- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 93 : ความนับถือ
ตอนที่ 93 : ความนับถือ
ตอนที่ 93 : ความนับถือ
ตอนที่ 93 : ความนับถือ
เดิมทีเธอก็แค่หวังดีอยากจะพาฉู่หลิงมาสัมภาษณ์งานแท้ๆ แต่ทำไมพอออกมาจากปากของเขาแล้ว ตัวเธอถึงได้ดูเหมือนพวกบ้ากามตัวร้ายไปได้ล่ะ!
ฉู่หลิงมองดูเซิ่นเยียนหรันด้วยรอยยิ้มพลางเอ่ยว่า “เอาล่ะครับ วันหลังพวกเราค่อยมาเจอกันใหม่นะ ตอนนี้ผมมีธุระอยู่ ขอตัวก่อนนะครับ”
หลังจากพูดจบ ฉู่หลิงก็หันไปมองดันเซินและกลุ่มผู้บริหารระดับสูงพลางเอ่ยว่า “ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับพูดคุยกัน พวกคุณหาสถานที่ที่เงียบสงบสักหน่อยมาเถอะ พวกเราไปคุยกันที่นั่นดีกว่า”
ดันเซินพยักหน้าตอบรับเบาๆ ก่อนจะสั่งการให้ทุกคนเดินตามหลังฉู่หลิงมุ่งหน้าตรงไปยังตำแหน่งที่รถจอดอยู่
อาจารย์ใหญ่ที่เป็นคนรู้จักเอาใจคนอยู่แล้ว เมื่อเห็นพวกฉู่หลิงกำลังจะเดินจากไป เขาก็รีบก้าวเท้าตามไปต้อนรับอย่างรวดเร็วพลางเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “นักศึกษาคนนี้... ไม่ๆ ไม่ใช่สิ ท่านประธานฉู่ครับ! ท่านมาเยือนที่นี่ทำไมไม่บอกผมล่วงหน้าสักคำล่ะครับ ผมจะได้จัดเตรียมคนมาต้อนรับท่านให้ดีกว่านี้ไงครับ!”
นี่คือประธานกรรมการของกลุ่มบริษัทมั่วหลงเชียวนะ ต่อให้อีกฝ่ายจะไม่เต็มใจบริจาคเงินสร้างตึกให้วิทยาลัยก็ตาม แต่ถ้าหากในแต่ละปีเขายอมส่งคนมารับสมัครงานที่วิทยาลัยล่ะก็ จำนวนนักศึกษาที่จะมาสมัครเรียนก็ย่อมต้องพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน!
พอคิดมาถึงตรงนี้ อาจารย์ใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง
เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาซับเหงื่อที่ฝ่ามือ ก่อนจะยื่นมือออกไปหาฉู่หลิงเพื่อหวังจะจับมือทักทาย
อาจารย์ใหญ่ถึงขั้นแอบฝันไปไกลแล้วว่า ถ้าหากได้จับมือแล้วล่ะก็ เขาจะขอถ่ายรูปคู่ด้วยดีไหม?
ถึงตอนนั้นค่อยเอารูปคู่ของเขากับประธานกรรมการของกลุ่มบริษัทมั่วหลงไปแขวนประดับไว้ในห้องทำงาน แบบนั้นระดับความมีภูมิฐานของเขามันก็คงจะพุ่งทะลุเพดานอย่างแน่นอน!
ทว่าในขณะที่อาจารย์ใหญ่กำลังฝันหวานอยู่นั้น ฉู่หลิงกลับเพียงแค่ปรายตามองคนที่ยืนขวางทางเดินและยื่นมือออกมาทักทายแวบหนึ่ง ก่อนจะเบี่ยงตัวเดินผ่านร่างของเขาไปแบบหน้าตาเฉย
ทิ้งไว้เพียงอาจารย์ใหญ่ที่ยังคงยืนนิ่งค้างยื่นมือออกไปในท่าทางที่แสนจะกระอักกระอ่วนใจอย่างถึงที่สุดอยู่ตรงนั้นคนเดียว
แต่ทว่าต่อให้จะกระอักกระอ่วนใจแค่ไหน แต่สำหรับอาจารย์ใหญ่แล้วเขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
เพราะอย่างไรเสียฐานะของฉู่หลิงนั้นก็วางอยู่ตรงนี้แล้ว แล้วตัวเขามีคุณสมบัติอะไรไปขอจับมือกับอีกฝ่ายล่ะ?
ทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของอีกฝ่ายล้วนๆ ไม่ใช่หรือไงกัน!
อาจารย์ใหญ่หันหลังกลับมามองและพบว่าบรรดาผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของหลายบริษัท รวมไปถึงนักศึกษาและบรรดาอาจารย์ที่ปรึกษาต่างก็มีใบหน้าที่ซีดเผือดจนเป็นสีขาวราวกับกระดาษ ราวกับว่าพวกเขาเพิ่งไปพบเจอเรื่องที่น่ากลัวอย่างยิ่งมาอย่างไรอย่างนั้น
หลี่ลี่คุนถึงขั้นตกใจจนเข่าอ่อนทรุดตัวลงบนพื้นดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้เขาไม่มีเวลามาสนใจเรื่องสาวงามหรือหน้าตาของตัวเองอีกต่อไปแล้ว ขาของเขาอ่อนแรงจนยืนไม่ขึ้น เขาจึงใช้วิธีคลานเข่าเพื่อพยายามมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของฉู่หลิงพลางเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “ท่านประธานฉู่ครับ ก่อนหน้านี้พวกเราไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของท่านจริงๆ นะครับ……”
บรรดาผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลคนอื่นๆ พอเห็นเช่นนั้น พวกเขาต่างก็พากันรีบเขยิบเข้ามาหา พร้อมกับเริ่มเปิดฉากขอโทษฉู่หลิงกันรัวๆ ทันที
“ต้องขอประทานโทษด้วยจริงๆ ครับท่านประธานฉู่ ก่อนหน้านี้พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะพูดจาแบบนั้นเลยนะครับ พวกเราเองก็ถูกบีบบังคับจนไม่มีทางเลือกเหมือนกันครับ!”
“ท่านประธานฉู่ครับ ท่านอย่าได้ลดตัวลงมาถือสาคนอย่างพวกเราเลยนะครับ”
“พวกเราไม่ได้มีความตั้งใจที่จะดูถูกท่านเลยแม้แต่น้อยนะครับ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้พวกเราไม่มีทางเลือกจริงๆ ครับ ได้โปรดให้อภัยพวกเราด้วยเถอะนะครับ!”
ดันเซินและคนอื่นๆ เดินตามหลังมา เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้คิ้วของพวกเขาก็พลันขมวดเข้าหากันแน่น
เขาหันหลังกลับไปกระซิบกระซาบคุยกับผู้จัดการใหญ่ของบริษัทสาขาซูโจวหางโจวสองสามประโยค ผู้จัดการใหญ่ก็รีบพยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมทันที และหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาจดบันทึกอะไรบางอย่างลงไปอย่างรวดเร็ว
ฉู่หลิงไม่ได้มีความคิดที่จะปรายตามองคนกลุ่มนี้เลยแม้แต่น้อย เขาเดินตรงดิ่งไปที่หน้ารถทันที
ดันเซินรีบสาวเท้าเดินนำไปสองสามก้าว เพื่อเป็นคนเปิดประตูรถให้ฉู่หลิงด้วยตัวเอง พร้อมกับเอามือป้องขอบประตูรถไว้พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านประธานฉู่เชิญขึ้นรถครับ”
ฉู่หลิงก้าวขึ้นรถไปอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วนคนอื่นๆ ก็พากันเดินตามหลังและก้าวขึ้นรถตามไปติดๆ
ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลของบริษัทสาขาซูโจวหางโจวก็ไปนั่งอยู่ที่เบาะหน้าของรถคันแรก แล้วสั่งการให้คนขับรถขับรถมุ่งหน้าออกจากที่นี่ไป
ทิ้งไว้เพียงอาจารย์ใหญ่และกลุ่มคนที่ตกใจจนเสียสติยืนสั่นพั่บๆ ด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุดอยู่ตรงนั้น
“พวกนาย... ช่วยพยุงฉันหน่อย” หลี่ลี่คุนมองดูพวกฉู่หลิงที่จากไปแล้ว แต่ทว่าเขาก็ยังคงรู้สึกหมดเรี่ยวแรงไปทั้งตัวอยู่ดี
อาจารย์ใหญ่และคนอื่นๆ เห็นดังนั้น จึงรีบก้าวเข้าไปช่วยพยุงหลี่ลี่คุนให้ลุกขึ้นยืน
ในตอนนี้ทุกคนไม่มีอารมณ์มานั่งสะสางบัญชีแค้นส่วนตัวกันแล้ว พวกเขาต่างก็พากันมาจับกลุ่มและเอ่ยปากปรึกษากันเสียงเบาด้วยความกังวล
“พวกเราทำลงไปขนาดนั้น จะถูกท่านประธานฉู่หมายหัวเอาไหมนะ”
“คงจะไม่หรอกมั้ง เพราะอย่างไรเสียท่านประธานฉู่ก็มีฐานะยิ่งใหญ่ขนาดนั้น เขาคงไม่มีทางลดตัวลงมาถือสาคนอย่างพวกเราหรอก”
“แต่ที่สำคัญคือท่าทีของท่านประธานเมื่อกี้ มันช่างดูเย็นชาจนคาดเดาไม่ได้เลยนี่สิ! ตอนนี้ในใจของฉันยังเต้นตึ้กตั้กอยู่เลยเนี่ย หวาดเสียวชะมัด!”
ทว่าในวินาทีต่อมา โทรศัพท์ของหลี่ลี่คุนก็พลันดังขึ้นเป็นคนแรก
เขาเห็นว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์ของบริษัทที่โทรเข้ามา เขาจึงรีบกดรับสายทันที “ฮัลโหล?”
ปลายสายยังไม่ทันจะรอให้เขาพูดจบ ก็แผดเสียงตะโกนด่าทอออกมาด้วยความโกรธจัดทันที ราวกับกำลังใช้พลังเสียงทั้งหมดตะคอกใส่เขา
“หลี่ลี่คุน แกไอ้สารเลวคางคกขึ้นวอ! แกไปก่อเรื่องชั่วช้าอะไรไว้ข้างนอกฮะ ทำไมจู่ๆ กลุ่มบริษัทมั่วหลงถึงได้สั่งยกเลิกการร่วมมือกับพวกเราทันทีแบบนี้! แกก็น่าจะรู้ดีนี่นา ว่ากว่าที่เทียนฝางกรุ๊ปของพวกเราจะเจรจาขอความร่วมมือในครั้งนี้มาได้สำเร็จ พวกเราต้องทุ่มเทเงินทองกับแรงไปมากขนาดไหน! ฉันไล่แกออก! อย่าได้กลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีกเป็นอันขาด!”
“ท่านครับ ฟังผมอธิบายก่อนนะครับ……” หลี่ลี่คุนตกใจแทบแย่ แต่ทว่าเขายังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ ปลายสายก็ได้กดวางสายไปแล้ว
เมื่อหลี่ลี่คุนพยายามจะโทรกลับไปหาเจ้านายของเขาอีกครั้ง หมายเลขนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกต่อไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าเบอร์ของเขาคงจะถูกบล็อกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
และในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างเขา ก็พลันเริ่มทยอยดังขึ้นมาทีละเครื่อง
หลังจากที่ทุกคนกดรับสาย พวกเขาต่างก็พบว่ามันเป็นโทรศัพท์จากบริษัทของตัวเองที่โทรเข้ามา
บรรดาหัวหน้าใหญ่ของแต่ละบริษัทต่างก็พากันตะโกนด่าทออย่างสุดเสียง เพื่อบอกให้พวกเขาไสหัวออกไปจากบริษัทซะ และห้ามกลับไปให้เห็นหน้าอีกเป็นอันขาด
สิ่งที่ทุกคนคาดเดาไว้นั้นไม่มีผิดเลย ด้วยฐานะของฉู่หลิงในปัจจุบัน เขาย่อมขี้เกียจเกินกว่าที่จะลงมาถือสากับคนอย่างพวกเขาอยู่แล้ว
แต่ทว่าคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของฉู่หลิงกลับไม่คิดเช่นนั้น
บรรดาผู้บริหารระดับสูงเหล่านั้นมีใครบ้างที่ไม่ใช่คนฉลาด?
พวกเขามองแวบเดียวก็ดูออกแล้วว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเขาก็ย่อมต้องรีบลงมือจัดการแก้ไขให้รวดเร็วที่สุดอยู่แล้ว
เพราะอย่างไรเสีย นี่ก็คือการพบปะกันครั้งแรกระหว่างผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทมั่วหลงและประธานกรรมการคนใหม่ พวกเขาก็ย่อมต้องจัดเตรียมของขวัญต้อนรับที่แสนจะน่าประทับใจไว้ให้แก่ท่านประธานกรรมการคนใหม่เสียหน่อยไม่ใช่หรอกเหรอ?
บรรดาผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลต่างก็พากันถอดสีหน้า พวกเขาจ้องมองไปที่ท้องฟ้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
พวกเขาแค่เดินทางมาร่วมงานรับสมัครงานในรั้ววิทยาลัยแท้ๆ แต่วินาทีต่อมา... พวกเขากลับถูกไล่ออกหน้าตาเฉยเลย?
ตอนที่อยู่ในบริษัท พวกเขาก็เป็นถึงผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลที่อยู่สูงส่งเหนือผู้คนมากมาย
แต่ตอนนี้ พวกเขากลับกลายเป็นเพียงแค่นคนน่าเวทนาที่ถูกไล่ออกอย่างไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้นเอง
การถูกไล่ออกด้วยสาเหตุเช่นนี้ บวกกับอิทธิพลและเส้นสายของกลุ่มบริษัทมั่วหลง ชาตินี้พวกเขาก็อย่าได้หวังว่าจะได้งานดีๆ ในจินหลิงอีกเลย
ดีไม่ดีพวกเขาอาจจะต้องย้ายรกรากไปอยู่ต่างเมืองและไม่มีวันได้กลับมาทำงานในตำแหน่งนี้อีกตลอดไปเลยด้วยซ้ำ
พอไม่มีเงินเดือน แล้วครอบครัวของพวกเขาจะอยู่รอดต่อไปได้ยังไงกัน? พวกเขาจะเอาเงินที่ไหนไปผ่อนบ้านผ่อนรถและเลี้ยงดูลูกๆ กันล่ะ?
พอนึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่จะตามมาในอนาคต อดีตผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลเหล่านั้นต่างก็พากันทรุดตัวลงบนพื้นดินอย่างหมดอาลัยตายอยาก ในดวงตาก็ไม่มีประกายแสงแห่งความหวังเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่าไม่นานนัก ความสิ้นหวังในแววตาของทุกคน ก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นทันที
สายตาของทุกคนจับจ้องไปทางหลี่ลี่คุนที่กำลังยืนพิงต้นไม้อยู่ด้วยความอาฆาตแค้น พวกเขาต่างก็พากันสาวเท้าเดินตรงเข้าไปหาด้วยท่าทางที่ดุดันพลางบ่นว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะแก พวกเราก็คงไม่ต้องมาตกระกำลำบากขนาดนี้ แกต้องชดใช้อนาคตของพวกเรา!”
หลี่ลี่คุนในตอนนี้แม้แต่ตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอด เขาจะไปมีปัญญาอะไรไปชดใช้ให้คนอื่นกันล่ะ?
ในพริบตานั้นพวกเขาก็เริ่มเปิดศึกรุมหลี่ลี่คุนทันที
อาจารย์ใหญ่ที่ยืนมองดูพวกเขาต่อยตีกันอยู่ข้างๆ กลับไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าไปช่วยห้ามปรามเลยแม้แต่น้อย
เขากลับเลือกที่จะเดินตรงเข้าไปหาเซิ่นเยียนหรันแทน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเอ่ยปากพูดประจบสอพลอว่า “เสี่ยวเซิ่นจ๊ะ ไม่ว่ายังไงก็ตาม เธอต้องช่วยพูดขอความเมตตากับท่านประธานฉู่ให้พวกเรานะ เรื่องเมื่อกี้น่ะมันเป็นเพียงแค่เรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น ฉันไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกท่านเลยแม้แต่น้อยจริงๆ! จริงด้วยเยียนหรัน ทางพวกเราตัดสินใจกันแล้วนะ ว่าจะแต่งตั้งให้เธอขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายธุรการคนใหม่!”