- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 94 : ชอบแอบซ่อนไว้
ตอนที่ 94 : ชอบแอบซ่อนไว้
ตอนที่ 94 : ชอบแอบซ่อนไว้
ตอนที่ 94 : ชอบแอบซ่อนไว้
ขอเพียงสามารถทำให้ฉู่หลิงหายโกรธได้ อย่าว่าแต่ตำแหน่งหัวหน้าแผนกธุรการเลย ต่อให้เป็นตำแหน่งรองอธิการบดี เขาก็จะไปแย่งชิงมาให้เซิ่นเยียนหรันอย่างแน่นอน!
บรรดาอาจารย์ที่ปรึกษาคนอื่นๆ เห็นดังนั้น พวกเขาต่างก็พากันเข้ามาห้อมล้อมและประจบสอพลอด้วยความกระตือรือร้นทันที
“ไอ้หยาเยียนหรันจ๊ะ เธอนี่ช่างมีวาสนาจริงๆ เลยนะ! ใครจะไปกล้าจินตนาการล่ะว่าประธานกรรมการของกลุ่มบริษัทมั่วหลง จะเป็นลูกศิษย์ที่เธอเป็นคนดูแลน่ะ!”
“ก็นั่นสินะ! ได้ยินแล้วฉันล่ะอิจฉาจนจะตายอยู่แล้ว! เยียนหรันจ๊ะ เมื่อก่อนถ้าพวกเราทำอะไรไม่ดีลงไป เธอก็อย่าได้เก็บเอามาใส่ใจเลยนะจ๊ะ!”
“ยังจะเรียกเยียนหรันอะไรอีกล่ะ ตอนนี้พวกเราต้องเปลี่ยนคำเรียกได้แล้ว ต้องเรียกว่าหัวหน้าเซิ่นสิ! พวกเธอไม่ได้ยินคำพูดของอาจารย์ใหญ่เมื่อกี้หรือยังไงกัน!”
เซิ่นเยียนหรันดูเหมือนจะไม่ได้ยินคำพูดของพวกเขาเลย ในตอนนี้สมองของเธอกำลังขาวโพลนและอึ้งไปหมดแล้ว
เธอมองไปทางรถที่กำลังขับห่างออกไป ภายในใจก็พลันคิดขึ้นมาว่าฉู่หลิงนายกลับกลายเป็นประธานกรรมการของกลุ่มบริษัทมั่วหลงไปแล้วจริงๆ.......
ส่วนทางด้านฉู่หลิงในตอนนี้ เขาได้เดินตามหลังพวกดันเซินมาถึงร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง เพื่อเตรียมตัวนั่งจิบชาพูดคุยกัน ซึ่งก็นับว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับพูดคุยกันจริงๆ
ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลที่ก่อนหน้านี้ขับรถนำทางอยู่ด้านหน้า ก็เอ่ยแนะนำด้วยรอยยิ้มว่า “ร้านน้ำชาแห่งนี้เป็นลูกค้าคนหนึ่งในจินหลิงที่แนะนำให้พวกเรามาครับ ที่นี่เป็นระบบคลับส่วนตัว และค่อนข้างจะเงียบสงบและบรรยากาศก็ดีมากครับ”
ฉู่หลิงพยักหน้าเห็นด้วย พลางมองสำรวจทัศนียภาพภายในร้านน้ำชาไปพลางๆ
ที่นี่ใช้การออกแบบที่ลอกเลียนแบบอาคารโบราณ ตัวอาคารทำจากอิฐสีเขียวและกระเบื้องสีแดง ชายคาที่แสนประณีตงดงาม ทุกตารางนิ้วล้วนแสดงให้เห็นถึงความประณีต
เมื่อก้าวผ่านประตูไม้บานใหญ่เข้ามา ก็จะพบกับลานกว้างขนาดไม่ใหญ่มากนัก จากจุดนี้ก็สามารถมองเห็นการตกแต่งภายในอาคารขนาดเล็กสองชั้นได้อย่างชัดเจน
ภายในมีการจัดวางโต๊ะชาไว้ประปราย ระยะห่างระหว่างโต๊ะก็ค่อนข้างกว้าง ซึ่งช่วยให้ลูกค้ามีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
และสิ่งที่ทำให้ฉู่หลิงรู้สึกพึงพอใจมากที่สุดก็คือความเงียบสงบ ที่นี่ไม่มีความรู้สึกหนวกหูเลยแม้แต่น้อย
แถมเขายังได้ยินเสียงนกร้องเป็นครั้งคราวแทนด้วยซ้ำ ซึ่งมันช่วยทำให้จิตใจของผู้คนรู้สึกแจ่มใสและผ่อนคลายขึ้นมาทันที
ฉู่หลิงยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจ ที่มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นมา พลางพยักหน้าแล้วพูดว่า “เป็นร้านน้ำชาที่ดีมากจริงๆ พวกคุณดูตั้งใจเลือกกันมากเลยนะ”
หลังจากพูดจบ ทุกคนก็พากันเดินมุ่งหน้าเข้าไปภายในร้านน้ำชาทันที
เมื่อเห็นมีแขกเดินเข้ามา พนักงานเสิร์ฟของร้านน้ำชาก็รีบก้าวออกมาต้อนรับทันที
ฉู่หลิงมองดูกลุ่มพนักงานเสิร์ฟของที่นี่ก็พบว่า ทุกคนแต่งกายได้อย่างประณีตมาก พวกเธอสวมชุดเสื้อตัวยาวสีเรียบง่าย ทั่วทั้งร่างกายก็แผ่ซ่านกลิ่นอายของความงดงามที่แสนจะอ่อนช้อยออกมา
พนักงานต้อนรับทุกคนก็ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี ท่าทางที่พวกเธอแสดงออกมาก็ทำให้ผู้คนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านหน้าไป
ไม่นานพนักงานต้อนรับคนหนึ่งก็พาทุกคนเดินมุ่งตรงไปยังห้องวีไอพีที่ชั้นสองทันที น้ำเสียงที่ใช้เอ่ยถามก็ยังอ่อนโยนราวกับสายลม “ไม่ทราบว่าทุกท่าน อยากจะดื่มน้ำชาประเภทไหนดีคะ?”
ไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไร แต่สายตาของทุกคนต่างก็พร้อมใจกันหันไปมองทางฉู่หลิงเป็นตาเดียว
ฉู่หลิงเห็นท่าทางของทุกคน เขาก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างจนใจ ก่อนจะสั่งชาที่มีชื่อเสียงของร้านน้ำชาแห่งนี้มาลองชิมสองสามชนิด เพื่อเตรียมตัวลองลิ้มรสชาติของมันดู
“ส่วนขนมทานเล่นคู่กับชา ก็ช่วยเลือกมาให้เหมาะกับชาได้เลยครับ จัดเตรียมมาให้พวกเราสักหน่อยก็พอแล้ว!” หลังจากฉู่หลิงพูดจบ เขาก็ปิดเมนูชาและยื่นส่งคืนให้พนักงานเสิร์ฟทันที
พนักงานเสิร์ฟก็ส่งยิ้มหวานพลางพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องวีไอพีไป
ฉู่หลิงจ้องมองพวกดันเซินและเริ่มเปิดฉากพูดขึ้นมาก่อนว่า “ในระหว่างที่น้ำชายังไม่มาเสิร์ฟ ผมมีเรื่องบางอย่างที่อยากจะพูดถึงก่อน รายงานงบการเงินและรายงานอื่นๆ ของพวกคุณผมได้ตรวจสอบดูหมดแล้วและมีอยู่สองสามจุดที่ครั้งก่อนผมลืมพูดถึงไป”
ระดับความเร็วในการพูดของฉู่หลิงนั้นไม่ได้รวดเร็วนัก แต่ทว่าเนื้อหาที่เขาพูดออกมาล้วนเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างมาก จนทำให้ทุกคนที่นั่งฟังอยู่ต่างก็พากันเคลิบเคลิ้มไปตามๆ กัน พวกเขารู้สึกเพียงแค่ว่าสมองของตัวเองเริ่มจะทำงานไม่ทันและหมุนตามจังหวะความคิดของฉู่หลิงไม่ทันเลยแม้แต่น้อย
พวกดันเซินยังพอจะรับได้ เพราะพวกเขาเคยได้รับคำชี้แนะที่แสนยอดเยี่ยมจากฉู่หลิงมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง
แต่ทว่าคนของบริษัทสาขาซูโจวหางโจวนั้นเพิ่งจะได้ยินอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก
แววตาของทุกคนจึงพลันฉายแววตกตะลึงออกมาวูบหนึ่ง ในใจก็ยิ่งทวีความเคารพนอบน้อมต่อฉู่หลิงมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะบรรดาผู้บริหารระดับสูงของสาขาย่อย
“เถ้าแก่คะ ในร้านของพวกเรา มีลูกค้ารายใหญ่มาเยือนค่ะ!” พนักงานเสิร์ฟคนเมื่อกี้ เดินเข้าไปในห้องทำงานของเจ้าของร้าน พร้อมกับพูดรายงานด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
เถ้าแก่ก็ส่งเสียงรับคำในลำคอเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมา เขาคือชายวัยกลางคนคนหนึ่ง “ลูกค้ารายใหญ่แบบไหนกัน?”
พนักงานเสิร์ฟจึงรีบเล่าเรื่องแบรนด์รถหรูของพวกฉู่หลิงที่ตัวเองเห็นให้ฟังทันที “มีทั้งเบนท์ลีย์ โรลส์-รอยซ์ แล้วก็มายบัค เอสคลาสค่ะ!”
เถ้าแก่ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับตกตะลึงทันที ร่างกายของเขาพลันดีดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที เขาจ้องมองพนักงานเสิร์ฟพลางพูดว่า “เรื่องจริงหรือเปล่า? เธอไม่ได้ล้อฉันเล่นเพื่อความสนุกใช่ไหม?”
เถ้าแก่พูดขณะที่เขารีบวิ่งไปที่หน้าต่างและมองออกไปที่ลานจอดรถข้างนอก
และเขาก็เห็นขบวนรถหรูจอดเรียงรายกันอยู่ตรงนั้นจริงๆ
“พระเจ้าช่วย! ดูท่าทาง คนกลุ่มนี้จะต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาแน่!”
เถ้าแก่พูดพึมพำพลางรีบสั่งการให้คนไปหยิบใบชาที่ดีที่สุดของร้านมาทันที ซึ่งก็คือชาหลงจิ่งเกรดพรีเมียมแห่งยอดเขาซือเฟิง
นี่คือยอดใบชาที่มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ง่ายๆ ซึ่งเป็นของที่เถ้าแก่ต้องไหว้วานขอร้องเพื่อนฝูงกว่าจะได้มาอย่างยากลำบาก
ยอดใบชาที่แสนวิเศษขนาดนี้ ย่อมต้องอาศัยศาสตร์แห่งชาที่เหนือชั้น เพื่อดึงเอากลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของมันออกมาให้ถึงขีดสุด
เถ้าแก่ลงมือล้างมือทำความสะอาดมันด้วยตัวเอง และเป็นคนชงชาด้วยตัวเอง จากนั้นเขาถึงได้ถือถาดน้ำชาขึ้นไปเคาะประตูห้องวีไอพีข้างบน
“เชิญเข้ามาครับ!”
เมื่อได้ยินเสียงอนุญาตดังมาจากข้างใน เถ้าแก่ถึงได้ค่อยๆ ผลักประตูเดินเข้าไปข้างใน เขานำถ้วยน้ำชาวางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวังพลางเอ่ยว่า “น้ำชาชุดนี้คือของขวัญที่ทางร้านของพวกเราตั้งใจมอบให้ทุกท่านฟรีครับ นี่คือยอดใบชาที่ดีที่สุดของร้านเรา ชาหลงจิ่งเกรดพรีเมียมแห่งยอดเขาซือเฟิง ส่วนค่าใช้จ่ายของทุกท่านในวันนี้ผมขอเป็นเจ้าภาพเองทั้งหมดครับ ถือว่าเป็นการทำความรู้จักกันไว้ หวังว่าทุกท่านคงจะไม่รังเกียจและวันหลังถ้ามีเวลาก็แวะมาอุดหนุนร้านของเราบ่อยๆ นะครับ”
เถ้าแก่พูดออกมาไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงหรือท่าทาง ก็ล้วนแสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนและมีมารยาทอย่างดีเยี่ยม
ดันเซินหันไปพยักหน้าตอบรับเขาเบาๆ หลังจากเถ้าแก่เดินออกจากห้องไปแล้ว เขาก็เอ่ยอย่างยิ้มๆ กับฉู่หลิงว่า “เถ้าแก่ร้านนี้ รู้จักคว้าโอกาสเก่งจริงๆ นะครับ”
ฉู่หลิงก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่โชยผ่านซอกฟันและริมฝีปากของเขาไป มันช่างทำให้จิตใจรู้สึกแจ่มใสและผ่อนคลายจริงๆ
“วันนี้ถือว่าพวกเรามานัดเจอนัดคุยทำความรู้จักกันก็แล้วกันนะครับ เรื่องของบริษัทเอาไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถอะ” ฉู่หลิงวางถ้วยชาลง พลางมองสำรวจบรรดาผู้บริหารระดับสูงตรงหน้าที่ทำท่าทางสำรวมสะเปะสะปะพลางเอ่ยอย่างเป็นกันเอง
ทุกคนหันมาจิบชาไปพลางทานขนมคู่กับชาไป บรรยากาศภายในห้องก็ค่อยๆ เริ่มร้อนระอุและเป็นกันเองมากขึ้น
ทว่าในขณะเดียวกันที่อีกฝั่งหนึ่ง ชายชราหลายคนก็กำลังพากันก้าวเดินเข้ามาข้างในจากทางด้านนอก
แต่ละคนหากไม่สวมชุดเสื้อตัวยาวสไตล์จีน ก็สวมชุดจงซานที่ดูเรียบหรูและดูมีภูมิฐานอย่างยิ่ง ทว่าบนใบหน้าของทุกคนกลับมีรอยยิ้มประดับอยู่ พวกเขาต่างก็พากันพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนานขณะเดินเข้ามาข้างใน
เถ้าแก่ร้านน้ำชาที่เพิ่งจะเดินลงบันไดมาจากชั้นบนพอดี ทันทีที่เห็นพวกเขาเขาก็รีบก้าวเข้าไปต้อนรับทันที “ผู้เฒ่าซุน พวกคุณมากันแล้วเหรอครับ”
เถ้าแก่ของร้านจ้องมองชายชราเหล่านั้นตรงหน้า ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความนอบน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง
เพราะในหมู่คนเหล่านี้ ไม่ว่าคนไหนก็ล้วนเป็นคนที่มีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น
โดยเฉพาะชายชราที่เดินนำหน้ามานั้น เขามีชื่อเสียงและมีบารมีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาก็คือผู้เฒ่าแห่งตระกูลซุนแห่งจินหลิงซุนเต๋อไห่นั่นเอง!
ตระกูลซุนแห่งจินหลิงมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะทายาทผู้สืบสายเลือดของราชาแห่งยา ซุนซือเหมี่ยว เป็นตระกูลแห่งวงการยาที่มีประวัติศาสตร์อันแสนยาวนานและมีเส้นสายเครือข่ายความสัมพันธ์ที่กว้างขวางมาก
ผู้เฒ่าซุนคนนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นคนที่เพียงแค่ขยับตัวนิดเดียว ทั้งจินหลิงก็ต้องสั่นสะเทือน
ส่วนชายชราที่อยู่ข้างๆ เขาก็คือประธานสมาคมเขียนอักษรและวาดภาพแห่งซูโจวหางโจว และคนอื่นๆ ต่างก็เป็นคนที่มีเบื้องหลังที่แสนยิ่งใหญ่เช่นกัน
เถ้าแก่รีบสั่งการให้พนักงานเสิร์ฟรีบไปจัดเตรียมห้องวีไอพีให้แก่ทุกคนทันที แต่ทว่าผู้เฒ่าซุนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มกลับโบกมือปฏิเสธพลางพูดว่า “เอาห้องโถงปกตินี่แหละ ยังไงตอนนี้ห้องโถงนี้ก็ไม่มีคนอยู่แล้ว จะได้ไม่ต้องลำบากจัดเตรียมอะไรให้วุ่นวายด้วย”
“ตกลงครับ!”
เถ้าแก่รีบพยักหน้ารับคำ และสั่งการให้คนรีบมาจัดการทำความสะอาดและจัดวางชุดน้ำชาให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็วทันที
พนักงานเสิร์ฟก็รีบนำชุดน้ำชามาวางจัดเตรียมไว้ให้แก่ทุกคนอย่างรวดเร็ว บรรดาชายชราต่างก็พากันนั่งลงทีละคน โดยมีผู้เฒ่าซุน ซุนเต๋อไห่นั่งลงที่ตำแหน่งหลักของโต๊ะ
“วันนี้ที่ฉันเชิญทุกคนออกมา ก็เพื่อตั้งใจอยากจะให้ทุกคนมาลิ้มลองยอดใบชาที่แสนวิเศษด้วยกันน่ะ” ผู้เฒ่าซุนเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มหวานพลางจ้องมองกลุ่มเพื่อนเก่าที่อยู่รอบข้าง
แต่น่าเสียดายที่คำพูดของผู้เฒ่าซุน กลับทำให้ชายชราหลายคนรอบข้างต่างก็พากันมีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความจนใจ และพากันเปิดฉากเหน็บแนมออกมาตรงๆ ทันที
“พอเถอะๆ ตาแก่ซุน เลิกพูดจาจืดชืดไร้สาระแบบนั้นได้แล้ว ใครบ้างจะไม่รู้สันดานของแกกัน”
“ก็นั่นสินะ แกก็แค่อยากจะมาโชว์เหนือใส่พวกเราไม่ใช่หรือไงกันล่ะ? แล้วถือโอกาสนี้มาหลอกชิงเอาผลงานเขียนอักษรและภาพวาดของพวกเราไป”
“ใครบ้างจะไม่รู้นิสัยของแก? ตลอดชีวิตแกก็ชอบของพรรค์นี้อยู่ไม่กี่อย่างไม่ใช่หรือไงกัน ถ้าแกไม่ได้มีผลงานเขียนอักษรดีๆ อยู่ในมือแกจะชวนฉันออกมาทำไมกันล่ะ? ถ้าแกมีของอะไรดีๆ ก็รีบงัดออกมาโชว์เร็วเข้า”
“ฉันพึ่งจะค้นพบว่า แกน่ะยิ่งแก่ตัวลง นิสัยชอบมีเล่ห์เหลี่ยมก็เยอะขึ้นตาม! มีของอะไรก็อย่ามาซ่อนรีบๆ เอาออกมาได้แล้ว!”
คำพูดจิกกัดและตำหนิอย่างไม่เกรงอกเกรงใจกันแม้แต่น้อยเหล่านี้ ทำเอาเถ้าแก่ร้านน้ำชาที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกเสียวสันหลังวาบทันที
ก็คงจะมีเพียงบรรดาผู้เฒ่าเหล่านี้แหละมั้ง ที่จะกล้าพูดจาแบบนี้กับผู้เฒ่าซุน
หากเป็นคนอื่นมาทำแบบนี้ล่ะก็ เกรงว่าคงต้องยอมกราบไหว้ปรนนิบัติเขาราวกับเป็นบรรพบุรุษไปแล้วล่ะ!
ซุนเต๋อไห่ที่ถูกทุกคนเปิดโปงจุดประสงค์ที่แท้จริงก็ไม่ได้โกรธอะไร เขายังคงมีท่าทางสงบนิ่งราวกับเป็นเทพเซียนตามเดิม เขาค่อยๆ ล้วงขวดโหลขนาดเล็กใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้ออย่างช้าๆ