็มาเรียนวิชาพรางรูปลักษณ์กับเขา พรุ่งนี้ไปเรียนการหลอมอุปกรณ์กับจางเถี่ยเจี้ยง มะรืนนี้ก็ไปหาเถ้าแก่ร้านขายยาเพื่อเรียนการหลอมโอสถ สรุปแล้วก็เที่ยวหลอกลวงต้มตุ๋นไปทั่ว หลอกเอาวิชาก้นหีบของพวกเขาไปจนหมดเกลี้ยง
แต่เว่ยผิงนั้นยกย่องตัวเองว่าเป็นคนพเนจร เขาไม่ยอมเรียนวิชายันต์อย่างเด็ดขาด และไม่อยากแบกรับฐานะ "ผู้สืบทอดของยอดฝีมือท่านหนึ่ง" อีกด้วย
ทว่าซ่งเฉียนจีกลับแปลกยิ่งกว่า เพราะเขาอ้างตัวว่าเป็นคนทำไร่
จะมีผู้บำเพ็ญเพียรที่ไหนไม่อยากฝึกวิชา แต่กลับอยากทำไร่เพียงอย่างเดียวกัน?
เถ้าแก่ฮวาทำใจพูดความเป็นไปได้อย่างหนึ่งออกมาไม่ลง นั่นคือ... ศิษย์ที่ท่านหมายตาไว้ ล้วนไม่อยากติดตามท่าน
สำหรับปราชญ์อักษรที่ชราภาพแล้ว เรื่องนี้ออกจะโหดร้ายเกินไปสักหน่อย
การเอาชีวิตรอดและการสืบพันธุ์ เป็นตัณหาสองประการที่มนุษย์มิอาจตัดขาดได้มากที่สุด มันถูกสลักลึกอยู่ในสายเลือดมาตั้งแต่กำเนิด
การที่ผู้บำเพ็ญเพียรไม่มีทายาททางสายเลือดถือเป็นเรื่องปกติ หากไม่มีศิษย์สืบทอดวิชาต่างหาก ถึงจะเรียกว่าไร้ผู้สืบสกุลอย่างแท้จริง
แม้ปราชญ์อักษรจะไม่อาจก้าวขึ้นสวรรค์ได้ แต่ชีวิตนี้ของเขาก็ผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนและยิ่งใหญ่ตระการตา เขาไม่ควรต้องจากไปพร้อมกับความเสียใจ
บนโลกนี้จะมีเว่ยผิงและซ่งเฉียนจีสักกี่คน ปราชญ์อักษรยังเหลือเวลาอีกเท่าไรในการค้นหาและอบรมสั่งสอนศิษย์?
เถ้าแก่ฮวารู้สึกปวดใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
สีหน้าของปราชญ์อักษรแข็งค้างไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ซ่งเฉียนจีแค่ไม่สนใจวิชาพรางรูปลักษณ์เท่านั้น! ไม่เหมือนเจ้าเด็กเว่ยผิงนั่น ที่อยากได้ไปเสียทุกอย่าง"
ไม่รู้ว่าเขากำลังอธิบาย หรือกำลังโน้มน้าวตัวเองกันแน่ "ซ่งเฉียนจีเขียนยันต์เป็นอยู่แล้ว ทั้งยังกล้าขอภูเขาของข้า และยังสมัครเข้าร่วม 'การทดสอบอักษรและภาพวาด' ด้วยตัวเองอีก วางใจเถอะ เขาพุ่งเป้ามาที่ข้าแน่นอน คอยดูเถิด ในการประชันอักษรและภาพวาดอีกสามวันข้างหน้า เขาจะต้องแสดงพลังพู่กันออกมาเพื่อคว้าชัยชนะอย่างแน่นอน!"
****
จันทร์กระจ่างโผล่พ้นมวลเมฆ สาดส่องลงมายังยอดเขานับพัน
ตำหนักเฉียนคุนอาบไล้ไปด้วยแสงจันทร์สีเงิน กระเบื้องเคลือบและชายคาเรือนส่องประกายระยิบระยับ
ปลาคาร์ปห้าสีแหวกว่ายลึกเข้าไปในม่านหมอก
ลานกว้างหน้ายอดเขาหลักยังคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
เวทีประลองอื่นๆ ได้ตัดสินแพ้ชนะกันไปหมดแล้ว ดังนั้นทุกคนจึงมามุงล้อมอยู่รอบเวที "เทียนอักษรสอง" เพื่อรอคอยผู้ชนะคนสุดท้ายในรอบนี้
คู่ต่อสู้ที่เมิ่งเหอเจ๋อพบในรอบนี้ มีระดับตบะสูงกว่าเขาเล็กน้อย อีกทั้งยังมีประสบการณ์โชกโชน ไม่เหมือนกับคู่ต่อสู้ในรอบก่อนที่ถูกยั่วยุได้ง่าย
เพลงดาบของอีกฝ่ายรัดกุมไร้ช่องโหว่ ก่อตัวเป็นกำแพงเหล็กที่แม้แต่ลมก็ไม่อาจเล็ดลอดผ่านได้ ทว่าเมิ่งเหอเจ๋อกลับเป็นผู้ถือมีดแหลมคมคอยทำลายกำแพง เขามักจะหาช่องโหว่เพื่อโจมตีอยู่เสมอ
ยิ่งสู้เขาก็ยิ่งฮึกเหิม ต่อให้เป็นกำแพงทองแดงหรือกำแพงเหล็ก เขาก็จะทะลวงมันไปให้ได้
เสียงโห่ร้องเชียร์ดังขึ้นจากข้างล่างเวทีอย่างต่อเนื่อง
เมิ่งเหอเจ๋อยังคงมีสติเยือกเย็น ไม่ได้ถูกชัยชนะที่กำลังจะมาถึงทำให้หลงระเริง
เมื่อวิถีดาบของฝ่ายตรงข้ามเริ่มมีท่าทีถอยร่น เขาก็ฉวยโอกาสโจมตีสวนกลับทันที
ในตอนนั้นเอง เสียงหัวเราะหยอกล้อก็ถูกส่งผ่านกระแสจิตเข้ามาในหูของเมิ่งเหอเจ๋อ
"เจ้าต่อสู้บนเวทีได้เก่งกาจนักนะ แต่ศิษย์พี่ซ่งของเจ้ากำลังจะไม่รอดแล้วล่ะ!"
เมิ่งเหอเจ๋อตกใจ
เดิมทีเขาไม่สมควรได้ยิน รอบเวทีประลองทุกแห่งล้วนติดตั้งค่ายกลกำบังเอาไว้ โดยมีผู้ดูแลข้างสนามคอยควบคุมค่ายกล ทว่าเวลานี้ผู้ดูแลกลับยืนนิ่งเฉย
ตามกฎการแข่งขัน ห้ามผู้ชมข้างล่างส่งกระแสจิตขึ้นไปบนเวที เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครลอบชี้แนะ หรือรบกวนผู้เข้าแข่งขัน
เสียงนี้คุ้นหูมาก เหมือนเคยได้ยินที่หน้าประตูเรือนซ่ง
เพียงแค่เหม่อลอยไปชั่วขณะ วิถีดาบของฝ่ายตรงข้ามก็พลันแปรเปลี่ยน!
เมิ่งเหอเจ๋อตอบสนองไม่ทัน เขาใช้สัญชาตญาณปัดป้องคมดาบ ทว่าบริเวณหน้าอกและช่องท้องกลับถูกชกเข้าอย่างจัง
เขาแค่นเสียงร้องอู้อี้ในลำคอทันที เลือดสายหนึ่งไหลซึมออกจากมุมปาก
ดาบเป็นเพียงการสับขาหลอก หมัดต่างหากคือท่าสังหาร อีกฝ่ายกางนิ้วทั้งห้าออก เผยให้เห็นถุงมือที่ส่องประกายสีเงินวาววับ
ถุงมือคู่นี้คือของวิเศษระดับกลาง
ก่อนคู่ต่อสู้จะถอยฉากออกไปก็กระซิบเสียงต่ำ "รับเงินผู้อื่นมา ก็ต้องช่วยปัดเป่าภัยให้ผู้อื่น ล่วงเกินแล้ว"
"ศิษย์พี่เมิ่งระวัง!"
สถานการณ์การต่อสู้พลิกผันอย่างเหนือความคาดหมาย
ศิษย์สายนอกที่อยู่ข้างล่างเวทีต่างร้องอุทานด้วยความกังวล
"เกิดอะไรขึ้น? ศิษย์พี่เมิ่งดูเหมือนจะใจลอย!"
แววตาของเมิ่งเหอเจ๋อเย็นชาลง เขากระชับกระบี่ในมือแน่น แล้วฟาดฟันออกไปอย่างดุดัน
เพียงชั่วพริบตา เงากระบี่ก็ตัดสลับกัน พวกเขาประมือกันไปแล้วกว่ายี่สิบกระบวนท่า
ข้างหูมีเสียงกระแสจิตดังขึ้นอีกครั้ง "ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจู้จีที่เก่งกาจอย่างเจ้า พวกเราหามาได้สิบสองคน ตอนนี้พากันไปรุมตีซ่งเฉียนจีที่ทะเลสาบเหยากวงหมดแล้ว ฮ่าๆ!"
ใครจะทำร้ายศิษย์พี่ซ่ง?
ใครกล้าทำร้ายศิษย์พี่ซ่ง?!
ระหว่างการต่อสู้ เมิ่งเหอเจ๋อรีบหันขวับไปมอง คลื่นฝูงชนด้านล่างเนืองแน่น มองเห็นเงาสีเขียวหลายสายผลุบๆ โผล่ๆ อย่างเลือนราง
จู่ๆ เขาก็งอตัว โค้งเอวลงอย่างแรง คล้ายกับกุ้งที่ดูทุลักทุเลเป็นอย่างยิ่ง
คู่ต่อสู้รั้งหมัดกลับ สีหน้าภาคภูมิใจ
หางตาของเมิ่งเหอเจ๋อกระตุกเล็กน้อย
จู่ๆ เขาก็ตระหนักถึงอะไรบางอย่าง เพลิงโทสะลุกโชนขึ้นในใจ
พวกเขาสมรู้ร่วมคิดกัน ทั้งผู้ดูแลข้างสนาม คนส่งกระแสจิตข้างล่าง และคู่ต่อสู้บนเวที
นับตั้งแต่เขาก้าวขึ้นมาบนเวทีประลองแห่งนี้ เขาก็กลายเป็นสัตว์ร้ายที่ติดอยู่ในกรงแล้ว
เสียงกระแสจิตที่เจือไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างมุ่งร้าย ดังระงมสลับกับเสียงอุทานจากด้านล่างเวที
เมิ่งเหอเจ๋อปวดเกร็งที่ช่องท้องอย่างรุนแรง ในลำคอมีรสคาวหวานจนอดไม่ได้ที่จะไอเป็นเลือดออกมาคำหนึ่ง
เขาเคยผ่านการต่อสู้แบบผลัดกันขึ้นมาท้าประลองถึงสามร้อยรอบติดต่อกัน เขาสั่งสมประสบการณ์การต่อสู้มาอย่างโชกโชน ทว่าส่วนใหญ่จะเป็นประสบการณ์การได้รับบาดเจ็บเสียมากกว่า
ซี่โครงน่าจะหักไปสองซี่ เขาคิด อวัยวะภายในไม่เป็นอะไรมาก
ห่าฝนกลีบดอกไม้ที่ปลิวไสวในรอบก่อน ราวกับเป็นเพียงความฝัน บัดนี้ฝันหวานได้ตื่นขึ้นแล้ว
โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรฉีกหน้ากากออก เผยให้เห็นความจริงอันโหดร้าย
เขาพลัดตกจากบันไดขึ้นสวรรค์ ร่วงหล่นลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งตกลงไปในไฟบรรลัยกัลป์แห่งนรก ร่างกายถูกแผดเผาจนมอดไหม้ ตับและดีถูกเผาจนทะลุ
เสียงกระแสจิตดังขึ้นอีกครั้ง "เจ้ายอมแพ้เถอะ ถึงเวลาต้องพาศิษย์พี่ของเจ้าไปโรงหมอแล้วนะ!"
"อ๊าก—"
ดวงตาทั้งสองข้างของเมิ่งเหอเจ๋อแดงก่ำ เขาใช้กระบี่ยันกายลุกขึ้น แล้วแหงนหน้าคำรามก้องฟ้า!
ปราณกระบี่ปะทุรุนแรง ชายเสื้อสะบัดพลิ้ว
คู่ต่อสู้ชะงักงันด้วยแรงกดดันที่ระเบิดออกมาอย่างกะทันหันของเขา
ถอยกรูดไปสองก้าว ยังไม่ทันทรงตัวได้มั่น ก็เห็นกระบี่ยาวฟาดฟันลงมาตรงหน้า
"ข้าขอยอมแพ้!" เมื่อลางสังหรณ์ไม่ดี คู่ต่อสู้จึงตะโกนลั่น
ทว่าเมิ่งเหอเจ๋อเร็วกว่าก้าวหนึ่ง
เขาไม่เคยออกกระบี่ได้รวดเร็ว และเหี้ยมเกรียมถึงเพียงนี้มาก่อน
ตลอดมา เขาคิดว่าตัวเองเป็นวิญญูชนผู้ซื่อตรง เป็นคนดีที่มีเหตุผลและรักษามารยาท
เขาใช้มาตรฐานอันเข้มงวดในการควบคุมตัวเอง พยายามอย่างยิ่งที่จะกดข่มเงามืดแห่งความสุดโต่งและรุนแรงในนิสัยของตนเอาไว้
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น
คู่ต่อสู้กระเด็นตกเวที แขนขาทั้งสี่หักสะบั้น
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงด้านล่างเวทียกมือปิดหน้ากรีดร้องด้วยความตกใจ
ผู้บำเพ็ญเพียรสายแพทย์ยกเปลหามเข้ามา สายลมยามค่ำคืนไม่อาจพัดพาเอาคาวเลือดให้จางหายไปได้
เมิ่งเหอเจ๋อกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "หากศิษย์พี่ของข้าเป็นอะไรไป ข้าจะให้พวกเจ้าชดใช้ด้วยเลือด"
เสียงของเขาไม่ดังนัก เพียงแต่แหบพร่าเล็กน้อย
แต่มันกลับยิ่งดูน่าสะพรึงกลัว
เบื้องล่างเวทีเงียบสงัด ทุกคนต่างตกตะลึงจนพูดไม่ออก
ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไร
เห็นเพียงสีหน้าอันเหี้ยมเกรียมและน่าหวาดหวั่นของเขา ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ดั่งสัตว์ร้ายที่กระหายเลือด
เมื่อผู้ดูแลข้างสนามสบตากับเขา ก็ไม่กล้าก้าวเข้าไปหาชั่วขณะ และยิ่งไม่มีใครกล้าประกาศชื่อผู้ชนะ
เมิ่งเหอเจ๋อกระโจนลงจากเวทีประลอง โดยไม่สนใจผู้คนที่กำลังตกตะลึง
ลานกว้างถูกปิดกั้นจนน้ำไม่อาจไหลผ่านได้ ทว่าเขากลับพุ่งทะยานผ่านเหนือหัวของผู้คนไปราวกับนกที่โบยบิน
ทะเลสาบเหยากวงมืดมิดราวกับน้ำหมึก ผิวน้ำเงียบสงบ ไร้ซึ่งผู้คน
เขากลายเป็นเงาสายหนึ่ง พุ่งตัวตรงไปยังเรือนซ่งที่สายนอก
เมื่อผลักประตูสีแดงออก ลานเรือนกลับว่างเปล่า
"ศิษย์พี่ซ่ง"
หัวใจของเมิ่งเหอเจ๋อดิ่งวูบลงเรื่อยๆ พลังวิญญาณที่ปั่นป่วนแทบจะระเบิดเส้นลมปราณ ในหัวมีภาพตัวเองกำลังเปิดฉากสังหารหมู่แวบเข้ามา
"เจ้าตามหาข้าหรือ"
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น เมิ่งเหอเจ๋อหันขวับกลับไปมอง
"วิ่งเร็วนักนะ" ซ่งเฉียนจีกล่าวกลั้วหัวเราะ
เมิ่งเหอเจ๋อจ้องมองใบหน้าของซ่งเฉียนจีเขม็ง คล้ายกับไม่อยากจะเชื่อ และคล้ายกับไม่รู้จักคนตรงหน้า
ครู่หนึ่ง ความแดงก่ำในดวงตาของเขาก็ค่อยๆ จางหายไป สีหน้าบ้าคลั่งกลับมาเป็นปกติ ดวงตาทั้งสองข้างกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง เขากล่าวด้วยความดีใจระคนประหลาดใจ
"ศิษย์พี่ซ่ง ท่าน ท่านไม่เป็นอะไรหรือ?!"
ซ่งเฉียนจีเดินเข้ามาในลานเรือนแล้วแก้คำพูดให้เขา "ข้ามีธุระ ข้าจะปลูกรากบัว"
เมิ่งเหอเจ๋อพึมพำ "ท่านไม่เป็นไร ท่านไม่เป็นไร ดีเหลือเกิน..."
เขากะพริบตา น้ำตาแทบจะร่วงหล่น
"ข้าไม่เป็นไร เจ้าจะร้องไห้ทำไม" ซ่งเฉียนจีรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงตบไหล่เขาแล้วถามเบาๆ "ใครรังแกเจ้า ถูกตีเจ็บหรือ"
ซ่งเฉียนจีรู้สึกจนใจและอยากจะหัวเราะ
ชาติก่อนใครทำให้เจ้าไม่พอใจ เจ้าก็สามารถเตะภูเขาของเขาจนราบเป็นหน้ากลอง ทุบถ้ำบำเพ็ญเพียรของเขาจนแหลกเหลว ฆ่าล้างตระกูลของเขารวมถึงแม่นมของเขาด้วย ทว่าชาตินี้กลับทำได้เพียงกลับบ้านมาฟ้องท่านพ่อ
"พวกเขาไม่ยอมให้ข้าเล่นด้วย"
"แถมยังนินทาข้าลับหลังอีก ฮือๆ"
นี่คงเป็นข้อเสียเพียงข้อเดียวของการไม่ได้เป็นเจ้าลัทธิมารกระมัง
"ศิษย์พี่ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว!" เมิ่งเหอเจ๋อเช็ดหน้า เปลี่ยนจากร้องไห้เป็นหัวเราะ "ขอโทษด้วย ข้าแค่ดีใจมากไปหน่อย"
การตกใจเก้อ ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีเสียยิ่งกว่าโชคหล่นทับ
"พูดความจริงมา" ซ่งเฉียนจีกล่าว
"ตอนข้าอยู่บนเวทีประลอง มีคนส่งกระแสจิตมาหาข้า..." เมิ่งเหอเจ๋ออธิบายง่ายๆ สองสามประโยค โดยละเว้นปฏิกิริยาของตนเองในตอนนั้นเอาไว้
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้" ซ่งเฉียนจีหัวเราะ "ข้าแค่ไปเก็บโคลนที่ทะเลสาบเหยากวง ไม่ได้เจอการซุ่มโจมตีอะไร พวกเขาหลอกเจ้า หวังยั่วโมโหให้เจ้าสับสนไปเอง คราวหน้าอย่าไปเชื่อล่ะ บาดเจ็บหรือไม่ ให้ข้าดูหน่อย"
"แผลเล็กน้อย นอนตื่นหนึ่งก็หายแล้ว" เมิ่งเหอเจ๋อก้มหน้า รู้สึกเสียใจเล็กน้อย "เป็นข้าที่วู่วามเกินไปจนตกหลุมพรางของศัตรู เมื่อครู่ข้าไม่ควรลงมือหนักถึงเพียงนั้น ข้าก็รู้ว่า 'การแข่งขันเพื่อแสดง' ต้องสู้ให้งดงาม ต้องทำให้ผู้อื่นอยากดู แต่ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้"
"เจ้าฆ่าคนหรือ" ซ่งเฉียนจีขมวดคิ้ว
"เปล่าขอรับ" เมิ่งเหอเจ๋อกล่าว "ข้าแค่หักแขนเขา"
เขาคิดว่า น่าจะมีกระดูกอีกไม่กี่ท่อนด้วยกระมัง
"เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร กลับไปอาบน้ำนอนเถอะ" ซ่งเฉียนจีกล่าว "พักผ่อนเอาแรงไว้ เตรียมตัวลงสนามพรุ่งนี้"
เขามองเมล็ดพันธุ์รากบัวในน้ำใสด้วยความรู้สึกคันไม้คันมือจนทนไม่ไหว
เมื่อแก้ปัญหาของเมิ่งเหอเจ๋อเสร็จสิ้น ในที่สุดซ่งเฉียนจีก็สามารถเดินไปที่โอ่งใบใหญ่ แล้วตักโคลนถมลงไปข้างใน
สัมผัสของโคลนนั้นอ่อนนุ่มและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต หากนำมันไปสาดใส่คน คงเป็นการใช้ของเสียเปล่าอย่างแท้จริง
เพื่อให้รากบัวมีพื้นที่เติบโตอย่างเพียงพอ หลังจากคัดเลือกอย่างพิถีพิถันแล้ว เขาจึงฝังเมล็ดลงไปในโอ่งแต่ละใบเพียงสองเมล็ดเท่านั้น
ปลายด้านที่แตกหน่ออ่อนชี้ตั้งขึ้น ดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง
ได้ยินเมิ่งเหอเจ๋อกล่าวขึ้นอีกว่า "ข้าต้มบะหมี่ให้ท่านสักชามก่อนไป ดีหรือไม่"
เด็กหนุ่มมองเขาด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง
ซ่งเฉียนจีหมดคำจะพูด "เอาเถอะ ข้ากิน"
ข้าวที่ข้ากินมาตลอดร้อยกว่าปีในชาติก่อน ยังไม่เยอะเท่ากับช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่กลับมาเกิดใหม่เลย!