- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 97 : ปาฏิหาริย์
ตอนที่ 97 : ปาฏิหาริย์
ตอนที่ 97 : ปาฏิหาริย์
ตอนที่ 97 : ปาฏิหาริย์
ผู้เฒ่าซุนและบรรดาชายชราคนอื่นๆ รวมไปถึงพวกดันเซินและผู้บริหารระดับสูงที่อยู่ข้างหลัง ต่างก็พากันตกตะลึงจนตาค้าง พวกเขาจ้องมองไปทางฉู่หลิงราวกับว่าฟังคำพูดของเขาไม่รู้เรื่อง
ทว่าภายในใจของทุกคนในตอนนี้ ต่างก็เต็มไปด้วยความตกตะลึงอย่างยิ่ง
พวกเขาก็ไม่กล้าจะเชื่อในสิ่งที่ฉู่หลิงพูดอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการน่ะคือผลงานระดับมี่ฟู่หรือหวังซีจือเชียวนะ แต่เขากลับบอกว่าลายมือพู่กันของเขาสามารถเอาไปแลกได้งั้นเหรอ?
ประธานสมาคมเขียนอักษรมีสีหน้าที่ดูแย่อย่างมากทันที เขาจ้องมองฉู่หลิงพลางคิดในใจว่าไอ้หนุ่มคนนี้จงใจจะมาตบหน้าเขาชัดๆ
ต้องรู้ก่อนนะว่า ตัวอักษรของเขาที่ได้รับการยอมรับและยกย่องอย่างกว้างขวางในยามปกติ ผู้เฒ่าซุนยังมองว่าไม่คู่ควรจะชายตาดูเลยด้วยซ้ำ แต่ไอ้เด็กที่ชื่อฉู่หลิงคนนี้ กลับกล้าบอกว่าลายมือพู่กันของตัวเองสามารถนำมาเปรียบเทียบกับมี่ฟู่และหวังซีจือได้!
ต่อให้เป็นตัวเขาเอง ก็ยังไม่กล้าเอ่ยปากพูดจาโอหังขนาดนี้เลยนะ
ไอ้หนุ่มคนนี้ ช่างคุยโม้โอ้อวดซะจริง ไม่รู้จักคำว่าถ่อมตนสะกดอย่างไรเลยหรือไงกันนะ!
พวกดันเซินเองก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยอยากจะเชื่อในคำพูดของเขาเหมือนกัน ถึงแม้พวกเขาจะระมัดระวังการแสดงสีหน้าเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม แต่ทว่าความเคลือบแคลงสงสัยที่ฉายแววออกมาจากปลายคิ้วและหางตา ก็ยังคงหักหลังความคิดในใจของพวกเขาอยู่ดี
ส่วนคนอื่นๆ ที่นำทีมโดยผู้เฒ่าซุน ต่างก็คิดว่าฉู่หลิงกำลังล้อเล่นอยู่อย่างแน่นอน เพราะเรื่องแบบนี้น่ะมันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว
ประธานสมาคมเขียนอักษรก็เริ่มเอ่ยปากพูดขึ้นมาก่อน เขาระเบิดเสียงหัวเราะร่าพลางพูดว่า “น้องชาย การที่คนหนุ่มมีความทะนงในตัวเองมันก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่หรอกนะ แต่ทว่าทระนงตัวเกินไปมันจะกลายเป็นความหยิ่งยโสเอานะ”
คนอื่นๆ เองต่างก็เอ่ยพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ประธานสมาคมพลางพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“น้องชาย ตัวอักษรของนายเทียบกับผลงานของมี่ฟู่หรือหวังซีจือได้เชียวเหรอ? รีบเลิกล้อเล่นได้แล้ว ตาแก่ซุนคนนี้น่ะ เป็นคนที่จริงจังกับเรื่องพวกนี้ที่สุดเลยนะ”
“ปกติแล้ว ช่วงอายุที่ฝีมือลายพู่กันของนักเขียนอักษรจะขึ้นสู่จุดสูงสุด ก็คือช่วงอายุ 50 ถึง 60 ปีเลยนะ น้องชายอายุยังน้อยมากขนาดนี้ ความเชี่ยวชาญย่อมยังไม่ถึงขั้นแน่นอน!”
“หากระยะเวลาการฝึกฝนเขียนอักษรมันสั้นเกินไป อย่างแรกคือกำลังข้อมือย่อมไม่พอ หรือไม่ก็การขยับข้อมือก็ยังไม่พลิ้วไหวพอ ของพรรค์นี้น่ะมันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการหล่อหลอมและสั่งสมจริงๆ นะ”
พวกดันเซินหันมาสบตากันและรู้สึกจนใจจนไม่รู้จะพูดอะไรดี
เพราะอย่างไรเสียคนตรงหน้าก็เป็นถึงประธานกรรมการของพวกเขา ใครจะไปกล้าเอ่ยปากขัดใจล่ะ ทุกคนจึงทำได้เพียงยืนตัวตรงอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ ก็เท่านั้นเอง
ในตอนนี้เองก็มีผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งก้าวออกมาพลางกระซิบเสียงเบาว่า “ท่านประธานฉู่ครับ ที่บ้านของผมมีผลงานเขียนอักษรของมี่ฟู่อยู่ชิ้นหนึ่งนะครับ ถ้าหากท่านต้องการ ผมจะกลับไปนำมาให้ท่านที่นี่ดีไหมครับ?”
ถึงแม้ผลงานชิ้นนั้นจะมีมูลค่าสูงจนประเมินค่าไม่ได้ก็ตาม แต่ทว่าผู้บริหารระดับสูงคนนี้ก็ไม่อยากจะให้ประธานกรรมการของตัวเองต้องเสียหน้าต่อหน้าผู้คน เขาจึงจำยอมกัดฟันเอ่ยปากพูดออกมาแบบนั้น
แม้แต่ดันเซินเองก็เริ่มเก็บข้อมูลสำคัญนี้ไว้ในใจ และแอบคิดว่านี่ถือเป็นการล่วงรู้ถึงความชอบของท่านประธานแล้ว วันข้างหน้าถ้ามีเวลาเขาเองก็ต้องลองไปหาผลงานเขียนอักษรและภาพวาดชื่อดังมาสะสมไว้บ้าง
คุยไปคุยมา สรุปก็คือทุกคนในที่นั้นต่างก็ไม่มีใครเชื่อในคำพูดของฉู่หลิงเลยสักคน
ฉู่หลิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย เขาหันไปมองเเถ้าแก่ร้านน้ำชาพลางเอ่ยอย่างยิ้มๆ ว่า “รบกวนเถ้าแก่ ช่วยไปนำพู่กัน หมึก กระดาษแล้วก็แท่นฝนหมึกมาให้ผมหน่อยนะ”
เถ้าแก่ที่ได้ยินก็ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบวิ่งไปจัดเตรียมพู่กัน หมึกกระดาษและแท่นฝนหมึกมาอย่างรวดเร็ว
ฉู่หลิงคลี่กระดาษซวนเกรดดีให้วางราบลงบนโต๊ะที่สะอาดสะอ้าน ดันเซินก็รีบก้าวเข้ามาทำหน้าที่ฝนหมึกให้อย่างระมัดระวังทันที
ฉู่หลิงมองดูความวาววับของสีน้ำหมึก จากนั้นเขาก็ใช้พู่กันจุ่มน้ำหมึกเบาๆ พลางเอ่ยปากชมว่า “ไม่เลวเลยนะครับเถ้าแก่ ถึงขั้นใช้หมึกฮุ่ยเกรดดีเลยนะครับ”
เถ้าแก่ร้านน้ำชาได้ยินคำพูดนั้นก็ถึงกับอึ้งค้างไปทันที และรีบยกนิ้วโป้งส่งให้ฉู่หลิงทันที
ลายพู่กันเขียนอักษรของชายหนุ่มคนนี้จะเก่งกาจขนาดไหน ในตอนนี้เขาเองก็ยังไม่รู้หรอก แต่ทว่าสายตาความรู้ และความเข้าใจเรื่องนี้ของฉู่หลิง เถ้าแก่ก็นับถืออย่างมากจริงๆ
แค่ดมกลิ่นก็รู้ว่าเป็นชาต้าหงเผาเกรดเครื่องเสวย ตอนนี้ยังมองออกอย่างง่ายดายอีกว่านี่คือหมึกฮุ่ย ชายหนุ่มคนนี้ ช่างมีของดีไม่เบาเลยนะเนี่ย!
ฉู่หลิงถือพู่กันที่อมน้ำหมึกไว้จนเต็ม บรรดาผู้คนรอบข้างต่างก็พากันอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่มีใครคิดเลยว่าฉู่หลิงกะจะลงมือเขียนจริงๆ
ในตอนนั้นเอง ทุกคนต่างก็พากันนั่งจ้องมองอยู่เงียบๆ แต่ทว่าภายในใจของทุกคนต่างก็ไม่มีความหวังเหลืออยู่เลย
ฉู่หลิงยกพู่กันขึ้นพลางเอ่ยเสียงเรียบว่า “ผมจะเขียนเพียงหนึ่งอักษรนะครับ”
ทุกคนเมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของแต่ละคนต่างก็พลันปรากฏรอยยิ้มดูแคลนออกมาทันที
ตัวอักษรเพียงตัวเดียวคิดจะเอามาแลกกับใบชาเกรดพรีเมียมขนาดนี้งั้นเหรอ?
ต่อให้มี่ฟู่หรือหวังซีจือกลับชาติมาเกิด ก็ยังไม่กล้าเอ่ยปากพูดจาโอหังขนาดนี้เลย!
ฉู่หลิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นเขาก็ตวัดพู่กันลงมือเขียนทันที
ตามจังหวะการขยับมือของเขา พื้นที่โดยรอบก็ราวกับตกอยู่ในความนิ่งสงบ
ทั่วทั้งห้องโถงก็พลันตกอยู่ในความเงียบสงัดในทันที ทุกคนต่างก็พากันกลั้นหายใจจดจ่อกับการเคลื่อนไหวพู่กันของเขาจนตาไม่กะพริบ
การขยับมือของฉู่หลิงรวดเร็วและเชื่องช้าสลับกัน ทว่ามันกลับไม่ได้ดูเก้งก้างหรือจงใจทำเลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับให้ความรู้สึกที่งดงามและแฝงไปด้วยท่วงทำนองที่ลึกซึ้ง
ราวกับเขากำลังรำมวยไทเก๊กอยู่ ท่วงท่าในแต่ละก้าวล้วนมีหลักการและท่วงทำนองวิถีแห่งอักษรแฝงอยู่ และดูเหมือนจะไร้ท่วงท่ากระบวนยุทธ์ ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติอย่างแท้จริง
ทว่าในวินาทีต่อมา ความเร็วการตวัดพู่กันของฉู่หลิงก็พลันเร่งความเร็วขึ้นอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ราวกับจังหวะการประลองของยอดฝีมือที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจนยากจะป้องกันได้ทัน
ทุกคนดูเหมือนจะถูกจังหวะการเขียนอักษรของฉู่หลิงดึงดูดเข้าไปแล้ว แม้แต่ลมหายใจก็เริ่มขยับเร็วและช้าตามไปด้วย
ในชั่วพริบตาเดียว ทุกคนต่างก็พากันหลอมรวมเข้าไปอยู่ในวิถีแห่งอักษรของฉู่หลิงเป็นที่เรียบร้อย
สายตาของทุกคนจ้องมองดูพู่กันที่ตวัดร่ายรำไปมาอย่างลื่นไหล
พวกเขารู้สึกเพียงแค่ ท่วงท่าของฉู่หลิงนั้นพริ้วไหวดุจเมฆา แข็งแกร่งดุจมังกรเริงระบำ
เมื่อตวัดพู่กันครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้น ฉู่หลิงก็วางพู่กันกลับลงไปบนแท่นวางพู่กันตามเดิม
บนกระดาษซวนที่คลี่ออก ก็ปรากฏอักษรคำว่า “ชา” ขนาดมหึมาอยู่ตรงกลางกระดาษพอดี
ทุกคนต่างก็พากันก้าวเท้าเดินเข้าไปดูอักษรบนโต๊ะอย่างอดใจไม่ไหวตามสัญชาตญาณ
เพียงแค่มองแวบเดียว ทุกคนก็พากันอึ้งค้างอยู่กับที่ไปทันที
พวกเขารู้สึกราวกับตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ในไร่ชาในชั่วพริบตา ราวกับจู่ๆ ก็มีต้นชาผุดขึ้นมา แล้วกลิ่นหอมของชาก็ลอยละล่องเข้ามาปะทะจมูกตามจังหวะการก้าวเดินอย่างห้ามไม่ได้
ยอดอ่อนของต้นชาก็กำลังพยายามพวยพุ่งและผลิดอกออกผลออกมา
ท่ามกลางหยาดน้ำค้างที่แสนอบอุ่น ใบชาหลากหลายชนิดต่างก็พากันกระหน่ำส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายออกมาอย่างไม่ยอมแพ้กัน
ทุกอย่างมันช่างสวยงามและพอเหมาะพอเจาะจริงๆ สายลมโชยพัดผ่านใบหน้าไปเบาๆ ราวกับหญิงสาวที่กำลังใช้ปอยผมเขี่ยแกล้งคนรักอย่างหยอกล้ออย่างไรอย่างนั้น
ความรู้สึกพึงพอใจอย่างถึงที่สุด ก็แทบจะแผ่ซ่านไปทั่วทุกรูขุมขนของร่างกาย
ซุนเต๋อไห่ ประธานสมาคม เถ้าแก่และบรรดาชายชราคนอื่นๆ รวมไปถึงพวกดันเซินต่างก็พากันอึ้งค้างอยู่กับที่ไปเรียบร้อยแล้ว
ฉู่หลิงหันกลับมามองดูทุกคนที่ยังคงตกอยู่ในความเคลิบเคลิ้มของตัวอักษรของเขา ที่มุมปากของเขาก็แผ่ซ่านรอยยิ้มพึงพอใจออกมาพลางเอื้อมมือไปหยิบขวดโหลแก้วขนาดเล็กที่บรรจุชาต้าหงเผาเกรดเครื่องเสวยไว้ แล้วเดินมุ่งหน้าออกจากร้านน้ำชาไปทันที