- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 26 รากฐานใกล้พังทลาย
บทที่ 26 รากฐานใกล้พังทลาย
บทที่ 26 รากฐานใกล้พังทลาย
บทที่ 26 รากฐานใกล้พังทลาย
เดิมทีเขาฮว่าชุนเป็นภูเขาลอยน้ำอยู่กลางทะเล
ปราชญ์อักษรเก็บตัวทะลวงระดับอยู่บนเขา บรรลุวิชามิติ จึงหลอมรวมภูเขาลูกนี้แล้วย่อส่วนเก็บไว้ในกล่องสมบัติใบจิ๋ว
ทุกครั้งที่เปิดกล่อง ภูเขาสูงตระหง่านจะพุ่งออกมาจากความว่างเปล่า ปะทะเข้ากับมิติแห่งความเป็นจริงอย่างรุนแรง จนก่อให้เกิดการพังทลายเป็นวงกว้าง
ขุนเขากดทับ สรรพสิ่งแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่าน ฉากนั้นทั้งโหดเหี้ยมและดุดัน ไร้ซึ่งมาดของปัญญาชนโดยสิ้นเชิง
โชคดีที่ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้ปรากฏให้เห็นมานานหลายปีแล้ว
ไม่ใช่เพราะปราชญ์อักษรอายุมากขึ้นจึงเมตตาและโอบอ้อมอารีขึ้นแต่อย่างใด เป็นเพียงเพราะศัตรูตัวฉกาจของเขาล้วนตายตกไปหมดสิ้น ไม่มีใครคู่ควรให้เขาต้องลงมือเองอีกต่อไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้วิธีการอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
เมื่อท่านพิสูจน์ความแข็งแกร่งของตนเองได้แล้ว เหตุผลที่ท่านเอ่ยปากพูดก็ย่อมมีคนรับฟัง
ปราชญ์อักษรค่อยๆ กลายเป็นปัญญาชนผู้ยิ่งใหญ่ที่พูดจามีเหตุผลและให้ความสำคัญกับจารีตประเพณีมากที่สุดในโลก เขาก่อตั้งสำนักศึกษาชิงหยา จากนั้นก็วางมือเมื่อประสบความสำเร็จ แล้วส่งมอบสำนักศึกษาให้แก่เจ้าสำนักศึกษาคนปัจจุบัน
ส่วนเขาฮว่าชุนก็ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างเงียบเชียบในกล่องสมบัติ ราวกับหญิงงามที่ถูกผู้คนลืมเลือนเมื่อล่วงเลยวัยสาว กระโปรงผ้าไหมสีซีดจาง กล่องเครื่องประดับมีฝุ่นเกาะ
สำนักศึกษาชิงหยาขึ้นชื่อว่ามีบัณฑิตเสื้อเขียวถึงสามหมื่นคน ตราบใดที่เหล่านักศึกษาหน้าหนาพอ พวกเขาก็สามารถขนานนามตัวเองว่าเป็น "ศิษย์สำนักปราชญ์อักษร" ได้ ทว่ากลับไม่มีใครเลยที่สามารถสืบทอดวิชาของเขาได้อย่างแท้จริง
กว่าครึ่งของนักศึกษาในสำนักศึกษาล้วนมาจากตระกูลผู้บำเพ็ญเพียร ไม่ขาดแคลนผู้เป็นลูกรักสวรรค์ ทว่ากลับไม่มีคนรุ่นหลังในแบบที่เขากำลังตามหา
เมื่อเส้นทางสว่างใช้ไม่ได้ผล เขาจึงหันไปใช้เส้นทางมืด ก่อตั้งร้านค้ามืดขึ้นในสี่ทวีปใหญ่ ทั้งร้านขายข้าว โรงรับจำนำ ร้านขายชาด และอื่นๆ เพื่อทำธุรกิจที่ไม่อาจเปิดเผยได้
เมื่อหนึ่งปีก่อน เขาพบเว่ยผิงในร้านขายชาดที่เมืองเฟิงหลิ่น
และบัดนี้ เขาก็ได้พบเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งที่น่าจับตามองในโรงรับจำนำแห่งเมืองหัวเวย
"เมืองหัวเวยงั้นรึ" ชายชราพูดพลางหัวเราะ "งานชุมนุมเติงเหวินครั้งนี้ ดูเหมือนจะจัดขึ้นที่สำนักหัวเวยใช่หรือไม่"
"ขอรับ" เจ้าสำนักศึกษาตอบ "เหล่านักศึกษาของสำนักศึกษาเราเดินทางถึงสำนักหัวเวยแล้ว ก่อนหน้านี้นักพรตซวีอวิ๋นได้ส่งศิษย์เอกให้นำเทียบเชิญที่เขาเขียนด้วยลายมือตัวเองมามอบให้ เพื่อเชิญท่านไปเป็นผู้ตัดสินตำแหน่งชนะเลิศในการ 'ทดสอบอักษรและภาพวาด' แต่ท่านรังเกียจที่เขาลายมืออัปลักษณ์ จึงให้ข้าไปร่วมงานแทน" เขาหันไปมองผู้คนด้านหลัง "หอเฟยอวิ๋นเตรียมการพร้อมแล้ว วันนี้พวกเรากำลังจะออกเดินทางไปยังสำนักหัวเวยเพื่อสมทบกับเหล่านักศึกษาพอดี"
"งั้นหรือ" ชายชรารำลึกความหลังครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างสงสัย "ข้ารังเกียจที่ซวีอวิ๋นเขียนหนังสืออัปลักษณ์งั้นรึ"
ทุกคนพยักหน้ารับรัวๆ ราวกับตำกระเทียม
"ข้าเปลี่ยนใจแล้ว!" ชายชราเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา "ไป พวกเราไปร่วมสนุกกันเถอะ"
พอพูดว่าจะไป เขาก็เตรียมออกเดินทางทันที ราวกับแค่ออกไปเดินเล่นหน้าบ้าน
ส่วนเรื่องที่เขาไปเยือนอย่างกะทันหันจนสำนักหัวเวยไม่ได้เตรียมตัว และจะเกิดความวุ่นวายโกลาหลอย่างไรนั้น นั่นก็เป็นเรื่องของคนอื่น
หอเฟยอวิ๋นม้วนตัวพัดพายุหมุน พุ่งทะยานขึ้นสู่หมู่เมฆ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกตลอดเส้นทาง บินตรงไปยังสำนักหัวเวย
ข่าวการเสด็จเยือนงานชุมนุมเติงเหวินด้วยตนเองของปราชญ์อักษรแพร่สะพัดไปทั่วทั้งสี่ทวีปใหญ่ภายในเวลาเพียงวันเดียว
ปรมาจารย์ยันต์ทั่วหล้าต่างหลั่งไหล เดินทางรอนแรมทั้งวันทั้งคืน มารวมตัวกันที่เชิงเขาของสำนักหัวเวย ด้วยหวังว่าจะมีวาสนาได้พบหน้าท่านปราชญ์สักครั้ง
เมื่อก่อนหากปราชญ์อักษรได้ยินเรื่องพรรค์นี้ คงรู้สึกยุ่งยากและรำคาญใจ ทว่าบัดนี้เขากลับอดหัวเราะออกมาไม่ได้
เจ้าหนุ่มรุ่นหลังที่ลั่นวาจาว่าจะยึดภูเขาของข้าผู้นั้น หากรู้ว่าข้าจะไป คงต้องตื่นเต้นมากแน่ๆ ใช่หรือไม่
ตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่นะ
เฮ้อ คงกำลังตั้งหน้าตั้งตาวาดยันต์อย่างลืมกินลืมนอน เพื่อเตรียมดึงดูดความสนใจจากข้าอยู่กระมัง
ซ่งเฉียนจีจามออกมาหนึ่งที
เขากำลังถือมีดแกะสลักเล่มเล็ก สลักตัวอักษรลงบนป้ายไม้ กำลังตั้งใจทำงานอย่างหนักจริงๆ
ข้างๆ พืชผลหลายชนิดในลานเรือน มีป้ายไม้ขนาดเล็กประณีตปักลงในดิน ส่วนที่โผล่พ้นดินเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า มะเขือม่วง ต้นหอม ผักกาดขาว ดอกจื่อเถิง เถาไอวี่...
ราวกับเป็นการตั้งชื่อให้กับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ทุกชีวิตที่เขาดูแลด้วยมือของตัวเอง เขาแกะสลักป้ายไม้แต่ละแผ่นอย่างพิถีพิถัน ทุกขีดทุกเส้นราวกับการแกะสลักลวดลายบนก้อนเต้าหู้
จริงจังยิ่งกว่าตอนที่เขาตวัดพู่กันวาดยันต์แบบส่งๆ ในร้านค้ามืดเมื่อคืนก่อนเป็นร้อยเท่าไม่หยุด
เช่นนี้แล้ว ต่อให้ต้องเจอกับคน 'ไม่รู้จักถั่วฝักยาว' อีก ก็จะได้ไม่จำสลับกันจนเรียกชื่อพวกมันผิดๆ อีกต่อไป
มันฝรั่งคือผักชุดแรกที่เขาปลูก มีความหมายพิเศษ เขาจึงตั้งป้ายให้ต้นกล้ามันฝรั่งแต่ละต้นแยกกัน มันหนึ่ง มันสอง มันสาม...
ดอกมันฝรั่งกลีบสีม่วงอ่อนเกสรสีเหลืองนวลสั่นไหวเบาๆ ท่ามกลางสายลม ใบสีเขียวมรกตเสียดสีกับป้ายไม้เล็กๆ ที่โคนต้น ราวกับกำลังเอ่ยทักทาย
"ศิษย์พี่ซ่ง! เมล็ดพันธุ์ล็อตใหม่ของวันนี้มาแล้วขอรับ!" เมิ่งเหอเจ๋อพรวดพราดเข้ามาในประตู โยนเมล็ดพันธุ์สามสี่ถุงลงพื้น แล้วพุ่งตรงไปยังเตาไฟ "ข้าไปต้มบะหมี่ก่อนนะ!"
ซ่งเฉียนจีเป่าเศษไม้ที่ปลายมีดออกเบาๆ "เจ้าใกล้จะทะลวงระดับแล้ว ลมปราณยังไม่ค่อยมั่นคง ช่วงสองวันนี้จงระวังอย่าใจร้อน"
"ศิษย์พี่ดูออกด้วยหรือขอรับ" เมิ่งเหอเจ๋อรู้สึกประหม่าเล็กน้อย "ข้าจะทะลวงระดับได้อย่างราบรื่นหรือไม่"
ซ่งเฉียนจียิ้มบาง "แน่นอนอยู่แล้ว"
เมิ่งเหอเจ๋อถอนหายใจอย่างโล่งอก ราวกับว่าขอแค่มีคำพูดของอีกฝ่าย เขาก็เลิกตื่นเต้นไปได้จริงๆ
"ไม่ต้องต้มบะหมี่แล้วล่ะ ข้ามีธุระต้องออกไปข้างนอก"
ซ่งเฉียนจีแกะสลักป้ายไม้ทั้งหมดเสร็จแล้ว จึงวางมีดแกะสลักลง เมิ่งเหอเจ๋อก็ยื่นผ้าขนหนูเปียกมาให้อย่างรู้จังหวะ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เขาเช็ดมือ "ศิษย์พี่จะไปไหน จะไปทำอะไร ให้ข้าจัดการแทนศิษย์พี่เถิด"
"ทะเลสาบเหยากวง จะไปตักโคลนกลับมาปลูกรากบัวสักหน่อย ไม่รบกวนเจ้าหรอก"
หากไม่นับแปลงผักสองแปลงนอกประตูเรือน ภายในลานเรือนเล็กๆ ของซ่งเฉียนจี บนพื้นก็มีผัก บนโครงไม้ก็มีดอกไม้ห้อยระย้า บนกำแพงก็มีเถาวัลย์เลื้อยพัน นอกเหนือจากพื้นที่จำเป็นสำหรับวางโต๊ะหินและเก้าอี้เอนหลังแล้ว ไม่ว่าจะบนฟ้าหรือบนดิน ก็ไม่มีที่ว่างให้ปลูกอะไรได้อีก
โชคดีที่บนบันไดหินใต้ชายคาภายในเรือน แม้จะไม่มีดิน ทว่าก็ยังมีพื้นที่ว่างอยู่สายหนึ่ง พอดีให้วางโอ่งน้ำได้สองใบ
เขาเพิ่งได้เมล็ดพันธุ์รากบัวมาถุงหนึ่ง แต่ละเม็ดล้วนกลมเกลี้ยงเงางาม แช่น้ำไว้สองวันก็งอกแล้ว หากไม่ปลูกก็น่าเสียดายแย่!
ซ่งเฉียนจีคันไม้คันมือและคันหัวใจยิบๆ ตั้งปณิธานว่าจะต้องเพิ่มโอ่งบัวสองใบไว้ใต้ชายคาให้จงได้
แต่การปลูกรากบัวจะใช้ดินที่มีอยู่ในลานเรือนไม่ได้ ทางที่ดีควรใช้โคลนตมที่อยู่ก้นทะเลสาบมานานนับปี
เมิ่งเหอเจ๋อยื่นผ้าขนหนูแห้งให้อีกผืน พลางพูดกลั้วหัวเราะ "แค่งานใช้แรงงานเล็กน้อย จะรบกวนศิษย์พี่ซ่งได้อย่างไร ขอแค่ข้าเปิดประตูเรือนแล้วตะโกนเรียกคำเดียว ก็จะมีศิษย์นับร้อยนับพันยินดีรับใช้ศิษย์พี่แล้ว!"
"พูดจาเหลวไหล" ซ่งเฉียนจีดุเบาๆ คำหนึ่ง แล้วหยิบถุงเก็บของเดินออกจากประตูไป
ดินก็มีชีวิตเช่นกัน เขาต้องการไปเลือกด้วยตัวเอง
เมิ่งเหอเจ๋อเดินตามหลังเขาไป "ข้าไม่ได้พูดเหลวไหลนะขอรับ!"
เขาไม่ได้พูดเหลวไหลจริงๆ สายนอกของสำนักหัวเวยเปลี่ยนไปแล้ว
เหล่าศิษย์ทำงานของวันนั้นเสร็จก็จากไปทันที ยอมไม่ทำเพิ่มเพื่อแลกกับรางวัลเล็กๆ น้อยๆ จนต้องเสียเวลาเด็ดขาด การไปหาซ่งเฉียนจีเพื่อไขข้อข้องใจ ต้องหลีกเลี่ยงช่วงเวลาอาหาร เพราะไม่มีใครอยากได้ยินศิษย์พี่เมิ่งไล่ตะเพิด
หลังจากมีซ่งเฉียนจีแล้ว พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องทนดูสีหน้าของผู้อาวุโสหอถ่ายทอดวิชาอีก เมื่อเทียบกับการแข่งขันอันดุเดือดและการต่อสู้กันเองในอดีต ตอนนี้พวกเขาชอบที่จะร่วมมือกันมากกว่า
พวกเขาสุขสบายแล้ว แต่คนจำนวนมากกลับเริ่มเป็นทุกข์
หอผู้ดูแลเป็นทุกข์ก่อนใครเพื่อน เมื่อไม่มีใครทำงานล่วงเวลา ผลผลิตของเหมืองหินวิญญาณก็เข้าขั้นวิกฤต ศิษย์สายในก็เป็นทุกข์เช่นกัน เดิมทีแค่ให้ของหวานเล็กน้อย ก็มีคนแย่งกันหัวร้างข้างแตกเพื่อไปวิ่งเต้นทำธุระให้ ทว่าตอนนี้ศิษย์สายนอกไม่รู้ไปเปิดหูเปิดตามาจากไหน จึงหลอกใช้ไม่ง่ายอีกต่อไปแล้ว
ผู้อาวุโสของหอตำราและหอถ่ายทอดวิชายิ่งเป็นทุกข์ที่สุด
แต่ก่อนเคยมีคนคอยประจบประแจงรับใช้ประดุจม้า เพียงเพื่อขอคำชี้แนะแค่สองสามประโยค ตอนนี้กลับไม่มีใครคอยยกยอพวกเขา ความรู้สึกสูญเสียในใจจึงยากจะยอมรับได้ในชั่วข้ามคืน
เรื่องราวเหล่านี้ถูกรวบรวมไว้ด้วยกัน กองสุมอยู่บนโต๊ะทำงานของซวีอวิ๋น จนกลายเป็นคำถามเดียวว่า เหตุใดศิษย์สายนอกจึงจัดการยากเย็นขึ้นถึงเพียงนี้
สายนอกดูเหมือนจะต่ำต้อย ทว่ากลับมีจำนวนคนมากมายมหาศาล เป็นรากฐานที่คอยค้ำจุนสำนักใหญ่เอาไว้
หากรากฐานใกล้พังทลาย แล้วตึกระฟ้าจะคงอยู่ได้อย่างไร
มีเจ้าผู้ครองยอดเขาเสนอให้เปลี่ยนศิษย์กลุ่มใหม่ ขับไล่ศิษย์ที่ขี้เกียจลงจากเขาไปให้หมด เพื่อกวาดล้างค่านิยมที่ไม่ถูกต้องให้สิ้นซากจากรากฐาน
ทว่าบัดนี้งานชุมนุมเติงเหวินใกล้เข้ามาเต็มที ไม่มีเวลามานั่งเอาผิดจริงๆ ยิ่งไม่มีเวลาไปเปิดรับศิษย์ใหม่ ซวีอวิ๋นจึงทำได้เพียงออกคำสั่งให้ทุกคนอดทน อดทนไปจนกว่างานชุมนุมจะจบลงเสียก่อน
เพราะการเสด็จเยือนที่กำลังจะเกิดขึ้นของปราชญ์อักษร ได้ทำลายการเตรียมการแต่เดิมของสำนักหัวเวยจนปั่นป่วนไปหมด
แม้ซวีอวิ๋นจะลงมือเขียนเทียบเชิญด้วยตัวเองเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ ทว่าหลังจากที่เขาทะลวงระดับขั้นฮว่าเสินล้มเหลว ลึกๆ ในใจเขาก็ไม่อยากพบหน้ายอดฝีมือทั้งสี่ที่มีตบะบารมีเหนือกว่าเขาอย่างเทียบไม่ติดเหล่านั้นเลย
หากปราชญ์อักษรไม่มา เขาย่อมดีใจและสบายใจ แต่ในเมื่อปราชญ์อักษรจะมา เขาก็ทำได้เพียงก้มหน้ารับกรรม
ตำหนักและหออาคารของสำนักหัวเวยเรียงรายดุจดวงดาวและหมากบนกระดาน มีมากมายจนนับไม่ถ้วน สามวันก่อนงานชุมนุมจะเปิดฉาก สำนักและตระกูลต่างๆ ที่เข้าร่วมงานก็เข้าพักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เหล่านักศึกษาจากสำนักศึกษาชิงหยาพักอยู่ที่หอซงหลิน สภาพแวดล้อมสงบร่มรื่นและหรูหราสง่างาม เหล่าศิษย์ล้วนพึงพอใจมาก
แต่การมาเยือนด้วยตนเองของปราชญ์อักษร สมควรได้พักตามลำพังในตำหนักรับรองที่ใหญ่และทรงเกียรติที่สุด
ทว่าตอนนี้ที่นั่นมีเจ้าอาวาสและเหล่าลูกศิษย์จากวัดหงเย่พักอยู่ ผู้ทรงศีลมีเมตตาเป็นที่ตั้งและพูดคุยง่าย พอขอให้ย้ายก็ย้ายทันที
ทว่าสำนักอื่นที่ต้องสละพื้นที่เพื่อให้พระสงฆ์จากวัดหงเย่เข้าพัก กลับมีเสียงบ่นอุบอิบไม่น้อย หยวนชิงสือกับเฉินหงจู๋ออกหน้าก็ไม่เป็นผล เจ้าผู้ครองยอดเขาหลายคนออกหน้าก็ไม่เป็นผล สุดท้ายเขาต้องออกหน้าจัดการด้วยตัวเอง จึงจะจัดการได้อย่างลงตัว
ซวีอวิ๋นแทบอยากจะให้ปราชญ์อักษรเข้าไปพักในตำหนักเฉียนคุนโดยตรง แล้วตัวเองย้ายไปนอนที่สะพานซื่อสุ่ยหน้าประตูตำหนักเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ในที่สุด การซักซ้อมพิธีการและดนตรีต้อนรับปราชญ์อักษรก็สิ้นสุดลง ซวีอวิ๋นนั่งลง หลับตาเพื่อปรับลมปราณ
ทว่านักพรตชิงเวย เจ้าอารามแห่งอารามจื่ออวิ๋นกลับมาเยือนอย่างกะทันหัน
หว่างคิ้วของซวีอวิ๋นกระตุกวาบ เกิดลางสังหรณ์ใจคอไม่ดีขึ้นมา
เป็นความรู้สึกที่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง
ครั้งล่าสุดที่ลางสังหรณ์เช่นนี้ปรากฏขึ้น ก็คือตอนก่อนที่ศิษย์สายนอกตัวน้อยผู้นั้นจะเอ่ยชื่อของคนผู้นั้นออกมาในตำหนักเฉียนคุน
นักพรตชิงเวยสวมชุดนักพรตสีม่วง ขยับแส้ปัดรังควานเบาๆ ด้วยท่าทางเบิกบานใจ
"ท่านลุงเพิ่งส่งข่าวมา! ข่าวดีเชียวนะ!"
ซวีอวิ๋นแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ ลูบเคราพลางแย้มยิ้ม "เช่นนั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้อาวุโสผีหมากด้วย หมู่นี้ท่านผู้อาวุโสสบายดีหรือไม่"
"ย่อมสบายดี เมื่อวานท่านลุงเกิดสัมผัสได้ขึ้นมาว่า งานชุมนุมครั้งนี้อาจมีวาสนาให้ได้รับศิษย์ พรุ่งนี้เขาจะเดินทางมาถึง และบอกว่าไม่ต้องลำบากเตรียมการอะไร เอาที่เรียบง่ายก็พอ"
"..."
ซวีอวิ๋นไม่อยากไปนอนที่สะพานซื่อสุ่ยแล้ว เขาอยากกระโดดสะพานตายมากกว่า
"หึๆ ไม่รู้ว่าคนรุ่นหลังผู้โชคดีบ้านไหนจะได้สืบทอดวิชาจากผีหมาก ช่างเป็นที่โปรดปรานของสวรรค์เสียจริง" เขาได้ยินเสียงที่สั่นเทาเล็กน้อยของตัวเอง
***
แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องลงบนผิวน้ำทะเลสาบ กลายเป็นประกายสีทองระยิบระยับ
ใบบัวในทะเลสาบเพิ่งจะแตกยอด ยังไม่ออกดอกเบ่งบาน ศาลาหินกลางทะเลสาบตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยว สะท้อนเงาลงบนผืนน้ำ
สถานที่แห่งนี้คือหนึ่งในจุดชมวิวของสำนักหัวเวย ขณะนี้ริมทะเลสาบกำลังคึกคัก ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มสาวจำนวนมากพากันมาเดินเล่นชมวิว เสียงหัวเราะดังระงมราวกับเกลียวคลื่น
พวกเขามีทั้งชายและหญิง มาจากต่างสำนัก สวมใส่ชุดคลุมเวทมนตร์ที่แตกต่างกัน สีสันละลานตา
ซ่งเฉียนจีและเมิ่งเหอเจ๋อเดินฝ่าฝูงชนเข้าไป
ทั้งสองสวมชุดศิษย์สายนอก ดูราวกับเป็ดสีเทามอซอสองตัว
ทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะหยอกล้อดังขึ้น "สำนักหัวเวยสมกับเป็นสำนักใหญ่จริงๆ ศิษย์สายนอกยังมาเดินเล่นที่ทะเลสาบได้ด้วย!"