- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 35 ร้องเรียกมือสมัครเล่น
บทที่ 35 ร้องเรียกมือสมัครเล่น
บทที่ 35 ร้องเรียกมือสมัครเล่น
บทที่ 35 ร้องเรียกมือสมัครเล่น
ซ่งเฉียนจีเดินตามกลิ่นหอมของดอกไม้ขึ้นไปบนหอเล็ก ทว่ายังไม่ทันเห็นภาพภายในห้องโถงชัดเจน สีเขียวเข้มอ่อนหลากเฉดก็พุ่งเข้ากระแทกสายตาเสียก่อน
พูดให้ถูกก็คือ คนหกคนที่สวมเสื้อผ้าแพรพรรณสีเขียวและประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่าตั้งแต่หัวจรดเท้า
หกปราชญ์แห่งชิงหยาก็มองเห็นซ่งเฉียนจีเช่นกัน
ร่างอันเปรียบเสมือนฝันร้ายนั้นเดินออกมาจากตรงบันได ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนได้กลับไปยืนอยู่หน้าประตูเรือนซ่งในพริบตา
ราวกับว่าแม้แต่แสงสีส้มของดวงอาทิตย์ยามอัสดงที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ก็ยังกลายเป็นเหมือนกับวันนั้นไม่มีผิดเพี้ยน
หากไม่ใช่เพราะคืนนี้จะต้องลงมือจัดการสั่งสอนซ่งเฉียนจี และเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพแล้ว พวกเขาก็คงไม่ออกมาเดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจแบบนี้หรอก
การประลองยุทธ์สามรอบแรกมีเวลาจำกัด ดูไปก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ สู้ขึ้นหอมาชมเหล่านักพรตหญิงผู้งดงาม "ประชันบุปผา" กันดีกว่า
ใครจะไปรู้ว่าศัตรูมักทางแคบ
ทั้งหกคนชะงักงันไปชั่วขณะ บางคนก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ บางคนก็มีสีหน้าบิดเบี้ยว
เด็กหนุ่มชุดเขียวหม่นแสร้งทำเป็นเก่งแต่ข้างในหวาดกลัว ตะคอกถามว่า "เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"
"แน่นอนว่ามาชมดอกไม้" ซ่งเฉียนจีตอบ
สีหน้าของทั้งหกคนกลายเป็นแปลกประหลาด เด็กหนุ่มชุดสีเขียวถั่วหัวเราะเยาะ
"ศิษย์สายนอกอย่างเจ้าก็กล้ามาชมดอกไม้ที่นี่งั้นหรือ? เจ้าคิดว่าตัวเองคู่ควรหรือไง?"
นักพรตหญิงที่มาประชันบุปผาในหอแห่งนี้ ส่วนใหญ่ล้วนมีชาติกำเนิดสูงส่งและมีพรสวรรค์ไม่ธรรมดา เงินทองมากมายก็ยากจะแลกรอยยิ้มได้ ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปไม่กล้าเข้าไปใกล้พวกนางให้ต้องอับอายหรอก
ต้นไม้พืชวิญญาณเหล่านั้นก็เป็นสายพันธุ์ที่ล้ำค่าและหายากที่สุด มีมูลค่าควรเมือง หากซ่งเฉียนจีเผลอไปทำใบไม้พังแม้แต่ใบเดียว เขาก็ไม่มีปัญญาชดใช้
ซ่งเฉียนจีหัวเราะออกมา
ทั้งหกคนถูกเขาหัวเราะใส่จนรู้สึกขนลุกซู่
"เจ้าหัวเราะอะไร?"
"มีอะไรน่าหัวเราะนักหนา?"
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ ข้าลงมือทำไร่ไถนาทุกวัน ถึงแม้จะยังห่างชั้นกับปรมาจารย์ด้านการเพาะปลูกมืออาชีพอยู่อีกมาก แต่ข้าก็ถือว่าเป็นคนในวงการครึ่งตัวได้อย่างแน่นอน
คราวก่อนพวกเจ้าอยู่หน้าประตูเรือนซ่ง ยังไม่รู้จักแม้กระทั่งต้นกล้าถั่วฝักยาวด้วยซ้ำ ตอนนี้มาร่วม "งานแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเพาะปลูก" ไม่ใช่ว่าตาบอดจุดตะเกียงเสียเทียนเปล่าหรอกหรือ?
ดังนั้นเขาจึงเอ่ยแนะนำด้วยความจริงใจ "ลานหน้าตำหนักหลักมีการประลองยุทธ์ ในหุบเขาเฟิงเยียนก็มีการแข่งขันหมากรอบคัดเลือก ล้วนเหมาะให้พวกเจ้าไปชมการแข่งขันทั้งนั้น เมื่อเทียบกับสหายเต๋าทั้งหกแล้ว แน่นอนว่าข้าเหมาะสมที่จะมาที่นี่มากกว่า"
หกปราชญ์แห่งชิงหยาหน้าแดงก่ำ
ไอ้หมอนี่กล้ากำเริบเสิบสานขนาดนี้ เอาความมั่นใจมาจากไหนกัน?
แต่พอเห็นสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น ๆ ที่แฝงแววสะใจบนความทุกข์ของผู้อื่น ราวกับรอให้พวกเขาทะเลาะเบาะแว้งลงไม้ลงมือ จนทำให้นักพรตหญิงที่ "ประชันบุปผา" อยู่ในหอไม่พอใจและถูกไล่ลงไป
ทั้งหกคนจึงทำได้เพียงส่งเสียงทางจิตปลอบใจกันเอง "มันก็แค่ตั๊กแตนหลังฤดูสารท คืนนี้เมิ่งเหอเจ๋อถูกการประลองยุทธ์รั้งตัวไว้ ดูซิว่าใครจะมาปกป้องมันได้อีก?"
ซ่งเฉียนจี "รบกวนขอทางหน่อย"
ต้นหอมทั้งหกต้นนี้ยืนรวมกัน ปิดกั้นทางขึ้นบันไดเสียมิดชิด
ตอนที่เดินสวนกัน ซ่งเฉียนจีก็ได้ยินเสียงใครบางคนข่มขู่เสียงต่ำ "เจ้าอย่าเพิ่งได้ใจไป อีกไม่นานเจ้าก็จะหัวเราะไม่ออกแล้ว!"
เขากลั้นยิ้มแล้วพยักหน้า
ซ่งเฉียนจีกวาดตามองไปรอบ ๆ เห็นเพียงในหอแม้จะเต็มไปด้วยดอกไม้บานสะพรั่ง แต่กลับมีแต่ดอกไม้ไร้ราก ถูกตัดมาทั้งก้านเพื่อปักลงในแจกันอันวิจิตรตระการตา ให้ผู้คนได้เชยชม
ต่อให้สดชื่นงดงาม เบ่งบานสะพรั่งทุกดอก ระยะเวลาที่ดอกไม้บานก็ไม่เกินหนึ่งวัน พลังชีวิตเทียบไม่ได้กับดอกไม้ใบหญ้าในแปลงผักของเขาเลยแม้แต่น้อย
แต่กลับมีผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มหนึ่งล้อมรอบโต๊ะหยก พากันเอ่ยปากชมเชยแจกันที่สลักชื่อเหล่านั้นอย่างออกรส
"แจกันดอกกล้วยไม้ผีเสื้อจับคู่กับหญ้าเซียนเมฆาของแม่นางหลี่ใบนี้ จัดแต่งได้ลดหลั่นอย่างมีศิลปะ ความเข้มอ่อนกำลังดี สีสันสดใสบริสุทธิ์แต่ไม่สูญเสียความงดงามเย้ายวน ดอกไม้งดงามดั่งคนจัดจริงๆ!"
"แจกันดอกฉาฮวาหยกของแม่นางจางใบนี้จัดได้แยบยลกว่า นางจงใจใช้แจกันปากกว้างหินเมฆาสีรุ้ง ช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เปรียบดั่งจิตใจอันงดงามบริสุทธิ์ของนาง!"
พวกเขาอาศัยการชมดอกไม้ เพื่อชื่นชมรสนิยมของนักพรตหญิงแต่ละตระกูล
ข้างแจกันดอกไม้ บ่าวไพร่และสาวใช้ของนักพรตหญิงทำทีเป็นดูแลดอกไม้สด รดน้ำพรวนดินตัดแต่งใบ แต่ความจริงแล้วกำลังจดจำคำพูดของพวกเขาแต่ละคน เพื่อกลับไปรายงานให้แม่นางของตนรับทราบ
นี่คืองานรวบรวมเจตนารมณ์ในการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูลใหญ่ในโลกบำเพ็ญเพียร ทุกคนแค่ไม่พูดออกมาตรง ๆ เท่านั้น
แต่ซ่งเฉียนจีมีพื้นเพเป็นผู้บำเพ็ญเพียรอิสระที่คลุกฝุ่นคลุกโคลน ชาติก่อนไม่มีโอกาสได้เห็นความซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหล่านี้ ย่อมไม่เข้าใจเป็นธรรมดา
เขายืนฟังอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่งฟังก็ยิ่งงุนงง
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? พวกเจ้ามาเรียนวิชาจัดดอกไม้งั้นหรือ?
เรียนจัดดอกไม้แค่ดูแต่ไม่ฝึกปฏิบัติหรือไง?
เขาเอ่ยถาม "ขออภัยที่รบกวน ขอถามหน่อยว่าที่นี่มีดอกไม้ใบหญ้าที่ปลูกในกระถางและมีดินหรือไม่?"
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มได้ยินดังนั้นก็หยุดพูดคุยหัวเราะ
ทุกคนจ้องมองเขา ราวกับว่าบนใบหน้าของเขามีดอกไม้ผลิบานออกมา
"เจ้าอยากดูดอกไม้ใบหญ้าที่ปลูกในกระถางจริง ๆ งั้นหรือ?" มีคนถาม
ซ่งเฉียนจีพยักหน้า "ข้ามาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ"
"อยู่ตรงระเบียงทั้งหมดนั่นแหละ" อีกคนชี้ไปทางหนึ่ง สีหน้าแปลกประหลาด "พวกนางกำลังประเมินราชาบุปผากันอยู่"
"ขอบคุณสหายเต๋า!"
ซ่งเฉียนจีมองตามไป ผ่านม่านมุกสีขาวที่ทิ้งตัวลงมา มองเห็นมวลดอกไม้ประชันความงามอยู่หลังม่านบาง ๆ และได้ยินเสียงหัวเราะต่อกระซิกอย่างเลือนราง
ม่านบาง ๆ ผืนหนึ่งห้อยทิ้งตัวนิ่งสงบ ไม่มีใครเปิดออก ก็เปรียบเสมือนกำแพงเหล็กกล้าที่กั้นระเบียงแยกออกไปต่างหาก
ทุกคนจ้องมองแผ่นหลังของซ่งเฉียนจีที่เดินตรงไปยังระเบียง ราวกับกำลังรอชมเรื่องสนุกครั้งใหญ่ รอดูว่าเขาจะมีจุดจบเช่นไร
บนระเบียง นักพรตหญิงกว่าสิบคนแต่งกายงดงามหรูหรา พูดคุยหัวเราะกันอย่างเบิกบาน
ตรงหน้าของแต่ละคน ล้วนมีกระถางหยกขนาดเล็กที่แกะสลักอย่างประณีต
ด้านนอกมีครอบแก้วหลิวหลีโปร่งใส ครอบทั้งดอกไม้และกระถางเอาไว้
ที่ผนังด้านในของครอบแก้ว ถึงกับมีการสลักค่ายกลรวบรวมปราณขนาดเล็กเอาไว้ ภายในครอบแก้วมีแสงเรืองรองไหลเวียน งดงามราวกับความฝัน
แสงอรุโณทัยยามเย็นสาดส่องท่ามกลางทะเลเมฆ พวกนางนั่งจิบชาชมดอกไม้อยู่ท่ามกลางแสงเรืองรอง และมองลงไปยังลานกว้างด้านล่างเป็นระยะ
หอแห่งนี้มีทัศนียภาพกว้างไกล สายตาของผู้บำเพ็ญเพียรก็มองเห็นได้ไกล เพียงพอที่จะมองเห็นอัฒจันทร์ต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน
แต่การประลองยุทธ์รอบที่สี่ยิ่งเพิ่งจะเริ่มขึ้น ยังมองไม่ออกว่าใครเก่งใครอ่อน ส่วนใหญ่พวกนางจึงเอาแต่ชมดอกไม้
"ต้นไห่ถังหยกเส้นทองของแม่นางอวิ๋นกระถางนี้ สิบปีจึงจะบานสักครั้ง กลีบดอกใสกระจ่างดั่งหยกสมคำร่ำลือจริงๆ"
"ต้นตู้เจวียนเงินคริสตัลของแม่นางเมิ่งกระถางนี้ดียิ่งกว่า แสงสีเงินระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า ข้าชอบมากเลย"
"ดอกโบตั๋นเมฆาสีรุ้งของแม่นางเฟิงดอกนี้ ไหนเลยจะมีแค่เจ็ดสี สิบสีก็ยังมี นี่สิถึงจะเรียกว่างดงามล่มเมืองหอมกรุ่นทั่วแคว้น"
เสือขาวตัวหนึ่งหมอบอยู่แทบเท้านักพรตหญิงชุดม่วง นอกจากลวดลายราวกับเปลวเพลิงบนหน้าผากแล้ว ทั่วทั้งตัวก็ไม่มีขนสีอื่นเจือปนเลยแม้แต่น้อย
มันกำลังกรนเบา ๆ หากไม่ใช่เพราะขนาดตัวที่ใหญ่โตเกินไป ก็ดูว่านอนสอนง่ายราวกับแมวขาวตัวใหญ่
ทันใดนั้น ม่านบางก็ถูกมือที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนข้างหนึ่งเลิกขึ้น แสงเรืองรองที่สาดส่องไปทั่วห้องพลันปั่นป่วนในพริบตา
เหล่านักพรตหญิงขมวดคิ้วโดยสัญชาตญาณ
เสียงอ่อนโยนดังขึ้น "ขออภัยที่รบกวน!"
ยังไม่ทันสิ้นเสียง พยัคฆ์ร้ายที่หมอบหลับตาก็ลืมตาแดงก่ำขึ้น ร่างของมันกระโจนพรวด เผยให้เห็นเขี้ยวเต็มปาก พุ่งเข้าใส่ผู้ที่เปิดม่าน
"โฮก!" เสียงคำรามของเสือดังกึกก้องไปทั่วทั้งหอ!
ผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่น ๆ ที่อยู่นอกระเบียง แม้จะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะอกสั่นขวัญแขวน
เสียงกรงเล็บเสือแหวกอากาศดังสนั่น อยู่ใกล้แค่เอื้อม ซ่งเฉียนจีเบี่ยงตัวหลบ แต่กลับเดินหน้าสวนเสียงคำรามของเสือเข้าไป ไม่ถอยแต่กลับบุกทะลวง
เขาคิดในใจ งานชมดอกไม้นี้ยังมีสัตว์วิญญาณเฝ้าประตูด้วยงั้นหรือ? ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่นา
เสียงผู้หญิงตวาดกร้าว "ชูเสวี่ย กลับมา!"
เสือขาวได้รับคำสั่งให้หันกลับมา ทว่าร่างของมันกลับชะงักกลางอากาศไม่ทัน ร่วงลงไปกลิ้งหนึ่งตลบ ลำคอส่งเสียงครางหงิง ๆ อย่างน้อยใจ
ม่านบางร่วงหล่นลงมาอีกครั้ง ปิดกั้นสายตาสอดรู้สอดเห็นจากภายนอก
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
"ไอ้โง่นั่นไม่โดนขย้ำจนแหลกเหลวได้ยังไง?"
"มันเดินเข้าไปดื้อ ๆ เลย! มันเข้าไปได้ยังไง?"
"ไม่สิ หน้าตามันคุ้น ๆ นะ มัน..." มีคนร้องอุทานด้วยความตกใจ "มันคือซ่งเฉียนจี!"
บนระเบียง เหล่านักพรตหญิงพากันจ้องมองผู้มาเยือนด้วยความสงสัย
เฟิงจื่ออีลูบหัวเสือหนึ่งที แล้วลุกขึ้นยืนพลางยิ้มแย้มกล่าว "สหายเต๋าซ่ง ไม่ได้ทำให้เจ้าตกใจใช่หรือไม่?"
เฉินหงจู๋ลุกขึ้นยืนแทบจะพร้อมกัน "เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"
นางไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือโมโหดี ทำไมถึงมีซ่งเฉียนจีอยู่ทุกที่เลย?
คนผู้นี้ช่างหาเรื่องเก่งเสียจริง เพียงเพราะไม่ได้ให้เขาลงจากเขาไปแต่เนิ่น ๆ เขาก็เลยต้องป่วนสำนักหัวเวยจนไก่บินหมาโดดให้ได้เลยใช่ไหม?
"ข้ามาดูดอกไม้น่ะ" ซ่งเฉียนจีตอบ
เหล่านักพรตหญิงรอให้เขาอธิบายต่อ ใครจะไปรู้ว่าพอพูดจบ เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินตรงดิ่งไปยังโต๊ะหยก เพื่อชมดอกไม้ใบหญ้าภายในครอบแก้วหลิวหลี
เฟิงจื่ออีอธิบาย "คนผู้นี้ข้ารู้จัก นิสัยของเขาเป็นเช่นนี้แหละ ไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกินพวกท่านหรอก"
"หรือว่าเขามาดูดอกไม้จริง ๆ?"
เฟิงจื่ออีพยักหน้า "ถูกต้อง"
นางอยากจะเสริมอีกประโยคว่า พวกเจ้าอย่าได้คิดเข้าข้างตัวเองไปเลย แต่ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสม ราวกับว่านางกำลังคิดเข้าข้างตัวเองเสียเอง สุดท้ายจึงพูดเพียงว่า
"พวกเราก็มาดูดอกไม้กันต่อเถอะ"
เฉินหงจู๋เอียงคอกลอกตา มองบนอย่างไม่พอใจพลางคิดในใจ พวกเจ้าสนิทกันมากหรือไง?
ทำไมพูดจาราวกับเป็นศิษย์สำนักต้าเหยี่ยนของพวกเจ้าเลยล่ะ?
จู่ ๆ ซ่งเฉียนจีก็เอ่ยถามขึ้นมา "ขอถามสหายเต๋า ดอกไม้นี้เพาะปลูกอย่างไร เหตุใดในดินจึงต้องวางแร่ทองคำดำไว้หลายก้อนด้วย?"
ท่าทีของเขาสุภาพเรียบร้อย ไม่เหมือนจงใจมาหาเรื่อง
แต่นักพรตหญิงที่ถูกถามกลับทำตัวไม่ถูก ได้แต่ฝืนยิ้มตอบว่า "ที่บ้านมีนักปรุงโอสถที่เชี่ยวชาญการเพาะปลูกหญ้าวิญญาณผู้หนึ่ง เขาเป็นคนวางเอาไว้น่ะ ข้าเองก็ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่นัก"
ซ่งเฉียนจีพยักหน้าด้วยความเสียดาย
เขาถามต่ออีกสองสามประโยค ก็รู้ว่าคนกลุ่มนี้ไม่เข้าใจเรื่องสภาพดิน อุณหภูมิความชื้น ความสมดุลของน้ำและปุ๋ยเลยแม้แต่น้อย
แบบนี้ยังกล้าเรียกว่า "งานชมดอกไม้" อีกหรือ?
เขาส่ายหัวในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้องเรียกพวกมือสมัครเล่นอยู่ในใจ พวกเขาไม่เข้าใจการทำไร่ไถนาเลยสักนิด
ซ่งเฉียนจีเดินทอดน่องช้า ๆ ค้อมตัวลงชมดอกไม้ต่อไป
ที่สุดปลายโต๊ะหยก ดอกบัวเงินในน้ำกระถางหนึ่งกำลังเบ่งบาน โดยมีครอบแก้วหลิวหลีครอบเอาไว้
เขาเอ่ยถาม "ขอเรียนถามสหายเต๋า เหตุใดก้นกระถางจึงต้องวางหินผลึกเหมันต์ไว้สองก้อนด้วย?"
คนที่อยู่หลังดอกไม้นั่งนิ่งเงียบ น้ำเสียงราบเรียบ
"ดอกบัวเงินกระถางนี้ของข้ามีนิสัยชอบความหนาวเย็น เติบโตเฉพาะในห้วงลึกของสระน้ำเย็นเยียบในหุบเขาธารโลหิตเท่านั้น การวางหินผลึกเหมันต์ก็เพื่อรักษาอุณหภูมิ แต่ก็วางมากเกินไปไม่ได้ สองก้อนกำลังพอดี น้ำในกระถางก็ตักมาจากสระน้ำเย็นเยียบเช่นกัน ดอกไม้ที่ร่วงหล่นจากกิ่งก้าน ก็เปรียบเสมือนคนที่ร่อนเร่พเนจรจากบ้านเกิดเมืองนอน"
ซ่งเฉียนจีพยักหน้า "ขอบคุณ"
แต่น้ำเสียงนี้ฟังดูคุ้นหูเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้น มองฝ่าแสงอรุโณทัยยามเย็นไป
ใบหน้านี้ก็คุ้นเคยเช่นกัน
เมี่ยวเยียน