- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 6 ทางแคบพบพาน
บทที่ 6 ทางแคบพบพาน
บทที่ 6 ทางแคบพบพาน
บทที่ 6 ทางแคบพบพาน
"เอะอะโวยวาย กิริยาวาจาไร้มารยาท ใช้ได้ที่ไหนกัน!"
เสียงตวาดเกรี้ยวกราดดังลงมาจากฟากฟ้า ดุจเสียงฟ้าร้องคำราม
ศิษย์นับพันจิตใจสั่นสะท้าน หุบปากลงพร้อมกัน
เงยหน้าขึ้นก็เห็นแสงสีขาวสิบกว่าสายพาดผ่านเหนือหัว จากไกลเข้ามาใกล้ ราวกับดาวตกพุ่งลงสู่พื้น ร่อนลงบนยกพื้นสูงของลานกว้าง
ทุกคนพากันทำความเคารพพลางอิจฉาไปพลาง
คนเหล่านั้นสวมชุดคลุมยาวสีดำ สวมกวานทรงสูงสีขาว สีสันไม่ดำก็ขาว มีคนหนึ่งร้องเสียงดังว่า "ต้อนรับผู้อาวุโสหอวินัย—"
ผู้อาวุโสหลิวที่เพิ่งตวาดใส่ทุกคนเมื่อครู่เดินนำไปนั่งที่ก่อน ด้านหลังเขามีศิษย์สิบกว่าคนยืนรอรับใช้อย่างนอบน้อม ท่วงท่าการเดินพร้อมเพรียงกันเป็นระเบียบยิ่งกว่าหุ่นเชิดเสียอีก
"ต้อนรับผู้อาวุโสหอผู้คุมกฎ"
ฝูงชนเกิดความฮือฮาขึ้นอีกระลอก เหล่าศิษย์สายนอกทำความเคารพอีกครั้ง และแหวกทางออกจากด้านหลังเป็นชั้นๆ
กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรในชุดทะมัดทะแมงสีน้ำเงินเข้ม ปลอกแขนสีแดงชาดเดินฝ่าฝูงชนออกมา
ผู้อาวุโสหลี่ที่เดินนำหน้าเอามือไพล่หลังเดินขึ้นไปบนยกพื้นสูง ศิษย์เจ็ดแปดคนพกดาบยาวไว้ที่เอว มีสีหน้าเย็นชาและแววตาดุดันเช่นเดียวกับเขา
หลังจากทั้งสองฝ่ายนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เหล่าผู้ดูแลถึงได้รีบร้อนเดินตามมา ห้อมล้อมจ้าวอวี๋ผิงไปนั่งที่ กลุ่มคนในชุดคลุมยาวสีน้ำตาลดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย สีหน้าตื่นตระหนกและเหนื่อยล้า
จ้าวอวี๋ผิงพลาดที่นั่งตรงกลางไป ในใจก็ด่าทอซ่งเฉียนจีและเมิ่งเหอเจ๋อไปแล้วหมื่นรอบ
"ผู้ดูแลใหญ่จ้าวช่างเป็นคนสำคัญที่งานยุ่งเสียจริงนะ" ผู้อาวุโสหลี่แห่งหอผู้คุมกฎพูดประชดประชันด้วยน้ำเสียงกึ่งเหน็บแนม
จ้าวอวี๋ผิงพิจารณาสีหน้าของอีกฝ่าย แล้วหยั่งเชิงอย่างนุ่มนวล:
"ผู้อาวุโสทั้งสองอาจยังไม่ทราบ เมื่อคืนมีศิษย์สายนอกสองคนออกไปแล้วยังไม่กลับมา เมื่อครู่นี้ก็ยังตามหาอยู่ เลยทำให้เสียเวลาไปบ้าง"
ผู้อาวุโสหลี่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว ศิษย์สายนอกมีเป็นพัน ทุกปีก็มีคนหายสาบสูญ ตายด้วยอุบัติเหตุ หรือหนีลงเขาไปบ้าง จ้าวอวี๋ผิงเคยใส่ใจจริงๆ ที่ไหนกัน?
ผู้อาวุโสหลิวแห่งหอวินัยกล่าวเสียงเย็น: "การสอบกำหนดไว้แล้ว หากขาดสอบถือว่าสละสิทธิ์ หมดเวลาแล้วไม่รอ"
จ้าวอวี๋ผิงยิ้มกล่าว: "แต่สองคนนี้เป็นผู้มีความสามารถโดดเด่นอันดับต้นๆ ในสายนอก วันนี้มีความหวังอย่างมากที่จะได้เข้าสู่สายใน"
ผู้ดูแลหลี่ที่อยู่ด้านหลังเขารีบผสมโรง: "ผู้ดูแลจ้าวในฐานะหัวหน้าหอผู้ดูแล ทำงานอย่างยุติธรรมมาตลอด ทั้งยังรักและหวงแหนคนเก่ง ทำใจไม่ได้จริงๆ ที่จะเห็นพวกเขาพลาดโอกาสสำคัญ..."
ผู้อาวุโสหลี่ทนฟังต่อไปไม่ไหว อยากจะเหน็บแนมสักสองประโยค แต่พอคำพูดมาถึงปากก็เปลี่ยนเป็น: "ไม่ทราบว่าเป็นศิษย์สองคนไหนหรือ?"
เรื่องผิดปกติย่อมมีเลศนัย คอยดูซิว่าไอ้คนแซ่จ้าวมันมีแผนการอะไร
จ้าวอวี๋ผิง: "ซ่งเฉียนจี เมิ่งเหอเจ๋อ ท่านทั้งสองรู้จักหรือไม่?"
ไม่เคยได้ยินโว้ย!
ศิษย์สายนอกอยู่ในความดูแลของแก ข้าจะไปรู้จักได้ไงวะ!
ทั้งสองคนด่าทอในใจพร้อมกัน แต่ภายนอกกลับพยักหน้าหงึกๆ ทำทีเป็นว่าเข้าใจแจ่มแจ้ง:
"อ้อ ที่แท้ก็เป็นสองคนนี้นี่เอง!"
"นั่นเป็นต้นกล้าชั้นดีสองต้นจริงๆ!"
จ้าวอวี๋ผิงจิตใจว้าวุ่น มองใครก็เหมือนคนที่ลอบแทงข้างหลังเขาทั้งนั้น
เขาลุกขึ้นพรวดพราด แล้วกล่าวเสียงดัง: "ทุกท่าน ผู้ดูแลที่ลาดตระเวนที่พักสายนอกเมื่อคืนเพิ่งรายงานข้าว่า ซ่งเฉียนจีและเมิ่งเหอเจ๋อออกไปข้างนอกกลางดึกเมื่อคืนนี้ จนป่านนี้ยังไม่กลับมา แม้สำนักจะมีค่ายกลพิทักษ์เขาคอยคุ้มครอง แต่ค่ายกลก็ป้องกันแค่ศัตรูภายนอก ไม่ได้ป้องกันสัตว์ประหลาดในป่าลึก ข้าคิดว่า หากพวกเขาไม่พบเจออันตราย ย่อมไม่มีทางมาสอบสายเด็ดขาด"
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ยกมือขึ้นกดลงเป็นเชิงบอกให้ศิษย์ด้านล่างที่กำลังแตกตื่นเงียบลง ก่อนจะเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นอีก:
"ทุกคนอย่ากังวล! ชีวิตคนเป็นเรื่องใหญ่ หอผู้ดูแลจะไม่มีทางนิ่งดูดายเด็ดขาด เมื่อไหร่ที่แน่ใจว่าทั้งสองคนปลอดภัยดี พวกเราค่อยจัดการสอบขึ้นมาใหม่ ทุกคนคิดเห็นว่าอย่างไร?"
คำพูดนี้ราวกับน้ำเย็นสาดลงในกระทะน้ำมันเดือด ดังซู่! ด้านล่างยกพื้นยิ่งเดือดพล่านขึ้นไปอีก
ผู้อาวุโสบนยกพื้นพากันเบิกตากว้างอ้าปากค้าง ไอ้คนแซ่จ้าวมันบ้าอะไรขึ้นมา ตอนนี้เพิ่งมาสร้างภาพลักษณ์ห่วงใยศิษย์ มันไม่สายไปหน่อยหรือ
หรือว่าจ้าวจี้เหิงคนนั้นไม่ใช่ลูกหลานในตระกูลเขา เป็นแค่ตัวหลอก สองคนนี้ต่างหากที่เป็นญาติแท้ๆ พอเพิ่งหายตัวไปเขาก็เลยร้อนใจจนแทบบ้า?
จ้าวอวี๋ผิงเห็นดังนั้นก็รู้สึกได้ใจมาก คิดไม่ถึงล่ะสิ ชิงลงมือก่อนได้เปรียบ ลงมือทีหลังเสียเปรียบ:
"หอผู้ดูแลและหอวินัยล้วนมีเหตุผลมาตลอด ท่านทั้งสองคงไม่มีข้อโต้แย้งกระมัง"
ผู้อาวุโสทั้งสองมองหน้ากันอย่างหมดคำพูด การกระทำของจ้าวอวี๋ผิงในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด แต่ฉากหน้าก็ยึดครองความชอบธรรมไว้ได้ทั้งหมดแล้ว
ถึงแม้ความยุติธรรม เที่ยงธรรม และโปร่งใสของสายนอกจะเป็นแค่การสร้างภาพ แต่ก็ต้องทำให้สวยงามมากพอ ถึงจะทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับและทำตามกฎระเบียบได้
ศิษย์ด้านล่างต่างมีอารมณ์พลุ่งพล่าน บางคนเริ่มตะโกนขึ้นมาแล้ว:
"ศิษย์พี่เมิ่งไม่เคยไปมาหาสู่กับซ่งลั่วเลย สองคนนั้นจะหายตัวไปพร้อมกันได้ยังไง? ต้องเป็นซ่งลั่วนั่นแน่ๆ ที่ทำร้ายเขา! เขาคงกลัวว่าวันนี้จะสู้ศิษย์พี่เมิ่งไม่ได้ ถึงได้ใช้วิธีการแบบนี้!"
"อย่าเพิ่งตื่นตระหนก พวกเราก็ช่วยกันตามหาคนด้วย ศิษย์พี่เมิ่งคนดีผีคุ้ม ต้องแคล้วคลาดปลอดภัยแน่!"
สองคนหายตัวไปพร้อมกัน แต่มนุษยสัมพันธ์กลับเป็นสองขั้ว ไม่นานนัก ซ่งเฉียนจีก็ถูกคาดเดาว่าเป็นฆาตกรทำร้ายคน ขาดก็แต่เปิดหอไต่สวนกันตรงนี้เลยเท่านั้น
จ้าวอวี๋ผิงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
มีเรื่องนี้ปูทางไว้ก่อนแล้ว ใครยังคิดจะฟ้องร้องข้าอีก ขอแค่ยืนกรานว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสีและเป็นพยานเท็จ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะพลิกสถานการณ์ไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องตามหาคนน่ะหรือ คนของตัวเองหาเจอก่อน ก็ลงมือกำจัดทิ้งก่อนได้เลย
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ: "เช่นนั้นก็ฟังการจัดเตรียมของข้า วันนี้เอาไว้ก่อน..."
"ข้าหาพวกเขาเจอแล้ว!" เสียงตะโกนดังลั่นมาจากริมลานกว้าง
เสียงนั้นคุ้นหูมาก เป็นเพราะตื่นเต้นเกินไปจึงมีพลังเสียงเต็มเปี่ยม ดังก้องสะท้อนไปมาในหุบเขา:
"ซ่งเฉียนจี เมิ่งเหอเจ๋อมาแล้ว—"
จ้าวอวี๋ผิงหน้ามืดทะมึน ลมหายใจจุกอยู่ที่อก เกือบจะล้มทั้งยืน
ผู้ที่ตะโกน สวมชุดผ้าไหมหรูหรา สวมกวานหยก ทั่วทั้งร่างบ่งบอกถึงความร่ำรวย
เขาคือจ้าวจี้เหิงนั่นเอง
***
เมื่อคืนนี้จ้าวจี้เหิงไม่ได้เมา
เขาเหมาหอชุนเฟิงหรูอี้ที่ตีนเขาหัวเวย เลี้ยงเหล้าและฟังเพลงกับศิษย์สายนอกที่สนิทสนมกัน
เด็กหนุ่มผู้ร่ำรวย ไม่เคยขาดแคลนคนวัยเดียวกันมาคอยประจบประแจง
บุปผา สุราแรง หนุนตักหญิงงาม จอกทอง จอกหยก จอกหลิวหลี
เมื่อเทียบกับความใจกว้างมือเติบของจ้าวจี้เหิงแล้ว นิสัยเย่อหยิ่งจองหองของเขาไม่ควรค่าแก่การพูดถึงเลย
ทุกคนดื่มจนเมามายไม่ได้สติ มีเพียงเขาที่ผิดปกติไปจากเดิม จิบเพียงเล็กน้อย แววตากระจ่างใส
ท้องฟ้ายังไม่สาง ก็มีสาวใช้หน้าตาสะสวยเข้ามาปรนนิบัติ
อาบน้ำอบร่ำ สวมเสื้อผ้าพกกระบี่ หวีผมมัดกวาน
จ้าวจี้เหิงลูบไล้ใบหน้าเล็กๆ เนียนนุ่มของหญิงงาม พลางทอดถอนใจ: "อยู่ที่นี่แหละสบายที่สุด เหมือนได้กลับบ้านเลย"
"ท่านเซียนจ้าวอย่าลืมข้าน้อยนะเจ้าคะ"
หญิงงามหัวเราะคิกคัก เอื้อมมือมาเกาะแกะพัวพัน แต่กลับถูกเขาปัดออกอย่างนุ่มนวล:
"ไม่เล่นแล้ว วันนี้นายท่านมีธุระสำคัญ"
ที่พักสายนอกนั้นซอมซ่อ เขาเห็นมันเป็นเหมือนเล้าหมูรังหมา แทบไม่เคยกลับไปค้างคืนเลย กลางวันพอเรียนเสร็จ ก็เรียกพรรคพวกรีบลงเขาไปค้างอ้างแรมตามตรอกหอนางโลมทุกคืน
ไม่เป็นไร ชีวิตแบบนี้ใกล้จะจบลงแล้ว ท่านอาได้จัดการไว้เรียบร้อยแล้ว พ้นวันนี้ไป เขาก็จะได้เข้าสายใน
ไปสู่วังเซียนบนสวรรค์ เรียนรู้วิชาเต๋าอันไร้ขอบเขต เป็นคนเหนือคน
วันนี้เป็นวันสำคัญของเขา
จ้าวจี้เหิงสวมชุดคลุมเวทที่หรูหราที่สุดของตัวเอง นำของวิเศษที่ล้ำค่าที่สุดติดตัวไปด้วย
ส่องกระจกดูตัวเอง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รู้สึกฮึกเหิมอย่างยิ่ง
"ไปกันเถอะ!" เขาตะโกนเรียก
ประตูห้องพักชั้นบนถูกผลักเปิดออกแย่งกัน ศิษย์สายนอกที่ค้างคืนที่นี่เมื่อคืนพากันทะลักออกมา พลางจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย พลางเดินตามจ้าวจี้เหิงลงบันไดไป
ชั่วขณะนั้น บันไดดังเอี๊ยดอ๊าด พื้นไม้สั่นสะเทือน
เสียงโอ้อวดประจบสอพลอของพวกลิ่วล้อ เสียงออดอ้อนรั้งตัวของเหล่าหญิงงาม เสียงดีดผีผาขับร้องเพลงส่งแขก หอชุนเฟิงทั้งหลังพลันตื่นขึ้นมาในพริบตา เอะอะมะเทิ่งจนวุ่นวายไปหมดก่อนรุ่งสาง
จ้าวจี้เหิงมีคนห้อมล้อมหน้าหลัง ท่ามกลางความเอะอะโวยวายเขาก้าวเท้าข้ามธรณีประตู
เท้าหน้าเพิ่งแตะพื้น ฝุ่นควันสายหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาหา พร้อมกับตะโกนลั่น: "เดี๋ยวก่อน!"
คนผู้นั้นสวมชุดผู้ดูแลสำนักหัวเวย สีหน้าร้อนรน จ้าวจี้เหิงขมวดคิ้ว สัญชาตญาณบอกว่าไม่ชอบมาพากล
บ้านเรือนในเมืองเรียงรายเป็นระเบียบ การขี่กระบี่เหาะเหินไม่สะดวกในการตามหาคน ผู้ดูแลที่ลงเขามาส่งข่าวจึงทำได้เพียงรวบรวมลมปราณวิ่งสุดฝีเท้า ตามหาทั่วทุกหอนางโลมและโรงเตี๊ยมในเมือง กว่าจะมาเจอที่นี่ หอบยังไม่ทันหายเหนื่อย ก็รีบดึงจ้าวจี้เหิงออกจากกลุ่มคนก่อน แล้วกระซิบเสียงต่ำ:
"จ้าว นายน้อยจ้าว ท่านไปไม่ได้นะขอรับ สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ผู้ดูแลใหญ่จ้าวสั่งมาว่า ให้ท่านหาสถานที่เงียบสงบ หลบไปก่อนชั่วคราว!"
****
ฝนตกหนักเมื่อคืน ชะล้างให้ภูเขาในฤดูใบไม้ผลิเช้านี้ดูเขียวขจียิ่งขึ้น
ลมยามเช้าพัดเย็นสบาย หมอกขาวไหลบ่าดุจเกลียวคลื่น ทางเดินบนภูเขาเปียกลื่นและขรุขระ
เมิ่งเหอเจ๋อเท้าไม่แตะพื้น แบกซ่งเฉียนจีไว้บนหลังกระโดดข้ามตะไคร่น้ำทุกก้อน ราวกับนกน้อยที่ปราดเปรียว พุ่งตรงลึกเข้าไปในหุบเขา
พวกเขาออกจากผาต้วนซานแล้ว และใช้เส้นทางลัดที่แทบไม่มีคนสัญจร
ซ่งเฉียนจี: "ข้าบาดเจ็บที่แขน ไม่ได้ขาเป๋"
เมิ่งเหอเจ๋อยิ้มอย่างเขินอาย: "ศิษย์พี่ซ่ง วิชาตัวเบาที่ท่านสอนข้า ข้ายังไม่ค่อยชิน เลยอยากถือโอกาสฝึกแบกน้ำหนักไปด้วยน่ะ"
ซ่งเฉียนจีผู้กลายเป็นกระสอบทรายเครื่องมือถึงกับพูดไม่ออก
ระหว่างที่กระโดดขึ้นลงอย่างรวดเร็ว แสงอรุณสาดส่องผ่านกิ่งสนที่หยาดน้ำหยดลงมาปะทะใบหน้า ทำให้เขาต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย
"เดี๋ยวก่อน" จู่ๆ ซ่งเฉียนจีก็ตบไหล่เมิ่งเหอเจ๋อ
เมิ่งเหอเจ๋อจดจ่ออยู่กับวิชาตัวเบา ไม่ทันสังเกตความเคลื่อนไหวรอบข้าง พอคิดจะหยุดเท้า ก็ยังคงพุ่งไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อยอีกกว่าสิบจั้ง เลี้ยวโค้งไปตามทางเดินบนภูเขา ถึงจะทรงตัวไว้ได้อย่างหวุดหวิด
"มีอะไรหรือศิษย์พี่ซ่ง?"
สายไปแล้ว ซ่งเฉียนจีถอนหายใจในใจ
จ้าวจี้เหิงก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นเขา แขนเสื้อกว้างสะบัดดังพรึ่บพรั่บ
จ้าวอวี๋ผิงให้เขาหาสถานที่เงียบสงบ แน่นอนว่าเขาไม่สามารถอยู่ในเมืองได้ เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนดังแห่งตรอกหอนางโลม ไปที่ไหนก็มีแต่คนคอยต้อนรับอย่างอบอุ่น
เขาทำได้เพียงขึ้นเขา และต้องเดินไปตามทางเล็กๆ ที่เงียบสงบเท่านั้น
ลมพัดผ่านป่าไม้ เสียงนกร้องจิ๊บๆ คลอไปกับเสียงของศิษย์สายนอกเจ็ดแปดคนที่เป็นทั้งลูกน้องและลิ่วล้อคอยช่วยเขาด่าทอด้วยสารพัดคำพูดที่อยู่ด้านหลัง:
"ซ่งเฉียนจีกับเมิ่งเหอเจ๋อสองคนนั้น เห็นได้ชัดว่ารู้ตัวว่าสู้ศิษย์พี่จ้าวไม่ได้ ไม่กล้ามาขายหน้า ก็เลยไปซ่อนตัว"
"มีสิทธิ์อะไรที่พวกเขาซ่อนตัว แล้วการสอบต้องเลื่อนออกไป? นี่มีอะไรให้ต้องเทียบกันอีก โควตาสายในควรจะเป็นของศิษย์พี่จ้าวต่างหาก!"
"หุบปาก!" จ้าวจี้เหิงรู้ว่าทำไมท่านอาถึงให้เขาหลบไปก่อน แต่เขาพูดไม่ได้ ทำได้เพียงหน้าซีดเผือด กัดฟันกรอด:
"ไอ้หมาสองตัวนั่น ถ้าข้าเจอมันล่ะก็..."
พูดไม่ทันขาดคำ ทางเดินบนภูเขาก็เลี้ยวโค้ง จ้าวจี้เหิงเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ
ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ต่างก็ชะงักไป
ถนนใหญ่กว้างขวาง พวกเขาไม่เดิน
เส้นทางเล็กๆ ในป่าลึก ทางแคบพบพาน
"อ๊ะ!" จ้าวจี้เหิงกระโดดโหยง ชี้หน้าเมิ่งเหอเจ๋อ "ดีล่ะ! พวกเจ้า พวกเจ้ายังไม่ตายจริงๆ ด้วย!"
เมิ่งเหอเจ๋อกล่าวเสียงเย็น: "ด้วยความกรุณา ข้าดวงแข็ง"
จ้าวจี้เหิงคิดในใจ พวกเจ้าสองคนกระโดดหน้าผาไปด้วยกันไม่ใช่หรือไง แล้วมาทำอะไรที่นี่?
เมิ่งเหอเจ๋อคิดในใจ เจ้าไม่ได้ถูกกำหนดไว้แล้วหรือไง ไม่ไปแสดงฝีมือที่ลานกว้าง แล้วมาทำอะไรที่นี่?
จ้าวจี้เหิงหยั่งเชิง: "ซ่งเฉียนจี เจ้าไม่ไปเข้าร่วมการสอบหรือ?"
ซ่งเฉียนจี: "ไม่ไปแล้ว ข้าบาดเจ็บ รบกวนช่วยลาให้พวกเราด้วย"
สีหน้าของเขาเรียบเฉย น้ำเสียงเป็นธรรมชาติ ราวกับกำลังไหว้วานเพื่อนร่วมชั้นให้ช่วยตักข้าวให้
จ้าวจี้เหิงพยักหน้ารับคำว่าได้ตามสัญชาตญาณ จู่ๆ ก็ได้สติขึ้นมา: "เจ้าพูดจาเหลวไหล! เจ้าไปบาดเจ็บตอนไหน? แล้วพวกเจ้าสองคนไปสนิทกันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?"
ศิษย์สายนอกที่อยู่ด้านหลังเขาไม่ยอมน้อยหน้า พากันส่งเสียงเอะอะโวยวาย:
"เพราะพวกเจ้าสองคนทำให้การสอบต้องเลื่อนออกไป ถ่วงเวลาบนเส้นทางเซียนของศิษย์พี่จ้าว แกรับผิดชอบไหวไหม?"
เมิ่งเหอเจ๋อตวาดลั่น: "พวกเจ้าคิดจะทำอะไร!"
ตั้งแต่เขาเรียนวิชาที่ซ่งเฉียนจีสอน แถมยังได้ลูกประคำหยกวิญญาณที่เป็นของวิเศษระดับสูงมา เขาก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ความโกรธเกรี้ยวพุ่งปรี๊ดจนมีรัศมีไม่ธรรมดา ทำให้คนกลุ่มนั้นตกใจจนต้องถอยหลังไปจริงๆ
แต่ซ่งเฉียนจีไม่สนใจการจิกหัวตบกันของเด็กๆ เขาสนใจแค่การลงเขาไปปลูกพืชเท่านั้น
เขาตบไหล่เมิ่งเหอเจ๋อ เป็นเชิงบอกให้เด็กหนุ่มใจเย็นๆ แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน:
"ศิษย์น้องจ้าว เจ้าดูสิ ตอนนี้ข้าเดินไม่ได้ด้วยซ้ำ ยังต้องพึ่งศิษย์น้องเมิ่งแบก เห็นได้ชัดว่าข้าไร้วาสนากับสายใน ครั้งนี้ก็ช่างมันเถอะ"
จ้าวจี้เหิงจ้องมองเขาด้วยสายตาเหมือนเห็นผี
ซ่งเฉียนจีคือใคร? ตัวพยายามอันดับหนึ่งแห่งสายนอกของสำนักหัวเวย ชื่อเสียงโด่งดังเชียวนะ!
จ้าวจี้เหิงยิ่งรู้ดีว่า เพื่อให้ได้โดดเด่นในครั้งนี้ ซ่งเฉียนจีทำทุกวิถีทางขนาดไหน
ตอนนี้ยิ่งเขาบอกว่าไม่ไป ก็ยิ่งเหมือนกำลังเตรียมแผนการร้ายอะไรบางอย่าง
"เจ้าคิดว่าข้าโง่มากหรือไง?" จ้าวจี้เหิงแค่นหัวเราะ "บาดเจ็บสาหัสใช่ไหม? ขยับไม่ได้ใช่ไหม? วันนี้ต่อให้ต้องหามเกี้ยว ข้าก็จะหามเจ้าขึ้นไปให้ได้!"
เขาสะบัดมืออย่างแรง "เด็กๆ!"
ศิษย์สายนอกเจ็ดแปดคนกรูกันเข้าไป
***
"คน ข้าพามาแล้ว!"
ลานกว้างที่เต็มไปด้วยเสียงจอแจ พลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะเพราะเสียงตะโกนของจ้าวจี้เหิง
ศิษย์สายนอกพร้อมใจกันหันไปมอง
จ้าวจี้เหิงอาบแสงแดดยามเช้าและสายลม พร้อมกับสายตาหลากหลายคู่ พลันรู้สึกว่าตัวเองได้ทำเรื่องยิ่งใหญ่ที่พลิกฟ้าคว่ำดิน:
"โปรดดู—"
ศิษย์สายนอกสี่คน ช่วยกันหามเก้าอี้เอนหลังสีแดงชาดตัวหนึ่ง
พวกเขายืดอกอย่างภาคภูมิใจ ก้าวเดินอย่างมั่นคงและมั่นใจ
เมิ่งเหอเจ๋อมีสีหน้าระแวดระวัง เดินตามประกบอยู่ข้างๆ อย่างใกล้ชิด ในท่าทีคอยปกป้อง
บนเก้าอี้เอนหลังบุนวม มีคนผู้หนึ่งนอนเหยียดยาวอยู่บนนั้น
ซ่งเฉียนจีแหวกผ่านฝูงชนมาตลอดทาง เอิกเกริกโอ่อ่า ราวกับถูกแห่ประจานกลางถนน
ลานกว้างเงียบกริบ ทุกคนพากันอ้าปากค้าง สายตาตกตะลึงนับพันคู่แทบจะยิงทะลุร่างเขาจนพรุนเป็นรังผึ้ง
ซ่งเฉียนจีไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ บนใบหน้า จิตใจแหลกสลายดั่งเถ้าถ่าน
เกิดใหม่แล้วยังต้องมาตกระกำลำบากแบบนี้อีก โลกนี้มันมีเหตุผลบ้างไหมเนี่ย