- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นพี่สาวคนโตแห่งครอบครัวชาวนา ทำไร่ไถนาสร้างความร่ำรวยเลี้ยงดูเด็กๆ
- บทที่ 33 จำศีลฤดูหนาว ไหว้สุสานวันตงจื้อ
บทที่ 33 จำศีลฤดูหนาว ไหว้สุสานวันตงจื้อ
บทที่ 33 จำศีลฤดูหนาว ไหว้สุสานวันตงจื้อ
บทที่ 33 จำศีลฤดูหนาว ไหว้สุสานวันตงจื้อ
ลมหนาวเสียดกระดูกพัดกรรโชกเข้ามาในร้านยาตระกูลเหอที่เปิดประตูทิ้งไว้ หญิงสาวนางหนึ่งสวมหมวกขนกระต่ายสะพายตะกร้าไม้ไผ่ก้าวเท้าเข้ามาภายใน
เย่หมิงที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดยาเงยหน้าขึ้นมอง แววตาฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง นี่มิใช่หญิงสาวที่เคยโวยวายว่าจะขอเป็นศิษย์เรียนวิชาแพทย์นางนั้นหรอกหรือ
“สมุนไพรทั้งหมดตามที่เขียนในกระดาษแผ่นนี้ เอาให้ข้าอย่างละครึ่งตำลึง”
หากไม่ใช่เพราะอยู่ในช่วงฤดูหนาว ซ่งจินเจาคงอยากจะพาซ่งซือเสวี่ยขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรด้วยตนเอง เพื่อให้นางได้รู้จักตัวยาที่แท้จริงตามตำราพฤกษาร้อยโอสถ
เย่หมิงพบว่าสมุนไพรทุกชนิดที่เขียนบนกระดาษล้วนถูกต้องและสอดคล้องกัน ดูท่าว่าหญิงสาวผู้นี้คงจะเคยอ่านตำราแพทย์มาบ้างจริงๆ
หลังจากจัดสมุนไพรทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ด้วยความกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะรู้เพียงผิวเผิน เขาจึงกำชับข้อห้ามในการใช้ยาต่างๆ ไปอีกหลายประโยค
หลังจากออกจากร้านยาตระกูลเหอ ซ่งจินเจาก็ตรงไปที่ร้านหนังสือต่อทันที
“ที่นี่มีรวมบทกวีดีๆ บ้างหรือไม่?”
ผู้ช่วยร้านหนังสือนำ ‘รวมบทกวีเลื่องชื่อสามร้อยบท’ ฉบับพิมพ์ใหม่ออกมายื่นให้นาง “ผู้แต่งบทกวีทุกบทในหนังสือเล่มนี้ล้วนมีชื่อเสียงโด่งดัง บัณฑิตทุกคนต่างต้องมีไว้ในครอบครองคนละเล่ม”
ซ่งจินเจาเปิดดูคร่าวๆ พลางรู้สึกว่าเนื้อหาไม่เลวทีเดียว
“แล้วที่นี่พอจะมีตำราแพทย์บ้างหรือไม่?”
ผู้ช่วยร้านหนังสือไม่คิดว่านางจะถามเช่นนี้ โดยทั่วไปการเรียนแพทย์มักเป็นการสืบทอดกันภายในตระกูล หรือมีอาจารย์คอยถ่ายทอดให้ตัวต่อตัว น้อยคนนักที่จะมาหาซื้อตำราแพทย์จากภายนอกเช่นนี้
“มี แต่ล้วนเป็นตำราพื้นฐานทั่วไป เนื้อหาไม่ลึกซึ้งนัก”
เขานำทางซ่งจินเจาไปยังมุมหนึ่งของร้าน ซึ่งวางไว้เพียงหนังสือเบ็ดเตล็ดที่ไม่ค่อยมีผู้ใดเหลียวแล
ซ่งจินเจาค้นหาจนเจอตำราแพทย์สองสามเล่ม ในที่สุดนางก็เลือกซื้อมาเพียงสองเล่มที่เกี่ยวกับสรรพคุณยาและการฝังเข็มบนร่างกายมนุษย์
อุณหภูมิแถบชายแดนลดต่ำลงเหลือเพียงสามถึงสี่องศาแล้ว ท่านปู่ซ่ง
บอกว่าอีกสองวันหิมะอาจจะตกหนัก ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสสุดท้ายของปีที่ซ่งจินเจาจะได้เข้าเมืองซีหนิง
หลังจากออกจากร้านหนังสือ นางก็แวะซื้อเนื้อหมูอีกสิบจิน
แม้ว่าที่บ้านจะมีเนื้อรมควันและกระต่ายแห้งที่หมักเตรียมไว้แล้ว แต่ในเมื่อเข้าเมืองมาทั้งที นางก็อยากซื้อของสดใหม่กลับไปให้ทุกคนได้กินบ้าง
หิมะนอกหน้าต่างเริ่มตกหนักขึ้นเรื่อยๆ จนถมพื้นดินหนาเตอะ
ประตูห้องโถงถูกปิดสนิท มีเพียงหน้าต่างที่แง้มไว้เล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ
สมาชิกทั้งสี่ชีวิตในครอบครัวนั่งล้อมวงอยู่บนคัง ความร้อนที่แผ่ออกมาด้านล่างทำให้ไม่รู้สึกถึงความหนาวเหน็บแม้แต่น้อย
ทารกน้อยวัยสี่เดือนเริ่มซุกซนมากขึ้น เวลานอนอยู่บนเตียงก็มักจะเงยคางขึ้น พยายามเอื้อมมือไปคว้าปุยขนเล็กๆ บนปกเสื้อของซ่งซือเสวี่ย
ในช่วงฤดูหนาวที่ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ซ่งฉี่หมิงขยันเป็นพิเศษนับตั้งแต่รู้ว่าซ่งจินเจาตั้งใจจะส่งเขาไปเรียนที่โรงเรียนส่วนตัวเพื่อสอบเคอจวี่
เขาท่องจำบทกวีวันละบทจากเล่มที่ซ่งจินเจาซื้อมา บางครั้งก็ลองหัดแต่งกลอนเองดูบ้าง ทว่าทุกครั้งกลับยังไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่างนัก
บนโต๊ะหนังสือมีสมุนไพรนานาชนิดวางเรียงราย ซ่งซือเสวี่ยถือหนังสือเทียบดูทีละอย่าง เมื่อจำได้ขึ้นใจแล้วก็นางจะปิดตำราแล้วไล่ทวนชื่อทีละชนิด หากนางจำผิด ซ่งจินเจาก็จะคอยชี้แนะอยู่ข้างๆ
“ปัง ปัง ปัง!”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่ห้องโถง
ซ่งจินเจาลงจากคัง มองลอดช่องประตูออกไปแล้วรีบเปิดประตูพร้อมร้องเรียก “ท่านป้าใหญ่”
ป้าสะใภ้ใหญ่ยืนกางร่มอยู่ท่ามกลางหิมะ เมื่อนางหุบร่ม เกล็ดหิมะที่เกาะอยู่ก็ร่วงกราวลงบนพื้น
“พรุ่งนี้เป็นวันตงจื้อ ท่านย่าของเจ้าให้ข้ามาดูความเรียบร้อยเสียหน่อย”
ในวันตงจื้อ ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านตระกูลซ่งจะต้องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ เนื่องจากบิดามารดาของร่างเดิมเพิ่งเสียชีวิตในปีนี้ พรุ่งนี้คนในตระกูลซ่งจึงต้องไปไหว้ที่สุสานร่วมกัน
เมื่อเข้ามาในบ้าน ป้าสะใภ้ใหญ่ก็รีบถูมือไปมาเพื่อคลายหนาว
บ้านอิฐสีเขียวหลังนี้เก็บความร้อนได้ดีเยี่ยม ในบ้านอุ่นกว่าบ้านหลังเก่ามากนัก
เมื่อเห็นว่าไม่เพียงแต่บนคังที่จุดไฟ แม้แต่เตาถ่านกลางห้องโถงก็ยังลุกโชน ในหม้อดินบนเตากำลังต้มนมแพะใส่พุทราจีนและน้ำผึ้งส่งกลิ่นหอมกรุ่น
ป้าสะใภ้ใหญ่ได้แต่ลอบถอนหายใจในใจว่า เด็กพวกนี้ช่างมีชีวิตที่สุขสบายเสียจริง
ซ่งฉี่หมิงคลานลงจากคัง ตักนมแพะพุทราจีนหนึ่งชามมามอบให้ป้าสะใภ้ใหญ่
ป้าสะใภ้ใหญ่จิบเข้าไปคำหนึ่งก็รู้สึกอุ่นซ่านไปทั้งตัว “ท่านปู่ของเจ้าบอกว่าพรุ่งนี้ยามซื่อให้ไปเซ่นไหว้ที่สุสานของพ่อแม่เจ้าเสร็จแล้วค่อยไปกินข้าวที่บ้านข้า อากาศตอนกลางคืนหนาวจัดแถมหิมะยังตกอีก ไม่ต้องลำบากกลับมาทำเองแล้ว”
ซ่งจินเจารอนางดื่มนมจนหมด ก่อนจะพานางไปดูที่ห้องครัว
“เมื่อวานข้าห่อเกี๊ยวไส้ผักกาดขาวกับเนื้อหมูไว้แล้ว นี่คือไก่ที่เพิ่งเชือดเมื่อเช้า ส่วนกระดาษเงินกระดาษทองกับเหล้าข้าวก็ซื้อเตรียมไว้จากเมืองซีหนิงแล้วเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เช้าข้าจะทำข้าวปั้นเพิ่มอีกสักสองสามก้อน เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ป้าสะใภ้ใหญ่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เท่านี้ก็ดีมากแล้วล่ะ ตอนพ่อแม่ของเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ยังไม่เคยได้กินของดีๆ เช่นนี้เลย”
หากตายไปแล้วได้รับของเซ่นไหว้ที่สมบูรณ์ขนาดนี้ วิญญาณในปรโลกคงจะปลาบปลื้มไม่น้อย
“ตอนนี้ยังมีเนื้อหมูขายอีกหรือ เจ้าเพิ่งเข้าเมืองมาหรืออย่างไร?”
ซ่งจินเจาส่ายหน้า “เป็นครั้งสุดท้ายที่เข้าเมืองก่อนหิมะตกเจ้าค่ะ ข้าซื้อมาเผื่อไว้แต่ยังกินไม่หมด จึงเอาส่วนที่เหลือไปแช่แข็งไว้ในลานบ้าน”
วันรุ่งขึ้นในยามซื่อ สมาชิกตระกูลซ่งทั้งสิบห้าคน รวมทั้งท่านปู่ซ่งและท่านย่าซ่ง ต่างก็มารวมตัวกันที่หน้าสุสานเพื่อเผากระดาษเงินกระดาษทอง แม้แต่ซ่งอันห่าวที่ยังทำได้เพียงฝึกพลิกตัวก็ถูกซ่งจินเจาอุ้มมาร่วมด้วย
ขอบตาของซ่งฉี่หมิงและซ่งซือเสวี่ยแดงก่ำ เมื่อมายืนอยู่หน้าสุสาน ความโหยหาที่มีต่อบิดามารดาก็เอ่อล้นขึ้นมาในใจ
ของเซ่นไหว้ที่วางเรียงรายอยู่นั้นดูอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าเทศกาลตรุษจีนเสียอีก ไม่เพียงแต่สิ่งที่ซ่งจินเตรียมมา แม้แต่ท่านปู่ซ่งและซ่งเอ้อหลางก็ไม่ได้มามือเปล่า
แม้ซ่งเอ้อหลางจะเตรียมมาเพียงบัวลอยข้าวเหนียวจานเดียว แต่นั่นก็ถือว่าเขามีน้ำใจมากแล้ว
ซ่งจินเจาจ้องมองป้ายสุสานที่ใช้งานได้เพียงสี่เดือน แผ่นไม้เรียบง่ายเริ่มดำคล้ำและแตกปริตามสภาพอากาศ ตัวอักษรที่เขียนไว้เริ่มเลือนลาง
“ท่านพ่อ ท่านแม่ รอให้ถึงเทศกาลเช็งเม้งปีหน้า ข้าจะเปลี่ยนป้ายสุสานที่ทำจากไม้สนไซเปรสให้พวกท่าน มันจะดูสง่างามมากเลยนะเจ้าคะ”
ท่านย่าซ่งรู้สึกร้อนผ่าวที่ขอบตา น้ำตาที่ไหลออกมาโดนลมพัดจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็ง
“ซานหลาง เจ้าไปสู่สุคติเถิดนะ ตอนนี้ชีวิตของพวกจินเจาดีขึ้นมากแล้ว พวกเขาเป็นครอบครัวแรกในหมู่บ้านที่สร้างบ้านอิฐสีเขียวหลังใหญ่โตขนาดนี้ อยู่อย่างสบายไร้กังวล พวกเจ้าไม่ต้องห่วงทางนี้เลย มีข้ากับพ่อของเจ้าคอยดูแลอยู่ทั้งคน”
หลังจากเผากระดาษเงินกระดาษทองเสร็จสิ้น และรอจนลมพัดพาขี้เถ้าปลิวหายไป คนตระกูลซ่งก็นำของเซ่นไหว้กลับไปที่บ้านหลังเก่าเพื่อเตรียมทำอาหาร
ธัญญาหารเป็นสิ่งล้ำค่า ทุกครัวเรือนจึงทำเช่นนี้ ของเซ่นไหว้ที่ถวายเพียงครู่ สุดท้ายก็นำมาหล่อเลี้ยงชีวิตคนในครอบครัวต่อไป
ป้าสะใภ้รองสาละวนอยู่ในครัวอย่างมีความสุข “อาหารการกินของบ้านจินเจานี่ดีจริงๆ แม่ไก่อ้วนขนาดนี้ยังกล้าเชือด ทิ้งไว้ให้ออกไข่ไม่ดีกว่าหรือ”
ท่านย่าซ่งได้ยินเข้าก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ นางเหลือบมองค้อน “นั่นเป็นเพราะหลานๆ เขามีกตัญญู ไม่เหมือนเจ้ากับเอ้อหลาง วันปีใหม่วันเทศกาลทีไรก็มาแต่มือเปล่า ข้าไม่เคยเห็นแม้แต่ขนไก่สักเส้นจากบ้านเจ้าเลย”
ป้าสะใภ้รองเงียบเสียงลงทันที พึมพำเบาๆ “ก็ที่บ้านยากจน ข้าจะไปกล้าเชือดไก่กินได้อย่างไร”
ป้าสะใภ้ใหญ่ที่คอยสุมไฟอยู่ใต้เตาใช้เท้าสะกิดเตือนนางว่าอย่าได้เอ่ยปากอีก มีของอร่อยให้กินก็ควรจะสงบปากสงบคำเสีย
หากจินเจาไม่เชือดไก่ตัวนี้ เจ้าจะได้มีโอกาสซดน้ำแกงไก่รสเลิศเช่นนี้ที่ไหนกัน
หลังจากร่วมมื้อกลางวันเสร็จ ซ่งจินเจาก็อยู่พูดคุยต่ออีกพักหนึ่ง ก่อนจะพาน้องๆ ทั้งสามคนเดินทางกลับบ้าน
แม้ความสัมพันธ์ในตระกูลจะเริ่มปรองดองกันมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังรู้สึกสบายใจที่สุดเมื่อได้อยู่ในบ้านของตนเอง