- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 38 รัศมีอันศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 38 รัศมีอันศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 38 รัศมีอันศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 38 รัศมีอันศักดิ์สิทธิ์
มีคำกล่าวว่า "ทุกพานพบในโลกหล้า ล้วนคือการกลับมาพบกันใหม่หลังพรากจาก"
หลายเรื่องราวที่ดูเหมือนความบังเอิญ ล้วนเป็นสิ่งที่สวรรค์ลิขิตไว้แล้ว
หกปราชญ์แห่งชิงหยาจับตาดูมาหลายวัน กะจะลงมือตอนที่ซ่งเฉียนจีอยู่ตามลำพัง แต่น่าเสียดายที่ซ่งเฉียนจีเก็บตัวเงียบ ใช้ชีวิตจืดชืด เฝ้าอยู่แต่ในเรือนเล็กๆ ก้มหน้าก้มตาทำไร่ไถนา
ในที่สุดก็รอจนถึงคืนนี้ที่เมิ่งเหอเจ๋อลงประลองบู๊ ศิษย์สายนอกต่างไปรวมตัวชมการต่อสู้ที่ลานกว้าง
ข้างกายซ่งเฉียนจีไร้คนคุ้มกัน ทว่าเขากลับกล้าไปที่ทะเลสาบเหยากวงอันรกร้างไร้ผู้คน
ในสายตาของคนบางกลุ่ม นั่นเป็นเพราะเขาได้พบกับผู้บำเพ็ญเพียรหญิงตกยากที่ระดับบำเพ็ญเพียรต่ำต้อยและดูอ่อนแอราวกับจะปลิวลม
หลังจากบทบาทวีรบุรุษช่วยสาวงามที่ส่งตรงถึงหน้าประตู เขาก็ถูกความงามทำให้หน้ามืดตามัว คิดเพียงจะหาสถานที่โรแมนติกใต้แสงจันทร์ที่ไม่มีใครมารบกวน
อีกด้านหนึ่ง ซ่งเฉียนจีต้องการหาสถานที่เงียบสงบและลับตาคน เพื่อความสะดวกในการเค้นถามว่า 'หวังถู่เกินควบตำแหน่งไป๋เหลียนเหลียน' กำลังเล่นตุกติกอะไรอยู่กันแน่
พวกเขาจึงต้องมาปะทะกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
เถ้าแก่ฮวาไม่รู้ว่าชาติก่อนตัวเองทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ชาตินี้ถึงได้มาเจอกับคนประหลาดอย่างซ่งเฉียนจี
พอคิดถึงถุงโคลนที่อีกฝ่ายลงมือตักใส่ด้วยตัวเอง เขาก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว อึดอัดหน้าอกจนอยากจะอาเจียน
คนเหล่านั้นก็ไม่รู้ว่าชาติก่อนตัวเองทำเวรทำกรรมอะไรไว้ ชาตินี้ถึงต้องมาล้อมโจมตีซ่งเฉียนจี
ในคืนเดือนมืดลมแรงเช่นนี้ อย่าว่าแต่มีผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจู้จี โผล่มาเป็นฝูงในป่าเลย ต่อให้มีสัตว์อสูรตัวเล็กๆ โผล่มาสักตัว สองคนนี้ก็คงต้องกอดกันกลมตัวสั่นงันงกแล้วไม่ใช่หรือ
ทว่าเมื่อ 'ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงผู้อ่อนแอ' คนนั้นถลกแขนเสื้อ ฉีกยิ้มโชว์ฟันหน้าขาวสะอาดแปดซี่ ตบถุงมิติเรียกดาบวงแหวนเลี่ยมทองหนักสามร้อยชั่งที่ส่องประกายเย็นเยียบออกมา...
พวกเขาก็ตระหนักได้ว่าเรื่องราวดูเหมือนจะทะแม่งๆ เสียแล้ว
"นางซ่อนระดับบำเพ็ญเพียรเอาไว้! นางไม่ใช่ขั้นเลี่ยนชี่ตอนต้นสักหน่อย!"
"ดาบนั่นเป็นของวิเศษที่ร้ายกาจ ระวังด้วย!"
คนเหล่านี้ไม่เพียงสวมชุดคลุมที่ปกปิดรูปลักษณ์ แต่เสียงก็ยังถูกดัดแปลงมาเป็นพิเศษ ทุกคนล้วนมีเสียงแหบพร่าระคายหูเหมือนกันหมดจนแยกไม่ออก
เถ้าแก่ฮวาที่อัดอั้นตันใจมาทั้งวันระเบิดพลังปราณทั่วร่าง พุ่งทะยานเข้าใส่ดงศัตรูราวกับพยัคฆ์ร้ายบุกฝูงแกะ แกว่งดาบฟาดฟันอย่างดุดันไม่อาจต้านทาน!
ดาบใหญ่แหวกผ่านความมืดมิด ท่ามกลางประกายเย็นเยียบที่สว่างวาบ พลังลมปราณก็ปะทะกันอย่างรุนแรง
วงแหวนทองคำสุกปลั่งห้าวงบนตัวดาบสั่นสะเทือนส่งเสียงหึ่งๆ พร้อมกันราวกับภูตผีปีศาจสวดร่ายมนตร์
เลือดสดๆ สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนกระโปรงสีขาว แต่เขากลับไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย
ลมดาบกรีดร้องคำราม พัดพาทรายและก้อนหินปลิวว่อน ใบไม้ร่วงหล่นกราว
ผู้ล้อมโจมตีเห็นท่าไม่ดีจึงรีบปรับเปลี่ยนค่ายกลอย่างรวดเร็ว พยายามอ้อมผ่านผู้บำเพ็ญเพียรหญิงและดาบใหญ่ของนางไป
เป้าหมายคือซ่งเฉียนจี พวกเขาบาดเจ็บไปแล้วถึงห้าคน แต่กลับยังไม่ได้แตะแม้แต่ชายเสื้อของซ่งเฉียนจีเลย
โซ่ยาวที่ทอแสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งฟาดเข้าใส่กลางหลังของผู้บำเพ็ญเพียรหญิงชุดขาวด้วยมุมที่พลิกแพลงและโหดเหี้ยม
แต่นางกลับดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เพียงแค่ตวัดดาบกลับหลัง
คมดาบตวัดผ่านใบไม้ที่ร่วงหล่นในอากาศ พลังปราณอันเกรี้ยวกราดรั่วไหลออกมาจนใบไม้ลุกไหม้
ยังไม่ทันร่วงถึงพื้น เศษใบไม้ก็มอดไหม้จนหมดสิ้น แสงไฟสีแดงฉานดับวูบ กลายเป็นเถ้าถ่านปลิวว่อน
'โซ่กักเซียน' ถูกฟันขาดสะบั้น ร่วงหล่นลงพื้นอย่างหมดสภาพ แสงสีเงินเลือนหายไป
ความหวังสุดท้ายของผู้ล้อมโจมตีก็เหมือนกับใบไม้ที่ร่วงหล่นเต็มฟ้าเหล่านั้น ถูกฟันขาดเป็นสองท่อนและสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน
ไม่มีใครคิดตกเลยว่า ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่รูปร่างบอบบางอ้อนแอ้นราวกับกิ่งหลิวลู่ลมผู้นี้ จะสามารถตวัดดาบที่สูงกว่าตัวนางเองถึงครึ่งศีรษะได้อย่างพลิ้วไหวและดุดันเช่นนี้ได้อย่างไร
นางฝึกฝนวิชาอะไรกันแน่ เพลงดาบถึงได้กว้างขวางดุดัน แข็งกร้าวทรงพลัง และยิ่งสู้ก็ยิ่งห้าวหาญ!
ตอนนี้ตกลงว่าใครกำลังล้อมโจมตีใครกันแน่
ที่แท้คือนางคนเดียว กำลังล้อมโจมตีพวกเราทั้งฝูงงั้นหรือ
ซ่งเฉียนจีหาวหวอด
ถึงแม้ 'หวังถู่เกิน' จะต่อสู้ได้กวาดล้างราบคาบราวกับเทพธิดาโปรยบุปผา แต่ในใจเขายังคงพะวงเรื่องปลูกรากบัว จึงไม่มีอารมณ์จะชื่นชมการต่อสู้นัก
"ข้อมูลผิดพลาด เจอของแข็งเข้าแล้ว!"
"สถานการณ์ไม่ดี ถอยก่อน!"
แผนการเดิมคือการแอบเอาถุงกระสอบคลุมหัวแล้วตีให้สลบอย่างเงียบเชียบ จึงไม่อาจใช้อาวุธสังหารที่สร้างเสียงเอิกเกริกอย่างยันต์ระเบิดได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำให้ค่ายกลพิทักษ์เขาตื่นตัว มิฉะนั้นจะไม่มีใครตามล้างตามเช็ดได้
จึงทำได้เพียงล่าถอยไปก่อน แล้วส่งกระแสจิตรายงานผู้บงการเบื้องหลังว่า...
"ข้างกายซ่งเฉียนจีมียอดฝีมือคุ้มกัน ไม่รู้ที่มา ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง ไม่รู้ระดับบำเพ็ญเพียร! พวกเราถูกล้อมโจมตีแล้ว!"
เถ้าแก่ฮวายังอารมณ์ค้าง ถือดาบวิ่งตามไปสองก้าวพลางตะโกนเรียก "อย่าเพิ่งรีบไปสิทุกท่าน!"
ตอนนี้เสียงของเขาแหลมเล็ก เป็นเสียงผู้หญิงที่นุ่มนวลไพเราะ แต่เมื่อเข้าหูทุกคน กลับฟังดูเหมือนพญายมราชมาทวงวิญญาณ
ทุกคนตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ใช้เคล็ดวิชาดำดินมุดลงไปใต้ชั้นดิน แล้วหลบหนีออกจากป่าแห่งนี้ไปอย่างรวดเร็ว
"น่าเบื่อ ขวัญอ่อนกันจริงๆ"
เถ้าแก่ฮวาหยิบผ้าไหมผืนบางออกมาเช็ดตัวดาบจนขาววาววับสะท้อนแสง
หลังจากประสานอินทำความสะอาดมือแล้ว เขาก็หยิบผ้าเช็ดหน้าอีกผืนออกมาเช็ดตามง่ามนิ้วอย่างละเอียด
ซ่งเฉียนจีหันหลังเดินลงเขา เขาเชื่อชั่วคราวว่าอีกฝ่ายไม่มีเจตนาร้าย
"นี่ เจ้าจะเดินเร็วไปไหน รีบนักหรือไง" เถ้าแก่ฮวาเดินตามมาพลางหัวเราะ
"ถึงอย่างไรพวกเราก็ถือว่าเคยต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา..."
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายสู้รบอยู่ฝ่ายเดียวก็ตาม
หลังจากได้ต่อสู้อย่างเมามัน ในที่สุดก็ระบายความคับแค้นใจที่สะสมมาทั้งวันออกไปได้ เขาจึงเอื้อมมือไปตบไหล่ซ่งเฉียนจี
ซ่งเฉียนจีเบี่ยงตัวหลบมือนั้น เขย่าถุงมิติที่เต็มไปด้วยโคลนไปมา "สหายเต๋าหวัง ข้ายังมีธุระ"
"ไอ้หนู ข้าไม่ได้แซ่หวัง ข้าแซ่ฮวา" เถ้าแก่ฮวากระโดดถอยหลังไปสองก้าว เอ่ยอย่างระแวดระวัง "ที่เจ้าเก็บโคลนพวกนี้ คงไม่ได้กะจะเอามาสาดข้าจริงๆ หรอกนะ"
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า กล่าวอย่างจริงจัง "โคลนพวกนี้ทั้งอุดมสมบูรณ์และอ่อนนุ่ม เต็มไปด้วยอินทรียวัตถุ เหมาะแก่การปลูกรากบัวที่สุด จะปล่อยให้เสียของไปเฉยๆ ไม่ได้"
เถ้าแก่ฮวาชะงัก
หมายความว่ายังไง สรุปคือข้าไม่คู่ควรแม้แต่จะถูกสาดโคลนใส่หรือ
ข้ามีค่าไม่ถึงโคลนถุงเดียวด้วยซ้ำงั้นหรือ
ขณะที่เขากำลังจะโวยวาย จู่ๆ ก็ได้ยินซ่งเฉียนจีถามขึ้นว่า
"เจ้าก็เป็น 'วิชาพรางใบหน้า' ด้วยใช่ไหม"
ตอนที่ซ่งเฉียนจีมองตัวตนของคนผู้นี้ออก ในหัวก็ปรากฏภาพเงาร่างหนึ่งแวบขึ้นมา เสื้อผ้าชัดเจน แต่ใบหน้ากลับเลือนราง
คืนนั้นตอนที่เดินออกจากร้านค้ามืด บนถนนสายเก่าของสำนักหัวเวย เขาเดินสวนกับอันธพาลขี้เมาคนหนึ่ง
เขาจำการแต่งกายของคนผู้นั้นได้ แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็นึกใบหน้านั้นไม่ออก
เพราะนั่นคือผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกวิชาพรางใบหน้า เวลาเดินพลังจะสามารถปกปิดใบหน้าที่แท้จริง ทำให้ผู้อื่นสับสน และทำให้คนอื่นลืมใบหน้าของตนไปทันทีที่มองผ่าน
เถ้าแก่ฮวาเอ่ยอย่างภูมิใจ "แน่นอน ไม่ใช่แค่เป็น แต่ยังเชี่ยวชาญด้วย!"
คำถามนี้ทำให้เขานึกถึงเว่ยผิง
เขาเคยสอนวิชาพรางใบหน้าให้เว่ยผิงอยู่สามวันเพราะแพ้พนัน ไอ้หมอนั่นถึงจะทำตัวเป็นอันธพาล แต่กลับมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ เรียนรู้อะไรก็ไว ป่านนี้คงฝึกจนเชี่ยวชาญถึงขั้นสุดยอดแล้ว
เถ้าแก่ฮวากรอกตาไปมา "ถ้าเจ้าอยากเรียนวิชานี้ ลองอ้อนวอนข้าสักสองประโยค เรียกข้าเพราะๆ สักสองสามคำ ข้าอาจจะพิจารณาสอนเจ้าก็ได้"
ไม่รู้ว่าระหว่างซ่งเฉียนจีกับเว่ยผิง ใครจะมีพรสวรรค์ดีกว่ากัน และใครจะเรียนวิชาได้เร็วกว่ากัน
"ไม่เรียน" ซ่งเฉียนจีตอบ
"..." เถ้าแก่ฮวาสะอึก "มีความรู้ติดตัวไว้ไม่เสียหาย วิชาขั้นเทพแบบนี้ มีคนตั้งมากมายอยากเรียนแต่ไม่มีเส้นสาย เจ้าไม่ลองพิจารณาดูหน่อยจริงๆ หรือ"
"ข้ายุ่งมาก"
"เจ้ายุ่งอะไร วันๆ เอาแต่ยุ่งอยู่กับการทำไร่ไถนาน่ะหรือ" เถ้าแก่ฮวารู้สึกขัดใจจนอยากจะเขกหัวอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ก็ตีซ่งเฉียนจีไม่ได้ ทำได้เพียงขยี้ผมตัวเอง
ไอ้หนูนี่รูปร่างบอบบาง เกิดฟันทีเดียวพังขึ้นมา จะเอาหน้าไปอธิบายกับท่านปราชญ์อักษรได้อย่างไร
เถ้าแก่ฮวาตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ไม้ขู่ "เมื่อกี้เจ้าก็เห็นแล้ว เจ้าไปล่วงเกินคนอื่นเข้า พวกเขายังกล้ามาตามล้างแค้นเจ้าถึงในสำนักหัวเวย ถ้าเจ้าไม่มีวิชาเอาตัวรอดติดตัวไว้บ้าง ในใจไม่รู้สึกหวั่นใจบ้างเลยหรือ"
"ตอนนี้พวกเขาน่าจะหวั่นใจมากกว่า" ซ่งเฉียนจีกล่าว
เถ้าแก่ฮวาเกาหัวคิดตาม "ก็จริงแฮะ"
ไม่ว่าคนพวกนั้นจะรับคำสั่งใครมา คืนนี้โดนเขาอัดไปซะน่วมขนาดนั้น ก็คงตกใจจนนอนไม่หลับ กลัวว่าจะฝันเห็น 'ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงผู้อ่อนแอ' ควงดาบใหญ่ไล่ฟันคนแน่ๆ
เขาก้มลงมองกระโปรงสีขาวและรองเท้าปักลายที่เปื้อนเลือดของตัวเอง ช่วยไม่ได้ โลกใบนี้มันก็น่ากลัวแบบนี้แหละ
เมื่อเดินมาถึงริมทะเลสาบ ซ่งเฉียนจีก็หยุดฝีเท้ากะทันหัน "พรรคพวกของเจ้ากำลังมา"
กลิ่นอายกว่าสิบสายกำลังพุ่งเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูง
ในบรรดาคนเหล่านั้นมีอยู่สองสามคนที่ร่วมแสดงละครฉากเดียวกับ 'ไป๋เหลียนเหลียน' เมื่อตอนกลางวัน เขาจึงจำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
เถ้าแก่ฮวาร้องแย่แล้วในใจ
เมื่อครู่เขาคิดว่าซ่งเฉียนจีกำลังจะทำมิดีมิร้าย จึงลอบส่งกระแสจิตไปหาบรรดาเถ้าแก่และลูกจ้าง
"เอ่อ คือพวกเขา..." เถ้าแก่ฮวากำลังจะอธิบาย แต่ก็เห็นว่าซ่งเฉียนจีเปลี่ยนไปเดินอีกเส้นทางหนึ่ง และเดินต่อไปโดยไม่หันกลับมามอง
ช่างรีบร้อนเสียจริง
ริมทะเลสาบเหยากวง กลุ่มคนจากร้านค้ามืดมาถึงในพริบตา เมื่อเห็นเถ้าแก่ฮวาเลือดท่วมตัวก็อดตกใจหน้าถอดสีไม่ได้
เถ้าแก่ฮวาถอนหายใจ หลังจากอธิบายสั้นๆ แววตาก็ฉายแววปลงตก
"คนอย่างซ่งเฉียนจี ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้แต่แรกเลย พวกเราเข้าใจผิดกันไปหมด"
"เป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ ตัวตนของผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่อุ้มฉินคนนั้นก็สืบเจอแล้ว ความจริงสืบง่ายมาก แต่พวกเรามัวแต่มองข้ามสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวไปเอง" ลูกจ้างร้านข้าวสารเอ่ยเสียงเบา
เถ้าแก่ฮวาสะดุ้งตื่นตัว "นางเป็นใคร"
เสี่ยวหมี ลูกจ้างร้านข้าวสารโยนภาพวาดใบหนึ่งออกมาให้ทุกคนส่งต่อกันดู "พวกท่านลองดูสิ"
เมื่อกางภาพวาดออก เสียงสูดลมหายใจเฮือกก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คราวที่แล้วตอนที่ 'หวังถู่เกิน' เปิดตัวไม่สวย เขาจึงได้รับมอบหมายภารกิจให้รอจนกว่าผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่อุ้มฉินคนนั้นจะออกจากเรือนซ่ง แล้วค่อยไปดักหน้านางกลางทางเพื่อตีสนิทและหลอกถามข้อมูล แต่กลับถูกตอกกลับมาจนหน้าแตก
"นางชื่อเหอชิงชิง เคยถูกคนพามาที่หน้าประตูเรือนซ่งเพื่อกะจะข่มขู่ซ่งเฉียนจี เป็นเพราะใบหน้านางเสียโฉมยับเยิน คนในสำนักศึกษาจึงตั้งฉายาให้นางว่า 'ผีหน้าดำ' นางเป็นคนน่าสงสาร ชะตาชีวิตอาภัพ..."
"เฮ้อ ใครจะไปคิดล่ะว่า ซ่งเฉียนจียอมเอากระบี่ไปจำนำตอนดึกดื่นเพื่อซื้อฉิน แถมยังแถมยันต์บำรุงปราณไปให้อีกใบ ยอมลงแรงไปตั้งมากมายขนาดนั้น กลับไม่ใช่เพื่อเอาใจสาวงาม แต่เพื่อมอบให้นาง! การสอบฉินปีนี้ คงได้ยินนางดีดฉินแน่ๆ"
ทุกคนอึ้งงันจนพูดไม่ออก
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ เถ้าแก่ฮวาในคราบหญิงสาวก็ดึงปิ่นมุกที่ข้างขมับออก แล้วปาลงพื้นอย่างแรง
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน วิสัยทัศน์ของเขาก้าวข้ามความงามความอัปลักษณ์ จิตใจของเขากว้างขวางดั่งฟ้าดินงั้นหรือ แล้วพวกเราล่ะ พวกเราเป็นตัวอะไร"
"คงเป็นพวกใจแคบที่เอาไม้บรรทัดคนพาลไปวัดใจวิญญูชนกระมัง" เสี่ยวจั๋ว ลูกจ้างโรงรับจำนำรู้สึกน้อยใจมาก "โลกทุกวันนี้ยังมีวิญญูชนที่แท้จริงอยู่อีกหรือ แถมพวกเรายังดันมาเจอเข้าอีก วิญญูชนที่แท้จริงที่ไหนเขาจะเขียน 'ยันต์พ่อค้าหน้าเลือด' มาด่าคนกัน"
"ใครเป็นคนเสนอแผนนารีพิฆาตเป็นคนแรก สมองคงโดนสระหมึกท่วมไปแล้วมั้ง!" เถ้าแก่โรงรับจำนำโยนความผิด
เถ้าแก่ร้านข้าวสารรีบปัดความรับผิดชอบทันที "เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดข้า ต้องโทษเว่ยผิงนู่น! ปีนี้ข้าต้องมาคอยรับมือกับอันธพาลไร้สัจจะอย่างเว่ยผิงตลอดเวลา ทำให้ระดับจิตใจและการบำเพ็ญเพียรของข้าตกต่ำลงไปหมด!"
"ใช่แล้ว คบคนพาลพาลพาไปหาผิด เว่ยผิงก็คือสระหมึกนั่นแหละ วันหน้าข้าจะไม่ไปเจอเขาอีก จะไปรับแสงรัศมีอันศักดิ์สิทธิ์ของซ่งเฉียนจีให้มากๆ ระดับคุณธรรมของข้าจะได้สูงขึ้นบ้าง"
หลังจากทบทวนเรื่องราวทั้งหมด ทุกคนก็ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า จะคิดบัญชีแค้นนี้กับเว่ยผิง
"แล้วพวกเรายังจะ... ทดสอบต่อไปไหม" จางเถี่ยเจี้ยงแห่งร้านตีเหล็กมีสีหน้าลังเล
เถ้าแก่ฮวาดึงปิ่นและเครื่องประดับมุกทั้งหมดออกจนมวยผมยุ่งเหยิงเป็นรังนก
"พวกเจ้าใครอยากไปก็ไปเองเถอะ ยังไงข้าก็ไม่ทดสอบแล้ว! ข้ายอมศิโรราบจากใจจริงเลย ไม่ได้หรือไง!"
ทุกคนต่างพากันเห็นด้วย
ปรับสภาพจิตใจ ตกลงคำพูดให้ตรงกัน เตรียมตัวไปรายงานท่านปราชญ์อักษร
"พวกเจ้าก็รีบนักหรือไง" เถ้าแก่ฮวาโวยวายอย่างสติแตก "อย่างน้อยก็รอให้ข้าเปลี่ยนกลับเป็นชุดผู้ชายก่อนสิ!"