- หน้าแรก
- ปลาเค็มเหินสวรรค์
- บทที่ 2 ดีใจจนเหลิงเกิดเรื่องเศร้าหลังเกิดใหม่
บทที่ 2 ดีใจจนเหลิงเกิดเรื่องเศร้าหลังเกิดใหม่
บทที่ 2 ดีใจจนเหลิงเกิดเรื่องเศร้าหลังเกิดใหม่
บทที่ 2 ดีใจจนเหลิงเกิดเรื่องเศร้าหลังเกิดใหม่
ซ่งเฉียนจีดิ่งพสุธาลงมาด้วยความเร็วสูง เสียงลมกระโชกแรงดังหวีดหวิวอยู่ข้างหู เขาขยับความคิดตามสัญชาตญาณ หมายจะเรียกกระบี่บินคู่กายมาช่วยคน "มา!"
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสียงร้องโหยหวนของเด็กหนุ่มที่ตกหน้าผายังคงดังอยู่เช่นเดิม
ที่แท้เรื่องที่ทำให้คนทรมานใจที่สุด ไม่ใช่ "การระเบิดตัวเองเมื่อถึงทางตัน" แต่เป็น "ดีใจจนเหลิงเกิดเรื่องเศร้าหลังเกิดใหม่" ต่างหาก
'ซ่งเฉียนจี' ในตอนนี้เป็นเพียงศิษย์สายนอกของสำนักหัวเวย มีตบะต่ำต้อย ฐานะการบำเพ็ญเพียรตื้นเขิน
กระบี่คู่กายเล่มนั้นที่เรียกปุ๊บมาปั๊บและเคยผงาดไปทั่วหล้า ต้องรออีกร้อยปีถึงจะถูกหลอมออกมา
ซ่งเฉียนจีกัดฟัน ถีบผนังหน้าผาอย่างแรงเพื่อยืมแรง พุ่งตัวไปหาเด็กหนุ่มที่ตกหน้าผาราวกับลูกธนูที่หลุดจากแหล่ง
เขายื่นแขนยาวออกไป คว้าแขนเสื้อของอีกฝ่ายไว้ได้ ก่อนที่เนื้อผ้าจะขาด เขาก็ฉวยจังหวะคว้าข้อมือของเด็กหนุ่มไว้แน่น แทบจะในเวลาเดียวกันก็ล้วงกริชสั้นในอกเสื้อออกมา ปักฉึกเข้าที่หน้าผาอย่างแรง
เศษหินแตกกระจาย บินเฉียดใบหน้าของเขาไป
การร่วงหล่นหยุดชะงัก เสียงร้องโหยหวนหยุดลงกะทันหัน ในที่สุดหูก็สงบลงเสียที
เด็กหนุ่มคนนั้นหอบหายใจเฮือกใหญ่ กำข้อมือขวาของซ่งเฉียนจีไว้แน่น เสื้อผ้าของทั้งสองคล้ายคลึงกัน มันคือชุดศิษย์สายนอกที่สำนักหัวเวยแจกจ่ายให้เหมือนกันหมด ไม่มีอะไรมากไปกว่าชุดคลุมสีขาวผ้าหยาบและสายคาดเอวสีน้ำเงินคราม ยามนี้แขนเสื้อยาวพองลมกลางคืน แกว่งไกวไปมากลางอากาศ ดูราวกับผีผูกคอตายสองตัวไม่มีผิด
น้ำหนักของผีสองตัว กดทับลงบนมือซ้ายที่จับกริชสั้นไว้แน่นจนเส้นเลือดปูดโปนของซ่งเฉียนจีทั้งหมด
พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงเย็นเยียบ สาดส่องยอดเขานับพัน ทว่ากลับส่องไม่ทะลุห้วงเหวลึกไร้ก้นบึ้ง
ชีพจรปฐพีของหน้าผาแห่งนี้มีความพิเศษ มันสะกดการโคจรพลังปราณของผู้บำเพ็ญเพียรตามธรรมชาติ นับเป็นสถานที่ชั้นดีสำหรับการฆ่าคนทิ้งศพ
เสียงสัตว์อสูรคำรามก้องราวกับฟ้าร้องดังมาจากในภูเขา หมอกสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมาจากก้นเหว บนหน้าผาห่างออกไปสิบจั้ง มีต้นไม้โบราณเขียวชอุ่มต้นหนึ่งแทงยอดเอียงยื่นออกมา
ซ่งเฉียนจีตะคอกเสียงต่ำ "จับให้แน่น!"
เด็กหนุ่มลุกลี้ลุกลน ฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบที่เปียกลื่น เขาร้องไห้สะอึกสะอื้นพูดจาไม่รู้เรื่อง "ข้าจับไม่ไหวแล้ว ข้าไม่ไหว ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอโทษพวกท่าน"
"เห็นต้นไม้ต้นนั้นไหม ข้าจะนับสามครั้ง แล้วจะเหวี่ยงเจ้าไป"
ซ่งเฉียนจีก้มหน้าลง ภายใต้แสงจันทร์สลัว เขาสบเข้ากับใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
อายุราวสิบสามสิบสี่ปี หน้าตาหมดจดไร้เดียงสา แววตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เขาจำชื่ออีกฝ่ายไม่ได้ไปชั่วขณะ หินก้อนแรกที่ใช้เหยียบย่างก้อนนี้ น่าจะเป็นแค่คนไร้ชื่อเสียง ประกอบกับเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ความทรงจำย่อมเลือนรางเป็นธรรมดา
"ซ่งเฉียนจี!" อีกฝ่ายกลับเรียกชื่อเขาออกมาก่อน ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ "ข้าเมิ่งเหอเจ๋อทำตัวเปิดเผยตรงไปตรงมา ไม่เคยทำร้ายใคร ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีความแค้นความพยาบาทอันใดกับเจ้า เหตุใดเจ้าถึง..."
ซ่งเฉียนจีเริ่มนับถอยหลัง "สาม สอง" พลังปราณอันเบาบางในร่างกายถูกเขารีดเค้นออกมาจนหมดสิ้น ก่อนจะออกแรงฮึดสู้ "หนึ่ง!"
เด็กหนุ่มที่ชื่อเมิ่งเหอเจ๋อร่างลอยละลิ่ว วาดเป็นเส้นโค้งกลางอากาศ "อ๊าก!"
กิ่งก้านของต้นไม้แก่สั่นไหวอย่างรุนแรง ใบไม้ร่วงกราว
เมิ่งเหอเจ๋อใช้แขนขาทั้งสี่เกาะกิ่งไม้ไว้แน่น ยังคงอกสั่นขวัญแขวน เขาตะโกนอย่างสติแตก
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! นึกจะโยนก็โยน ให้ข้าเตรียมใจสักนิดไม่ได้หรือไง! ถ้าเจ้าโยนไม่แม่นจะทำอย่างไร ข้าเกือบตายแล้วนะ!"
พอหันหน้ากลับไป กลับเห็นแขนขวาของซ่งเฉียนจีห้อยต่องแต่งอย่างผิดธรรมชาติ บิดเบี้ยวในมุมที่พิลึกพิลั่น
มันหักไปเสียแล้ว
ซ่งเฉียนจีเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก ทว่าสีหน้ากลับราบเรียบ เพียงแค่เม้มปากเล็กน้อยเพื่ออดกลั้นความเจ็บปวด เห็นได้ชัดว่าคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว
เมิ่งเหอเจ๋อชะงักไป ความโกรธเกรี้ยวจางหายไปเล็กน้อย "นี่ เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?"
คืนนี้ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายพลิกผันไปมา สมองของเขาถูกเขย่าจนกลายเป็นเละเทะไปหมดแล้ว
เพื่อช่วยเขา ซ่งเฉียนจีถึงกับยอมสละแขนข้างหนึ่งของตัวเองโดยไม่ลังเลเลยสักนิด
นี่คือแขนขวาที่ใช้จับกระบี่เชียวนะ
ศิษย์สายนอกมีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าซ่งเฉียนจีขยันหมั่นเพียรฝึกกระบี่ ไม่ว่าจะหนาวหรือร้อน ฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง ลมพัดหรือฝนตกก็ไม่เคยหวั่น บากบั่นจนถึงขั้นวิปริต เพียงเพื่อสอบผ่านและได้เข้าเป็นศิษย์สายใน
พรุ่งนี้เช้ามีการประลองของศิษย์สายนอก ทว่าคืนนี้กลับแขนหักตกหน้าผา ไม่ต่างอะไรกับการทำลายอนาคต ตัดหนทางเซียนของตัวเอง
หากแขนขวาของซ่งเฉียนจีไม่บาดเจ็บ เดิมทีเขาสามารถใช้กริชสั้นปีนขึ้นไปเองได้ ไม่สิ ซ่งเฉียนจีไม่จำเป็นต้องกระโดดลงมาตั้งแต่แรกแล้ว
ทำไมกัน?
หรือว่าเขาชอบข้า เพราะไม่อาจ 'ร่วมเตียงเคียงหมอนตอนมีชีวิต' กับข้าได้ จึงขอ 'ร่วมหลุมฝังศพตอนตาย' ตั้งใจจะฆ่าข้าก่อน แล้วค่อยกระโดดหน้าผาตายตาม แต่พอลงมือไปแล้วก็เกิดตาสว่างขึ้นมา เลยยอมสละชีวิตมาช่วยข้า?
แต่ข้าไม่ได้ชอบตัดแขนเสื้อนี่นา เมิ่งเหอเจ๋ออารมณ์ซับซ้อน "ศิษย์พี่ซ่ง ท่านยังไหวไหม?"
หากซ่งเฉียนจีรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ในใจ จะต้องด่าเปิงแน่นอน สมองหมาๆ ของเด็กวัยสิบกว่าปีไม่มีเรื่องเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ขยะเรื่องความรักกุ๊กกิ๊กทั้งนั้น!
แต่ชั่วคราวเขาไม่มีเวลามาสนใจตอบ ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด ชาติก่อนเขากินความทุกข์ทรมานมาหมดแล้ว บาดแผลเล็กน้อยแค่นี้เขาไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก
แต่เป็นเพราะความตกตะลึง
เมื่อครู่นี้เอง ตอนที่แขนขวาของเขาหลุด เขาก็พบว่าแม้ร่างกายนี้จะมีรากฐานตื้นเขินจนถึงขีดสุด แม้แต่วิชาตัวเบาก็ยังใช้ไม่ได้ ทว่าภายในตำหนักม่วงกลับมีแสงเรืองรองปรากฏขึ้นเลือนราง คล้ายกับกำลังหล่อเลี้ยงของวิเศษที่ร้ายกาจชิ้นหนึ่งอยู่
กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งไหลซึมออกมาจากตำหนักม่วง หล่อเลี้ยงเส้นลมปราณที่แขนขวาของเขาอย่างเงียบๆ นี่มันเป็นของวิเศษสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บด้วย
ไม่น่าจะใช่ ซ่งเฉียนจีในวัยสิบห้าปี ไม่เคยแม้แต่จะสัมผัสของวิเศษของจริงเลยด้วยซ้ำ
เขามีกระบี่ระดับต่ำเพียงเล่มเดียว ซื้อมาจากผู้ดูแลสายใน สร้างขึ้นจากเศษวัสดุเหลือทิ้งที่ศิษย์สืบทอดใช้หลอมกระบี่ ซึ่งผลาญเงินเก็บทั้งหมดของเขาไปจนเกลี้ยงแล้ว
เมื่อไม่ใช่ของวิเศษ ย่อมไม่สามารถหลอมรวม และไม่สามารถเก็บเข้าไปหล่อเลี้ยงในตำหนักม่วงภายในร่างกายได้ ทุกวันหลังจากซ่งเฉียนจีฝึกกระบี่เสร็จ เขาจะเช็ดทำความสะอาดอย่างระมัดระวังทันที และเก็บกระบี่ซ่อนไว้ในกล่อง เวลาออกไปข้างนอกตามปกติจะพกกริชสั้นไว้ป้องกันตัวเพียงเล่มเดียว ซึ่งก็คือเล่มที่ปักอยู่บนโขดหินในตอนนี้นั่นเอง
คำว่า 'จน' คำเดียวบีบคั้นคนจนตาย หากกระบี่เสียหาย ก็ไม่มีเงินไปซ่อมแซมหรือหลอมใหม่ แล้วจะเอาอะไรไปสู้ในการสอบศิษย์สายนอกล่ะ
ซ่งเฉียนจีสัมผัสถึงตำหนักม่วงอย่างระมัดระวัง สัมผัสเทวะยังคงอ่อนแอ เขาฝืนใช้วิชาเพ่งพินิจสำรวจภายใน มองเห็นเพียงโครงร่างสีขาวเลือนราง รูปร่างคล้ายแจกันสมบัติ
มันคือแจกันบริสุทธิ์!
ของวิเศษมิติที่เขาหลอมขึ้นมากับมือ เพื่อใช้บรรจุน้ำพุอมตะ สามารถรักษากลิ่นอายพลังปราณไม่ให้แตกซ่าน และรักษาน้ำไม่ให้เน่าเสียได้
ซ่งเฉียนจีสั่นสะท้านเล็กน้อย เขามองเห็นแสงห้าสีที่ทอประกายทะลุออกมาจากแจกันบริสุทธิ์
ไม่มีใครคุ้นเคยกับของในแจกันมากไปกว่าเขาอีกแล้ว น้ำพุอมตะ ของล้ำค่าแห่งฟ้าดินที่แฝงไปด้วยพลังชีวิตอันไร้ที่สิ้นสุด ซึ่งเขาฝ่าฟันอันตรายแทบตายเพื่อแย่งชิงมา จนดึงดูดให้คนทั้งใต้หล้าไล่ล่าแย่งชิง
เดิมทีมันควรจะสูญสลายไปพร้อมกับการระเบิดตัวเองของเขา ทว่าตอนนี้กลับลอยนิ่งอยู่อย่างเงียบๆ ในตำหนักม่วงของเขา เปล่งประกายแสงนุ่มนวล
ในชาติก่อนจนกระทั่งตาย ซ่งเฉียนจีก็ไม่เคยค้นพบว่าน้ำพุอมตะมีสรรพคุณในการรักษาบาดแผล หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขาไม่เคยแม้แต่จะลองพิจารณาหาสรรพคุณอื่นๆ ของน้ำพุอมตะเลย
ผู้คนต่างสงสัยว่าเขาจะฮุบของวิเศษไว้เป็นของตัวเอง ความจริงแล้วเขาถือว่ามันเป็น 'ของสาธารณะ' โดยปริยาย ไม่เคยแม้แต่จะเก็บเข้าไปในตำหนักม่วง แต่กลับเก็บไว้ในของวิเศษมิติที่พกติดตัว
ซ่งเฉียนจีลองพยายามนำแจกันบริสุทธิ์ออกมา ทว่าสัมผัสเทวะกลับปวดร้าวราวกับถูกไฟแผดเผา ของวิเศษมีแรงกดดันวิญญาณ คล้ายกับแรงกดดันบนร่างของผู้ยิ่งใหญ่ ตอนนี้เขามีตบะต่ำต้อย สัมผัสเทวะอ่อนแอ ไม่สามารถสัมผัสของวิเศษระดับนี้ได้
มีภูเขาสมบัติอยู่เปล่าๆ แต่กลับแตะต้องไม่ได้
ซ่งเฉียนจีไม่ได้ร้อนใจ เพียงแค่ถอนหายใจยาวๆ ออกมาหนึ่งเฮือก รู้สึกสะท้อนใจอย่างบอกไม่ถูก
ในเมื่อผู้กอบกู้โลกถูกสวรรค์กำหนดมาแล้ว ชะตากรรมของเผ่ามนุษย์ก็ไม่ถึงคิวให้ข้าต้องมานั่งกังวล สู้ไปหาที่เงียบสงบห่างไกลผู้คนในโลกมนุษย์ดีกว่า เมื่อมีพลังชีวิตอันไร้ขีดจำกัดของน้ำพุอมตะ ไม่ว่าจะเป็นดินแดนแห่งความตายหรือภูเขาหัวโล้นที่ไหน ก็สามารถเปลี่ยนเป็นดินแดนสุขาวดีได้ทั้งนั้น
อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ธรรมดาคือห้าสิบปี ข้าบำรุงรักษาสุขภาพอย่างถูกวิธี อยู่ให้ถึงเก้าสิบปี มหันตภัยแห่งฟ้าดินยังเหลือเวลาอีกตั้งร้อยยี่สิบปีกว่าจะเริ่มต้นขึ้น ก่อนจะเกิดภัยพิบัติ ทั่วทั้งสี่ทิศสงบสุข โลกมนุษย์เจริญรุ่งเรือง ข้ายังมีวันเวลาดีๆ อีกมากมาย
เส้นทางสายใหม่เอี่ยมปรากฏขึ้นตรงหน้า บนเส้นทางนั้นไม่มีการเข่นฆ่าที่นองเลือด มีเพียงผืนนาชั้นดี ฝูงไก่เป็ด และคฤหาสน์หลังใหญ่...
เขาจับกริชสั้นห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ ถูกลมหนาวในหุบเขาพัดจนแกว่งไปมา สภาพดูทุลักทุเล
ทว่าในใจกลับเบิกบานอย่างยิ่ง ราวกับมีลมพายุพัดเอาความอึดอัดในอกออกไปจนหมดสิ้น เพิ่งจะได้เกิดใหม่จริงๆ ก็คราวนี้แหละ
หนทางเซียนบ้าบอนี่ใครอยากบำเพ็ญเพียรก็บำเพ็ญไปเถอะ ฟ้าดินนี้ใครอยากแบกรับก็แบกรับไป
คืนนี้ออกจากเขาหัวเวยได้เมื่อไหร่ จะไปปะปนกับพวกมนุษย์ธรรมดา จูงหมาชนไก่ทำไร่ไถนา ใช้ชีวิตสั้นๆ อย่างอิสระเสรีไปจนตาย
"ศิษย์พี่ซ่ง ท่านพูดอะไรหน่อยสิ!" เมิ่งเหอเจ๋อร้องเรียกเขาอย่างไม่ลดละ
"ข้าไม่เป็นไร" ซ่งเฉียนจีลืมตาขึ้นมา อารมณ์ดีมาก "ชีพจรปฐพีที่นี่มีความพิเศษ ทิศทางของภูเขาและแม่น้ำก่อตัวเป็น 'กุญแจขังมังกร' พอดี เส้นทางการโคจรพลังปราณแบบเดิมของเจ้าใช้ไม่ได้ผล ข้าจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาตัวเบาชุดใหม่ให้เจ้า เจ้าจำให้ดีล่ะ เรียนรู้แล้วก็จะสามารถไปมาได้อย่างอิสระ"
"เหตุใดเจ้าถึงฆ่าข้าแล้วก็ช่วยข้า ตอนนี้ยังมาสอนวิชาให้ข้าอีก?" เมิ่งเหอเจ๋อมีสีหน้าสับสน
ซ่งเฉียนจี "รวบรวมสมาธิทำจิตใจให้สงบ รักษากำเนิดรวมเป็นหนึ่ง"
เมิ่งเหอเจ๋อไม่อยากพลาดโอกาสทอง เขานั่งขัดสมาธิบนกิ่งไม้ นั่งสมาธิอย่างเรียบร้อย ตอนแรกยังกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งตกใจ นี่ไม่ใช่เคล็ดวิชาธรรมดาๆ อย่างเห็นได้ชัด ลึกล้ำแยบคาย ทว่ากลับอธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ไม่รู้ว่าซ่งเฉียนจีไปได้มาจากไหน
ศิษย์สายนอกมีชื่อเรียกว่าศิษย์ แต่ความจริงแล้วฐานะในสำนักไม่ต่างอะไรกับคนงานรับใช้ ปลูกพืชวิญญาณ ให้อาหารสัตว์วิญญาณ ขุดเหมืองหินวิญญาณ ปรนนิบัติรับใช้ศิษย์สายในและผู้ดูแล เพื่อแลกกับหินวิญญาณอันน้อยนิด เอาไปซื้อวิชาบำเพ็ญเพียร สำนักไม่ให้อะไรเลยนอกจากอาหารและเสื้อผ้าพื้นฐานที่สุด
วิชา หินวิญญาณ และดินแดนล้ำค่าในโลกบำเพ็ญเพียร ล้วนถูกสำนักและตระกูลใหญ่ครอบครองไว้แน่นหนา แบ่งปันกันจนหมดเกลี้ยง ช่องทางเลื่อนขั้นของคนระดับล่างแทบจะถูกตัดขาด
ไม่อยากทำงานรับใช้แลกทรัพยากรก็ไม่เป็นไร ขาดเจ้าไปสักคน ก็ยังมีมนุษย์ธรรมดาอีกนับไม่ถ้วนที่รอคอยโอกาสจะก้าวเข้าสู่หนทางเซียน
ในใจของเมิ่งเหอเจ๋อรู้สึกบอกไม่ถูก วิชาท่าร่างอันลึกล้ำของศิษย์พี่ซ่งชุดนี้ จะต้องแลกมาด้วยความยากลำบากแสนสาหัสอย่างแน่นอน เป็น 'ไม้ตาย' ที่เตรียมไว้สำหรับการสอบศิษย์สายนอกในเช้าวันพรุ่งนี้ แต่ตอนนี้กลับถ่ายทอดให้ตนจนหมดเปลือก
"จำได้หมดแล้วใช่ไหม?" ซ่งเฉียนจีขมวดคิ้ว ไม่พอใจที่อีกฝ่ายเหม่อลอย
"ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่ตัวอักษรเดียว ขอบคุณศิษย์พี่ที่ถ่ายทอดวิชาให้"
สีหน้าของซ่งเฉียนจีผ่อนคลายลง นึกไม่ถึงว่าเจ้าเด็กนี่จะมีพรสวรรค์ไม่เลว แบ่งใจทำสองอย่างพร้อมกันก็ยังสามารถฟังครั้งเดียวแล้วจำได้ไม่ลืม
เห็นแก่คำว่าขอบคุณศิษย์พี่ และเห็นว่าเป็นเด็กที่สอนได้ เขาจึงตัดสินใจช่วยคนก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด
"เจ้าไปหาที่นอนหลับให้สบายเถอะ ไม่ต้องไปเจอใครทั้งนั้น รอจนพรุ่งนี้เช้าสอบเสร็จค่อยเผยตัวออกมา"
เมิ่งเหอเจ๋อตกใจมาก "ท่านอยากให้ข้าพลาดการสอบงั้นหรือ? แขนขวาท่านบาดเจ็บ ข้าก็ขาดสอบ โควตาเข้าศิษย์สายในมิใช่ยกให้คนแซ่จ้าวไปฟรีๆ หรอกหรือ? ข้าไม่ยอมหรอก หรือว่าท่านยอม?"
ซ่งเฉียนจีนึกถึงประสบการณ์ในชาติก่อน ก็พลันรู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างหนัก "จ้าวจี้เหิงเป็นลูกหลานในตระกูลของผู้ดูแลจ้าวสายใน ผู้ดูแลจ้าวทำงานรับใช้สำนักหัวเวยมาห้าสิบปี จะจัดการศิษย์สายนอกสักสองสามคนนั้นง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ การสอบครั้งนี้ก็แค่ทำเป็นพิธีเท่านั้น ถือว่าจ้าวจี้เหิงถูกกำหนดตัวไว้แล้ว เข้าใจไหม? ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าทำไมเราสองคนถึงไม่หลับไม่นอนตอนดึกดื่น มาห้อยต่องแต่งตากลมอยู่ตรงนี้ล่ะ? มารับลมเย็นหรือไง?"
ชาติก่อนเขาถูกคนยุยง ไปทำข้อตกลงกับผู้ดูแลจ้าว คิดว่าถ้ากำจัดเมิ่งเหอเจ๋อได้ก็จะสามารถแลกกับโอกาสในการเข้าสำนัก
ในงานสอบคัดเลือก ภาพจำลองเหตุการณ์ที่ซ่งเฉียนจีผลักคนตกหน้าผาถูกเปิดฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นการประจานต่อหน้าสาธารณชน
ฝูงชนโกรธเกรี้ยว เขาถูกคนนับหมื่นรุมประณามหยามเหยียด โทษประหารชีวิตถูกกำหนดไว้แล้ว เขาถูกลงทัณฑ์ด้วยแส้ตีวิญญาณสามร้อยทีคาที่
จ้าวจี้เหิงได้รับเลือกอย่างราบรื่น แถมยังได้ชื่อเสียงอันดีงามว่าผดุงความยุติธรรมให้กับศิษย์ร่วมสำนัก ส่วนเมิ่งเหอเจ๋อที่ถูกผลักตกเหวไปนั้น ไม่มีใครสนใจความเป็นตายของเขาจริงๆ หรอก ยิ่งไม่มีใครไปค้นภูเขาเพื่อเก็บศพด้วยซ้ำ
ซ่งเฉียนจีเสี่ยงตายแหกคุกหนีเอาชีวิตรอด ตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจร
เมิ่งเหอเจ๋อไม่ได้โง่ สะกิดนิดเดียวก็เข้าใจ "จ้าวจี้เหิงมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้ดูแลจ้าวถึงเพียงนี้ มิน่าล่ะ ผู้ดูแลจ้าวต้องการให้ท่านกำจัดข้า หากท่านไม่แกล้งตอบตกลง เขาก็คงจะใช้วิธีอื่น ดังนั้นท่านจึงซ้อนแผน ทำให้พวกเขานึกว่าพวกเราตายแล้ว รอจนการสอบเสร็จสิ้น พวกเราก็จะปลอดภัย" เขามีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย "ศิษย์พี่ซ่งช่างมีความตั้งใจอันดีงาม ข้ายังนึกว่าท่านคิดจะ..."
ซ่งเฉียนจีไม่เข้าใจ "ข้าคิดจะอะไรกับเจ้า?"
"เปล่า ไม่มีอะไร!" เมิ่งเหอเจ๋อเปลี่ยนเรื่อง "ผ่านเรื่องนี้มา ข้าถึงได้รู้จักศิษย์พี่ซ่งอย่างแท้จริง ศิษย์พี่มีคุณธรรมสูงส่ง ไม่ลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับพวกคนพาล ช่วยชีวิตข้า ถ่ายทอดวิชาให้ข้า เมื่อก่อนเป็นข้าเองที่เข้าใจท่านผิดไปมาก"
"เข้าใจผิดแล้ว!" ซ่งเฉียนจีรีบขัดจังหวะ "ไม่ใช่แบบนั้นเด็ดขาด! เจ้าก็ถือเสียว่าชาติก่อนข้าติดค้างเจ้าไว้ก็แล้วกัน ได้ไหม!"
ด้วยพรสวรรค์ของเมิ่งเหอเจ๋อ หากชาติก่อนตกหน้าผาแล้วไม่ตาย ก็คงกลายเป็นบุคคลสำคัญระดับแนวหน้าไปแล้วกระมัง
เขาเกิดความรู้สึกเสียดายคนเก่งขึ้นมาวูบหนึ่ง จึงเอ่ยเตือนด้วยความจริงใจ
"หนทางเซียนยังอีกยาวไกล อย่ามัวแต่คิดเล็กคิดน้อยกับผลได้ผลเสียแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเลย การสอบศิษย์สายนอกเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ พลาดไปแล้วจะมีอะไรน่าเสียดาย? วันที่สามเดือนหน้า ก็คืองานชุมนุมเติงเหวินที่จัดขึ้นทุกๆ สิบปี ครั้งนี้ถึงคิวสำนักหัวเวยเป็นเจ้าภาพ ศิษย์สายนอกก็สามารถเข้าร่วมได้ เจ้าจงเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ บำรุงกำลังไว้รอจนถึงตอนนั้น ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้ผงาด"
เรื่องที่ควรพูด ที่สามารถพูดได้ เขาก็พูดไปหมดแล้ว ถึงเวลาแกล้งตายหลบหนี ลงเขาไปทำไร่ไถนาแล้ว!
ซ่งเฉียนจีฮึกเหิมเต็มเปี่ยม คลายนิ้วทั้งห้าออก
เมิ่งเหอเจ๋อฟังแล้วซาบซึ้งใจ ข่าวคราวที่สำคัญถึงเพียงนี้ ซ่งเฉียนจีกลับแบ่งปันให้โดยไม่ปิดบัง ชี้ทางออกให้กับตน ถึงขั้นไม่หวังผลตอบแทนจากการมีบุญคุณ โดยพูดจาเหลวไหลอย่าง 'ถือเสียว่าชาติก่อนข้าติดค้างเจ้า' ออกมา
เขาอยากจะขอบคุณฟ้าดิน ขอบคุณอิทธิพลมืดอย่างผู้ดูแลจ้าว ขอบคุณศิษย์พี่จ้าวทายาทรุ่นที่สองของผู้บำเพ็ญเพียร ที่ทำให้เขาได้คบหากับเพื่อนที่ดีอย่างแท้จริงในสำนักสายนอกที่เอาแต่ประจบสอพลอคนใหญ่คนโตและเหยียบย่ำคนต่ำต้อย
"ตกลง รอจนถึงงานชุมนุมเติงเหวิน พี่น้องอย่างเราสองคนจะร่วมแรงร่วมใจ..."
พูดยังไม่ทันจบ จู่ๆ ก็เห็นซ่งเฉียนจียิ้มอย่างอ่อนแรง กริชสั้นในมือซ้ายหลุดมือ ร่วงหล่นลงสู่ห้วงเหวลึกโดยตรง
กิ่งไม้บนหน้าผาเอนเอียงขวางกั้น เขาชนกิ่งไม้หักไปเจ็ดแปดกิ่งตลอดทาง แต่ก็ยังคงร่วงลงไปอย่างไม่ลดละ
"ศิษย์พี่ซ่ง!" รอยยิ้มของเมิ่งเหอเจ๋อแข็งค้างไปในพริบตา เลือดฝาดบนใบหน้าหายวับไป
เสียงตะโกนอย่างแหบสลายของเด็กหนุ่มดังก้องไปทั่วห้วงเหว "ม่าย——"
ซ่งเฉียนจีแทบอยากจะแหงนหน้าหัวเราะร่า
ลาก่อนนะเจ้าเด็กบ้า!
ลาก่อนสำนักหัวเวย!
ลา...เวรเอ๊ย ทำไมหมอนี่ถึงกระโดดตามข้าลงมาเนี่ย?!
วัยรุ่นมีความคิดเป็นของตัวเองหน่อยได้ไหม กระโดดหน้าผายังจะทำตามกระแสอีก?!