- หน้าแรก
- ทะลุมิติข้ามภพ เพื่อภารกิจ
- บทที่ 2 องค์หญิงกับบุตรขุนนาง ตอนที่ 1
บทที่ 2 องค์หญิงกับบุตรขุนนาง ตอนที่ 1
บทที่ 2 องค์หญิงกับบุตรขุนนาง ตอนที่ 1
บทที่ 2 องค์หญิงกับบุตรขุนนาง ตอนที่ 1
พี่ชายสายเลือดเดียวกันที่ว่านั่นวิ่งกลับมาทั้งน้ำตา และทูลพระมารดาว่าน้องสาวของเขาหายตัวไป
พระมารดาจึงมอบ "ของขวัญชุดใหญ่" ให้เขานั่นคือ การคัดลอกบทเรียนของอาจารย์ในหัวข้อ "คัมภีร์เต้าเต๋อจิง" จำนวนสิบจบ และต้องนำมาให้พระนางตรวจในเช้าวันรุ่งขึ้น
เขาถามพระมารดาอย่างร้อนรนว่า "เสด็จแม่ รีบหาคนไปตามหาน้องสาวของลูกทีเถอะพ่ะย่ะค่ะ"
พระมารดาส่งสัญญาณให้เขาเงียบเสียงลงแล้วกล่าวว่า "น้องสาวของเจ้าหลับไปแล้ว เจ้าเป็นคนทำนางหาย แต่รัชทายาททรงไปพบและพานางกลับมา เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว ถึงได้ทำน้องสาวหาย... ระวังให้ดีเถอะ หากวันหน้าเขาสองคนไม่เล่นกับเจ้าขึ้นมา"
องค์ชายพระองค์น้อยก้มหน้าลงยอมรับผิดพลางกล่าวว่า "เสด็จแม่ ลูกทราบแล้วว่าลูกทำผิดไป"
พระมารดากล่าวกับเขาว่า "หากเสด็จพ่อของเจ้าไม่ทรงยุ่งจนปลีกตัวไม่ได้ในช่วงสองสามวันนี้ เจ้าคงได้รับโทษโบยไปแล้วหากพระองค์ทรงทราบเรื่อง"
องค์ชายพระองค์น้อยกล่าวกับพระนางว่า "ลูกเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ ลูกจะกลับไปคัดหนังสือเดี๋ยวนี้"
ไม่นานหลังจากองค์ชายพระองค์น้อยออกไป ฮ่องเต้ก็เสด็จมา หลังจากสนทนากับพระสนมอันเป็นที่รักอยู่ครู่หนึ่ง พระองค์ก็เสด็จไปหาพระธิดาอันเป็นที่รัก
ต่อมาองค์ชายพระองค์น้อยคัดหนังสือเสร็จและนำไปถวายพระมารดา น้องสาวของเขาให้อภัยเขาในที่สุด แต่เธอก็ไม่ค่อยชอบเล่นกับเขาเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป โดยเลือกที่จะไปหาพี่ชายรัชทายาทของพวกเขาแทนทุกวัน
นางติดตามเขาไปราวกับหางเล็ก ๆ ทุกวัน จนกระทั่งอายุครบสิบเอ็ดปี เย่ชิงเหยียนรู้สึกว่าในบรรดาพี่น้องทั้งหมด องค์รัชทายาทมีความสุขุมรอบคอบที่สุด
พี่ชายที่เรียกว่าพี่ชายร่วมสายเลือดของนางทำนางหาย นางรู้ทางกลับแต่เลือกที่จะไม่กลับ เพราะอยากเห็นเขาถูกลงโทษ แต่กลับกลายเป็นว่านางไปพบกับองค์รัชทายาทเข้า
เรื่องราวลงเอยด้วยดี นางจึงไปเล่นกับองค์รัชทายาทแทน เขาเป็นผู้ใหญ่และมั่นคงกว่าพี่ชายอีกคนของนางมาก อย่างน้อยเขาก็ไม่ทำตัวเป็นเด็กไร้เดียงสา
เมื่ออยู่กับองค์รัชทายาท นางมีขนมให้ทานและมีน้ำชาให้ดื่ม แม้เขาจะดูเป็นทางการไปบ้าง แต่เขาก็ให้ความรู้สึกเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย
นางมักจะคิดหาสิ่งสนุก ๆ มาทำและเล่นกับเขา แม้ว่าจะไม่ได้อ่านหนังสือกับองค์รัชทายาททุกวัน แต่นางก็จะถามเขาเสมอเมื่อไม่เข้าใจสิ่งใด และเขาก็จะอธิบายให้อย่างใจเย็น
ต่อมา มีสหายศึกษาปรากฏตัวขึ้นข้างกายองค์รัชทายาท วันหนึ่งสุนัขของใครบางคนหลุดออกมาและพุ่งตรงเข้ามาหานาง น้ำลายไหลย้อยไปทั่ว ดูเหมือนมันจะกัดนาง และนางรู้ดีว่าในยุคโบราณไม่มีวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
ด้วยความหวาดกลัว นางจึงรีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ สุนัขตัวนั้นวนเวียนอยู่ครู่หนึ่ง เห่าใส่นาง แต่ไม่นานหางของมันก็ตก ในขณะนั้น สหายศึกษาขององค์รัชทายาทใช้ขาไก่น่องใหญ่ล่อสุนัขตัวนั้นออกไป
สุนัขจ้องมองที่น่องไก่ น้ำลายของมันไหลราวกับก๊อกน้ำ เขาเล็งระยะห่างแล้วโยนน่องไก่นั้นไป สุนัขก็วิ่งตามไปทันที
เขามองมาที่นางและยื่นมือออกมากล่าวว่า "ลงมาเถอะ ข้าจะรับท่านเอง"
นางรู้สึกประหม่าเล็กน้อย แต่การเห็นเด็กคนนี้ช่วยชีวิตนางทำให้นางรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก ช่างเป็นเด็กดีอะไรเช่นนี้ พี่สาวคนนี้รักเจ้าเหลือเกิน!
นางยื่นมือออกไป และเขาก็จับมือนางไว้ นางกระโดดลงมา แต่เนื่องจากเขาเองก็เป็นเพียงเด็กเช่นกัน จึงไม่สามารถต้านทานแรงกระแทกได้ ทั้งคู่จึงล้มลง แต่โชคดีที่เขาช่วยรองรับนางไว้ นางจึงได้รับบาดเจ็บเพียงรอยถลอกเล็กน้อยที่แขนเท่านั้น
คนที่เป็นเบาะรองรับการล้มมีแผลฉกรรจ์ที่มือ นางรีบลุกขึ้นและคว้ามือเขาไว้
"เจ็บไหม เลือดออกเยอะเลย เราไปหาท่านหมอหลวงอู๋กันเถอะ เดี๋ยวจะเป็นแผลเป็นนะ"
น้ำเสียงอันอ่อนนุ่มของนาง แม้จะฟังดูไร้เดียงสา แต่แฝงไปด้วยความร้อนใจราวกับผู้ใหญ่
เขาถูกนางจูงไปยังสำนักหมอหลวง หลังจากหมอทำแผลให้ทั้งคู่ นางก็มองเขาแล้วกะพริบตา
"ท่านปู่หมอหลวงอู๋ ท่านช่วยอย่าบอกเสด็จพ่อได้หรือไม่"
หมอหลวงอู๋หยิบลูกกวาดสองเม็ดออกมาจากแขนเสื้อแล้วยิ้มอย่างใจดี "องค์หญิง เรื่องนี้ต้องทูลให้ฝ่าบาททรงทราบ ทั้งท่านและบุตรชายเพียงคนเดียวของเสด็จอัครมหาเสนาบดีเสิ่นต่างก็ได้รับบาดเจ็บ พวกเขาต้องเป็นห่วงมากแน่ เอานี่ไปลูกกวาดคนละเม็ด สำหรับท่านและนายน้อยตระกูลเสิ่น อย่าตะกละนักนะ เดี๋ยวฟันจะร่วงหมดปาก"
นางพยักหน้าอย่างว่าง่ายและรับลูกกวาดมาจากหมอหลวงอู๋ นางและเสิ่นชิงเฟิง สหายศึกษาที่ช่วยชีวิตนาง ต่างคนต่างได้รับคนละเม็ดและเริ่มทาน
หลังจากนั่งอยู่ในสถาบันการแพทย์หลวงได้ครู่หนึ่ง ฮ่องเต้และอัครมหาเสนาบดีเสิ่นต่างก็มาถึง เมื่อเห็นฮ่องเต้ นางไม่ได้ถวายบังคมแต่โผเข้ากอดพระองค์ทันที ฮ่องเต้รับนางไว้ในอ้อมแขน
พระองค์อุ้มนางขึ้นและสำรวจดูว่าบาดเจ็บตรงไหนบ้าง ใกล้กันนั้น อัครมหาเสนาบดีเสิ่นเห็นแขนที่พันผ้าพันแผลของบุตรชาย ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความปวดใจ
นางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฮ่องเต้ฟัง เมื่อเห็นว่าเสิ่นชิงเฟิงช่วยชีวิตองค์หญิงน้อยไว้ ฮ่องเต้จึงพระราชทานรางวัลให้แก่เขา
นางไม่ยอมให้ฮ่องเต้ทำร้ายสุนัขตัวนั้น ฮ่องเต้จึงมีรับสั่งห้ามสุนัขปรากฏตัวในเขตพระราชฐานชั้นใน เจ้าของสุนัขก็ถูกลงโทษด้วย โชคดีที่ทั้งคนและสุนัขรอดชีวิต แม้ว่าเจ้าของจะมองดูสุนัขของตนแล้วคิดหาวิธีนำมันไปตุ๋นก็ตาม
สุดท้ายเมื่อเห็นสุนัขทำหน้าตาเศร้าสร้อยราวกับจะหลั่งน้ำตา เจ้าของก็ทำได้เพียงล้มเลิกความคิดนั้น และปฏิบัติต่อสุนัขตัวนั้นราวกับว่ามันได้เลื่อนฐานะขึ้นมา
หลังจากนั้น นางก็ชอบที่จะเล่นกับเสิ่นชิงเฟิง เนื่องจากเขาเป็นสหายศึกษาขององค์รัชทายาท องค์รัชทายาทจึงทูลฮ่องเต้และให้เสิ่นชิงเฟิงมาเป็นสหายศึกษาขององค์หญิงน้อยแทน
หลายปีต่อมา นางเรียนกับเสิ่นชิงเฟิง และเขาก็เล่นเป็นเพื่อนกับนาง พี่ชายของนางหลายคนจับกลุ่มกันเล่นซนทุกวันไม่ต่างจากเด็กประถม นางจึงไม่สนใจจะเล่นกับพวกเขา
นางยังคงเล่นกับเสิ่นชิงเฟิง และเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จักรพรรดินีผู้มีสุขภาพไม่แข็งแรงมาตลอดก็ได้สิ้นพระชนม์ องค์รัชทายาทตกอยู่ในความโศกเศร้าอย่างหนัก ทรงสวมชุดไว้ทุกข์สีขาวและร่ำไห้อย่างขมขื่นหน้าป้ายวิญญาณของจักรพรรดินี
นั่นเป็นครั้งแรกที่นางเห็น "ผู้ใหญ่ตัวน้อย" ผู้นี้ร้องไห้ เขาไม่ส่งเสียงใดออกมา แต่หยาดน้ำตากลับไหลรินไม่ขาดสาย เขาไม่แม้แต่จะกล้าคร่ำครวญเสียงดัง ทำให้ทุกคนรอบข้างรู้สึกเวทนา
ในยามค่ำคืน เขาถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง หลั่งน้ำตาและเผากระดาษเงินกระดาษทอง หวังว่าพระมารดาของเขาจะสุขสบายในโลกหน้า
เด็กหญิงตัวน้อยที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดแอบมองออกมา ในมือนั้นถือขนมมาด้วย นางเลียนแบบผู้ใหญ่ด้วยการตบหลังองค์รัชทายาทโดยไม่พูดอะไรสักคำ
องค์รัชทายาทปล่อยเสียงสะอื้นออกมาในที่สุด เมื่อเขาร้องไห้จนพอใจแล้ว เด็กหญิงตัวน้อยก็นำขนมที่ห่อด้วยกระดาษน้ำมันออกมาจากอกเสื้อแล้วมองเขาพลางกล่าวว่า "เสด็จพี่รัชทายาท ทานขนมหน่อยนะเพคะ"
นางนั่งลงข้างเขาพลางลูบหลังเขา นางยัดขนมหวานใส่มือเขาและยังนำถุงน้ำมาให้ด้วย
นางกลัวว่าเสด็จพี่คนโตจะร้องไห้จนขาดน้ำ นางอยู่กับเขาเป็นเวลานาน จนเผลอพิงไหล่พี่ชายรัชทายาทและหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เมื่อนางตื่นขึ้นมา องค์รัชทายาทก็ส่งนางกลับตำหนักแล้ว หลังจากลงจากเตียง นางก็ไม่ได้ไปหาเสิ่นชิงเฟิงบ่อยนัก แต่กลับไปหาองค์รัชทายาทแทน
หลังจากร้องไห้อย่างหนักในวันก่อน องค์รัชทายาทต้องวุ่นอยู่กับการจัดเตรียมงานพระศพ เขามักลืมทานอาหาร นางจึงมักจะพานางกำนัลไปหาเขาเพื่อนำอาหารไปให้
ทุกครั้งนางจะปลอบโยนองค์รัชทายาทในแบบของนาง นางไม่รู้วิธีพูดคำปลอบใจ จึงใช้วิธีที่นางเชื่อว่าจะได้ผล
เขาสัมผัสได้ว่านางให้เกียรติและปลอบโยนเขาอย่างแท้จริง หลังจากนั้นเขาก็ไม่โศกเศร้าอีกต่อไป เขายังคงดูยอดเยี่ยมอยู่เสมอ ไม่มีสิ่งใดทำให้เขาร้องไห้หรือเสียใจได้อีก
เมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนี้ นางมักจะสวมกอดเขาพลางล้อเล่นว่า "ข้าจะเกาะติดท่านพี่แบบนี้ตลอดไปเลย คิกคิก"
องค์รัชทายาทมักจะลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยนเสมอ แม้พวกเขาจะไม่ได้เกิดจากพระมารดาเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ใกล้ชิดกันเสมอมา
หลังจากนั้นทุกอย่างก็กลับสู่ปกติ นางยังคงเล่นกับเสิ่นชิงเฟิง และเมื่อพี่ชายรัชทายาทผู้อ่อนโยนว่าง ทั้งสามคนก็จะเล่นด้วยกัน
ต่อมา การเรียนขององค์รัชทายาทเข้มข้นขึ้น เขาจึงไม่ได้มาเล่นกับพวกเขานัก
นางนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยความเบื่อหน่าย ถือพู่กันไว้ในมืออยากจะเขียนอะไรบางอย่าง แต่กลับไม่มีอะไรจะเขียน
นางพบหนังสือนิยายมาอ่านเล่มหนึ่ง ทั้งหมดเป็นนิยายกำลังภายใน หลังจากอ่านไปมากมาย นางก็อยากลองสัมผัสด้วยตัวเองดูบ้าง
เย่ชิงเหยียนได้รับเนื้อเรื่องมาแล้ว ตอนนี้นางต้องทำภารกิจตามเส้นทางที่กำหนด นั่นคือ นางจะต้องฝึกศิลปะการต่อสู้และดึงเสิ่นชิงเฟิงมาร่วมด้วย เนื้อเรื่องนี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเสิ่นชิงเฟิงทั้งสิ้น
เรื่องราวของพวกเขามีจุดจบที่เลวร้าย นางไม่มีทางป้องกันจุดจบนั้นได้ จึงทำได้เพียงทำให้พวกเขามีอดีตที่งดงามร่วมกันเท่านั้น