- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพี่สาวคนโตแห่งครอบครัวชาวนา ทำไร่ไถนาสร้างความร่ำรวยเลี้ยงดูเด็กๆ
- บทที่ 58 หมอหลิ่วมาหาถึงบ้าน
บทที่ 58 หมอหลิ่วมาหาถึงบ้าน
บทที่ 58 หมอหลิ่วมาหาถึงบ้าน
บทที่ 58 หมอหลิ่วมาหาถึงบ้าน
ซ่งซือเสวี่ยนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก นางใช้ตะเกียบคีบเส้นบะหมี่จากน้ำแข็งขึ้นมาพักไว้ในตะกร้า “พวกเรากำลังเตรียมเหลียงเมี่ยนเจ้าค่ะ ช่วงเที่ยงพี่ใหญ่จะนำเข้าไปขายในเมือง”
ท่านปู่ซ่งเบิกตากว้างจนอ้าปากค้าง “เจ้าจะเข้าไปทำธุรกิจในเมืองอย่างนั้นหรือ?”
ซ่งจินเจาพยักหน้ายืนยัน “ท่าเรือริมคลองยามนี้ยังไม่ต้องเสียค่าเช่าแผง ผู้คนจึงพากันไปตั้งร้านที่นั่นมากมาย”
ท่านปู่ซ่งถามต่อด้วยความสงสัย “แล้วกิจการเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ก็ไม่เลวเจ้าค่ะ ขายจนหมดแผงก็กลับมาถึงบ้านราวๆ ยามเว่ย (13.00-14.59 น.)”
ก่อนจะถึงเดือนเจ็ด ซ่งจินเจาตั้งใจว่าจะปักหลักตั้งแผงที่ท่าเรือไปก่อน โดยเน้นขายน้ำบ๊วยเป็นหลัก รอจนกว่าจะได้ย้ายไปที่ถนนเส้นกลางเมืองค่อยเปลี่ยนกลับมาใช้สูตรเดิมแล้วจึงปรับราคาขึ้น
หลังจากกลับมาถึงบ้านเก่า ท่านปู่ซ่งก็ได้แต่ยืนเหม่ออยู่หน้าประตูบ้านเป็นเวลานาน
หลานสาวคนโตของเขาเพื่อที่จะหาเงินแล้ว นางขยันปรับเปลี่ยนแผนการวันละอย่าง จนเขาแทบจะตามความคิดนางไม่ทัน
ท่านย่าซ่งถือหมวกสานเตรียมจะออกไปถอนหญ้าในนา เมื่อเห็นท่าทางใจลอยของเขาจึงเอ่ยทัก “เป็นอะไรไป จินเจาว่าอย่างไรบ้าง?”
ท่านปู่ซ่งส่ายหน้าเบาๆ “จินเจาบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร”
ท่านย่าซ่งขมวดคิ้วพลางนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ นางเอ่ยอย่างลังเล “ช่วงนี้จินเจาไม่ได้ลงนาเลย หญ้าในนาก็เริ่มขึ้นรกไปหมดแล้ว ยังจะให้ต้าหลางกับพวกนั้นไปช่วยถอนอีกหรือไม่?”
ท่านปู่ซ่งพยักหน้าอย่างหนักแน่นโดยไม่เสียเวลาคิด “ต้องไปสิ อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่มีงานอื่นทำอยู่แล้ว เรื่องในนาจินเจาคงไม่มีเวลาลงมาดูแลเอง”
ท่านย่าซ่งลดเสียงต่ำลง “ข้าแค่กังวลว่านานวันเข้า ทางบ้านใหญ่กับบ้านรองจะเกิดความไม่พอใจขึ้นมา”
ท่านปู่ซ่งยืดอกขึ้นพร้อมกล่าวเสียงขรึม “ได้นั่งรถม้าไปกลับวันละสองเที่ยวฟรีๆ ยังไม่พอใจอีกหรือ? หากพวกเขาไม่ยอมช่วย ต่อไปก็ไม่ต้องมานั่งรถอีก”
ในระหว่างทางที่ขับรถม้ากลับหลังจากส่งเด็กๆ เข้าเมือง ซ่งเอ้อหลางก็ขับรถไปพลางลอบสังเกตผู้คนริมถนนไปพลาง
ยามใดที่มีคนเงยหน้ามองเขา เขาก็จะเชิดคางขึ้นสูง มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ ในใจเปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้มยินดี
“หลีกทางหน่อย~ หลีกทางด้วย!”
ภรรยาซ่งล่าหวงที่กำลังเดินอยู่ริมถนน เมื่อได้ยินเสียงตะโกนบอกให้หลีกทางจากด้านหลังก็นางรีบหลบเข้าข้างทางทันที
ทว่าพอหยุดมองดูดีๆ กลับพบว่าเป็นซ่งเอ้อหลางที่กำลังควบรถม้ามา นางจึงรีบโบกมือเรียกให้เขาหยุดรถ
“ซ่งเอ้อหลาง รถม้าคันนี้รับคนนั่งด้วยหรือไม่?”
ชาวบ้านทุกคนต่างรู้ดีว่ารถวัวของผู้ใหญ่บ้านคิดค่าโดยสารคนละหนึ่ง
เหวิน แต่สำหรับรถม้าของบ้านซ่งจินเจานั้นไม่เคยบรรทุกใครนอกจากคนในบ้าน ภรรยาซ่งล่าหวงจึงไม่แน่ใจว่าบ้านนางจะทำธุรกิจนี้ด้วยหรือไม่
ซ่งเอ้อหลางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาจะทอประกายบางอย่าง เขาตัดสินใจลงจากรถแล้วกวักมือเรียกให้ภรรยาซ่งล่าหวงขึ้นมา
“นั่งได้สิ คิดคนละหนึ่งเหวินเท่ากับรถวัวบ้านผู้ใหญ่บ้านนั่นแหละ”
ภรรยาซ่งล่าหวงรีบควักเงินหนึ่งเหวินส่งให้ซ่งเอ้อหลาง แล้วมุดเข้าไปในตัวรถ เมื่อเห็นว่าด้านในสะอาดสะอ้านแถมยังมีที่นั่งนุ่มสบาย นางก็เอนหลังพิงผนังรถอย่างพึงพอใจ
ซ่งเอ้อหลางหยิบเหรียญทองแดงขึ้นมาพิจารณาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความยินดี
หากเขาสามารถรับคนนั่งได้ทุกครั้ง เช่นนี้เขามิรวยทางลัดหรอกหรือ?
ดังนั้นเมื่อตอนเขานำรถม้าไปคืน เขาจึงไม่ได้เอ่ยปากบอกเรื่องนี้ ทำให้ซ่งจินเจาไม่รู้เลยว่าเขาแอบใช้รถม้าหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง
ยามเที่ยงวัน ซ่งซือเสวี่ยนั่งอ่านตำราอยู่ในห้องโถง ส่วนซ่งอันห่าวนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเสื่อไม้ไผ่โดยมีผ้าห่มผืนบางคลุมกายไว้
ทว่าเสียงตะโกนโหวกเหวกจากหน้าบ้านก็ทำเอาซ่งอันห่าวสะดุ้งตื่นและเริ่มแผดเสียงร้องไห้ออกมาทันที
ซ่งซือเสวี่ยรีบวางตำราในมือลงแล้วเข้าไปอุ้มทารกน้อย
นางประคองหลังของเขาไว้ มือเล็กๆ คอยลูบปลอบขวัญ เดินไปมาพลางเอ่ยเบาๆ “อันห่าวเด็กดี~ ไม่ร้องนะ ไม่ต้องกลัว พี่รองอยู่นี่แล้ว~”
เสียงเคาะประตูด้านนอกดังรัวขึ้นเรื่อยๆ ซ่งซือเสวี่ยจึงอุ้มเด็กเดินไปที่หน้าบ้านแล้วตะโกนถามผ่านประตูที่ปิดสนิท “นั่นใครน่ะ? ใครอยู่ข้างนอก?”
หมอหลิ่วที่ยืนอยู่หน้าประตูร้อนรนจนเหงื่อท่วมกาย “ข้าเอง หมอหลิ่ว!”
ซ่งซือเสวี่ยแอบมองผ่านรอยแยกของประตู เมื่อเห็นว่าเป็นใบหน้าที่คุ้นเคยของหมอหลิ่วจริง นางจึงรีบเปิดประตูออก
ยังไม่ทันที่นางจะเปิดกว้าง หมอหลิ่วก็ยื่นหน้าเข้ามาสอดส่ายสายตามองหาด้วยความกระวนกระวาย “พี่สาวเจ้าล่ะ อยู่หรือไม่?”
“พี่ใหญ่เข้าไปในเมือง ยังไม่กลับมาเลยเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ! แล้วนางจะกลับมาเมื่อไหร่?” เมื่อได้ยินว่าซ่งจินเจาไม่อยู่ หมอหลิ่วก็ยิ่งร้อนใจจนเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูไม่หยุด
ซ่งซือเสวี่ยเห็นท่าทางนั้นแล้ว ในใจนางก็พลอยเต้นระทึกไปด้วยความกังวล
“น่าจะใกล้ถึงเวลาที่พี่ใหญ่กลับแล้วเจ้าค่ะ”
“ว่าแต่ท่านหมอหลิ่วมีธุระด่วนอะไรกับพี่สาวข้าหรือ?”
หมอหลิ่วไม่มีกะจิตกะใจจะอธิบายเรื่องราวให้เด็กอย่างนางฟัง จึงได้แต่พูดรวบรัดว่า “หมู่บ้านข้างๆ มีคนเจ็บหนัก ข้าต้องการให้พี่สาวเจ้าไปช่วยชีวิตเขา” ในขณะที่ทั้งสองกำลังยืนประจันหน้ากันอยู่นั้น เสียงรถม้าก็ดังแว่วมาจากทางเข้าหมู่บ้าน
ซ่งซือเสวี่ยชี้มือไปทางต้นเสียงด้วยความดีใจ “พี่ใหญ่กลับมาแล้ว!”
หมอหลิ่วหันขวับไปมอง พบว่าเป็นซ่งจินเจาจริงๆ
เขารีบพุ่งเข้าไปหาทันที “แม่นางซ่ง หมู่บ้านข้างๆ มีชายคนหนึ่งถูกขวานจามเข้าที่ขา เลือดไหลไม่หยุด ท่านพอจะมีวิธีหยุดเลือดให้เขาได้หรือไม่?”
ซ่งจินเจาขมวดคิ้วมุ่น “แผลบาดลึกเพียงใด?”
หมอหลิ่วชูนิ้ววัดความยาวประมาณหนึ่งข้อ “ลึกประมาณนี้ได้”
“แล้วเขาเสียเลือดไปมากน้อยแค่ไหน?”
“เลือดยังไหลออกมาไม่หยุด แต่โชคดีที่บ้านข้าอยู่ใกล้ๆ ข้าเลยเข้าไปช่วยกดแผลไว้ด้วยผ้าพันแผลตลอดเวลา”
ซ่งจินเจารีบคว้ากล่องยาแล้วบอกให้หมอหลิ่วกับซ่งซือเสวี่ยขึ้นรถ ระหว่างทางผ่านบ้านเก่า นางจึงรีบแวะฝากเด็กไว้กับท่านย่าซ่ง
“ท่านย่า ฝากดูแลอันห่าวให้ทีนะเจ้าคะ ข้ากับซือเสวี่ยมีธุระด่วนต้องออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง”
เมื่อรถม้ามาถึงที่หมาย เหล่าคนเฒ่าคนแก่ที่ยืนรออยู่ในลานบ้านต่างพากันกรูเข้ามาหา
หมอหลิ่วรีบกันฝูงชนออกไป แล้วนำทางซ่งจินเจาเข้าไปในตัวบ้าน
เขายื่นเข็มเงินให้นางพลางเร่ง “เจ้าช่วยฝังเข็มหยุดเลือดให้เขาที เหมือนกับที่เคยทำที่บ้านซ่งสือเกินวันนั้น”
ทว่าซ่งจินเจาเหลือบไปเห็นเขานำเหล็กเผาไฟจนแดงฉานเตรียมมาด้วย นางก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“ท่านคิดจะใช้เหล็กเผาไฟจี้ปิดแผลเขาอย่างนั้นหรือ?”
หมอหลิ่วเลิกคิ้วมองนางด้วยความประหลาดใจ “หรือเจ้าไม่เคยเรียนรู้วิธีเผาจี้เพื่อหยุดเลือดมาก่อน?”
เขาคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ ในเมื่อวิชาแพทย์ของนางสูงส่งถึงเพียงนี้ ต่อให้ไม่เคยลงมือทำจริง ก็น่าจะเคยผ่านหูผ่านตาจากตำราแพทย์มาบ้าง
ในหัวของซ่งจินเจายามนี้ราวกับมีเสียงระฆังดังอื้ออึง
การแพทย์ในยุคโบราณถูกจำกัดด้วยเทคโนโลยีที่ล้าหลัง วิธีการรักษาส่วนใหญ่จึงค่อนข้างดิบเถื่อนและดั้งเดิม
แต่เมื่อมาเห็นด้วยตาตัวเองเช่นนี้ นางก็ยังอดรู้สึกสลดใจไม่ได้
“การใช้เหล็กร้อนจี้แผลจะทำให้เนื้อเยื่อตายและติดเชื้อง่าย แผลจะไม่มีวันหายสนิท และมีโอกาสกลับมาอักเสบซ้ำซาก ต่อไปการเดินเหินของเขาก็จะมีปัญหาใหญ่”
คิ้วของหมอหลิ่วขมวดเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม เขาไม่เข้าใจปฏิกิริยาต่อต้านของซ่งจินเจา
“แผลลึกถึงเพียงนี้ รักษาชีวิตไว้ได้ก็ถือว่าบุญโขแล้ว หรือว่าเจ้ามีวิธีที่ดีกว่านี้?”
ซ่งจินเจาพยักหน้า ก่อนจะหันไปสั่งคนที่ยืนล้อมอยู่ว่า “ช่วยกันกดตัวเขาไว้ อย่าให้เขาขยับเด็ดขาด”
คนในห้องทั้งเจ็ดคน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ใหญ่สี่คนและเด็กอีกสามคน ต่างพากันหันไปมองหมอหลิ่วเพื่อขอความเห็น
เมื่อหมอหลิ่วเห็นสีหน้าที่จริงจังและมั่นใจของซ่งจินเจา ซึ่งเป็นสีหน้าเดียวกับตอนที่นางปลุกซ่งสือเกินให้ฟื้นขึ้นมาได้ หลังจากลังเลอยู่ครู่สั้นๆ เขาก็ตัดสินใจสั่งเสียงหนัก “ทำตามที่แม่นางซ่งบอก!”
ซ่งจินเจาใช้เหล้าล้างทำความสะอาดแผลอย่างรวดเร็วถึงสองครั้ง จากนั้นนางก็หยิบด้ายไหมที่เตรียมไว้ในกล่องยาออกมา และเริ่มลงเข็มเย็บแผลท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงและหวาดกลัวของทุกคนในที่นั้น
หมอหลิ่วถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ร่างกายเย็นเฉียบราวกับเลือดในกายหยุดไหลเวียน
ในโลกนี้จะมีผู้ใดคิดค้นการใช้เข็มกับด้ายมาเย็บเนื้อหนังเข้าด้วยกันเช่นนี้ได้?
ซ่งซือเสวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับจ้องมองทุกการกระทำของพี่สาวอย่างไม่วางตา นางพยายามจดจำรายละเอียดการเคลื่อนไหวทุกอย่างไว้ในสมองอย่างแม่นยำ
แผลถูกเย็บปิดลงอย่างรวดเร็ว ซ่งจินเจาโรยผงยาเคลือบไว้อีกชั้น ก่อนจะใช้ผ้าสะอาดพันแผลไว้จนเรียบร้อย
ชายที่นอนอยู่บนเตียงเจ็บปวดจนเหงื่อท่วมกาย หากเขามิได้กัดท่อนไม้เอาไว้ในปาก รากฟันของเขาคงแหลกละเอียดเพราะความเจ็บปวดไปแล้ว
“เจ็ดวันนี้ห้ามขยับเขยื้อนขาเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้แผลฉีกขาด”
ในยามที่เดินออกมาส่งซ่งจินเจา หมอหลิ่วยังคงมีท่าทางมึนงง เดินโงนเงนคล้ายคนเสียขวัญ
“แม่นางซ่ง... วิชาเหล่านี้ ใครเป็นผู้สั่งสอนเจ้ากันแน่?”
ซ่งจินเจาแสร้งก้มหน้าลงพลางทำสีหน้าเศร้าสร้อย “เมื่อครึ่งปีก่อน ข้าได้พบกับหมอพเนจรท่านหนึ่งบนเขา เขาบอกว่าตนเองใกล้จะหมดอายุขัยแล้ว แต่วิชาแพทย์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิตยังไม่มีผู้สืบทอด จึงได้ขอรับข้าเป็นศิษย์”
“ท่านอาจารย์สอนข้าอยู่เพียงเดือนเดียว แต่ตอนที่ฝึกเย็บแผลนั้น ข้าได้ฝึกกับพวกสัตว์ป่าในป่าเท่านั้น ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ใช้เข็มกับด้ายเย็บแผลให้กับคนจริงๆ”
ม่านตาของหมอหลิ่วหดเกร็งสั่นระริก สายตาที่เขามองซ่งจินเจาในยามนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความอิจฉาและริษยา
วาสนาอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ เหตุใดจึงไม่ตกมาถึงมือเขาบ้าง? กลับไปเลือกเด็กสาวอายุน้อยเสียได้ สวรรค์ช่างไร้ความยุติธรรมเสียจริง
“ไม่ทราบว่าหมอเทวดาท่านนั้น ยามนี้พำนักอยู่ที่ใด หรือมีชะตากรรมเป็นอย่างไรบ้าง?”
ซ่งจินเจายังคงสวมบทบาทลูกศิษย์ผู้กตัญญู นางตอบเสียงแผ่ว “ท่านอาจารย์เสียชีวิตไปนานแล้วเจ้าค่ะ”