- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพี่สาวคนโตแห่งครอบครัวชาวนา ทำไร่ไถนาสร้างความร่ำรวยเลี้ยงดูเด็กๆ
- บทที่ 54 ทำน้ำแข็งสำเร็จ ได้รับรางวัลจากการสร้างคุณงามความดี
บทที่ 54 ทำน้ำแข็งสำเร็จ ได้รับรางวัลจากการสร้างคุณงามความดี
บทที่ 54 ทำน้ำแข็งสำเร็จ ได้รับรางวัลจากการสร้างคุณงามความดี
บทที่ 54 ทำน้ำแข็งสำเร็จ ได้รับรางวัลจากการสร้างคุณงามความดี
ซ่งจินเจาแบกตะกร้าไม้ไผ่เดินนำไปทางภูเขาด้านหลัง โดยมีฉินหยุ่นเชียนและฉู่หลิวหยุนจูงม้าเดินตามประกบอยู่ทั้งซ้ายและขวา
จวบจนล่วงเข้ายามจื่อ (23.00-00.59 น.) ทั้งสามคนจึงกลับลงมาจากเขา
ท่านย่าซ่งที่ได้ยินเสียงเรียกจึงรีบออกมาเปิดประตู แต่เมื่อเห็นบุรุษแปลกหน้าสองคนยืนอยู่กับหลานสาว สีหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนเป็นระแวดระวังขึ้นมาทันที
“จินเจา พวกเขาคือใครกัน?”
ซ่งจินเจาตอบอย่างราบเรียบ “เป็นท่านขุนนางที่ข้าพบในป่าลึก เดี๋ยวพวกเขาก็จะจากไปแล้ว”
เมื่อเดินเข้ามาในห้องโถง ซ่งฉี่หมิงและซ่งซือเสวี่ยก็เดินออกมาจากห้องด้วยดวงตาที่ยังคงงัวเงีย “พี่ใหญ่ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว”
ซ่งจินเจายกมือขึ้นห้ามพร้อมถอยหลังไปหนึ่งก้าว “อย่าเพิ่งแตะตัวข้า ตอนนี้ข้าสกปรกยิ่งนัก”
หลังจากล้างหน้าล้างตาอย่างรวดเร็ว นางก็เดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ วาดภาพเหมือนของโจรโส่วเป่ยที่หลบหนีไปยื่นให้ฉู่หลิวหยุน “หากพวกท่านจับกุมคนผู้นี้ได้ ข้าจะได้รางวัลหรือไม่?”
ดูจากป้ายประจำตัวแล้ว ฐานะของคนเหล่านี้คงไม่ธรรมดา บางทีนี่อาจเป็นการสร้างคุณงามความดีครั้งใหญ่
ฉู่หลิวหยุนจ้องมองภาพวาดในมือด้วยสายตาคมกริบ เป็นคนของโส่วเป่ยจริงๆ ด้วย
“แม่นางซ่งต้องการสิ่งใดเป็นรางวัล?”
ซ่งจินเจาเอียงคอเล็กน้อย พลางทอดสายตามองไปยังม้าศึกสองตัวที่ผูกไว้หน้าประตูบ้าน “ข้าอยากได้ม้าสักตัว”
ฉู่หลิวหยุนเก็บภาพวาดไว้กับตัวก่อนจะตอบตกลงอย่างง่ายดาย “หากจับคนได้ ข้าจะมอบม้าให้เจ้าสองตัว”
ท่านย่าซ่งจ้องมองเงาหลังของคนทั้งสองที่ควบม้าจากไปจนลับสายตา พอปิดประตูบ้านสนิทแล้วก็นางรีบถามขึ้นทันที “จินเจา คนในภาพวาดนั่นเป็นใครกันแน่?”
ซ่งจินเจาจัดวางตะกร้าไม้ไผ่ให้เข้าที่พลางถอดเสื้อนอกเตรียมตัวไปอาบน้ำ เนื่องจากอยู่ในป่ามาห้าวันเต็ม เส้นผมของนางเริ่มเหนียวเหนอะหนะและมีกลิ่นอายป่าติดตัว
“ตอนนี้ยังจับคนไม่ได้ ข้ายังบอกไม่ได้ท่านย่า”
หากข่าวแพร่ออกไปจนโจรโส่วเป่ยไหวตัวทัน อาจจะทำให้ไก่ตื่นได้
รุ่งสาง เมื่อซ่งฉี่หมิงตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นซ่งจินเจาอยู่ในครัว เขาก็เตรียมจะรีบไปหาที่ห้องทันที
ท่านย่าซ่งรีบขวางไว้ “พี่สาวของเจ้ายังพักผ่อนอยู่ อย่าได้ไปรบกวนนาง”
ซ่งฉี่หมิงพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ยังมิวายแอบชะโงกดูที่ริมหน้าต่างอยู่ครู่หนึ่ง
ตอนที่ซ่งจินเจาตื่นขึ้นมาก็ล่วงเข้ายามอู่ (11.00-12.59 น.) แล้ว แสงแดดภายนอกหน้าต่างสว่างจ้าบาดตา
ท่านย่าซ่งเห็นนางตื่นแล้วก็รีบเอ่ยถาม “มื้อกลางวันนี้เจ้าอยากกินอะไร? ข้าจะไปเตรียมให้” นางเห็นหลานสาวเข้าป่าไปห้าวันจนดูซูบผอมลงไปถนัดตา
ซ่งจินเจานั่งอยู่บนเตียงพลางขยี้ตาเบาๆ “ขออาหารรสอ่อนก็พอแล้ว ขอบคุณท่านย่า”
ท่านย่าซ่งพยักหน้าพลางหมุนตัวเดินออกไป “ถ้าอย่างนั้นข้าจะต้มโจ๊กผักให้ เจ้าไม่ได้กินอาหารดีๆ มาหลายวัน กินโจ๊กย่อมดีต่อร่างกายที่สุด”
บนโต๊ะอาหาร ท่านย่าซ่งถามด้วยความสงสัย “ไหนว่าเจ้าไปล่าสัตว์ขุดสมุนไพรบนเขา เหตุใดจึงไม่มีสิ่งใดติดมือกลับมาเลย? ในตะกร้านั่นเห็นมีแต่ทรายสีขาว”
มือที่ถือตะเกียบของซ่งจินเจาชะงักไปเล็กน้อย “หินเหล่านี้ก็สามารถใช้เป็นยาได้ ข้าใช้เวลาค้นหาอยู่นานกว่าจะพบ”
ท่านย่าซ่งเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ “หินก็กินเป็นยาได้ด้วยหรือ?”
“ใช้ปรุงเป็นยาขี้ผึ้งสำหรับทาภายนอกเจ้าค่ะ แต่หากจะกินเข้าไปย่อมมีข้อห้ามมากมาย กินมากเกินไปย่อมไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย”
ท่านย่าซ่งส่ายหน้า “ข้าล่ะไม่รู้จริงๆ ว่าพวกเจ้าสองพี่น้องไปได้นิสัยใครมา ถึงได้อยากเป็นหมอกันนัก”
“ซือเสวี่ยเองก็ดูแลสมุนไพรในสวนหลังบ้านยิ่งกว่าพืชไร่เสียอีก”
ซ่งจินเจากับซ่งซือเสวี่ยสบตากันเงียบๆ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไป
หลังจากมื้ออาหาร ท่านย่าซ่งจัดการเก็บกวาดสิ่งของแล้วจึงกลับไปยังบ้านเก่า
ซ่งซือเสวี่ยพยุงซ่งอันห่าวที่ยังยืนไม่มั่นคงมาที่ข้างตะกร้าไม้ไผ่ “พี่ใหญ่ หินก้อนเล็กๆ พวกนี้จะเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นน้ำแข็งได้อย่างไร?”
ซ่งจินเจาเทน้ำใส่โถดินเผาแล้วนำไปต้มจนเดือดพล่าน
ในยุคนี้ดินประสิวยังมีสิ่งเจือปนมากเกินไป นางจำเป็นต้องสกัดมันให้บริสุทธิ์เสียก่อน
นางนำดินประสิวใส่ลงในน้ำเดือด เมื่อละลายจนหมดจึงกรองเอาดินทรายออก หลังจากปล่อยให้สารละลายเย็นตัวลง ก็เกิดผลึกใสไร้สีเกาะตัวเป็นชั้น
นางกระทำซ้ำเช่นนี้ถึงสามครา จนกระทั่งความบริสุทธิ์ของดินประสิวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
“ไปยกม้านั่งมานั่งข้างๆ ข้า ตอนนี้เราจะเริ่มทำน้ำแข็งกัน”
ซ่งจินเจาเทน้ำจากบ่อใส่ลงในอ่างไม้ จากนั้นจึงนำไปวางไว้ในสารละลายดินประสิวที่อิ่มตัว ทิ้งไว้เพียงหนึ่งเค่อ ผิวน้ำก็เริ่มแข็งตัวช้าๆ
หลังจากผ่านไปสองเค่อ น้ำในอ่างไม้ก็จับตัวเป็นน้ำแข็งโดยสมบูรณ์
ซ่งซือเสวี่ยอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความทึ่ง “พี่ใหญ่ มันกลายเป็นน้ำแข็งจริงๆ ด้วย!”
ซ่งจินเจายกอ่างไม้ออกมา แล้วนำสารละลายดินประสิวไปตากแดดไว้ที่ลานบ้าน
“ดินประสิวเหล่านี้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ รอให้แดดแผดเผาจนน้ำระเหยแห้ง สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือดินประสิวตามเดิม”
ชาบ๊วยน้ำตาลกรวดที่ใส่น้ำแข็งลงไป รสชาติถึงจะนับว่ายอดเยี่ยมที่สุด
ซ่งซือเสวี่ยหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น เริ่มถามอย่างใจร้อนว่า “พี่ใหญ่ แล้วเราจะไปขายเหลียงผีกับชาบ๊วยน้ำตาลกรวดในเมืองเมื่อไหร่กัน?”
“รออีกสักสองวัน การลากรถลากไปเองทุกวันนั้นเหนื่อยล้าเกินไป รอให้ข้าหาวัวหรือรถม้าได้ก่อนค่อยออกไปตั้งแผง”
เดิมทีนางคิดจะไปซื้อวัวในเมืองสักตัว แต่ตอนนี้ในเมื่อมีคนอาสาจะมอบม้าให้ นางจึงตัดสินใจรอดูท่าทีอีกสองวัน
เพื่อดูว่าพวกเขาจะสามารถจับกุมคนทั้งสองนั้นได้หรือไม่
ฉู่หลิวหยุนและฉินหยุ่นเชียนนำภาพวาดไปซุ่มโปร่งอยู่ใกล้ๆ วัดร้างนอกเมืองซีหนิงถึงสามวัน ในที่สุดพวกเขาก็สามารถจับกุมโจรโส่วเป่ยที่อยู่ในสภาพหิวโซได้สำเร็จ
ฉินหยุ่นเชียนเตะเข้าที่ท้องของอีกฝ่ายอย่างแรง พลางคาดคั้นด้วยเสียงเย็นชา “อีกคนหนึ่งอยู่ที่ไหน?”
โจรโส่วเป่ยที่ถูกกดร่างอยู่กับพื้นกัดฟันแน่น ไม่ยอมปริปากแม้แต่คำเดียว
ฉู่หลิวหยุนฉายแววตาไม่พอใจ สั่งการฉินหยุ่นเชียนด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เจ้าพากำลังพลเฝ้าอยู่ที่นี่ต่อไป ส่วนที่เหลือตามข้ากลับไป”
หลังจากผ่านการรีดเค้นอย่างหนักตลอดทั้งคืน ในที่สุดอีกฝ่ายก็ยอมเปิดปากคายความลับออกมาทั้งหมด
สายลับทั้งสามคนที่หลบหนีมาได้นั้น แท้จริงแล้วเป็นสายลับจากกองร้อยทหารม้าของแคว้นโส่วเป่ย
ในช่วงสิ้นปีที่โจรโส่วเป่ยบุกรุกรานดินแดนแคว้นตงจ้าว การเผา ฆ่า และปล้นชิงหมู่บ้านเป็นเพียงฉากหน้าเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเท่านั้น
เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือการวาดแผนที่เส้นทางเดินทัพ เพื่อให้มั่นใจว่าในปีหน้ากองทัพจะสามารถเคลื่อนพลโอบล้อมฐานที่มั่นของกองทัพอสนีบาตอหังการ แล้วเข้าจู่โจมเมืองซีหนิงที่มีกำลังพลป้องกันเบาบางได้โดยตรง
หลังจากเฝ้าอยู่ที่วัดร้างหนึ่งวันหนึ่งคืน ทหารที่ถูกทิ้งไว้ก็กลับมารายงานฉินหยุ่นเชียนว่า “ล่วงเลยมาสี่วันแล้ว คนผู้นั้นอาจจะไม่ปรากฏตัวแล้ว”
แม่นางซ่งเคยกล่าวไว้ว่า อีกคนถูกฝูงหมาป่าไล่ล่า คาดว่าคงจบชีวิตอยู่ในเขาไปแล้ว
ฉู่หลิวหยุนพยักหน้า “คนผู้นี้มาจากทางตะวันตก เจ้าจงพากำลังพลขึ้นเขาไปค้นหาทางทิศใต้ให้ละเอียด เป็นต้องเห็นตัว ตายต้องเห็นศพ”
วันนั้น ขณะที่ซ่งจินเจา กำลังถอนวัชพืชอยู่ในนา ผู้ใหญ่บ้านซ่งหม่านชางก็วิ่งกระหืดกระหอบมาแต่ไกลพลางตะโกนก้อง “แม่หนูจินเจา แม่หนูจินเจา!”
ชาวบ้านที่กำลังตรากตรำทำงานอยู่ในนาก็พากันเงยหน้ามองผู้ใหญ่บ้านเป็นตาเดียว
ซ่งจินเจายืดตัวขึ้นมอง
ซ่งหม่านชางใช้สองมือยันเข่าพลางหอบหายใจอย่างหนัก ก่อนจะเงยหน้ามองนาง “คนจากที่ว่าการอำเภอมาถึงแล้ว! พวกเขาบอกว่าเจ้าสร้างคุณงามความดีครั้งใหญ่ จึงเดินทางมาเพื่อมอบรางวัลให้ ตอนนี้ถึงหน้าบ้านเจ้าแล้ว!”
ดูท่าจะจับคนได้แล้วจริงๆ ซ่งจินเจาเดินขึ้นมาจากนาพลางถามว่า “พวกเขานำม้ามาด้วยสองตัวหรือไม่?”
ซ่งหม่านชางทั้งพยักหน้าและส่ายหน้าสลับกัน “เจ้าหน้าที่ที่ว่าการขับรถม้ามา แล้วก็จูงม้าศึกตามมาด้วยอีกตัวหนึ่ง”
เมื่อเห็นซ่งจินเจาเดินจากไปพร้อมกับผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านที่เหลือต่างก็พากันซุบซิบนินทาด้วยความสงสัย
“ท่านปู่ซ่ง จินเจาบ้านเจ้าไปสร้างคุณงามความดีอันใดไว้หรือ?”
เมื่อถูกชาวบ้านรุมถาม ในใจของท่านปู่ซ่งก็เริ่มคาดเดาว่าเรื่องนี้คงเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ท่านย่ากลับมาเล่าให้ฟังในวันนั้น
ทางด้านซ่งต้าหลาง ซ่งเอ้อหลาง และเหล่าภรรยาต่างก็ยืนงงงัน ไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ขึ้นตอนไหน
เมื่อพวกเขาเร่งรุดไปถึงบ้านของซ่งจินเจา ก็ทันได้ยินเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการกำลังประกาศข้อความในราชโองการพอดี
“จากการสืบสวนพบว่า หญิงสาวตระกูลซ่งนามซ่งจินเจา ได้ให้ความช่วยเหลืออย่างดียิ่งในการจับกุมโจรโส่วเป่ย ถือเป็นการสร้างคุณงามความดีต่อแผ่นดิน จึงขอพระราชทานรางวัลเป็นม้าชั้นดีสองตัวและรถม้าหนึ่งคัน!”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบบริเวณต่างตกตะลึงจนตาค้าง จับกุมโจรโส่วเป่ย?
ซ่งจินเจาวนเวียนอยู่ในหมู่บ้านตลอดมิใช่หรือ นางไปจับโจรตอนไหนกัน?
เหตุใดพวกตนถึงไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย?
แถมรางวัลยังเป็นม้าถึงสองตัวและรถม้าอีกคัน นี่มันมูลค่ามหาศาลชัดๆ!