- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 29 โลกนี้บ้าไปแล้ว
บทที่ 29 โลกนี้บ้าไปแล้ว
บทที่ 29 โลกนี้บ้าไปแล้ว
บทที่ 29 โลกนี้บ้าไปแล้ว
งานชุมนุมเติงเหวิน ขึ้นเขาสูงเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ระบือไกลไปทั่วหล้า ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ที่เข้าร่วมงานจากสี่ทวีปใหญ่ สามสิบหกแคว้น และหมู่เกาะโพ้นทะเล มีใครบ้างที่ไม่มาเพื่อสร้างชื่อเสียง
ทว่างานชุมนุมยังไม่ทันเริ่มอย่างเป็นทางการ มีคนผู้หนึ่งยังไม่ได้ขึ้นเขาสูงเพื่อคว้าชัย ก็โด่งดังมากพอเสียแล้ว
เขาไม่มีทั้งอำนาจบารมีหรือความมั่งคั่ง ทว่ากลับมีศิษย์นับพันคนภักดีต่อเขาอย่างสุดซึ้ง
เขาเคยเห็นเมี่ยวเยียนด้วยตาตนเอง แต่กลับไม่แยแสต่อรูปโฉมงดงามล่มเมืองเลยแม้แต่น้อย
เขาไม่ต้องขยับอาวุธแม้แต่ชิ้นเดียว แต่กลับทำให้หกปราชญ์แห่งชิงหยาต้องหนีเตลิดเปิดเปิงไปอย่างลนลาน
คืนนี้ที่ทะเลสาบเหยากวง เขาบุกฝ่าวงล้อมเข้าไปเพียงลำพัง ไม่ต้องการของล้ำค่าเต็มห้องโถง เพียงแค่เด็ดดอกไม้ที่ประดับอยู่ข้างจอนผมเท่านั้น
ช่างสมกับคำกล่าวที่ว่า ได้ยินชื่อเสียงหรือจะสู้ได้พบหน้าจริงๆ!
ในใจของทุกคนรู้สึกบอกไม่ถูก พวกเขาจ้องมองซ่งเฉียนจีเขม็ง ราวกับอยากจะผ่าร่างเขาดูให้เห็นชัดๆ ทั้งข้างนอกข้างใน
บางคนทั้งอิจฉาที่สำนักหัวเวยมีอัจฉริยะเช่นนี้ ซึ่งสามารถกู้หน้าให้สำนักได้ในยามคับขัน และในขณะเดียวกันก็รู้สึกโชคดีที่สำนักของตนไม่มีตัวปัญหาแบบนี้มาป่วนจนสายนอกไม่เป็นอันสงบสุข
บางคนนึกขึ้นได้ว่าซ่งเฉียนจียังไม่ได้กราบอาจารย์ และได้ยินมาว่าเขามีความแค้นเก่ากับหอผู้ดูแลของสำนักหัวเวยอยู่บ้าง ในงานชุมนุมเติงเหวินนี้ย่อมสามารถเปลี่ยนไปเข้าสำนักอื่นได้ จึงคิดอยากจะดึงตัวคนเก่งผู้นี้เข้าสำนักตน หากปล่อยไว้ที่สายนอกคงเป็นตัวปัญหา แต่คนเก่งระดับนี้สมควรถูกรับเข้าสายในโดยตรงเพื่อเป็นศิษย์สืบทอด
กระบวนการความคิดของศิษย์สืบทอดนั้นแตกต่างจากศิษย์สายนอกอย่างสิ้นเชิง ปกติแล้วพวกเขากอบโกยผลประโยชน์จากสำนักไปจนหมด ยิ่งสำนักยิ่งใหญ่ ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรที่พวกเขาจะได้รับก็ยิ่งมากขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงคิดทำเพื่อสำนักในทุกๆ เรื่อง
ส่วนผู้บำเพ็ญเพียรจากตระกูลใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติกับหกปราชญ์แห่งชิงหยา ต่างก็ถูกวิชาตัวเบาและบุคลิกท่าทางที่ซ่งเฉียนจีเพิ่งแสดงออกมาเมื่อครู่ข่มขวัญเอา จนพากันล้มเลิกความคิดที่จะหาเรื่องไปชั่วขณะ
พอลองคิดดูแล้ว หกคนนั้นก็แค่ได้รับบารมีจากบรรพบุรุษคุ้มหัว แท้จริงแล้วก็แค่พวกไร้น้ำยา ไม่ได้เป็นญาติสายตรงและไม่ได้มีความผูกพันถึงขั้นร่วมเป็นร่วมตายอะไรด้วย ไม่เห็นมีความจำเป็นต้องออกหน้าแทนหกคนนั้นแล้วเอาตัวไปชนกับตอ สู้ตอนนี้เงียบปากไว้แล้วแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสียจะดีกว่า
เฉินหงจู๋ไม่ได้คิดอะไรมากมายขนาดนั้น นางแค่รู้สึกว่าคนตระกูลจ้าวทั้งสองช่างมาได้ไม่ถูกเวลาเอาเสียเลย
วันนี้มีเรื่องพลิกผันมากมาย แต่ท้ายที่สุดสำนักหัวเวยก็เป็นฝ่ายชนะ ไม่ทำให้เสียชื่อเสียงเจ้าภาพ ดูทรงแล้วน่าจะจบลงได้อย่างราบรื่น แต่กลับกลายเป็นว่าในจังหวะนี้ ซ่งเฉียนจีถูกคนเรียกจนความแตกเสียได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่จ้าวจี้เหิงอย่างแรงไปหนึ่งที
ซ่งเฉียนจีได้ยินเสียงของจ้าวจี้เหิง จึงหันกลับไปยิ้มให้ "บังเอิญจังเลย"
เก้าอี้เอนหลังในเรือนของเขาตัวนั้นจ้าวจี้เหิงเป็นคนให้มา มันมีเบาะรองนุ่มๆ ตั้งอยู่ใต้ซุ้มดอกไม้ พอเอนตัวลงนอนก็ให้ความรู้สึกราวกับจมลงไปในปุยเมฆ สบายสุดๆ ไปเลย
พอเขานึกถึงเก้าอี้เอนหลังตัวนั้น ก็เลยยิ้มออกมา
จ้าวจี้เหิงถูกรอยยิ้มนี้ยั่วโมโห "มีแค่เจ้ากับเมิ่งเหอเจ๋อสองคนงั้นหรือ?"
ซ่งเฉียนจีพยักหน้า
จ้าวจี้เหิงดีใจเป็นล้นพ้น
หากไม่ใช่เพราะท่านอาเคยเตือนไว้อย่างเด็ดขาดว่าอย่าไปตอแยคนแซ่ซ่งอีก เขาจะทนมาจนถึงวันนี้ได้อย่างไร
เขามองไปรอบๆ ด้านหน้ามีพี่มู่ที่เป็นถึงผู้บำเพ็ญเพียรครึ่งก้าวสู่ขั้นจินตัน รอบด้านก็มีลูกหลานตระกูลใหญ่ที่คบหาดูใจกับตระกูลจ้าวอยู่มากมาย
ส่วนซ่งเฉียนจีนั้นสูญเสียกองหนุนจากสายนอกไปจนหมดสิ้น พามาแค่เมิ่งเหอเจ๋อเพียงคนเดียว ตกอยู่ในวงล้อมเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับลูกแกะหลงเข้าไปในฝูงหมาป่า
หรือว่าสวรรค์จะเข้าข้างข้า? คืนนี้ข้าจะสามารถเหยียบคนแซ่ซ่งไว้ใต้ฝ่าเท้าได้แล้วหรือ?
ทันทีที่คิดถึงเรื่องนี้ เขาก็ตื่นเต้นจนผิดปกติ นัยน์ตาทอประกายเจิดจ้า
ทันใดนั้นก็ได้ยินจ้าวมู่เอ่ยถาม "แม่นางเฟิงเป็นอะไรไปหรือ? เหตุใดจึงหลั่งน้ำตา?"
แม้เขาจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่คำพูดประโยคนี้ นอกจากจะแสดงความทะนุถนอมหญิงงามได้แล้ว ยังสามารถดึงดูดสายตาทุกคู่ในห้องโถงให้ละจากซ่งเฉียนจีกลับมาได้อีกด้วย
จ้าวจี้เหิงรีบตามน้ำทันที "แม่นางเฟิง หรือว่าไอ้หนุ่มสายนอกสองคนนี้ล่วงเกินท่าน? ท่านวางใจเถอะ มีพวกเราสองพี่น้องอยู่ที่นี่ทั้งคน จะไม่ปล่อยพวกมันไปเด็ดขาด!"
ทุกคนเบนสายตากลับมามองพวกเขาสองคนจริงๆ เพียงแต่สีหน้าดูพิลึกพิลั่นมาก
จ้าวมู่สังหรณ์ใจไม่ดี จึงรีบส่งเสียงทางจิตบอกจ้าวจี้เหิงเป็นเชิงให้เขาหุบปาก
เฟิงจื่ออีเพิ่งรู้ตัวว่าน้ำตาไหล นางปาดหน้าลวกๆ แล้วถลึงตาใส่จ้าวจี้เหิงอย่างโกรธเคือง
แต่พอเห็นซ่งเฉียนจีมีสีหน้าอ่อนโยน ไม่มีวี่แววว่าจะดูถูก เยาะเย้ย หรือล่วงเกินนางเลยแม้แต่น้อย สีหน้าของนางก็ผ่อนคลายลงมาก นางเอ่ยกับซ่งเฉียนจีเพียงว่า
"เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ ข้าฟังไม่ถนัด"
"ขอเรียนถามสหายเต๋า ดอกไม้นี้ปลูกที่ใด และมีวิธีการเพาะปลูกอย่างไรหรือ?"
ซ่งเฉียนจีเห็นนางมีคราบน้ำตาเปื้อนหน้า แม้จะไม่เข้าใจแต่ก็ยังกล่าวว่า "หากมีสิ่งใดล่วงเกิน ข้าขออภัยสหายเต๋าด้วย ขอท่านโปรดชี้แนะอย่าได้ปิดบัง"
เฟิงจื่ออีประหลาดใจ
เมื่อครู่คนผู้นี้ยังดูหยิ่งผยอง ท่าทีราวกับจะเด็ดหัวศัตรูท่ามกลางกองทัพนับหมื่น ทว่ายามนี้กลับถือดอกไม้ไว้ในมือ เอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทั้งยังมีมารยาทและสุภาพเรียบร้อยยิ่งนัก
น้ำเสียงของนางอ่อนลงอย่างช่วยไม่ได้ "สำนักต้าเหยี่ยนของข้ามีบ่อน้ำพุวิญญาณอยู่บ่อหนึ่ง ต้นไม้ดอกไม้ที่ได้รับน้ำพุนี้จะเจริญงอกงาม นกและสัตว์ป่าที่ได้ดื่มน้ำพุก็จะรู้ภาษาคน ดอกฉยงอวี้ไม่กี่กอนี้เติบโตอยู่ริมบ่อน้ำพุวิญญาณ ได้รับความชุ่มชื้นทั้งวันทั้งคืน ย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว เพียงแต่หลายปีมานี้พลังวิญญาณค่อยๆ ร่วงโรย ผู้บำเพ็ญเพียรที่ดื่มน้ำพุนี้จึงไม่มีผลในการรักษาอาการบาดเจ็บอีกต่อไป..."
"ศิษย์พี่หญิง!" ศิษย์ร่วมสำนักที่อยู่ด้านหลังขัดจังหวะนาง
เฟิงจื่ออีหุบปาก
ศิษย์ร่วมสำนักถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เกรงว่าหากนางพูดต่อไป จะเป็นการเปิดเผยความลับของสำนักตนเองจนหมดเปลือก
ซ่งเฉียนจีได้ยินคำว่า 'น้ำพุวิญญาณ' ในใจก็กระตุกวูบ
น้ำพุอมตะกำลังอยู่ในจุดตันเถียนของเขา คอยหล่อเลี้ยงชีพจรวิญญาณทั่วร่างของเขาอย่างไม่หยุดหย่อนทั้งวันทั้งคืน
แต่แรงกดดันวิญญาณของของวิเศษระดับฟ้าดินนั้นทรงพลังเพียงใด เขาไม่สามารถสัมผัสได้ในตอนนี้ หากสามารถหยดออกมาได้สักสองสามหยด แล้วนำไปรดต้นไม้ใบหญ้าที่เขาปลูกไว้ มันจะไม่ดีหรอกหรือ?
สู้ข้าคิดค้นเคล็ดวิชาขึ้นมาเองสักวิชา ผสานการสูดลมหายใจรับพลังวิญญาณเข้ากับการหายใจตามธรรมชาติเสียเลยดีกว่า แบบนี้ไม่ว่าจะกินข้าว นอนหลับ หรือทำสวนรดน้ำต้นไม้ แค่หายใจก็สามารถยกระดับการบำเพ็ญเพียรได้แล้ว พอตบะถึงขั้น ก็จะสามารถสัมผัสน้ำพุอมตะได้
ความคิดนี้ช่างเหลือเชื่อจริงๆ หากซ่งเฉียนจีในชาติก่อนได้ยินเข้า คงด่าทอว่าเพ้อเจ้อ ฝันกลางวัน การบำเพ็ญเพียรจะง่ายดายปานนั้นได้อย่างไร?
ทว่าตอนนี้สัญชาตญาณของเขากลับบอกว่าเป็นไปได้ ขอเพียงแค่ตั้งใจคิดใคร่ครวญให้ดี
เฟิงจื่ออีเห็นเขาดีใจจากก้นบึ้งของหัวใจ ก็คิดในใจว่า ข้าแค่ตอบเขาไปประโยคเดียว เขาก็ดีใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ต่อให้จ้าวจี้เหิงจะหัวทึบแค่ไหน ตอนนี้ก็เริ่มตระหนักถึงความผิดปกติได้แล้ว แม้คนในศาลาริมน้ำจะมีมากมาย แต่กลับไม่มีใครมุ่งเป้าไปที่ซ่งเฉียนจีเลยสักคน
เขาอุ้มม้วนภาพวาดไว้เต็มอ้อมแขน พลางหันไปมองพี่ชาย
สีหน้าของจ้าวมู่เขียวคล้ำไปหมดแล้ว
เฟิงจื่ออีเคาะโต๊ะหยก "ไข่มุกราชาเงือกเม็ดนี้ของข้าวางลงบนโต๊ะแล้ว ข้าก็ไม่ได้คิดจะเก็บคืนหรอกนะ ไม่เช่นนั้นหากเรื่องแพร่งพรายออกไป คนที่รู้ก็จะรู้ว่าพวกเจ้าไม่ต้องการเอง ส่วนคนที่ไม่รู้ก็จะหาว่าเฟิงจื่ออีอย่างข้าพูดคำไหนไม่เป็นคำนั้น! พวกเจ้าเอาไปเถอะ ถือเสียว่าเป็นการไถ่โทษที่ศิษย์สำนักข้าใช้ของวิเศษสุ่มสี่สุ่มห้าบนทะเลสาบก่อนหน้านี้จนทำผิดกฎก็แล้วกัน"
จ้าวจี้เหิงแทบไม่อยากจะเชื่อ เขารู้สึกสติแตกเอามากๆ พวกเจ้าสองคนไม่เพียงไม่ตีกัน แต่ยังขอโทษขอโพยกันไปมาอีกงั้นหรือ?
เขาเบิกตากว้าง แต่กลับเห็นคนจากสำนักอื่นๆ พากันแสดงท่าที ขอให้ซ่งเฉียนจีและเมิ่งเหอเจ๋อรับของวิเศษไป
โลกนี้บ้าไปแล้ว!
"พวกข้ายอมรับนับถือจากใจจริง ย่อมต้องรักษาสัญญา"
"ในเมื่อลั่นวาจาไว้ก่อนแล้ว สำนักของข้าก็จะไม่กลับคำเด็ดขาด"
"หวังว่าสหายเต๋าทั้งสองจะไว้หน้า ไม่ถือสาหาความเรื่องบาดหมางก่อนหน้านี้!"
บางคนอยากผูกมิตรกับซ่งเฉียนจีและเมิ่งเหอเจ๋อ เพื่อดึงดูดให้พวกเขาเปลี่ยนมาเข้าสำนักของตน และก็มีบางคนไม่อยากดูเป็นคนใจแคบ ทำตัวขี้เหนียว ไม่สู้สำนักต้าเหยี่ยน
ศิษย์พี่ซ่งมองดูสีหน้าของเมิ่งเหอเจ๋อ พลางยิ้มกล่าว "ไปเก็บมาเถอะ"
เมิ่งเหอเจ๋อดีใจ รีบปั้นหน้าขรึม หยิบถุงเก็บของออกมาแล้วเก็บของทีละชิ้นอย่างเรียบร้อย
ซ่งเฉียนจีกล่าวขอบคุณและบอกลา จากนั้นก็พาเมิ่งเหอเจ๋อจากไป
เฉินหงจู๋เอ่ยถาม "คืนนี้ทุกคนสนุกกันพอหรือยัง?"
ทุกคนมองแผ่นหลังของซ่งและเมิ่งที่เดินห่างออกไป แล้วตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าสนุกมาก
เฟิงจื่ออีลูบจอนผมที่ว่างเปล่า แล้วลุกขึ้นยืน "ข้าเหนื่อยแล้ว กลับกันเถอะ"
ผ่านไปไม่นาน ผู้คนในศาลาริมน้ำก็แยกย้ายกันไปจนหมด
เห็นเพียงเงาจันทร์กระจ่างกลางทะเลสาบที่แตกกระจาย และกิ่งหลิวริมทะเลสาบที่ปลิวไสว
จ้าวมู่กำพัดจีบแน่น เอ่ยเสียงแหบพร่า "ไป"
จ้าวจี้เหิงหน้าถอดสีด้วยความตกใจ "แล้วภาพวาดพวกนี้ของพวกเราล่ะ เอาไว้คราวหน้าค่อยมอบให้ดีไหม?"
พี่ชายทุ่มเทแรงกายแรงใจ อุตส่าห์ลงแรงไปตั้งมากมาย ไม่ใช่เพื่อคืนนี้ที่จะได้นำภาพวาดมาจัดแสดงให้ทุกคนได้เห็น เพื่อสร้างชื่อเสียงอันโด่งดังในฐานะจิตรกรผู้วาดภาพหญิงงามจนโดดเด่นเหนือใครหรอกหรือ?
จ้าวมู่หน้าทะมึน ถลึงตาใส่เขาอย่างเย็นชา "เอาไปเผาทิ้งซะ!"
"หา?" จ้าวจี้เหิงรู้สึกเสียดาย
จ้าวมู่มองไปไกลยังริมทะเลสาบ แผ่นหลังสองสายนั้นกลืนหายไปกับความมืดและภูเขาเบื้องหน้าจนมองไม่เห็นแล้ว
เขากัดฟันพูด "อย่าถามมาก แผนนี้พังไปแล้ว ต้องไปหาไม้เด็ดอื่นมาใช้ในการทดสอบอักษรและภาพวาดแทน!"
***
เมิ่งเหอเจ๋อเดินไปตามทางบนเขา
รู้สึกเพียงว่าใต้ฝ่าเท้าไม่ใช่บันไดหินแข็งๆ แต่เป็นปุยเมฆ เขากำลังล่องลอยอยู่บนเมฆ
รวยข้ามคืน ก็คงไม่เกินไปกว่านี้แล้ว
เมื่อเดินมาถึงบริเวณเรือนนอนสายนอก เขาถึงเพิ่งจะได้สติกลับมาบ้าง "ศิษย์พี่ซ่ง ท่านเก่งจริงๆ พวกเรารวยแล้ว!"
ซ่งเฉียนจีงุนงง "ข้าจะเอามาทำไมเล่า? ของให้เจ้าต่างหาก"
"ให้ข้าหรือ?"
ซ่งเฉียนจีพยักหน้า "ตอนนี้หายโกรธแล้วใช่ไหม?"
เมิ่งเหอเจ๋อชะงักไป พลันรู้สึกละอายใจ
ที่แท้ศิษย์พี่ซ่งเห็นว่าข้าใกล้จะทะลวงขั้นแล้ว ไม่ควรมีโทสะ จึงให้ข้ารับของล้ำค่าไว้เพื่อคลายความโกรธ ทำไมข้าถึงชอบทำให้ศิษย์พี่ต้องมาคอยเป็นห่วงอยู่เรื่อยเลยนะ
เขาส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ "ไม่ ศิษย์พี่ชนะมาได้ ก็ต้องเป็นของศิษย์พี่สิ!"
"เจ้าเคยเห็นข้าใช้ของวิเศษเมื่อไหร่กัน?" ซ่งเฉียนจียิ้มพลางกล่าว "ของวิเศษพวกนี้ผ่านหูผ่านตาผู้คนมาอย่างเปิดเผยแล้วในวันนี้ หลังจบงานเจ้าก็ไปกราบอาจารย์ดีๆ สักคน ไม่ต้องเป็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร ก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาจ้องเล่นงาน รอจนเจ้ากลายเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อมีคนเต็มใจมอบของให้ เจ้าก็รับไว้ได้ ส่วนของที่คนอื่นไม่ให้ เจ้าก็ห้ามอาศัยตบะไปแย่งชิงมา ไม่เช่นนั้นแม้จะได้เปรียบเพียงชั่วคราว แต่สุดท้ายก็ต้องชดใช้ ยากที่จะบำเพ็ญเพียรจนบรรลุมรรคผล..."
จู่ๆ เขาก็หยุดพูด ชาตินี้เมิ่งเหอเจ๋อเป็นพระมารไม่ได้แล้ว เดิมทีก็เป็นคนซื่อตรงอยู่แล้ว จะต้องให้เขามาพร่ำสอนบทเรียนราคาแพงพวกนี้ไปทำไม
เพียงเพราะเขาคิดว่าไม่ช้าก็เร็วทั้งสองคนก็ต้องแยกย้ายกันไป จึงอดไม่ได้ที่จะพูดมากไปสักหน่อย
ก่อนไปค่อยเตือนเมิ่งเหอเจ๋อเรื่องภัยล้างสำนักในอีกสองปีข้างหน้า เช่นนี้ก็ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว
ชาติก่อนข้าผลักเจ้าตกหน้าผา ชาตินี้ถือว่าไม่ได้ทำร้ายเจ้าแล้วนะ
เมิ่งเหอเจ๋อคิดในใจ หากไม่ได้กราบอาจารย์คนเดียวกับศิษย์พี่ซ่ง ข้ายอมไม่ไปเสียดีกว่า
ไม่อย่างนั้นใครจะคอยรินชาเทน้ำ ต้มน้ำแกงต้มบะหมี่ให้ศิษย์พี่กันเล่า
ซ่งเฉียนจีนึกถึงม้วนภาพวาดในอ้อมแขนของจ้าวจี้เหิง
ช่วงนี้คนวาดภาพเขียนอักษรออกจะเยอะเกินไปหน่อยแล้ว เรื่อง 'กระดาษหัวเวยราคาแพง' เขาก็พอจะได้ยินมาบ้าง เป็นเพราะปราชญ์อักษรกำลังจะมาเยือนสำนักหัวเวย ผู้บำเพ็ญเพียรสายยันต์ทั่วหล้าจึงได้มารวมตัวกันที่เมืองหัวเวย
ชาติก่อนไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เลยสักนิด หรือว่าหลังจากที่เขาเกิดใหม่ การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เว่ยเจินอวี้จึงได้ปรากฏตัวขึ้นก่อนกำหนด ปราชญ์อักษรถึงได้วิ่งมารับศิษย์?
เว่ยเจินอวี้ในช่วงแรกนั้นปิดบังชื่อแซ่ซ่อนตัว งานสังสรรค์รวมตัวสหายอย่างเช่นที่ศาลาริมน้ำในคืนนี้ เขาย่อมไม่มีทางไปร่วมวงด้วยแน่
ซ่งเฉียนจีแหงนมองฟ้า พระจันทร์เสี้ยวส่องแสงนวลตา
ทางช้างเผือกสายหนึ่งพาดผ่านครึ่งผืนฟ้ามืดมิด ดวงดาวแต่ละดวงทอแสงระยิบระยับ ตกหล่นลงสู่หลังเขาฝั่งโน้น
ทว่าไม่รู้เลยว่าผู้กอบกู้โลกวัยเยาว์คือดาวดวงไหน และคืนนี้ควรจะอยู่ที่ใด?
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด เรือนซ่งก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว ดอกท้อหน้าประตูสีแดงร่วงโรย กลีบดอกสีแดงร่วงหล่นเต็มพื้น
ต้นเทียนดอกและต้นอ่อนถั่วฝักยาวอาบแสงจันทร์กระจ่าง โยกย้ายส่ายไหวเบาๆ ท่ามกลางสายลม
ซ่งเฉียนจีใจฟูขึ้นมาทันที โยนเรื่องทางโลกอันน่าปวดหัวทั้งหมดทิ้งไว้เบื้องหลังในพริบตา