- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 27 กระดาษหัวเวยราคาแพง
บทที่ 27 กระดาษหัวเวยราคาแพง
บทที่ 27 กระดาษหัวเวยราคาแพง
บทที่ 27 กระดาษหัวเวยราคาแพง
สิ้นเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า
เสียงหัวเราะเหล่านั้นไม่ได้แฝงเจตนาร้าย ราวกับเพียงแค่ได้เห็นเรื่องแปลกประหลาด จึงอยากรู้อยากเห็นและประหลาดใจอย่างบริสุทธิ์ใจ เหมือนกับกลุ่มคนที่เห็นสุนัขสองตัวขึ้นมากินข้าวบนโต๊ะ
ด้วยเหตุนี้เมิ่งเหอเจ๋อจึงยิ่งโมโห
เมื่อหันกลับไปตามเสียง ก็เห็นว่าใต้ต้นหลิวริมทะเลสาบ ในศาลาริมน้ำ มีกลุ่มเด็กสาวนั่งบ้างยืนบ้างกำลังพูดคุยหัวเราะกันอย่างรื่นเริง เด็กหนุ่มในชุดสีสันสดใสอีกกลุ่มหนึ่งยืนล้อมรอบพวกนาง บ้างพัดให้ บ้างประคองผลไม้และขนม พลางชี้ชวนกันดูศิษย์สายนอกทั้งสองคน
ใบหน้าของเมิ่งเหอเจ๋อแดงก่ำ สองหมัดกำแน่น
ซ่งเฉียนจีพลันถามขึ้น "เมื่อกี้ข้าพูดว่าอะไร"
เมิ่งเหอเจ๋อสูดลมหายใจเข้าลึก หมัดค่อยๆ คลายออก "การทะลวงระดับใกล้เข้ามาแล้ว จงละเว้นความใจร้อน ละเว้นการบันดาลโทสะ"
"หากรู้สึกอึดอัด เจ้ากลับไปก่อนดีกว่า" ซ่งเฉียนจีเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดีต่อเขา
เมิ่งเหอเจ๋อกลับถูกกระตุ้นความอยากเอาชนะ สาบานว่าจะใช้โอกาสนี้ขัดเกลาสมาธิ
ศิษย์พี่ซ่งสามารถไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเร้าภายนอกได้ แล้วข้าจะทำไม่ได้เชียวหรือ?
ทั้งสองคนค่อยๆ เดินห่างออกไป
เสียงหัวเราะในศาลาริมน้ำยังคงดังอยู่
ตำแหน่งที่เฉินหงจู๋นั่งหันหลังให้ทะเลสาบพอดี จึงมองไม่ชัดว่าเป็นศิษย์สายนอกสองคนไหน เมื่อได้ยินคำพูดนางก็เพียงแค่ขมวดคิ้ว
หากคนที่พูดประโยคนี้เป็นคนอื่น อาจจะเป็นเพียงคำพูดล้อเล่นที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่คนที่พูดนั่งอยู่ตรงข้ามนาง กำลังมีสีหน้าภาคภูมิใจและโอ้อวดอำนาจ ราวกับกำลังแอบเย้ยหยันว่าสำนักหัวเวยไม่มีกฎระเบียบ ควบคุมดูแลศิษย์สายนอกไม่ดีพอ
แม้จะกล่าวว่าเรื่องน่าอายในบ้านไม่ควรนำไปป่าวประกาศ ทว่าเมื่อสำนักต่างๆ เข้ามาพักในสำนักหัวเวย พวกเขาก็พอจะได้ยินเรื่องราวของสายนอกมาบ้างแล้ว
สายนอกของสำนักหัวเวยมีชื่อเสียงเรื่อง "ไม่ยอมเชื่อฟังการสั่งสอน"
งานหนักงานสกปรกแบบเดียวกัน หากเป็นที่นี่ต้องจ่ายราคาเป็นสองเท่า ถึงจะมีศิษย์สายนอกยอมทำ ศิษย์เหล่านั้นขาดจิตวิญญาณแห่งการอุทิศตนเพื่อสำนัก ความเคารพรักทั้งหมดล้วนทุ่มเทให้คนเพียงคนเดียว
เฉินหงจู๋รู้สึกหงุดหงิดในใจ นางรู้ดีว่าตัวการของความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้คือใคร
แต่กลับจนปัญญาที่จะรับมือ
นางเปลี่ยนเรื่อง "เฟิงจื่ออี เมื่อกี้เจ้าบอกว่าจะพนัน ตกลงยังจะพนันอยู่ไหม เจ้าคงไม่ได้กลัวหรอกนะ?"
เด็กสาวที่นั่งอยู่ตรงข้ามนางสวมกระโปรงสีม่วง สวมปลอกคอกระดิ่งเงินที่ลำคอ ดอกฉงอวี้ดอกหนึ่งบานสะพรั่งอยู่ที่จอนผม
เมื่อหัวเราะ ร่างกายก็สั่นไหวราวกับกิ่งไม้ กระดิ่งแกว่งไกวเบาๆ เปล่งประกายความงามเจิดจ้า "แน่นอนว่าต้องพนัน! ไข่มุกเม็ดนี้คือไข่มุกราชาเงือกทะเลใต้ มีสรรพคุณวิเศษในการแหวกน้ำฝ่าคลื่นและข่มขวัญสัตว์ทะเล ข้าเองก็อาศัยความบังเอิญถึงได้มาเม็ดหนึ่ง วันนี้พวกเจ้าสำนักหัวเวยคนไหนมีปัญญา ก็เอาไปได้เลย!"
ไข่มุกสว่างสีเขียวอ่อนเม็ดหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะหยก ภายในราวกับมีเกลียวคลื่นสีเขียวมรกตไหลเวียน ส่องสว่างให้ศาลาริมน้ำทั้งหลังเปล่งประกายเจิดจ้า
"ข้าขอเพิ่มของรางวัลให้ศิษย์น้อง หยกพกลายเมฆชิ้นนี้สลักค่ายกลป้องกันขนาดเล็กเอาไว้ สามารถป้องกันการโจมตีของผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจินตันได้หนึ่งครั้ง" เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหลังนางแสร้งทำเป็นถ่อมตัวกล่าว "ไม่ใช่ของมีค่าอะไร ให้ทุกท่านเอาไว้ดูเล่น"
เมื่อมีสองคนนี้เป็นผู้นำ คนอื่นๆ จากสำนักต่างๆ ก็พากันก้าวออกมา
"ข้าก็ขอเพิ่มของอย่างหนึ่งเหมือนกัน"
"เช่นนั้นข้าก็ขอร่วมด้วย"
เพียงครู่เดียว บนโต๊ะหยกก็เต็มไปด้วยของวิเศษและอาวุธเวทนานาชนิด ไม่เพียงแต่ใช้งานได้จริงและมีราคาแพง ทว่ายังต้องประณีตงดงามอีกด้วย
สำนักหัวเวยครอบครองทวีปเทียนซีแต่เพียงผู้เดียว ดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ไร้ขีดจำกัด แต่ทวีปเทียนซีคือทวีปที่มีปราณวิญญาณเบาบางที่สุดและมีพื้นที่เล็กที่สุดในบรรดาสี่ทวีปใหญ่
อีกสามทวีปที่เหลือมีสำนักศึกษาชิงหยา วัดหงเย่ สำนักเซียนอิน อารามจื่ออวิ๋น สำนักต้าเหยี่ยน และสำนักชั้นนำอื่นๆ อีกมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีตระกูลผู้บำเพ็ญเพียรที่หยั่งรากลึกอย่างตระกูลจ้าว ตระกูลหลิว ตระกูลเว่ย และตระกูลเฟิง
ไม่ว่าจะถึงคิวใครเป็นเจ้าภาพจัดการประลองเติงเหวิน ก็มักจะต้องเผชิญกับ 'บททดสอบ' บางอย่างเสมอ
ก่อนการประลองจะเริ่มขึ้น คนรุ่นเยาว์ก็จะใช้ข้ออ้างในการรวมกลุ่มสังสรรค์เพื่อแอบแข่งขันกัน ทั้งประชันความมั่งคั่งและอวดอ้างความสามารถ
ข้างกายเฉินหงจู๋มีศิษย์สำนักหัวเวยเจ็ดแปดคนติดตามมาด้วย ล้วนเป็นศิษย์สืบทอดของผู้อาวุโสและเจ้าเก้ายอดเขาต่างๆ ตอนนี้พวกเขาก็เอาของวิเศษของตัวเองออกมาเช่นกัน
ภายนอกดูห้าวหาญเทียมเมฆา มีคนส่งเสียงผ่านปราณถามเฉินหงจู๋ว่า "คุณหนูใหญ่ หากเกิดแพ้ขึ้นมา สามารถไปเบิกเงินกับศิษย์พี่ใหญ่ได้ไหม?"
เฉินหงจู๋โกรธจนส่งเสียงผ่านปราณด่ากลับไป "แพ้แล้วยังมีหน้ามาเบิกเงินอีกหรือ? นี่เป็นเรื่องเกียรติยศของสำนัก ถ้าแพ้ก็ไปหันหน้าเข้ากำแพงที่ผาต้วนซานให้หมด!"
เจ้าภาพจะแพ้ได้อย่างไร?
นี่เป็นสถานการณ์ที่ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงรุ่นเยาว์เป็นคนเริ่ม แม้จะเล่นกันแรงไปสักหน่อย แค่พูดว่า "แม่หนูน้อยยังไม่รู้ประสีประสา ทำอะไรไม่รู้จักหนักเบา" ก็จบเรื่อง ไม่ทำลายความปรองดองภายนอกและไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวม
หยวนชิงสือไม่ได้มา คนอย่างจื่อเย่เหวินซู ผู้ดูแลสำนักศึกษาชิงหยา และศิษย์พี่ใหญ่ผู้เป็นเสาหลักของสำนักอื่นๆ ก็ไม่ได้ออกหน้าเช่นกัน พวกเขาเพียงแค่นั่งอยู่ในศาลากลางทะเลสาบ มีทะเลสาบครึ่งสายขวางกั้น ดื่มชาสนทนาธรรมไปพลาง จับตาดูพวกนางอยู่ไกลๆ ไปพลาง
ส่วนหกปราชญ์แห่งชิงหยาที่ไม่ได้มา ก็เป็นเพราะเสียหน้าอยู่หน้าประตูเรือนซ่ง ยังกู้หน้ากลับมาไม่ได้ จึงกลัวว่าจะถูกคนหัวเราะเยาะ
"ตอนนี้มีของเดิมพันแล้ว ไม่รู้ว่าจะแข่งกันอย่างไรดี?" เฉินหงจู๋กล่าว "พวกเจ้าว่ามาได้เลย!"
เฟิงจื่ออีกล่าวด้วยรอยยิ้ม "การประลองเติงเหวินแข่งกันเรื่องฉิน หมาก พู่กัน และภาพวาด พวกเราไม่จำเป็นต้องแข่งซ้ำอีก หากแข่งเขียนยันต์ ก็สู้ศิษย์น้องศิษย์พี่ของสำนักศึกษาชิงหยาไม่ได้ หากแข่งหลอมโอสถและคำนวณ ก็ยิ่งสู้อารามจื่ออวิ๋นไม่ได้ หากแข่งควบคุมสัตว์วิเศษ พวกเจ้าก็สู้สำนักต้าเหยี่ยนของข้าไม่ได้... แต่ละสำนักมีความถนัดแตกต่างกันไป การแข่งสิ่งที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางเหล่านี้ย่อมไม่ยุติธรรม งั้นก็แข่งสิ่งที่ทุกคนทำได้เหมือนกันดีกว่า จะได้ไม่มีใครเอาเปรียบใคร"
ทุกคนต่างพากันเห็นด้วย
เฉินหงจู๋ "งั้นก็แข่งวิชาพื้นฐานที่สุด ที่พวกเราทุกคนล้วนเคยเรียนมา!"
เฟิงจื่ออีหันหน้าไปมองทะเลสาบ
แสงตะวันยามเย็นอาบย้อมเต็มท้องฟ้า ทะเลสาบเหยากวงทอประกายระยิบระยับสีทอง เกลียวคลื่นสีเขียวมรกตกว้างใหญ่ไพศาล ริมศาลากลางทะเลสาบมีใบบัวกอใหม่ผลิบาน แกว่งไกวเบาๆ ในสายลม ยืนหยัดอย่างงดงาม
นางกล่าว "สู้พวกเราส่งตัวแทนออกมาสำนักละหนึ่งคน แข่งวิชาตัวเบาดีกว่า ใครเด็ดใบบัวริมศาลากลางทะเลสาบได้เป็นคนแรก ก็ถือว่าคนนั้นชนะ ของรางวัลเหล่านี้ ให้เขาเอาไปได้ตามสบายเลย แน่นอนว่าห้ามใช้อาวุธเวทใดๆ เพื่อเพิ่มความเร็ว!"
เฉินหงจู๋คิดในใจ นี่มันสำนักต้าเหยี่ยนของพวกเจ้าเอาเปรียบชัดๆ ใครบ้างไม่รู้ว่าตอนที่พวกเจ้าเพิ่งเริ่มเรียนวิชาควบคุมสัตว์วิเศษ สิ่งแรกที่ต้องเรียนคือวิธีหนีเอาชีวิตรอดจากการถูกสัตว์วิเศษไล่ล่า ทุกคนจึงฝึกวิชาตัวเบามาอย่างดี
แต่เจ้าภาพต้องแสดงความใจกว้าง นางมองไปรอบกาย "ได้"
ศิษย์ที่พามาในวันนี้ นางจงใจเลือกคนที่มีความสามารถโดดเด่นในด้านต่างๆ โดยเฉพาะ หนึ่งในนั้นเป็นศิษย์สืบทอดของเจ้าเก้ายอดเขาที่เชี่ยวชาญเพลงดาบเร็ว ท่วงท่าการเคลื่อนไหวก็รวดเร็วมากเช่นกัน
ศิษย์ร่วมสำนักของแต่ละสำนักไม่จำเป็นต้องปรึกษากัน ต่างรู้ไส้รู้พุงกันดี เพียงพริบตาเดียวก็ตัดสินใจเลือกตัวแทนได้แล้ว
พวกเขาเดินออกจากศาลาริมน้ำ ลอบเดินลมปราณสะสมพลัง แล้วมาถึงใต้ต้นหลิวริมทะเลสาบ
***
ซ่งเฉียนจีเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า เขาอยู่ใกล้ทะเลสาบมากจนชายเสื้อเปียกชุ่ม หยุดเดินเป็นระยะๆ หยิบกรวดทรายขึ้นมาสองสามก้อน นั่งยองๆ สัมผัสดิน หลับตาสัมผัสครู่หนึ่ง แล้วลุกขึ้นเดินต่อ
เขามีสีหน้าจดจ่อ ปล่อยให้ผู้คนริมทะเลสาบเดินขวักไขว่ไปมา ราวกับมีเพียงเขาคนเดียวและทะเลสาบผืนนี้
ส่วนเมิ่งเหอเจ๋อกลับมองจนตาลาย ละลานตาไปหมด
มีคนอุ้มแมวสามหางสีขาวราวหิมะขนปุกปุยน่ารักออกมาเดินเล่น เขาคิดว่าบนโลกนี้ยังมีสัตว์วิเศษที่เชื่องและเป็นมิตรขนาดนี้ด้วยหรือ ไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์อะไร ตอนที่เขาทำงานพิเศษ สัตว์ที่เขาให้อาหารใช่สัตว์วิเศษจริงๆ หรือ ทำไมถึงได้มีท่าทางดุร้ายพร้อมจะกัดคนตลอดเวลาแบบนั้น
มีคนอวดอาวุธเวทที่เปล่งประกายระยิบระยับให้เพื่อนดู เขาคิดอย่างภาคภูมิใจว่า ล้วนไม่สวยเท่าลูกประคำหยกแดงของข้าหรอก
มีคนกำลังแลกเปลี่ยนโอสถ กลิ่นหอมของยาปลิวไปตามสายลม เขาคิดอย่างเสียดายว่า ตัวเองไม่มีอะไรจะเอาไปแลกเลย
มีคนกำลังท่องบทกวี เสียงไม่ดังนัก แต่กลับมีคลื่นพลังกระแทกเข้ามาจนทำให้แก้วหูเจ็บปวด เขาคิดอย่างไม่พอใจว่า นี่น่าจะเป็นพวกพ้อง ไม่สิ เพื่อนร่วมสำนักศึกษาของหกปราชญ์แห่งสำนักศึกษาชิงหยาแน่ๆ
มีคนถือพู่กันยันต์วาดลวดลายกลางอากาศ ปลายพู่กันตวัดผ่านไปก็มีแสงสลัวสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ เขาคิดอย่างเป็นกังวลว่า พวกเขาน่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายยันต์ ดูเก่งกาจกันมาก ศิษย์พี่ซ่งก็ลงสมัครสอบพู่กันและภาพวาดเหมือนกัน ทำไมถึงไม่เคยเห็นเขาจับพู่กันฝึกซ้อมเลยล่ะ?
ไม่ใช่แค่ภายในสำนักหัวเวยเท่านั้น เมื่อข่าวที่ว่าปราชญ์อักษรจะมาเยือนแพร่สะพัดออกไป ผู้บำเพ็ญเพียรสายยันต์กว่าครึ่งของโลกบำเพ็ญเพียรต่างก็มารวมตัวกันที่เมืองหัวเวย
ก่อนหน้านี้ตอนที่ซ่งเฉียนจีเข้าไปในร้านค้ามืด ยันต์บำรุงปราณหนึ่งแผ่นสามารถใช้แทนหินวิญญาณได้ถึงสองร้อยก้อน ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ยันต์พื้นฐานที่สุดอย่างยันต์บำรุงปราณและยันต์รวบรวมปราณก็เริ่มลดราคาลงแล้ว
แต่ราคากระดาษยันต์ ทรายยันต์ และพู่กันยันต์กลับพุ่งสูงขึ้น การประลองวิชาของปรมาจารย์ยันต์จากทั่วสารทิศ กลับทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางการค้าที่น่าตื่นตาตื่นใจในโลกบำเพ็ญเพียร ผู้คนต่างขนานนามว่า 'กระดาษหัวเวยราคาแพง'
เมิ่งเหอเจ๋อเดินไปตามริมทะเลสาบ ตลอดทางเต็มไปด้วยสีสันละลานตา ราวกับม้วนภาพยาวที่ค่อยๆ คลี่ออกตรงหน้าเขา
เขารู้สึกบอกไม่ถูกอยู่ในใจ ตัวเขาและคนเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าอาศัยอยู่ในโลกใบเดียวกัน อายุรุ่นราวคราวเดียวกันและเดินบนเส้นทางแห่งเซียนเหมือนกัน แต่ทรัพยากรในการบำเพ็ญเพียรกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ราวกับไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์เดียวกันเลย
เขายิ่งเลื่อมใสซ่งเฉียนจี ที่กลับทำเป็นมองไม่เห็นฉากที่แปลกใหม่และน่าประหลาดใจเหล่านี้
หารู้ไม่ว่า คนอื่นมองพวกเขาก็รู้สึกแปลกประหลาดเช่นเดียวกัน
ศิษย์สายนอกสองคน เดินๆ หยุดๆ มาตลอดทาง คนที่เดินอยู่ข้างหลังอ้าปากค้างเล็กน้อย เหมือนชาวบ้านเข้าเมือง
ส่วนคนที่เดินอยู่ข้างหน้าดูเหมือนกำลังหาของ หาอย่างจริงจังมากด้วย
เมิ่งเหอเจ๋อท่องในใจ 'รวบรวมสมาธิกำหนดลมปราณ ข่มใจอดทนต่ออารมณ์' สายตาหันไปมองซ่งเฉียนจีที่กำลังนั่งยองๆ "ศิษย์พี่ซ่ง ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือ?"
"หาว่าโคลนตมตรงไหนดีที่สุด"
"โคลนตมยังมีการแบ่งดีแบ่งเลวด้วยหรือ?" เมิ่งเหอเจ๋อชะงักไป "ก็อยู่ในทะเลสาบเดียวกัน ล้วนเป็นโคลนทั้งนั้นนี่นา!"
"แน่นอนว่าต้องแบ่ง โคลนตมที่เหมาะสมที่สุด ถึงจะผลิดอกบัวที่ดีที่สุด และออกรากบัวที่หวานที่สุดได้" ซ่งเฉียนจีกล่าว
เมิ่งเหอเจ๋อ "ข้าจะไปหัดทำน้ำแกงรากบัว!"
"เรื่องน้ำแกงรากบัวเอาไว้ทีหลังเถอะ" ซ่งเฉียนจีลุกขึ้นยืน "ทะเลสาบผืนนี้มีปราณวิญญาณอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การปลูกรากบัวมาก ตามความรู้สึกของข้า ยิ่งน้ำลึกเท่าไหร่ ซากพืชซากสัตว์ก็ยิ่งอุดมสมบูรณ์เท่านั้น" เขายื่นมือชี้ "เจ้าดูศาลากลางทะเลสาบนั่นสิ โคลนที่เกาะอยู่บนรากของดอกบัวไม่กี่ต้นนั้น ต้องเป็นโคลนที่ดีที่สุดแน่ๆ"
เมิ่งเหอเจ๋อรีบกล่าว "ไม่ต้องลำบากศิษย์พี่ลงมือหรอก ข้าจะไปเอามาให้ศิษย์พี่เอง!"
พูดยังไม่ทันขาดคำ เขาก็กระโดดขึ้นกลางอากาศ พุ่งทะยานไปทางทะเลสาบ
วิชาตัวเบาและวิชาซ่อนเร้นลมปราณของเมิ่งเหอเจ๋อ ซ่งเฉียนจีเป็นคนสอนให้ที่ผาต้วนซาน เขาเคยใช้ความสามารถสองอย่างนี้ต่อสู้แบบผลัดกันรุมในสายนอกจนไม่เคยพบพานคู่มือ
ต่อมาเขายิ่งฝึกฝนจนเชี่ยวชาญถึงขั้นสูงสุด หากพูดถึงแค่เรื่องความเร็ว แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นจู้จีก็ยังยากที่จะเทียบชั้นเขาได้
ทว่าในตอนที่เขาลงมือนั้น แทบจะเป็นเวลาเดียวกัน เงาร่างเจ็ดแปดสายใต้ต้นหลิวก็พุ่งออกไปราวกับลูกธนู มุ่งหน้าไปยังศาลากลางทะเลสาบ
จากนั้นก็มีอีกสามสี่คนพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับนกอินทรี แม้จะออกตัวทีหลังแต่กลับไปถึงก่อน พุ่งเข้ามาใกล้เมิ่งเหอเจ๋อ
พริบตาเดียวเหนือผิวน้ำทะเลสาบก็เต็มไปด้วยเงาร่างของผู้คนที่สับสนวุ่นวาย ต่างฝ่ายต่างไล่กวดกัน คลื่นพลังกระแทกเข้าหากันจนเกลียวคลื่นสาดกระเซ็น
ซ่งเฉียนจีชะงักไป
ไม่มั้ง แค่ขุดโคลนหน่อยเดียวก็ต้องลงมือแย่งกันด้วยหรือ?
การแข่งขันปลูกรากบัวมันดุเดือดขนาดนี้เลยหรือ?
เมิ่งเหอเจ๋อปลายเท้าไม่แตะผิวน้ำ เหาะทะยานไปข้างหน้า พลันรู้สึกถึงเสียงลมพัดแรงจากด้านหลัง ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่ามีคนกำลังพุ่งเข้ามาใกล้
เขาไม่รู้ว่าคนพวกนั้นมาทำอะไร แต่ศาลากลางทะเลสาบก็อยู่แค่เอื้อม สู้รีบเก็บโคลนแล้วปล่อยทะเลสาบผืนนี้ให้พวกเขาวุ่นวายกันไปดีกว่า
เขาจวนจะทะลวงระดับแล้ว พลังปราณกำลังพลุ่งพล่าน จึงยิ่งรวบรวมลมปราณพุ่งไปข้างหน้า ยื่นแขนยาวออกไปล้วงลงไปในน้ำ จับก้านใบบัวต้นหนึ่งไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แล้วออกแรงดึงอย่างแรง
ถอนหัวไชเท้าก็ต้องมีโคลนติดมา ถอนดอกบัวก็เช่นเดียวกัน
เมิ่งเหอเจ๋อหลบไปก่อนก้าวหนึ่ง หยดโคลนจึงสาดกระเซ็นใส่ทุกคนที่อยู่ด้านหลังจนเต็มตัว
ริมทะเลสาบกลับมีเสียงโห่ร้องชื่นชมดังขึ้นระลอกหนึ่ง
เมิ่งเหอเจ๋อไม่เข้าใจสาเหตุ จึงหันกลับไปส่งยิ้มให้
ซ่งเฉียนจีพลันร้องเตือน "ระวัง!"